Masukบริษัท เตชะ เอสเตท จำกัด
"ได้เรื่องแล้วครับเจ้านาย"
ในวันต่อมา สินธุเดินเข้ามาในห้องทำงานหรูพร้อมซองเอกสารลับในมือ เขารีบนำรายงานด่วนที่สุดส่งให้ผู้เป็นนายที่นั่งหน้านิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่
"ว่ายังไง.." คีรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตาคมกริบกลับตวัดมองลูกน้องคนสนิทอย่างรอคอย ทั้งที่ใจจริงพยายามบอกตัวเองว่าไม่ควรไปใส่ใจเรื่องของอดีตภรรยา แต่ก้อนเนื้อในอกกลับทรยศ มันเต้นรัวด้วยความอยากรู้จนแทบเก็บอาการไว้ไม่มิด
"ตอนนี้คุณมัทนาทำงานเป็นพนักงานบัญชี.. อยู่ในบริษัทในเครือข่ายของเราเองครับ"
คำรายงานนั้นทำให้ดวงตาคู่คมหรี่ลงทันที ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งพร้อมกับความหมายมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวสมอง.. ทำไมมัทนาต้องดิ้นรนทำงานหาเงินเอง? ในเมื่อผู้ชายที่ยืนเคียงข้างเธอในตอนนี้คือธันวา มหาเศรษฐีเจ้าของ ทีดับบลิว ดีเวลลอปเมนท์ มันน่าจะมีปัญญาเลี้ยงดูเธอและลูกให้อยู่อย่างสุขสบายบนกองเงินกองทองได้สิ
"แต่มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่งครับเจ้านาย" สินธุเว้นจังหวะเพื่อดูปฏิกิริยา เมื่อเห็นผู้เป็นนายยังคงนิ่งเงียบด้วยท่าทีเย็นชา จึงรีบรายงานต่อ "บ้านจัดสรรหลังที่เราเห็นเมื่อวาน เป็นบ้านพักที่คุณมัทนาซื้อไว้และอาศัยอยู่กับลูกชายของเธอเพียงสองคนครับ"
"หมายความว่ายังไง?"
คีรินที่แสร้งทำเป็นไม่สนใจในคราแรก ถึงกับละสายตาจากเอกสารแล้วตวัดสายตาคมกริบมองสินธุทันที
"ผมเองก็ยังไม่แน่ใจตื้นลึกหนาบางครับ ตอนนี้คนของเราสืบได้จากประวัติภายนอกและข้อมูลจากเพื่อนบ้านในละแวกนั้น.. เจ้านายคิดเหมือนผมไหมครับ?"
"เธอเป็น.. เมียเก็บของมันงั้นเหรอ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมา ความคุกรุ่นแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างเมื่อคิดว่าอดีตภรรยาที่เขาเคยยกย่องออกหน้าออกตา กลับลดตัวลงไปเป็นบ้านเล็กบ้านน้อยของศัตรูหัวใจ
"นั่นไงครับ! ผมคิดแล้วว่าเจ้านายต้องคิดเหมือนผมแน่ ๆ" สินธุรีบเออออตาม
นี่เธอทิ้งฉันไป.. เพื่อไปยอมเป็นเมียเก็บไร้ฐานะของไอ้ธันวางั้นเหรอ! คีรินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"แต่.. มันก็ยังมีเรื่องแปลกอีกเรื่องครับเจ้านาย"
"มีอะไรก็รีบพูดมาให้หมด! อย่าลีลา" คีรินตวาดเสียงตํ่า อารมณ์ดิบเริ่มประทุจนยากจะควบคุมเมื่อคนสนิทเอาแต่ยักท่า
"คือ..ทุกครั้งเวลาที่คุณธันวาเดินทางมาหาคุณมัทนาที่บ้าน เขาจะขับรถซีดานมือสองสภาพเก่าคันนั้นมาเสมอเลยครับ ไม่เคยขับรถหรูของตัวเองมาเลยสักครั้งเดียว"
สมองของท่านประธานหนุ่มเริ่มประมวลผลตามคำรายงานอันน่าประหลาดใจ ตกลงว่าไอ้คู่แข่งตัวแสบมันกำลังเล่นตลกอะไรอยู่กันแน่? หรือมันกลัวบ้านใหญ่จะตามเจอเลยต้องแอบขับรถเก่าออกมาหาเธอ?
ก๊อก... ก๊อก...
"บอสคะ"
เสียงเคาะประตูตามมารยาทดังขึ้นสกัดความตึงเครียดในห้อง ก่อนที่น้ำชาเลขานุการส่วนตัวเดินถือแฟ้มเอกสารสำคัญเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"มีอะไร" คีรินปรับน้ำเสียงให้กลับมาเย็นชาตามเดิม
"เรื่องโปรเจกต์นิคมอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยแบบครบวงจรเฟสใหม่ค่ะ ฝ่ายจัดซื้อที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบหน้างานก่อสร้าง เพิ่งส่งรายงานด่วนเข้ามาว่า.. ตอนนี้ทางบริษัท ทีดับบลิว ดีเวลลอปเมนท์ ยอมหั่นราคาประมูลตัดหน้าเราอย่างน่าเกลียดเลยค่ะบอส"
เลขาสาวส่งเอกสารสรุปผลการลงพื้นที่และการยื่นซองประมูลให้ท่านประธานดู รายละเอียดในนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ฝ่ายของธันวากำลังรุกหนักหวังจะฮุบโครงการยักษ์ใหญ่ชิ้นนี้ไปครองให้ได้
คีรินรับเอกสารมาดู นัยน์ตามืดมนลงเรื่อย ๆ จิตใจของเขาตอนนี้ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องตัวเลขมูลค่าพันล้านในกระดาษ ..แต่มันกลับเชื่อมโยงไปถึงเงื่อนงำของผู้หญิงที่ชื่อมัทนาและไอ้ศัตรูตัวร้ายที่กำลังลอบกัดเขาในทุก ๆ ทาง
"แล้วเราจะเอายังไงดีครับบอส" สินธุเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หลังจากรับฟังสถานการณ์อันน่าปวดหัวของโปรเจกต์ใหม่
คีรินไม่ตอบในทันที ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ก่อนที่เขาจะเบนสายตาจากเอกสารประมูลราคาตรงหน้า กลับมามองผู้ช่วยคนสนิท
"สินธุ.. เมื่อกี้นายบอกว่ามัทนาทำงานบัญชีอยู่ที่บริษัทในเครือของเราใช่ไหม"
"ใช่ครับ.."
เย็นวันเดียวกันนั้นที่หน้าตึกบริษัทในเครือ เตชะ เอสเตท
"ขอบคุณมากเลยนะคะธันวา มัทหารถไม่ได้จริงๆ ค่ะ" มัทนารีบเปิดประตูรถของธันวาแล้วก้าวขึ้นไปนั่งด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด
ก่อนหน้านี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทางโรงเรียนอนุบาลได้ส่งข้อความมาแจ้งว่า น้องคินน์ ลูกชายของเธอมีไข้ขึ้นสูง แม้คุณครูจะให้ทานยาลดไข้ไปแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น
ปกติแล้วมัทนาจะฝากลูกไว้ที่ห้องเตรียมความพร้อมจนถึงเวลาเลิกงานแล้วจึงค่อยนั่งรถโดยสารไปรับ แต่พอได้ยินว่าลูกชายไม่สบาย ใจของคนเป็นแม่ก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ในวินาทีที่มืดแปดด้านและต้องการความช่วยเหลืออย่างที่สุด เธอจึงตัดสินใจโทรหาธันวา ซึ่งเขาก็บึ่งรถมารับเธอถึงหน้าบริษัททันทีโดยไม่รีรอ
>>{"อะไรนะ?"} สายที่ยังคงสืบอยู่ก็โทรมารายงานสินธุ ว่าตอนนี้ธันวาขับรถคันเก่ามารับมัทนาที่หน้าตึกในเครือ
"น้องใบหม่อน... เป็นลูกสาวของพี่สาวฉันเองค่ะ ตอนนั้นพี่สาวคิดจะไปทำแท้ง แต่ฉันขอร้องไว้ ยอมให้พี่คลอดแกออกมาแล้วฉันจะเป็นคนเลี้ยงดูในฐานะแม่เอง..." พูดได้แค่นั้นเธอก็สะอึกสะอื้นไห้ มือหนาเอื้อมมาลูบเรือนผมของเธออย่างอ่อนโยน "คุณเก่งมากเลยนะน้ำชา" "ฉันสงสารหลานค่ะ อยากให้แกได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก ฉันเลยยอมแบกรับคำว่าแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วทำงานหาเงินสร้างอนาคตให้แก" "หลังจากนี้ไป... คุณไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกแล้วนะ ภาระหน้าที่ทั้งหมดนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีคนนี้เอง" ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปจุมพิตหน้าผากมนเนิ่นนาน "ขอบคุณมากนะคะคุณธันวา แต่ตราบใดที่ฉันยังไหว ฉันก็ยังอยากทำงานต่อนะคะ" "นี่คุณถามผมหรือยัง ว่าผมจะยอมให้คุณออกไปทำงานต่อไหม" น้ำชาเงียบไปนิด... จะให้เธออยู่บ้านเกาะเขากินเฉย ๆ ได้ยังไงล่ะ "แล้ว... เรื่องเมื่อเช้า ท่านประธานเล่าให้คุณฟังหมดแล้วใช่ไหมคะ" "คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ ผมกับคีรินจัดการกัลยาเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่รอส่งฟ้องศาล" "ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลเลยเหรอคะ?!" เธอตกใจ แค่เธอหกล้มเนี่ยนะ "กัลยาคิดไม่ซื่อ วางแผนจะเล่นงานทั้งบริษัทของผมและของไอ้
"ผู้หญิงพวกนั้นมีอะไรดีนักหนา ฉันไม่เข้าใจผู้ชายอย่างพวกคุณสองคนเลยจริง ๆ... ตาต่ำ!""หึ!" ธันวาตวัดสายตาคมกริบมองผู้หญิงที่หลงคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น "ถ้าอย่างคุณมัทนากับคุณน้ำชาเรียกว่าต่ำ... ผู้หญิงอย่างคุณก็คงจมปลักอยู่ในโคลนตมแล้วมั้งครับ"คีรินปรายตามองอย่างพึงพอใจ ไม่คิดว่าฝีปากของไอ้คู่แข่งคนนี้จะจัดจ้านถึงใจได้ขนาดนี้ ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ก้าวเข้ามาในห้องทำงาน"พาตัวออกไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลยครับ" คีรินออกคำสั่งเสียงเฉียบ"อะไรกันคะ! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด พวกคุณต่างหากที่จงใจเซ็นสัญญาทับซ้อนกันเอง!""คุณลองเอาเวลานี้ไปปรึกษาทนายดูดีกว่านะ ว่าไอ้สิ่งที่คุณทำลงไป มันจะต้องเข้าไปนอนในคุกกี่ปี" คีรินตัดบทอย่างตัดรำคาญ เขาไม่คิดเลยว่าจะเคยรู้จักกับคนพรรค์นี้ สมัยเด็ก ๆ กัลยาก็ไม่ได้มีนิสัยร้ายกาจขนาดนี้ หรือเพราะไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจนเหลิง... แต่ก็คงไม่ใช่หรอก สันดานคนมันต้องมาจากกมลสันดานของตัวเองล้วน ๆฝ่ายกฎหมายและ รปภ. ตรงเข้าคุมตัว กัลยาพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ จึงถูกลากตัวออกไปจากห้องทำงาน ท่าม
เวลาที่กัลยารอคอยก็มาถึง ในวันต่อมาหญิงสาวถือแฟ้มสัญญาฉบับนั้นบุกมาหาคีรินถึงบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่เธอเดินเชิดหน้าตรงดิ่งเข้ามาในห้องทำงานของท่านประธานโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า มิหนำซ้ำยังไม่คิดจะบอกกล่าวเลขาฯ หน้าห้อง ถือวิสาสะเคาะประตูแล้วผลักเข้าไปทันทีน้ำชาที่พยายามรีบผุดลุกขึ้นตามไปขวางแต่ก็ไม่ทัน จึงรีบก้าวเท้าตามเข้าไปห้ามปรามเสียงแข็ง "คุณกัลยาคะ ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ มันผิดกฎระเบียบของบริษัท!""อีกไม่นาน... กฎระเบียบของบริษัทนี้ ฉันก็จะเป็นคนตั้งมันขึ้นมาใหม่เอง!"ว่าแล้วกัลยาก็ใช้ฝ่ามือผลักร่างของน้ำชาให้ออกไปพ้นทางอย่างแรง จนร่างบางเซถลาล้มพับลงไปกับพื้น รองเท้าส้นสูงคู่สวยรับแรงกระแทกไม่ไหวจนส้นหักสะบั้นมัทนาที่อยู่ในห้องเตรียมเครื่องดื่มได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบวิ่งออกมาดู ทันเห็นสินธุผู้ช่วยกำลังรีบก้มลงประคองน้ำชาให้ลุกขึ้นพอดี"คุณน้ำชาเป็นอะไรมากไหมคะ!" มัทนาถลันเข้าไปถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นน้ำชาหน้าซีดเผือด เอามือกุมท้องน้อยของตัวเองไว้แน่น"เจ็บ... น้ำชาเจ็บท้องค่ะคุณมัท""ฉันไม่ได้ผลักแรงอะไรเลยนะยะ! อย่ามาแกล้งสำออยทำเป็นล้มหน่อยเลย!" กัลยาตะคอกใส่เสียงแหลม
ในบ่ายวันนั้นเอง สายเรียกเข้าสายหนึ่งต่อตรงเข้ามาหาคีรินจากเบอร์ของธันวา คู่แข่งทางธุรกิจเบอร์หนึ่งของเขา ประเด็นที่อีกฝ่ายโทรมาในวันนี้ กลับไม่ใช่เรื่องการห้ำหั่นทางผลประโยชน์แต่อย่างใด"บอสจะรับสายนี้ไหมครับ" สินธุเอ่ยถามผู้เป็นนายก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้>>{"ว่ามา"} คีรินรับเครื่องมาแนบหูแล้วกรอกเสียงเรียบลงไป{"เรื่องคุณกัลยา"}พอได้ยินชื่อที่หลุดออกมาจากปลายสาย คีรินก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง "อืม" สั้น ๆ ในลำคอเพื่อหยั่งเชิงว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร{"ผู้หญิงคนนั้นชักจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว"}ประโยคเดือดดาลที่หลุดจากปากธันวาทำเอาคีรินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ นึกสงสัยอยู่ในใจว่ากัลยาไปก่อเรื่องอะไรไว้ ถึงทำให้ศัตรูหัวใจอย่างมันหัวร้อนจนต้องต่อสายตรงมาเคลียร์กับเขาถึงที่>>{"ว่ามาสิ ฉันฟังอยู่"}จากนั้นธันวาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่ากัลยาเล่นตุกติกและล้ำเส้นความสัมพันธ์ของเขาอย่างไร คีรินฟังแล้วก็กระตุกยิ้มมุมปาก ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นความรู้สึกทึ่งปนคาดไม่ถึงเสียมากกว่า... ไอ้ธันวามันก็มีมุมร้อนรนและออกตัวปกป้องผู้หญิงของมันขนาดนี้เหมือนก
"ถ้าคุณยังไม่เลิกส่งสายตาหวานเชื่อมมองหน้าผมอยู่แบบนี้นะ... ผมจะไม่ยอมรอให้ถึงคืนนี้จริง ๆ ด้วย"ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมาหมายจะประกบปากจูบอีกรอบ น้ำชาจึงรีบใช้สองมือดันหน้าเขาออกห่างแล้วผุดลุกขึ้นนั่งทันที"ฉันหิวข้าวแล้วค่ะ! จะรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้แหละ!" หญิงสาวรีบคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างไว ปล่อยให้ชายหนุ่มนอนหัวเราะด้วยความเอ็นดูอยู่บนเตียงหลังทานมื้อค่ำเสร็จ น้ำชาก็ออกมายืนรับลมชมบรรยากาศอันแสนเงียบสงบยามค่ำคืนของขุนเขาพอมองทอดสายตาออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ก็เห็นแสงไฟสีส้มระยิบระยับจากตัวเมืองส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง แหงนหน้ามองขึ้นไปบนผืนฟ้ากว้างก็พร่างพราวไปด้วยดวงดารานับล้านดวงที่ส่องแสงระยับตา"ถ้าคุณชอบ... ไว้พวกเราแวะมาเที่ยวที่นี่กันบ่อย ๆ ก็ได้นะ"เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นชิดแผ่นหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นของผ้าห่มผืนนุ่มที่ถูกนำมาคลุมไหล่บางไว้ ก่อนที่สองแขนแกร่งจะกอดร่างเธอไว้แนบอก "ข้างนอกนี้อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว อย่าออกมายืนตากลมหนาวนานนักสิครับ""ทำไมคุณถึงดีกับฉันขนาดนี้คะ" หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นสบตากับคนที่กอดเธอจากทางด้านหลังธันวาโน้มใบหน้
"คุณแม่กับคุณลุงคืนดีกันแล้วใช่ไหมคะ" น้องใบหม่อนที่นอนมองตาแป๋วอยู่บนเตียงเอ่ยถามเสียงใส"คุณแม่ของเราเขาเป็นคนขี้น้อยใจ หนูต้องช่วยคุณลุงดูแลคุณแม่ให้ดี ๆ นะครับ" ชายหนุ่มหันไปส่งยิ้มให้เด็กน้อย แต่สองแขนแกร่งก็ยังคงโอบกอดร่างบางของแม่เด็กไว้แน่นไม่ยอมปล่อยและในค่ำคืนนั้น เขาก็ยังคงนอนกอดเธอไว้บนโซฟาเบดแคบ ๆ ตัวเดิม แม้ใจจะโหยหาอยากจะฟัดร่างนุ่มนี้แทบขาดใจ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาก็ทำได้เพียงแค่จูบเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากคุณหมอเข้ามาตรวจดูอาการจนแน่ใจแล้ว ก็อนุญาตให้น้องใบหม่อนออกจากโรงพยาบาลได้ธันวาขับรถพาสองแม่ลูกแวะกลับมาเก็บเสื้อผ้าที่บ้านพักของน้ำชาก่อน ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่นว่าจะให้เธอกับลูกย้ายไปพักฟื้นที่คฤหาสน์ของเขาสักระยะ เพื่อจะได้มีคนคอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งครั้งนี้น้ำชายอมพยักหน้าตกลงแต่โดยดีในเมื่อผู้ชายคนนี้ดีกับเธอถึงขนาดนี้ ทำไมเธอจะต้องยอมปล่อยมือเปิดทางให้ผู้หญิงหน้าด้านคนอื่นมาแย่งเขาไปด้วยล่ะ จากเหตุการณ์เมื่อวานมันชัดเจนแล้วว่ากัลยาจ้องจะฉกเขาไปจากอกเธอ... ไม่มีวันเสียหรอก!ทันทีที่รถแล่นมาถึงคฤหาสน์ธนากรณ์ ธัญญ่าก็รีบสาวเท้าออกมารับขวัญหลานตัวน้อย
แล้วเราต้องเริ่มต้นจัดการชีวิตยังไงก่อนดีเนี่ย...มัทนาได้แต่คิดอย่างว้าวุ่นใจอยู่ภายในห้องนอน เธอยังไม่ทันได้จัดระเบียบชีวิตหรือเตรียมความพร้อมอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะในตอนแรกเข้าใจว่าจะเริ่มงานในสัปดาห์หน้า ซึ่งคิดว่ายังมีเวลาเหลือให้เตรียมตัวอีกตั้งสองสามวัน แต่คำสั่งด่วนที่ให้ไปรายงานตัววันพรุ่
"คุณแม่กับคุณลุงคุยอะไรกันครับ ทำไมทำหน้าเครียดจังเลย" เสียงเล็ก ๆ ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ บรรยากาศอึดอัดภายในรถจึงค่อย ๆ คลายลง"เปล่าหรอกครับคนเก่ง พอดีต่อจากนี้ไปแม่ต้องย้ายไปทำงานที่บริษัทใหม่นะลูก เวลาเลิกเรียนเดี๋ยวจะมีพี่พิมพ์ พี่เลี้ยงคนเดิมของเรามารับหนูกลับบ้านแทนแม่นะครับ"มัทนาหันไปชวน
"ไม่ต้องคิดแล้วค่ะผู้จัดการ มัทขอรับข้อเสนอนี้ค่ะ" มัทนารีบตอบตกลงทันควัน เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นตั้งหลายเท่าขนาดนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร"อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อนเถอะมัทนา.. มันมีเงื่อนไขค่าปรับหากคุณเป็นฝ่ายผิดสัญญานะ"หญิงสาวก้มลงอ่านทบทวนข้อความฉบับนั้นอีกครั้ง ในสัญญาระบุไว้เพียงว่
ภายในบ้านจัดสรร.. มัทนารีบปิดประตูล็อกลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะทรุดตัวลงเข้าไปโอบกอดลูกชายตัวน้อยที่รออยู่"เมื่อกี้แม่คุยกับใครครับ" คินน์น้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย"หนูได้ยินด้วยหรือลูก..." หญิงสาวพยายามปรับนํ้าเสียงให้ปกติที่สุดและลูบแก้มกลมเบา ๆ"ได้ยินครับ... คนไม่ดีหรือเปล่าครับ ทำไมแม่ถึงร







