LOGINสายตาคมคู่นั้น ก็ยังคงจับจ้องไปที่หญิงสาว ไม่ละไปทางอื่น ยิ่งเห็นเธอเฉยเมยแบบนี้ เป็นเขาที่รู้สึกไม่ดีเสียเอง
“นี่! อย่าคิดนะว่าที่ฉัน ให้เธอเข้ามาทำงานในห้องนี้ด้วย เพราะอยากอยู่ใกล้เธอ ฉันแค่กลัวว่าเธอจะทำงานไม่คุ้มค่าจ้างก็เท่านั้น” เขารีบพูดขึ้นอย่างร้อนตัว กลัวว่าเธอจะคิดไปเองกับสิ่งที่เขาปฏิบัติอยู่ “ค่ะ” เธอตอบรับสั้น ๆ แล้วรีบเปิดสมุดนัดเพื่อจดจำข้อมูลตามที่แวววรรณบอก “มานี่หน่อย” คำสั่งสั้น ๆ แต่มีผลทันทีเพราะเอวาริณรู้ดีว่าถ้าหากเธอช้าเพียงนิดเดียวก็คงจะมีประเด็นให้จิกกัดเอาอีก “ค่ะ” “ตอนบ่ายมีนัดหรือเปล่า” “มีค่ะ กับ Yc คอเปอร์เรชั่น” “วันนี้มีที่เดียวเหรอ” “ค่ะ บ่ายวันนี้มีนัดเดียวค่ะ แต่ตอนทุ่มครึ่งมีงานเลี้ยงเปิดตัว โปรดักส์ใหม่ของบริษัทคุณบวรค่ะ” “แล้ววันมะรืนล่ะ ตอนบ่ายมีนัดไหม” “มีคุณดัชเชสค่ะ จะเข้ามามาคุยงานที่บริษัท” “วันต่อ ๆ ไปล่ะ” “เอ่อ เดี๋ยวดูให้นะคะ” เพราะเธอเพิ่งจะท่องจำได้แค่ไม่กี่วันนี้ จึงต้องเดินกลับไปหยิบสมุดที่ได้มาจากแวววรรณ แต่ยังไม่ทันได้พูดก็ถูกตำหนิรุนแรงราวกับไปเข่นฆ่าใคร “แค่นี้ยังจำไม่ได้ เธอได้พกสมองมาทำงานหรือเปล่า ไม่ได้เรื่อง!” “คือฉัน...” เธอถึงกับพูดเสียงสั่น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เขาพูดเสียงดังใส่แบบนี้ ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิตคู่ของเรา “ถึงความตั้งใจของเธอจะไม่ได้มาเพื่อทำงาน แต่ไหน ๆ ได้รับเงินเดือนก็ควรทำให้คุ้มค่าสิ ไม่ใช่จะปล่อยประละเลยงานแบบนี้” “คุณหมายความว่ายังไงคะ ที่บอกว่าฉันไม่ได้มาเพื่อทำงาน” ชวินทร์ใช้สายตาดูแคลนกวาดมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าจนคนถูกมองหน้าร้อนผ่าว ยิ่งเห็นรอยยิ้มคล้ายเหยียดหยันที่มุมปากหยักก็ยิ่งเจ็บแปล๊บในใจ “ก็หมายความตามที่พูด แต่งตัวมาขนาดนี้คงคิดว่าฉันจะเสน่หาเธอล่ะสิ บอกตรง ๆ นะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะใช่ แต่ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้วไม่มีวันกลับไปกินของเก่าอย่างเธอเด็ดขาด เลิกพยายามเถอะเพราะมันจะทำให้เธอเหนื่อยเปล่า!” เพราะความอัดอั้นระคนอับอายที่ถูกเขาด้อยค่าซึ่งหน้า เอวาริณจึงโต้ตอบโดยไม่สนใจว่าตอนนี้เธออยู่ในสถานะอะไร “ถ้าไม่คิดที่จะกินของเก่า แล้วคุณจะรับฉันเข้าทำงานทำไม แถมยังช่างสังเกตว่าฉันแต่งตัวมาอย่างพิถีพิถัน จะปฏิเสธเหรอว่าคุณก็ยังสนใจฉันอยู่” “สนใจเหรอ...” ประธานหนุ่มยกยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่มีเรื่องใดให้ขบขันแม้แต่น้อย “ฉันสมเพชเธอต่างหาก เธอทิ้งฉันในวันที่ฉันเป็นแค่ไอ้กระจอก แล้ววิ่งแร่กลับมาในวันที่ฉันมีพร้อมทุกอย่าง ผู้หญิงอย่างเธอมีอยู่เกลื่อนเอาตีนเขี่ยหาก็ยังเจอ แต่ที่ฉันรับเธอเพราะฉันรู้ว่าเธอต้องการอะไร ฉันอยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ ฉัน ฉันอยากให้เธอเห็นว่าชีวิตตอนนี้มันดีแค่ไหน ชีวิตดี ๆ ที่คนอย่างเธอจะไม่มีวันได้ใช้!” นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคำพูดรุนแรงขนาดนี้จากเขา ทั้ง ๆ ที่เตรียมใจมาจากบ้านแล้วว่าการทำงานครั้งนี้ไม่ง่าย แต่น้ำตาก็ยังไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เพราะทั้งเจ็บทั้งน้อยใจ น้ำตาแห่งความน้อยใจไหลพรากอาบแก้ม เอวาริณมองตัวเองจากเงาสะท้อนในกระจกแล้วสะอื้นออกมาด้วยความเจ็บปวด หลังมือบางยกขึ้นถูที่กลีบปากอิ่มของตัวเองจนลิปสติกเลอะเทอะ แต่ตอนนี้เธอไม่สนใจอะไรอีกแล้ว [“ลิปสีนี้เหมาะกับกรีนที่สุด เห็นทีไรซันอยากจุ๊บทุกที ทาสีนี้บ่อย ๆ นะที่รัก ซันชอบ” “ซันไม่เอา” “จุ๊บบ จุ้บบ จ๊วบบบ”] คำหวานและการกระทำของเขา ในอดีตยังดังก้องอยู่ในหู แต่วันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว “ฮึก ๆ ๆ” “ซัน ซันคนเดิมตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอ กรีนคิดถึงซันนะ ฮึก ๆ ซันรีบกลับมาหากรีนนะ” แล้วเธอก็ร้องไห้จนตัวสั่นโยน ใช่...เขาพูดไม่ผิด เธอแต่งตัวอย่างพิถีพิถันอย่างที่เขาเคยชอบ และพร่ำพูดเสมอว่าเธอสวยที่สุด เพียงเพราะความหวังเล็ก ๆ ที่คิดว่าบางทีมันอาจทำให้เขานึกถึงวันเก่า ๆ วันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข วันที่โอบกอดและปลอบโยนกันด้วยความรัก แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างก็พิสูจน์ให้รู้แล้วว่าเธอหวังมากเกินไป เพราะสิ่งที่ได้รับคือคำพูดและสายตาดูแคลนอย่างเปิดเผย เขาทำให้เธอทั้งเจ็บทั้งอายจนเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ “ฮึก ๆ ๆ” เอวาริณใช้เวลาอยู่กับความเสียใจครู่ใหญ่ น้ำตาที่ไหลออกมาทำให้ใจของเธอรู้สึกเบาขึ้น หญิงสาวล้างหน้าแล้วตกแต่งใหม่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้กับตัวเอง เขาปรายตามองเมื่อเธอเดินกลับเข้าไป แต่ไม่ดุด่าที่หายไปนาน ถึงแม้หน้าตาจะถูกตกแต่งใหม่แต่ดวงตาแดงก่ำฟ้องชัดว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก “เอวาริณ” ถึงแม้จะไม่ชินหูที่ถูกเขาเรียกด้วยชื่อจริง แต่เอวาริณก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป เพราะตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะน้อยใจอะไรเขาได้ “ค่ะ” “วันนี้หลังจบนัดตอนบ่าย กลับบ้านไปเลยนะ ไปเตรียมตัวเพราะเธอต้องไปงานเลี้ยงเย็นนี้กับฉัน” “คะ?” “เธอไม่ได้ยินที่ฉันพูดเหรอ ปกติคุณแววไปแต่เขาเก่งแล้วเลยจะฝึกเธอไปบ้าง” “คือ...” “มันเป็นงานฉันไม่ได้ชวนเป็นการส่วนตัวเพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดนาน” คำพูดของเขาคือบอกว่าเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เอวาริณจึงทำได้เพียงตอบรับเท่านั้น “ค่ะ” “เข้าใจแล้วก็กลับไปนั่งที่ของเธอ ไม่ต้องมายืนตรงนี้นาน เพราะมันไม่ได้น่ามองขนาดนั้น” “...” หญิงสาวเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แต่ก็ยังลอบมองซีกหน้าหล่อเหลาอย่างพิจารณา เคยอยู่กินกันมาตั้งหลายปี ชวินทร์ไม่เคยมีนิสัยปากร้ายอย่างตอนนี้ เขาทั้งอบอุ่นอ่อนโยน ไม่เคยเจ้าชู้ยุ่งกับผู้หญิงคนไหน แต่สิ่งที่เธอเห็นเขากับพนักงานผู้หญิงวันนี้ ทำเอาเธอเจ็บปวดจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา เขาในวันนี้ไม่เหมือนเขาในวันวาน ในตอนนั้นเธอรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่ถูกเขาทะนุถนอม ความเปลี่ยนแปลงของเขาในวันนี้ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามในใจ ว่าเป็นเพราะเขาเจ็บปวดจากเรื่องราวในอดีต หรือเป็นเพราะในหัวใจเขาไม่ได้มีเธอแล้วจริง ๆ ถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ณ บริษัท CSEPayหลังกลับจากเที่ยวและพักผ่อนอีกวัน วันนี้ก็ต้องมาทำงานตามปกติ ซึ่งประธานหนุ่มที่เอาแต่สนใจงานก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็แทบละทิ้งหน้าที่ที่ไม่จำเป็นทุกอย่าง และติดลูกกับเมียแจ เช่นวันนี้ก็อ้อนให้เมียกับลูกตามมาทำงานด้วย“ซัน เกินไปแล้วนะ เดินห่างหน่อยก็ได้”“ไม่ได้ เมียซันสวยขนาดนี้ อยากกอดอยากอ้อนตลอดเวลาเลย”“เดี๋ยวเถอะ”“คิก ๆ” ยัยหนูที่อยู่บนอ้อมแขนพ่อ ก็หัวเราะคิกคักอย่างพอใจ เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ดูจะรักกันและหวานขึ้นทุกวันแบบนี้“สวัสดีค่ะท่านประธาน น้องกรีน น้องเกล”“สวัสดีค่ะป้าแวว” เด็กหญิงตัวน้อยก็ประนมมือไหว้อย่างน่ารัก จนแวววรรณต้องยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู“สวัสดีค่ะพี่แวว นี่ของฝากค่ะ” เอวาริณยื่นถุงสีน้ำตาลใบใหญ่ ที่เอามาด้วยให้แวววรรณ“ขอบใจมากจ้ะ”“คุณแวววันนี้มีงานอะไรด่วนไหม”“เอ่อ บริษัทของคุณเจต จะเข้ามาคุยงานด้วยตอน 10 โมงค่ะ”“จะถึงเวลาแล้วหนิ”“ค่ะ แววเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้ที่ห้องประชุมเล็กแล้วค่ะ”“โอเค ไปกันเถอะกรีน”“ไปไหน”“ไปคุยงานกับคุณเจตไง”“ได้ไง ซันไปคุยเลย กรีนจะอยู่กับลูก” เธอพูดจาอย่างขัดขืน เพราะรู้ว่าเขาจะพาเธอไปเปิดตัวกับคนอื่นในฐานะภรรยา“
พอเริ่มดึกเสียงพูดคุยก็ยิ่งดังขึ้น เพราะต่างคนต่างก็ดื่มไปพอประมาณ บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ดังเป็นระยะ“ฮ้าววว”มือน้อย ๆ ยกขึ้นปิดปากหาวอย่างน่าเอ็นดู ซึ่งคุณปู่ที่หลงหลานก็รีบถามทันที“ง่วงเหรอลูก”“ค่ะ”“ปู่พาไปเข้านอนนะคะ”“ค่ะ น้องเกลไปนอนก่อนนะคะ”เด็กหญิงขยับเข้าไปกอดหอมพ่อแม่ แล้วกางแขนให้ปู่อุ้มไปเข้านอน ตั้งแต่ได้อยู่ร่วมกันความสนิทสนมก็เพิ่มมากขึ้น เด็กหญิงไว้เนื้อเชื่อใจทั้งพ่อและปู่ ไม่ต่างจากแม่จนใช้คำว่าครอบครัวได้อย่างสนิทใจพอคุณชาติชัยพาหลานเข้าบ้านพัก ก็เหลือแต่คู่หนุ่มสาว ชวินทร์ที่รอจังหวะนี้มานานก็เริ่มชักชวนแม่ของลูก ออกไปคุยตามประสาคนรักเพียงลำพัง“ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม”“ค่ะ”เขาประคองร่างบางออกไปแล้ว ยักคิ้วให้กับทศวรรษ เพราะรู้ว่าต่างคนต่างมีภารกิจซ่า! ซ่า! ซ่า!เอวาริณยืนฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง แล้วทอดตามองผืนน้ำที่มีแสงจันทร์ตกกระทบจนระยิบระยับน่ามอง สายลมเย็นที่ปลิวปะทะใบหน้าทำให้เธอหวนนึกถึงวันเก่าที่เคยลำบากด้วยกัน“นึกถึงตอนที่เราเป็นนักศึกษาเนอะซัน ตอนนั้นเราลำบากกันมาก แต่ก็มีความสุขมากเหมือนกัน”“ใช่ เรามีความสุขแค่ไหนซันไม่เคยลืม กว่าจะได
หลังจากปรับความเข้าใจกันได้ เขาก็รีบจุงมือเธอพาไปจดทะเบียนสมรสทันที“นางเอวาริณ พัฒน์ธรากุล” เขาอ่านชื่อและนามสกุลเธอซ้ำอยู่หลายรอบ ด้วยความรู้สึกดีและภาคภูมิใจ ที่ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง“พอแล้วซัน รีบกลับกันเถอะ” เธอก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นเขากลับมาทำตัวเหมือนเดิม เป็นคนรักคนเดิมของเธอ“ครับ คุณภรรยาสุดที่รัก”“หึ ค่า คุณสามี”แล้วทั้งคู่ก็จับมือกันออกไปจากอำเภอ ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ที่มีอย่างมากล้นหลังจากนั้น ชวินทร์ก็พาครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเรือนหอ ทำให้เอวาริณรู้ว่าเขาสร้างที่นี่ไว้เพื่อเธอจริง ๆ เพราะทุกรายละเอียดที่เธอบอกเล่า ชวินทร์ไม่บกพร่องเลยสักจุดเดียว“ทำอะไรกันครับแม่ลูก”พอกลับจากทำงานชายหนุ่มก็รีบตรงไปหาลูกเมียทันที ตอนนี้เขาให้เอวาริณออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวซึ่งเธอก็ยินดี หญิงสาวใช้เวลาที่มีดูแลทั้งเขาและลูก รวมถึงพ่อสามีด้วยความเต็มใจ“กำลังเก็บดอกอัญชันไปต้มน้ำดื่มค่ะ” พูดจบเธอก็เอียงแก้มให้สามีจูบตามความเคยชิน“น้องเกลด้วยค่ะ”“ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วค่ะ”ชวินทร์จูบแก้มนุ่มของลูกสาว ก่อนจะอุ้มลูกขึ้นจากพื้น“คิดถึงพ่อหรือเปล่าคะ”“คิดถึงค่ะ
“ให้เขาเข้าร่วมเถอะค่ะ คุณเป็นถึงผู้บริหารแล้วจะตัดสินตามอารมณ์ไม่ได้ ยิ่งได้รับความไว้วางใจให้เอื้อเฟื้อเรื่องสถานที่ ก็ควรมีเหตุผลให้มากหน่อย"“จริง หนูพูดถูก” คุณบวรรีบสนับสนุน เพราะโปรเจคที่ต้องนำเสนอครั้งนี้มันสำคัญกับเขามากจริง ๆ“เอาแบบนั้นเหรอ” ชวินทร์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จนลลินกำมือแน่นด้วยความริษยา“ค่ะ ส่วนใครทำผิดเราก็ลงโทษคนนั้น”เพียะ!!!ฝ่ามือเล็กฟาดลงที่ซีกแก้มของลลินสุดแรง ภาพไปหน้านองน้ำตา และแววตาที่ฉายความหวาดกลัวของลูกทำให้เธอทนไม่ได้“นี่แก...”“ถ้ายังอยากจะอยู่เสนอโปรเจคก็หุบปาก! ฉันตบเธอในฐานะแม่ที่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกฉัน ครั้งนี้ฉันแค่สั่งสอนแต่ถ้ามีครั้งหน้าคุณจะไม่ใช่แค่โดนตบแน่!” พูดจบเอวาริณก็เดินกลับไปทางเดิม เพราะฝากลูกไว้กับแวววรรณ ที่คิดว่าไว้ใจได้ที่สุดแล้วหลายวันต่อมาจากเหตุการณ์ครั้งก่อน เอวาริณที่มึนตึงอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าเขา ทำเอาชวินทร์กระวนกระวายใจทุกวัน เขาพยายามง้องอนทุกทางแต่เธอก็ปิดกั้นทุกทางเช่นกัน ขนาดว่ามีลูกสาวคอยช่วยเป็นกาวใจก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น“แม่ขา...ดูขาพี่เหมียวสิคะ” เด็กหญิงยื่นให้แม่ดูตุ๊กตาพี่เหมียวซึ่ง
ทั้งคู่ตัดสินใจพากันมาที่ห้องประชุมใหญ่ แล้วขอขัดจังหวะการประชุมด้วยสีหน้าซีดเซียว“พี่แววคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”“เกิดอะไรขึ้น!”“เอ่อ...” แล้วทั้งสองสาวก็รีบกระซิบแวววรรณ ด้วยสีหน้าและท่าทางที่ตกใจ จนแวววรรณเองก็มีสี่หน้าที่ซีดเซียวไม่ต่างกัน“...” เอวาริณก็มองตามด้วยความแปลกใจ เพราะเห็นว่าแวววรรณ หันมามองหน้าเธออยู่เป็นระยะ“เอ่อ ท่านประธานคะ ขออนุญาตค่ะ” แล้วแวววันก็ตัดสินใจ ลุกขึ้นไปกระซิบบอกกับท่านประธาน ที่ตอนนี้เขาเริ่มจะพรีเซนต์งานสำคัญอยู่“มีเรื่องสำคัญอะไรงั้นเหรอ”“เอ่อ...คือน้องมิเกลหายไปค่ะ”“อะไรนะ!” แล้วท่านประธานก็ต้องมีสีหน้าที่ตกใจไม่ต่างกัน เขารีบหันไปมองเอวาริณ อย่างคนที่เกรงกลัว“...” ถึงจะไม่ได้พูดเสียงดังแต่เอวาริณที่นั่งอยู่ไม่ไกลมากก็ได้ยินชัดเจน หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วขยับเข้าไปใกล้พนักงานสองคนที่อยู่ตรงนั้น ก่อนจะถามซ้ำ“เมื่อกี้พวกเธอพูดว่าอะไรนะ”“ไม่เกี่ยวกับเธอ”“ฉันถาม!” เอวาริณถามเสียงแข็ง“คือ...น้องมิเกล ลูกสาวท่านประธานที่ให้พวกเราดูหายไป” ถึงแม้ไม่อยากพูดด้วยเท่าไหร่ แต่ก็ต้องตอบไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“...” เอวาริณหันขวับมองใบหน้าหล่อเหลาอย่า
วันต่อมาพออยู่กับคุณปู่หลายวันเข้า หนูน้อยก็เริ่มเบื่อ จนอ้อนขอตามแม่ไปทำงานด้วย“ได้ไหมคะแม่ น้องเกลอยากไปกับแม่ได้ไหมคะ”“ไม่ได้จริง ๆ ลูก แม่ต้องไปทำงาน”ถึงทศวรรษจะใจดีกับเธอแค่ไหน แต่เธอก็ไม่อาจที่จะเอาลูกไปทำงานด้วยได้ เพราะเขายิ่งใจดีเธอก็ยิ่งต้องเกรงใจ อีกทั้งเธอยังอยู่ในสถานะลูกจ้าง จึงไม่ควรเลยที่จะทำอย่างนั้น“คุณกรีนคะคุณทศมารอแล้วค่ะ”“ขอบคุณค่ะป้ายุ”หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร แล้วหอมแก้มซ้ายขวาของลูก“อย่างอแงนะคะคนดี วันนี้แม่มีงานสำคัญมากแม่ต้องไปก่อน เอาไว้วันหยุดแม่พาไปเที่ยวสนุก ๆ เลยดีไหมคะ”“ค่ะ ก็ได้” เพราะไม่อยากให้แม่เป็นกังวล ยัยหนูจึงตอบรับเสียงอ่อยพอเอวาริณไปแล้ว ชวินทร์ที่ยังนั่งอยู่ต้องเห็นสีหน้าผิดหวังของลูก เขาจึงขัดเคืองพาลโกรธที่เธอเห็นงานสำคัญกว่า แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้เหมือนกัน“งั้นน้องเกลไปกับพ่อไหมลูก ไปทำงานกับพ่อได้นะ”“จริงเหรอคะ น้องเกลไปกับพ่อได้เหรอ” น้ำเสียงและแววตาของเด็กหญิง ดูสดใสขึ้นมาทันที“จริงสิลูก วันนี้ไปเที่ยวกับพ่อนะคะ”ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็มีประชุมโปรเจคใหญ่ แต่ชวินทร์ไม่อาจทนเห็นความผิดหวังของลูกได้ จึงตัดสินใจพาหนูน้อยไปท







