LOGINจ้วงขาออกไปพร้อมกับการเชิดหน้า บานประตูกลายเป็นที่รองตีนให้เหยียบย่ำ ประดังความแค้นสุมทรวงทำให้แพรวแสดงออกเช่นนี้ เธอหยุดเจรจาพาทีมุ่งหน้าออกไปจากอพาร์ทเมนต์แห่งนี้โดยเร็ว และถึงแม้ว่าพีจะพยายามตะโกนไล่หลังพลันวิ่งเปลือยท่อนบนออกมาตาม แพรวก็ไม่สนอีกแล้ว
.
“อีแพรวเดี๋ยว! ชุดมึงมันไม่เรียบร้อย มึงจะโนบลาออกไปเดินโทง ๆ ไม่ได้!”
.
เห็นแต่แผ่นหลังเดินลงบันไดไปไกลลิบ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงตามสไตล์ของคนที่เพิ่งเสียตัว พีหยุดแล้วแต่แพรวไม่ยอมหยุด เขาไม่ใช่พระพุทธเจ้าแล้วแพรวก็ไม่ใช่องคุลีมาล ไม่มีทางที่จะตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง กระเทยหนุ่มเลยต้องปล่อยเลยตามเลยเดินวกกลับเข้าไปในห้อง พร้อมกับยกบานประตูทั้งบานเอาไปประกบไว้คืนที่เดิม
.
“อีห่า! ค่าส่วนกลางกูก็ต้องจ่ายอีก! ขอให้มึงไม่ท้องอย่าให้กูต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นการแต่งมึงเป็นเมียเลยอีแพรว!”
.
.
ตัดภาพมาที่หญิงสาวเพื่อนสนิท เธอยังคงมุ่ยหน้าเดินเหวี่ยงลงบันไดมาด้วยความหงุดหงิด ห้องของพีอยู่ชั้นบนสุดคือชั้น 5 ซึ่งไม่สูงพอที่จะทำให้อพาร์ทเมนต์แห่งนี้มีลิฟท์ไว้อำนวยความสะดวก สาวเจ้าจึงได้แต่เดินแล้วก็เดิน เดินไปคิดไปว่ายังไงซะสถานที่ ๆ จะไปก็คงไม่พ้นร้านขายยาที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ร้านของเปรม นิสิตหนุ่มโดนจับตัวเข้า State quarantine ไปแล้วในฐานะของบุคคลสำคัญที่ผลิตเชื้อสายพันธุ์ใหม่จากการร่วมเพศ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ร้านของเขาจะไม่ถูกสั่งปิด
.
“ตุบ , ตุบ , ตุบ , ตุบ ,”
ฝีเท้ากระทบขั้นบันไดหนักแน่น แก้มบวมตุ่ยอมพะนำกล้ำกลืนกลัวว่าตัวเองจะท้องกับเพื่อน และนั่นเท่ากับว่าแพรวก็ไม่ใช่คนดีอะไร เผิน ๆ จะแรดกว่ามิวท์ที่เอากับพี่เปรมซะอีก
.
“สาธุขอให้มีสักร้านเหอะ เราไม่อยากไปซื้อยาคุมฉุกเฉินไกล ๆ ยิ่งเข้าใกล้ผู้คนน้อยเท่าไหร่ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น”
แพรวอธิษฐานแต่ท่วงท่าก็หาใช้การยกมือประนมจรดหน้าผากไม่ เธอดันเลือกที่จะวาดฝ่ามือลงมานาบกับหน้าอก พลางบีบจับปรับให้เข้ารูป ป้องกันการดีดเด้ง
.
“ชิ! ดันลืมบลาไว้บนห้องอีพีซะได้! ช่างเหอะเสียเวลา! ไปมันทั้ง ๆ โป้ ๆ อย่างงี้แหละ ยังไงซะพอออกไปข้างนอกเราก็ต้องใส่หน้ากากครอบแก้วคลุมทั้งหน้าอยู่แล้ว”
.
.
ชั้น 5 ผ่านไปไล่ไปถึงชั้น 4 ลดมาถึงชั้น 3 แพรวจึงเริ่มรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ ลองจินตนาการถึงประตูห้องที่เรียงกันเป็นตับแต่สุดแสนจะเงียบเหงาดูสิ ใช่! มันควรจะเป็นอย่างงั้น ทุกคนควรจะเก็บตัวเงียบเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่ใช่ที่ชั้น 3 แห่งนี้ แพรวประหลาดใจมากจนต้องใช้แผ่นหลังอันบอบบางพิงกับกำแพง แล้วหยุดฝีเท้ารอตรงบันไดทางลง
.
“เหมี๊ยววว!”
เสียงแมวปุกปุยร้องระงม
.
“แมวมาจากไหน? ที่นี่เขาห้ามมีสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เหรอ?”
หญิงสาวคิด
.
“เหมี๊ยววว!”
มันแผดเสียงร้องแบบไม่หยุดหย่อน ก่อนที่ต่อมาจะกระโจนพรวดลงบันไดวิ่งตื๋อตัดหน้าแพรวลงไปยังชั้น 2 คล้ายกับตื่นคน แล้วก็หายลับตาไป
.
“เอ๋.. หรือจะเป็นแมวที่คนแอบเลี้ยงไว้นะ แกหนีออกมาจากห้องหรอ? หรือหิว? เป็นไปได้! อาจจะขาดอาหารเพราะเจ้าของหนีออกจากกรุงเทพไปแล้วก็ได้”
“ถ้าเป็นงั้นจะน่าสงสารมากเลย.. แกถูกทิ้ง.. แกคงเป็นของเล่นชั่วครั้งชั่วคราว พอเขาหมดสนุกแล้วก็ปล่อยทิ้งขว้างให้พบกับชะตากรรมอันแสนเจ็บปวด.. ฮือ.. อ.. อ.. อ”
“ฮือ.. อ.. อ.. ชีวิตพวกเรานี้ช่างเหมือนกันเหลือเกินเจ้าแมวตัวเล็ก ฉันไม่ได้น่ารักเหมือนแกหรอก ฉันน่าสงสารเหมือนแกต่างหาก ฮือ.. อ.. อ.. ฮือ.. อ.. อ”
.
คิดเองเออเองเป็นฉาก ๆ หนักกว่าทฤษฎีจับแพะชนแกะก็คือการจับแมวมาชนเมียนี่เอง ดูเหมือนจิตใจแพรวจะเจ็บช้ำขั้นสุด ทุกอย่างที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกการกระทำที่รู้สึก จึงมีแต่เรื่องของเปรมกับมิวท์อยู่ในหัว จากที่เคยกลัวว่าตัวเองจะท้องและรีบเดินทางตามหายาคุม ไป ๆ มา ๆ ด้วยความหวั่นไหวกึ่งสงสาร เธอกลับเลือกที่จะแวะออกข้างทางเพื่อตามหาแมวผู้ร่วมอุดมการณ์ตัวนี้ซะก่อน
.
เธอหักเลี้ยวไปด้านซ้ายเมื่อเดินลงบันไดชั้น 3 ลงมา นี่คือทิศทางที่เจ้าเหมียววิ่งลับตาไปครั้งล่าสุดและเธอจะต้องตามตัวมันจนเจอให้ได้
.
“เหมี๊ยว.. เหมี๊ยว.. เหมี๊ยว.. เจ้าเหมียวออกมาเร๊ววว! มากับฉันนี่มาฉันมีของกินด้วยนะ เหมี๊ยว..ว..ว ๆ”
.
ป้องปากร้องเรียกพอเป็นพิธีระหว่างนั้นสองขาเจ้ากรรมก็ย่ำเดินสำรวจไปพลางด้วย ภาพที่แพรวเห็นมีเพียงโถงทางเดินกว้าง ๆ ที่ปูพรมสีแดงฉานกับห้องหับต่าง ๆ ที่ปิดประตูเงียบสนิท หลอดไฟเพดานยังคงสว่างไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนหนังผีแต่อย่างใด แต่ทำไมเจ้าเหมียวถึงไม่ยอมโผล่มาอันนี้เธอก็มิทราบ
.
“เอ๊ะ! หรือเราจะคิดผิดนะ”
.
“ไม่สิ! นั่นไงมันอยู่นั่น!?”
.
“เหมี๊ยววว!!!”
“แคว๊ก ๆ , แคว๊ก ๆ , แคว๊ก ๆ , แคว๊ก ๆ”
.
เจ้าเหมียวหมอบอยู่สุดทางเดินอีกฟาก เหมือนมันกำลังตะกุยพื้นมุดเข้าไปในห้องเบอร์หนึ่งด้วยความลำบากลำบน
"มันต้องได้กลิ่นของกินในนั้นแน่ ๆ หยุดนะเจ้าเหมียวขืนเธอทำต่อไปเท้าจะเป็นแผลนะ!”
.
นิสิตสาววิ่งแจ้นเข้าไปดู อพาร์ทเมนต์แห่งนี้มีบันไดขึ้นลงสองทาง คือฝั่งซ้ายสุดกับขวาสุดและแพรวกำลังวิ่งจากซ้ายไปขวา จากห้องเบอร์ 10 ไปถึงห้องเบอร์ 1 ซึ่งมีแมวเหมียวขนสีทองกำลังตะกุยพรมหน้าห้องอย่างขมีขมัน มันกำลังหวาดกลัวไม่ได้หิวอย่างที่แพรวคิด การกัดฟันแยกเขี้ยวบ่งบอกตามสัญชาตญาณสัตว์ว่ามันต้องการจะเอาตัวรอด ไม่ใช่อยากได้อาหารอย่างที่แพรววิเคราะห์
.
“เหมี๊ยว.. เหมี๊ยว.. เหมียว..ว..ว.. ชู่วววว.. หยุดนะหยุด โอ๋ ๆ ๆ”
.
“อ๊ะ! , ใครอ่ะ?”
.
เดชะบุญที่ระหว่างจะเอื้อมตัวลงไปอุ้มหญิงสาวกลับสังเกตเห็นการมาถึงของคนกลุ่มใหญ่ พวกเขาเดินตรงขึ้นบันไดมา โดยมีเป้าหมายเป็นเจ้าแมวตัวนี้ แพรวรีบหามุมหลบก่อนที่ต่อมาหนึ่งในนั้นจะพูดผ่านวิทยุให้ได้ยิน
.
“พบแล้วครับบอสรูปพรรณสัณฐานเป็นสัตว์สี่เท้าไฟลัม: Chordata คลาส: Mammalia สีทอง ขนาดอัณฑะบิดเบี้ยวเสียรูป มีรอยฉีกขาดบริเวณทวาร เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงสูงเป็นสิ่งมีชีวิตข้ามเพศ ขออนุมัติคำสั่งจับกุมตัวครับ!”
.
“ครืดดด.. ครืดดด.. ครืดดด.."
เสียงวอดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบสงัดของชั้น 2 ที่ประตูทุกห้องปิดสนิท เจ้าเหมียวจวนตัวเสียแล้วและในที่สุดแพรวก็รู้จนได้ว่ามันกำลังหนีอะไร
.
กลุ่มคนพวกนี้มีกันนับสิบชีวิตพวกเขาใส่ชุดคล้ายกับชุด PPE ของหน่วยตรวจเชื้อเชิงรุก แต่คาดปลอกแขนสีรุ้ง มิหนำซ้ำสีของเครื่องแบบก็ไม่ใช่สีขาวบริสุทธิ์แบบที่เคยเห็นในข่าว หากแต่เป็นสีเขียวเข้ม ๆ คล้ายกับชุดของคุณหมอในห้องผ่าตัด แพรวได้แต่นิ่งเงียบเธอสั่นเทาไปหมดในที่ซ่อน แต่ก็ยังไม่สู้เจ้าเหมียวที่เหมือนจะรู้ชะตากรรมตัวเอง เมื่ออีกฟากหนึ่งของวิทยุตอบกลับมา
.
“ครืดดด.. ครืดด.. ครืดดด.."
.
“จัดการเลย! ล่าพวกวิปริตมาให้หมด ไอ้พวกสองเพศ! จะคนหรือสัตว์ก็กวาดให้เกลี้ยงตึกอย่าให้เหลือ!”
.
“รับทราบครับ”
.
สิ้นสุดคำสั่งเสียงปืนยิงตาข่ายพร้อมกระสอบป่านก็เข้าประจำที่ พวกเขาใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีจับเจ้าเหมียวตุ๊ดซี่ยัดใส่ในถุง หนึ่งคนแบกมันลงไปด้านล่าง ส่วนที่เหลือพากันวิ่งกรูขึ้นไปข้างบนเพื่อเคาะไล่ทีละห้องหาเหยื่อรายต่อไป
.
แต่ทว่า!
.
“ติ๊ด , ติ๊ด , ติ๊ด , ติ๊ด”
.
“เดี่ยวก่อน! สัญญาณจากเครื่องเซ็นเซอร์แจ้งว่ายังมีพวกสองเพศอยู่บนชั้นนี้อีกหนึ่ง?!”
เจ้าหน้าที่คนเดิมหยุดชะงัก เขาคว้าไหล่ทีมงานคนอื่นเอาไว้ พลางบอกว่าอย่าเพิ่งขึ้นไป
.
“เอ้า! ก็แมวสีทองในกระสอบไง นั่นล่ะนับเป็นหนึ่ง!”
.
“เหรอ! งั้นก็ไปต่อได้ ขอโทษที”
.
ทำเอาแพรวถึงกับโล่งอก เธอยังคงซุ่มดูอยู่ตรงซอกประตูดวงเธอดีมากที่คณะตรวจเชื้อกลุ่มนี้ทยอยวิ่งผ่านชั้นสองไปทีละคนสองคน บางทีอาจจะเป็นเพราะเจ้าเหมียวที่ช่วยเธอไว้ ถ้าไม่ได้มันชั้นนี้ทั้งชั้นคงถูกตรวจสอบ แล้วก็คงจะเป็นเธอที่โดนสอบสวน
.
“ฮู่วววว..”
เป่าปากพรูหลังเจ้าหน้าที่คนสุดท้ายวิ่งผ่านไป
.
เหงื่อนองท่วมหน้าสาวเจ้าค่อย ๆ ย่องลงบันไดมาช้า ๆ จนถึงชั้นล่าง ก่อนจะเดินออกจากอพาร์ทเมนต์แห่งนี้ได้สำเร็จ โดยไม่ลืมที่จะกดปุ่มเรียกใช้หน้ากากครอบแก้วที่ผลิตโดยบริษัท AP
.
"กริ๊ก!!!"
“ฟรึบ! , ฟับ! , ฟรึบ , ฟับ!”
.
หมุนเวียนเปลี่ยนสลับราวกับหนังทรานฟอร์เมอร์ เพียงเท่านี้ใบหน้าของแพรวก็ถูกอำพรางไว้ด้วยกระจกครอบแก้วแล้ว เดินไปไหนก็ไม่มีใครสงสัย กลมกลืนกับผู้คนแถมยังปลอดภัยจากไวรัสสุด ๆ
.
“เอาล่ะทีนี้ก็แค่เดินหาร้านยา ท่ามกลางบ้านเมืองและถนนหนทางที่มีแต่รถคุณหมอ?”
“มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ยะ? แค่แวะไปมีอะไรกันแป๊บเดียวทำไมด้านนอกถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้!”
.
ไม่แปลกที่แพรวจะตื่นตูมเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เหมือนกับเวลาคนอึ๊บกันแล้วหลั่งไวเกินควรนั่นแหละ ยวดยานคันอื่นจอดนิ่งข้างทาง ที่วิ่งอยู่จึงมีแต่รถพยาบาลที่เปิดหวอไซเรน กับคาราวานตรวจโรคเชิงรุกที่มีเปรมเป็นหัวหน้าชุด รถของหน่วยนี้ทุกคันถูกทาเป็นสีม่วง มีธงสีรุ้งผูกอยู่ท้ายรถด้านหลังเพื่อให้ประชาชนทุกคนสังเกตเห็น การตรวจโควิด-19 ได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว พวกเขายกเลิกการตรวจหาผู้ติดเชื้อ แต่เปลี่ยนมาตรวจจับบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศแทน ซึ่งก็อย่างที่เห็นว่าตรวจแม้กระทั่งกับสัตว์!
.
ทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่ใช่เพราะใคร สิ่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปรม! พลังการรักษาของเขาทำให้กระเทยในสังคมตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง
.
แพรวแหงนมองย้อนขึ้นไปบนอพาร์ทเมนท์ หน้ากากครอบแก้วทำให้เธอมองเห็นห้องของพีชัดเจนแม้จะอยู่ในทิศย้อนแสง
.
.
“อีพี? มึงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วเพื่อน!”
"ด็อกเตอร์ไฟเริ่มมอดแล้ว!"แพรวตะโกนพลางใช้เสื้อคลุมตะปบลงบนตัวของเฟิงฉินด้วยความรุนแรง.สอดคล้องกันกับมิวท์ที่เริ่มมองเห็นช่องว่่างระหว่างแนวไฟสีม่วง ที่โหว่เป็นรอยเว้าพอที่จะวิ่งแทรกตัวออกไปได้ ไม่รอช้าเธอรีบลากตัวเฟิงฉินที่สลบเหมือดออกไปทันที ร่างกายของเขาไถลไปกับพื้นครูดไปกับดิน มิวท์ลากขาส่วนแพรวยกแขนสภาพดูทุลักทุเลมาก ร้อนก็ร้อนแต่ก็ต้องทำในเมื่อมีจังหวะและโอกาสพอที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่โดนด็อกเตอร์หัวฟูฉุดรั้งเอาไว้ก่อน แกเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของแพรวเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น."จุ๊ ๆ จุ๊ ๆ ไม่ต้องเสียแรงทำอะไรแบบนั้นหรอกพวกเธอ ฉันขอแค่ 10 วินาที แค่เสี้ยวอึดใจที่นี่ก็จะกลับมาเป็นปกติ""แล้วก็เลิกพยายามได้แล้ว พ่อหนุ่มนั่นไม่รอดหรอกไม่สังเกตเลยรึไงว่าเขาหยุดหายใจไปตั้งนานแล้ว!".แพรวมองตามเป็นพัลวัน น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้."บ้า! ไม่จริงน่ะด็อกเตอร์~!".10 , 9 , 8 , 7 , 6 นับถอยหลังยังไม่ถึงศูนย์ดี กำแพงเพลิงสีม่วงอเมทิสต์ก็เริ่มลดระดับความรุนแรงลงตามที่ด็อกเตอร์บอก พวกมันด้อยพิษสงลงประหนึ่งงูเห่าที่ถอดใจยอมแพ้ต่อพญาพังพอน แสงสว่างเริ่มจางลงความร้อนเริ่มส่างซา เปิดช่องให้ลม
ประหนึ่งดาวตกที่หลงทิศ กระสุนบ้านม่วงไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้าแต่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน วิถีความรุนแรงกับไอพ่นเรียกได้ว่าลอยผ่านที่ไหนก็วอดวายที่นั่น สะเก็ดละอองไฟปลิวว่อนร่วงไปตามทาง มองผ่าน ๆ เหมือนกากเพชรแสนสวย แต่หารู้ไม่ว่าร่วงโรยโดนสิ่งใดการลุกไหม้แบบไวโอเลตก็จะเกิดขึ้นในทันที!.ยอดตึกสูงระหว่างทางล้มระเนระนาด! บางหลังแหว่งเว้าไปทั้งด้านทั้งที่กระสุนบ้านแค่พุ่งเฉียดไปแบบเฉี่ยว ๆ มีแต่ตายกับตายถ้าเปรมโดนเจ้านี่เข้า หนำซ้ำเขาที่เป็นถึงจักรพรรดิแห่งเชื้อก็ไม่ได้รู้ตัวถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นเลย เครดิตคงต้องยกให้สองหัวหน้าหน่วยผู้เสียสละชีพ แนวปะทะที่ชานเมืองทำให้โฟกัสของเปรมเบี่ยงเบนไป เขาต้องใช้สมาธิระดับสูงในการควบคุมกองทัพนับล้านที่เพิ่มพลังให้แก่ตัวเองผ่านการเซ็กส์หมู่ จึงเป็นอะไรที่ยากมากในการกำกับดูแล.ประกอบกับความประมาทอันไม่คาดคิด ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าโลกใบนี้จะมีมนุษย์บ้าคนหนึ่งที่ยิงบ้านทั้งหลังเข้ามาใส่เขาได้! ประมุขแห่งองค์กรก็เลยไม่ได้เตรียมการใด ๆ สำหรับเรื่องนี้ไว้เลย.แสงสีม่วงสว่างวาบย้อมท้องฟ้า กระสุนบ้านลอยแหวกผ่านน่านฟ้าที่เคยเป็นสีแดงช้ำเลือดช้ำหนองมาอย่างทรนง
บ้านไม้ชั้นเดียวหมุนเชื่องช้าอยู่บนเนินดิน พลันย้ายส่วนของหน้าบ้านที่เคยอยู่ในทิศใต้ให้หมุนหันมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท AP ได้จากระยะไกล ความรโหฐานระฟ้าของมันกำลังเป็นภัยให้แก่ตัวเอง ก่อนที่ต่อมาไม่นานตัวหลังคาของบ้านก็เริ่มมีอาการผิดปกติ เหล่าแผ่นกระเบื้องพากันสั่นระงมรวดไปทั้งแผง เศษผงฝุ่นมูลดินที่เคยเกาะกรังร่วงกราวลงมากองอย่างน่าสงสาร."ฟึมมม~! , ฟู่~!"ลมตีกระพือฝุ่นฟุ้งกระจาย ตามติดมาด้วยการตะโกนสวนออกมาของด็อกเตอร์."ฉันมีโอกาสแค่ครั้งเดียวถ้าหากพลาดแรงระเบิดจะเฉียกเราเป็นชิ้น ๆ ! พวกเธอรีบไปหาที่หลบซะ! ถ้าจะมีคนตายก็ขอให้เป็นฉันเพียงคนเดียว! , ไป!"ถ้อยสำเนียงสะท้อนก้องกังวานราวกับข้างในมีไมโครโฟน นั่นเหมือนคำพูดเสียสละของคนที่พร้อมจะพลีชีพ ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะชั่วยามนี้คนอย่างด็อกเตอร์ก็ไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว.แพรว , มิวท์ , เฟิงฉิน เร่งทำตามคำสั่งเสีย เสี้ยวหายใจที่ทั้งสามวิ่งกุลีกุจอหนีห่างออกมา หางตาด้านหลังก็ได้เห็นว่าหลังคาบ้านที่เคยชนกันเป็นหน้าจั่วนั้นได้ทิ้งตัวครือลงมาทั้งแผง บทบาทการกันแดดกันฝนได้จบลงทันที พวกมันสั่นกระเพื่
มองที่ด้านหลังเห็นปลั๊กไฟเสียบใส่เต้ารับไว้แน่นหนา เอามืออังแถวด้านข้างยังสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมออกมาจากตัวตู้ได้เล็กน้อย ไม่ผิดแน่แพรวค่อนข้างมั่นใจ ว่าในตู้ใบนี้จะต้องมีเบียร์แช่ไว้เป็นลัง ๆ เธอพยายามมองภาพหลาย ๆ มุม พยายามคิดแทนคุณพ่ออีพีว่าในชั่วยามแบบนี้ ยังอยากจะแดกแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสโลหิตอยู่อีกเหรอ คิดไปก็ปวดหัวสู้โพร่งถามออกไปตรง ๆ เลยดีกว่า ว่าแล้วสาวผมส้มก็ผละตัวเองออกมาเพื่อเปิดทางให้เฟิงฉินเข้ามาช่วย เธอสะกิดหลังด็อกเตอร์ไปสองสามที."ด็อกเตอร์คะ? , ด็อกเตอร์คะ? , คือ!"."อุ๊ย!".ตกใจสะดุ้งโหยงยังไม่ทันถามได้ศัพท์ดี ทั้งมิวท์และแพรวต่างก็สะบัดตัวหนีออกมาจากระยะ ด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นอะไรที่ประหลาดตามาก เพราะทันทีที่เฟิงฉินขูดสติกเกอร์โลโก้ยี่ห้อที่ติดอยู่ตรงกลางออกจนหมด ตัวตู้เย็นที่สูงราว 4 ฟุตครึ่งอันนี้ก็ขยับเขยื้อน มันสะบัดตัวเองราวกับมีชีวิต แถมยังพ่นไอเย็นออกมาจากด้านล่างวูบหนึ่ง."ฟู่~!"."เหอะ.. ฉันอยู่กับไอเย็นมาทั้งชีวิตเถอะ แค่นี้คงไม่ทำให้ต้องกลัว"เฟิงฉินคิดในใจ ตามติดมาด้วยการเอ่ยเสียงถามด็อกเตอร์ว่าจะให้ทำไงต่อ."ตรงนี้เหมือนมีรูให้เสียบอะไ
ปุ่มสวิตซ์ถูกกดไปตั้งแต่อยู่บนรถ ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเล็กน้อยบ้านทั้งหลังก็จมหายยุบลงไปใต้ดิน! นี่คือระบบป้องกันตัวเองที่ด็อกเตอร์ออกแบบไว้นานแล้ว เพื่อใช้ป้องกันตัวบ้านไม่ให้โดนไวรัสกัดกร่อน แกมีนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แบบนี้หลายอย่างเพียงแต่เป็นพวกเราเองที่ไม่ได้โฟกัสมาที่แกตั้งแต่แรก กลับมัวแต่ตามติดชีวิตของแพรวกับความมะรุมมะตุ้มเละเทะของเนื้อเรื่อง จนหวิดจะออกทะเลอยู่หลายรอบ.ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพราะนี่คือศึกสุดท้าย มีแผ่นเหล็กขนาดเท่าบานประตูสองบานวางแผ่หลาอยู่บนสนาม ตรงตำแหน่งที่เคยเป็นตัวบ้านมาก่อน ลักษณะของมันคล้ายกับประตูบานพับที่แข็งแรงแต่กลับวางนอนอยู่บนพื้น ไม่ได้ตั้งขนานกับพื้นโลกอย่างที่ควรจะเป็น แพรวที่อยู่ใกล้กับด็อกเตอร์เลือกที่จะทอดสายตาต่ำลง พลางเพ่งมองไปยังฝ่ามืออันหยาบกร้านของชายสูงอายุ พอดีกันกับมิวท์และเฟิงฉินที่เร่งเดินตามมาติด ๆ."อะไรอ่ะแพรว.. ไม่เห็นจะมี! , อุ๊บ!".โดนจ่อนิ้วเข้ากับริมฝีปาก ยินเสียงจี่จากแพรวทำให้เฟิงฉินกับมิวท์ต้องเงียบลงในทันใด ทุกคนต่างจ้องมองไปยังกระบวนการในการเปิดประตูอันพิลึกพิลั่นนั่น."เงียบก่อนอย่าเพิ่งพูดอะไร ประตูทางลงอุโมงค์มีเซ็นเ
"ซ่าาาาา , ซ่าาาาา , ครืดดด.. ด.. ด.. ด , ครืดดด.. ด.. ด.. ด"ตามปกติถ้าเปิดวิทยุก็จะได้ยินเสียงประมาณนี้.แต่หนนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป แพรวถึงกับกระชากตัวเครื่องออกมาจากช่องเสียบหน้าคอนโซลรถ แล้วเอามาแนบหูตัวเองให้ถนัดถนี่ โชคร้ายที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย! เพราะเสียงที่ดังกลับมาก็มีแต่เสียงสะท้อนจากปลายกระบอกปืน."ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง!"."อ๊ากกกก! , เอื๊อกกกก! , อ๊ากกกก.. ก.. ก.. , อ๊ากกกก!".ถ้อยสำเนียงผนวกรวมกับเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทางฟากโน้น หัวหน้าหน่วยทั้งสองและลูกทีมหลักร้อยคงไม่มีใครรอด แม้แต่ลูกทีมของเฟิงฉินที่พูดแต่คำจีนใส่กันก็ไม่มีการวิทยุตอบกลับมาแต่อย่างใด พวกเขาน่าจะตายคาสมรภูมิเยี่ยงทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ และตอนนี้ก็คงจะเหลือแต่เฟิงฉินผู้เป็นหัวหน้า กับมิวท์ , แพรว , แล้วก็ด็อกเตอร์ ที่เป็นดั่งความหวังสุดท้าย.แพรวลองจูนสัญญาณคลื่นวิทยุไปอีกหลายย่าน แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือเงียบสนิท! ไม่ม่วี่แววว่าจะมีเสียงใดลอดเข้ามา เว้นก็แต่เสียงร้องคำรามของพวกผู้ติดเชื้อที่ดังไม่หยุดหย่







