LOGIN“จะไปยากอะไรในเมื่อไม่มีลิมิตว่าให้ใส่รหัสได้กี่ครั้ง เราก็ใส่สุ่ม ๆ เดา ๆ จนกว่าจะถูกไปเลยสิ”
.
ว่าแล้วมือเรียวก็จ่อนิ้วไปที่แป้นกดทัชสกรีน สีของหน้าจอยังคงแดงฉานประหนึ่งสัญญาณเตือนว่าจะไม่ยอมให้ใครออกไปจากห้องเก็บตัวอย่าง DNA นี้ได้ง่าย ๆ
.
“หนึ่ง , เก้า , เก้า , เก้า"
"1999 เอ้า! เอาปี ค.ศ.แรกที่เขียนไว้ในสมุดไดอารี่นี่แหละ มี 4 ตัวพอดีลองดูซิว่าใช่รึเปล่า?”
.
“ติ๊ด! , ติ๊ด! , ติ๊ด! , ติ๊ด!”
เกิดเสียงสัญญาณดังขึ้นในทุก ๆ ครั้งที่ลงน้ำหนักนิ้ว ฟังผ่าน ๆ เหมือนกับเสียงแป้นตัวเลขตามตู้ ATM หน้าธนาคาร
.
แต่ใครจะสนล่ะในเมื่อมันถูก! คุณพระช่วย! บอกแพรวทีว่าเธอฟลุ๊คหรือเธอฟลุ๊คกันแน่ เมื่อหน้าจอแดง ๆ ขนาดเกือบฟุตเปลี่ยนสีกลายเป็นสีเขียวพร้อมกับคำว่า “Open” ที่สว่างโพลงขึ้นมาแจ่มแจ้ง จากนั้นตัวล็อคสปริงข้างในก็ได้คลายตัวออก ทำให้ประตูเหล็กทั้งบานแง้มเปิดออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีควันฟุ้งแบบอลังการ มีแต่เศษขี้ฝุ่นของความปิดไว้นานที่กระจายพรมลงบนหัวแพรวพร้อมกับรอยยิ้ม
.
“อ่าฮ่ะให้มันได้อย่างงี้สิ! ทีเดียวผ่านเลยลำดับต่อไปก็แค่หาทางออกจากบังเกอร์นี้ให้ได้ก่อนที่พ่อจะตื่นขึ้นมา เป็นไปได้สูงที่แกจะฆ่าเราปิดปากในฐานะของคนนอกที่ล่วงรู้ความลับ”
“ฮู่ววว..น่ากังวลจังแฮะ!”
.
เธอค่อย ๆ ย่องเอาไดอารีไปวางคืนไว้ที่หน้าโซฟา จากจุดนี้มองตรงเข้ามาแพรวยังเห็นพ่อของพีนอนฟุบหน้าคาอยู่บนโต๊ะกินข้าว แกยังคงหลับใหลจากพิษน้ำเมา ปากขมุบขมิบพรั่นพรึงถึงแต่ภรรยาเก่าที่ล่วงลับไปนานแล้ว แต่ไม่ยักจะมีประโยคไหนที่พูดถึงพีอดีตลูกชายที่ตนทำพฤติกรรมบัดซบใส่เลย
.
แพรวกำลังล่กสุด ๆ พลางเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วห้องใต้ดิน จนกระทั่งเผลอทะลุโซนอยู่อาศัยมาถึงโซนที่เป็นห้องแล็บทดลอง เรียกได้ว่าสมกับเป็นอดีตนักวิทยาศาสตร์ของบริษัท AP จริง ๆ บรรยากาศขลังสุด ๆ พื้นที่เหยียบอยู่จากกระเบื้องก็ได้กลายเป็นแผ่นโลหะไปตอนไหนก็ไม่รู้ มีตะแกรงตาข่ายกั้นอยู่บนบางช่วงของพื้น ซึ่งพอมองลอดลงไปก็เห็นเป็นทางระบายน้ำเล็ก ๆ ที่น่าจะมีไว้สำหรับกำจัดของเสียหลังการทดลอง กล้องจุลทรรศน์พร้อม , อุโมงค์ทำ TC แสกนก็มี , ยังไม่นับรวมแท่งแก้วกับบิ๊กเกอร์รูปทรงต่าง ๆ ที่ต่างก็เดือดปุด ๆ อยู่ราวกับกำลังทดลองอะไรสักอย่างค้างเอาไว้
.
“โหอย่างกับในหนัง Sci-fi แหนะ! ของแบบนี้มีอยู่ในประเทศเราจริง ๆ เหรอเนี่ยะ? พ่ออีพีอย่างกับด็อกเตอร์สติเฟื่องเลยอ่ะ เฟื่องจริง ๆ นะขนาดเมียตายยังอุตส่าห์หาทางเอากลับมาประดิษฐานในร่างของลูกตัวเองได้~ บ้าไปแล้ว~!”
.
ปากบอกว่ารีบแต่พฤติกรรมนี่แสนจะสวนทาง และนี่แหละคือข้อเสียของแพรวนิสัยที่แก้ไม่หายของเธอก็คือการสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน ต่อให้เป็นภารกิจเร่งรีบที่เดิมพันด้วยชีวิต ถ้ามีเรื่องที่เธออยากรู้ล่ะก็มีอันต้องแวะเถลไถลทุกที หล่อนชำเลืองดูต้นทางซ้ายขวาว่าพ่อยังคงหลับอยู่รึเปล่า ตัดภาพมาอีกทีสาวเจ้าก็มูฟตัวเองเข้าไปถึงใจกลางโต๊ะเมนขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่กลางห้องแล็บซะแล้ว
.
“ฮึบ!”
.
สีเงินอะลูมีเนียมสะท้อนแสงแวววับเรียกร้องความสนใจ บนโต๊ะมีชิ้นส่วนอวัยวะมากมายวางอยู่บนเขียง ก้อนเนื้อทุกชิ้นถูกปักโยงใยไปด้วยสายไฟระโยงระยาง มิหนำซ้ำพวกมันยังคงเต้นตุบ ๆ ไปตามกราฟที่ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่บนหน้าจอสถานะ ดูน่าขนลุกขนพองเป็นอย่างมาก
.
สาบานได้ว่าแพรวไม่เข้าใจในสิ่งที่เห็นเลย เธอเดาได้แต่เพียงว่านี่อาจจะเป็นโปรเจคของพีที่พ่อทำค้างเอาไว้ ในไดอารี่พ่อใช้คำว่า “พลาด” แต่ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าแกจะยอมแพ้ในเรื่องของพี จึงมีความเป็นไปได้ว่าอวัยวะเหล่านี้น่าจะอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา เพื่อเอาไปปลูกถ่ายให้แก่พีที่เป็นลูก
.
“บร๊ะ! ต้องใช้แน่! นี่ไงเห็นไหมมีรูปอีพีแขวนอยู่เต็มไปหมดเลย มีทุกมุมทุกองศาเลยด้วย อี๋! งั้นกล้ามแขนแกที่แท้ก็มาจากการปลูกถ่ายอวัยวะสิ มีตรงไหนอีกไหมอ่ะ? อวัยวะเพศชายใหญ่ ๆ เบิ้ม ๆ ของแกด้วยรึเปล่า? อี๋~! ”
.
สาวเจ้าสะอิดสะเอียน เธอกวาดสายตาแหงนขึ้นไปมองภาพถ่ายและชาร์จข้อมูลที่พ่อห้อยเอาไว้เหนือโต๊ะเมนกลางห้อง ลักษณะมันคล้ายกับภาพถ่ายตามร้านล้างฟิล์มที่มีเชือกเส้นหนึ่งขึงตึงเอาไว้ แล้วก็จะมีรูปถ่ายเป็นใบ ๆ ถูกยึดไว้ด้วยไม้หนีบห้อยระโยงระยางลงมาเป็นระยะ
.
“นี่คุณเห็นลูกคุณเป็นตัวอะไรกันแน่ พีมันก็เป็นคนเหมือนกันนะมันมีชีวิตมีจิตใจ!”
.
“ถ้าถ่ายรูปเก็บหลักฐานไว้คุณคงไม่พ้นคุก ฉันจะถ่ายเก็บไว้ให้หมดเลยอย่างน้อยก็จะได้เอาให้อีพีดู!”
สองมือควักสมาร์ทโฟนขึ้นมา แต่เจ็บแสบตรงหว่างขาทุกครั้งที่นึกถึงถาพตอนมีเซ็กส์
.
“ซีดดด! ให้ตายเถอะ! เราเสียวซ่านให้กับอวัยวะเทียมพวกนี้ได้ยังไงอุบาทว์ที่สุด!”
.
รูปถ่ายนับร้อยถูกบันทึกลงในเมมโมรี่ ยังไม่นับคลิปวีดีโออีกกว่า 20 นาที ที่แพรวบรรจงถ่ายเอาไว้เป็นหลักฐานถึงการมีตัวตนของคนในเงามืด แล็บลึกลับกำลังทำเรื่องวิปริตกับลูกชายตัวเองโดยที่คนเป็นลูกก็ไม่น่าจะรู้ตัว โชคดีมากที่ตลอดกระบวนการเก็บหลักฐานพ่อยังคงหลับใหล แพรวก็เลยทำการรื้อค้นได้ตามอำเภอใจ เลยเถิดไปถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่มีระบุไว้ในสมุดบันทึกเช่นกัน นั่นก็คือ
.
“พ่อคิดจะฆ่าพีด้วยไวรัส!”
เธอกระแอมเสียงสั่น พลันคิดในใจว่าถ้าหาไวรัสดังกล่าวเจอพีต้องเชื่อในคำพูดของเธอแน่ หลักฐานจะแน่นจนดิ้นไม่หลุด
.
ชักสีหน้าสะบัดเช็คคนเมาอีกครั้ง ปัจจุบันพ่อเปลี่ยนจากท่านอนคว่ำเป็นนอนหงาย พาดศีรษะเอนไปด้านหลังพับไปกับพนักเก้าอี้ น้ำลายยืดเต็มเสื้อเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแกยังเมาอยู่ แพรวก็เลยได้ทีเธอมีเวลาถมเถเรื่องหนีจากที่นี่เลยกลายเป็นเรื่องลองไปพลางก่อน กล้องพร้อม มือถือพร้อม
.
“ไม่รู้ล่ะ! ถ้าไม่ได้อะไรอย่างน้อยทางออกของฉันก็คือท่อระบายน้ำใต้เท้าตรงนี้ ฉันยอมมุดท่อโสโครกนี้ออกไปก็ได้เพื่อคาบข่าวสำคัญไปบอกกับแกเลยนะอีพี”
“ชาติกำเนิดแกไม่ใช่ “กระเทย” เว๊ย! แกเป็นผู้ชาย! ผู้ชายที่ได้ฉันเป็นเมียแล้วอีกต่างหาก!”
"ด็อกเตอร์ไฟเริ่มมอดแล้ว!"แพรวตะโกนพลางใช้เสื้อคลุมตะปบลงบนตัวของเฟิงฉินด้วยความรุนแรง.สอดคล้องกันกับมิวท์ที่เริ่มมองเห็นช่องว่่างระหว่างแนวไฟสีม่วง ที่โหว่เป็นรอยเว้าพอที่จะวิ่งแทรกตัวออกไปได้ ไม่รอช้าเธอรีบลากตัวเฟิงฉินที่สลบเหมือดออกไปทันที ร่างกายของเขาไถลไปกับพื้นครูดไปกับดิน มิวท์ลากขาส่วนแพรวยกแขนสภาพดูทุลักทุเลมาก ร้อนก็ร้อนแต่ก็ต้องทำในเมื่อมีจังหวะและโอกาสพอที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่โดนด็อกเตอร์หัวฟูฉุดรั้งเอาไว้ก่อน แกเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของแพรวเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น."จุ๊ ๆ จุ๊ ๆ ไม่ต้องเสียแรงทำอะไรแบบนั้นหรอกพวกเธอ ฉันขอแค่ 10 วินาที แค่เสี้ยวอึดใจที่นี่ก็จะกลับมาเป็นปกติ""แล้วก็เลิกพยายามได้แล้ว พ่อหนุ่มนั่นไม่รอดหรอกไม่สังเกตเลยรึไงว่าเขาหยุดหายใจไปตั้งนานแล้ว!".แพรวมองตามเป็นพัลวัน น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้."บ้า! ไม่จริงน่ะด็อกเตอร์~!".10 , 9 , 8 , 7 , 6 นับถอยหลังยังไม่ถึงศูนย์ดี กำแพงเพลิงสีม่วงอเมทิสต์ก็เริ่มลดระดับความรุนแรงลงตามที่ด็อกเตอร์บอก พวกมันด้อยพิษสงลงประหนึ่งงูเห่าที่ถอดใจยอมแพ้ต่อพญาพังพอน แสงสว่างเริ่มจางลงความร้อนเริ่มส่างซา เปิดช่องให้ลม
ประหนึ่งดาวตกที่หลงทิศ กระสุนบ้านม่วงไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้าแต่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน วิถีความรุนแรงกับไอพ่นเรียกได้ว่าลอยผ่านที่ไหนก็วอดวายที่นั่น สะเก็ดละอองไฟปลิวว่อนร่วงไปตามทาง มองผ่าน ๆ เหมือนกากเพชรแสนสวย แต่หารู้ไม่ว่าร่วงโรยโดนสิ่งใดการลุกไหม้แบบไวโอเลตก็จะเกิดขึ้นในทันที!.ยอดตึกสูงระหว่างทางล้มระเนระนาด! บางหลังแหว่งเว้าไปทั้งด้านทั้งที่กระสุนบ้านแค่พุ่งเฉียดไปแบบเฉี่ยว ๆ มีแต่ตายกับตายถ้าเปรมโดนเจ้านี่เข้า หนำซ้ำเขาที่เป็นถึงจักรพรรดิแห่งเชื้อก็ไม่ได้รู้ตัวถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นเลย เครดิตคงต้องยกให้สองหัวหน้าหน่วยผู้เสียสละชีพ แนวปะทะที่ชานเมืองทำให้โฟกัสของเปรมเบี่ยงเบนไป เขาต้องใช้สมาธิระดับสูงในการควบคุมกองทัพนับล้านที่เพิ่มพลังให้แก่ตัวเองผ่านการเซ็กส์หมู่ จึงเป็นอะไรที่ยากมากในการกำกับดูแล.ประกอบกับความประมาทอันไม่คาดคิด ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าโลกใบนี้จะมีมนุษย์บ้าคนหนึ่งที่ยิงบ้านทั้งหลังเข้ามาใส่เขาได้! ประมุขแห่งองค์กรก็เลยไม่ได้เตรียมการใด ๆ สำหรับเรื่องนี้ไว้เลย.แสงสีม่วงสว่างวาบย้อมท้องฟ้า กระสุนบ้านลอยแหวกผ่านน่านฟ้าที่เคยเป็นสีแดงช้ำเลือดช้ำหนองมาอย่างทรนง
บ้านไม้ชั้นเดียวหมุนเชื่องช้าอยู่บนเนินดิน พลันย้ายส่วนของหน้าบ้านที่เคยอยู่ในทิศใต้ให้หมุนหันมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท AP ได้จากระยะไกล ความรโหฐานระฟ้าของมันกำลังเป็นภัยให้แก่ตัวเอง ก่อนที่ต่อมาไม่นานตัวหลังคาของบ้านก็เริ่มมีอาการผิดปกติ เหล่าแผ่นกระเบื้องพากันสั่นระงมรวดไปทั้งแผง เศษผงฝุ่นมูลดินที่เคยเกาะกรังร่วงกราวลงมากองอย่างน่าสงสาร."ฟึมมม~! , ฟู่~!"ลมตีกระพือฝุ่นฟุ้งกระจาย ตามติดมาด้วยการตะโกนสวนออกมาของด็อกเตอร์."ฉันมีโอกาสแค่ครั้งเดียวถ้าหากพลาดแรงระเบิดจะเฉียกเราเป็นชิ้น ๆ ! พวกเธอรีบไปหาที่หลบซะ! ถ้าจะมีคนตายก็ขอให้เป็นฉันเพียงคนเดียว! , ไป!"ถ้อยสำเนียงสะท้อนก้องกังวานราวกับข้างในมีไมโครโฟน นั่นเหมือนคำพูดเสียสละของคนที่พร้อมจะพลีชีพ ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะชั่วยามนี้คนอย่างด็อกเตอร์ก็ไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว.แพรว , มิวท์ , เฟิงฉิน เร่งทำตามคำสั่งเสีย เสี้ยวหายใจที่ทั้งสามวิ่งกุลีกุจอหนีห่างออกมา หางตาด้านหลังก็ได้เห็นว่าหลังคาบ้านที่เคยชนกันเป็นหน้าจั่วนั้นได้ทิ้งตัวครือลงมาทั้งแผง บทบาทการกันแดดกันฝนได้จบลงทันที พวกมันสั่นกระเพื่
มองที่ด้านหลังเห็นปลั๊กไฟเสียบใส่เต้ารับไว้แน่นหนา เอามืออังแถวด้านข้างยังสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมออกมาจากตัวตู้ได้เล็กน้อย ไม่ผิดแน่แพรวค่อนข้างมั่นใจ ว่าในตู้ใบนี้จะต้องมีเบียร์แช่ไว้เป็นลัง ๆ เธอพยายามมองภาพหลาย ๆ มุม พยายามคิดแทนคุณพ่ออีพีว่าในชั่วยามแบบนี้ ยังอยากจะแดกแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสโลหิตอยู่อีกเหรอ คิดไปก็ปวดหัวสู้โพร่งถามออกไปตรง ๆ เลยดีกว่า ว่าแล้วสาวผมส้มก็ผละตัวเองออกมาเพื่อเปิดทางให้เฟิงฉินเข้ามาช่วย เธอสะกิดหลังด็อกเตอร์ไปสองสามที."ด็อกเตอร์คะ? , ด็อกเตอร์คะ? , คือ!"."อุ๊ย!".ตกใจสะดุ้งโหยงยังไม่ทันถามได้ศัพท์ดี ทั้งมิวท์และแพรวต่างก็สะบัดตัวหนีออกมาจากระยะ ด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นอะไรที่ประหลาดตามาก เพราะทันทีที่เฟิงฉินขูดสติกเกอร์โลโก้ยี่ห้อที่ติดอยู่ตรงกลางออกจนหมด ตัวตู้เย็นที่สูงราว 4 ฟุตครึ่งอันนี้ก็ขยับเขยื้อน มันสะบัดตัวเองราวกับมีชีวิต แถมยังพ่นไอเย็นออกมาจากด้านล่างวูบหนึ่ง."ฟู่~!"."เหอะ.. ฉันอยู่กับไอเย็นมาทั้งชีวิตเถอะ แค่นี้คงไม่ทำให้ต้องกลัว"เฟิงฉินคิดในใจ ตามติดมาด้วยการเอ่ยเสียงถามด็อกเตอร์ว่าจะให้ทำไงต่อ."ตรงนี้เหมือนมีรูให้เสียบอะไ
ปุ่มสวิตซ์ถูกกดไปตั้งแต่อยู่บนรถ ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเล็กน้อยบ้านทั้งหลังก็จมหายยุบลงไปใต้ดิน! นี่คือระบบป้องกันตัวเองที่ด็อกเตอร์ออกแบบไว้นานแล้ว เพื่อใช้ป้องกันตัวบ้านไม่ให้โดนไวรัสกัดกร่อน แกมีนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แบบนี้หลายอย่างเพียงแต่เป็นพวกเราเองที่ไม่ได้โฟกัสมาที่แกตั้งแต่แรก กลับมัวแต่ตามติดชีวิตของแพรวกับความมะรุมมะตุ้มเละเทะของเนื้อเรื่อง จนหวิดจะออกทะเลอยู่หลายรอบ.ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพราะนี่คือศึกสุดท้าย มีแผ่นเหล็กขนาดเท่าบานประตูสองบานวางแผ่หลาอยู่บนสนาม ตรงตำแหน่งที่เคยเป็นตัวบ้านมาก่อน ลักษณะของมันคล้ายกับประตูบานพับที่แข็งแรงแต่กลับวางนอนอยู่บนพื้น ไม่ได้ตั้งขนานกับพื้นโลกอย่างที่ควรจะเป็น แพรวที่อยู่ใกล้กับด็อกเตอร์เลือกที่จะทอดสายตาต่ำลง พลางเพ่งมองไปยังฝ่ามืออันหยาบกร้านของชายสูงอายุ พอดีกันกับมิวท์และเฟิงฉินที่เร่งเดินตามมาติด ๆ."อะไรอ่ะแพรว.. ไม่เห็นจะมี! , อุ๊บ!".โดนจ่อนิ้วเข้ากับริมฝีปาก ยินเสียงจี่จากแพรวทำให้เฟิงฉินกับมิวท์ต้องเงียบลงในทันใด ทุกคนต่างจ้องมองไปยังกระบวนการในการเปิดประตูอันพิลึกพิลั่นนั่น."เงียบก่อนอย่าเพิ่งพูดอะไร ประตูทางลงอุโมงค์มีเซ็นเ
"ซ่าาาาา , ซ่าาาาา , ครืดดด.. ด.. ด.. ด , ครืดดด.. ด.. ด.. ด"ตามปกติถ้าเปิดวิทยุก็จะได้ยินเสียงประมาณนี้.แต่หนนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป แพรวถึงกับกระชากตัวเครื่องออกมาจากช่องเสียบหน้าคอนโซลรถ แล้วเอามาแนบหูตัวเองให้ถนัดถนี่ โชคร้ายที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย! เพราะเสียงที่ดังกลับมาก็มีแต่เสียงสะท้อนจากปลายกระบอกปืน."ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง!"."อ๊ากกกก! , เอื๊อกกกก! , อ๊ากกกก.. ก.. ก.. , อ๊ากกกก!".ถ้อยสำเนียงผนวกรวมกับเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทางฟากโน้น หัวหน้าหน่วยทั้งสองและลูกทีมหลักร้อยคงไม่มีใครรอด แม้แต่ลูกทีมของเฟิงฉินที่พูดแต่คำจีนใส่กันก็ไม่มีการวิทยุตอบกลับมาแต่อย่างใด พวกเขาน่าจะตายคาสมรภูมิเยี่ยงทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ และตอนนี้ก็คงจะเหลือแต่เฟิงฉินผู้เป็นหัวหน้า กับมิวท์ , แพรว , แล้วก็ด็อกเตอร์ ที่เป็นดั่งความหวังสุดท้าย.แพรวลองจูนสัญญาณคลื่นวิทยุไปอีกหลายย่าน แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือเงียบสนิท! ไม่ม่วี่แววว่าจะมีเสียงใดลอดเข้ามา เว้นก็แต่เสียงร้องคำรามของพวกผู้ติดเชื้อที่ดังไม่หยุดหย่







