LOGIN“คุยกับพี่เคลิ้มแล้วนิ่มโดนด่าตลอดเลย เอะอะด่า เอะอะว่า อะไรนักก็ไม่รู้ แล้วนิ่มก็บอกไว้เลยว่านิ่มไม่สนใจพี่เคลิ้มหรอก ไม่ต้องมาแอบชอบนิ่ม นิ่มไม่ชอบนักเลง” ฉันพูดจบก็หันหน้าออกไปทางกระจกพร้อมกับกอดอกเชิด ๆ
“มึงนี่มันพูดไม่รู้เรื่อง หรือมึงพูดไม่รู้เรื่องกันแน่วะ กูเริ่มจะปวดประสาทกับมึงแล้ว”
“แล้วจะมายุ่งกับนิ่มทำไมล่ะ นิ่มอยู่ของนิ่มดี ๆ ก็ดีอยู่แล้ว แต่นี่พี่เล่นมาหานิ่มที่คณะ พรุ่งนี้ชีวิตของนิ่มต้องวุ่นวายแน่ ๆ” ฉันหันมาโวยวาย ในขณะที่พี่เคลิ้มเลี้ยวรถจอดที่หน้าร้านข้าวหมูแดงหน้าปากซอยบ้านฉัน
“จะสนใจทำเหี้ยอะไร ถ้าพวกไหนมันวุ่นวายมึงก็ด่าแม่งเลย ปากมึงหัดด่าคนอื่นบ้างไม่ใช่ร้องเอาแต่ใจแต่กับพี่ ๆ ของมึง แคร์แม่งแต่คนอื่น เสือกไม่แคร์ความรู้สึกตัวเอง อ้วนแล้วยังโง่”
“งั้นนิ่มเริ่มด่าพี่ก่อนเลยแล้วกันนะ ปากหมา ด่าเก่ง ตัวอันตราย จุดบ่อเกิดของความวุ่นวาย อยู่ที่ไหนก็มีปัญหาผู้หญิงตลอด”
“ก็กูหล่อ ใคร ๆ ก็อยากห่อกูกลับบ้าน” พี่เคลิ้มมันยกยอตัวเอง แล้วก็ดับเครื่องยนต์และลงจากรถ
“แต่นิ่มคนนึงที่ไม่อยากห่อ ขี้เกียจฟังคำบ่น ขี้หูเต้นระบำไปหมด” ฉันบอกและลงจากรถเช่นกัน
“ถามกูก่อนไหมว่ากูอยากห่อตัวเองให้มึงรึเปล่า”
“ก็คงอยากห่อแหละ งั้นจะมาส่งที่บ้านทำไม” ฉันเบ้ปากแล้วก็เดินเข้ามาในร้าน
“มึงควรเลิกอ่านนิยายบ้าบอของมึง” ไอ้พี่เคลิ้มเดินตามฉันมา
“อย่ามายุ่ง นั่นมันความสุขของนิ่ม พี่เลิกบ่นแล้วพูดมาว่าจะกินอะไร”
“แดกเหมือนมึงอะ มึงแดกอะไรกูก็แดกแบบนั้น” ไอ้พี่เคลิ้มตอบแล้วก็ล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด
“แดกเดิกอะไรพูดจาไม่เพราะเอาซะเลย บอกไว้เลยนะว่าถ้าจะมาเป็นน้องเขยของพี่ตั้มพี่ตามต้องพูดเพราะ ๆ ไม่งั้นไม่ผ่านนะจ๊ะ” ฉันยักคิ้วใส่พี่เคลิ้ม
“เดี๋ยวถ้ากูเจอมึงรอบหน้า จะหาซื้อยาลดความมโนมาให้ สต่งสติของมึงมันไปหมดแล้ว” ไอ้พี่เคลิ้มว่าฉันและยังคงก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถือต่อ
“ชิ ว่าคนอื่นไม่ดูสติตัวเองเล้ย…ลุงคะเหมือนเดิมค่า” ฉันพึมพำใส่คนตรงหน้า แล้วก็ตะโกนบอกลุงเจ้าของร้าน ซึ่งนี่คือหนึ่งในเจ้าประจำของฉัน ลุงจะรู้ว่าฉันกินอะไร เพราะทุกครั้งที่มาฉันก็สั่งเมนูเดิม
“เรื่องของแดกนี่แหกปากเก่ง” ไอ้พี่เคลิ้มเหลือบสายตาขึ้นมามองฉันแล้วก็ส่ายหัวใส่
“ขอถามจริง ๆ เถอะพี่” ฉันเอามือทั้งสองข้างวางที่โต๊ะแล้วก็จ้องหน้าพี่เคลิ้มแบบจริงจัง
“อะไร?” พี่เคลิ้มขมวดคิ้ว
“คือเป็นไรกับนิ่มมากปะ ทำไมต้องด่า นี่เวลาพี่อยู่กับผู้หญิงพี่เป็นแบบนี้แล้วผู้หญิงโอเคได้ไง” ฉันจ้องหน้ารอคำตอบ
“กับผู้หญิงเวลาจะล่อกูพูดดีด้วย แต่กับมึงกูไม่คิดจะล่อ กูจะป้อให้เสียเวลาทำไม” พอตอบฉันแล้วก็ยักคิ้วใส่ฉันก่อนจะก้มลงไปกดโทรศัพท์มือถือของตัวเองเหมือนเดิม
“เบิ๋ดคำสิเว่า” ฉันพูดภาษาถิ่นฐานบ้านเกิด
“ภาษาอะไรของมึง แปลด้วยกูฟังไม่ออก”
“ภาษาบ้านเกิดแม่ของนิ่ม แล้วก็ไม่แปลด้วย คร่านเว่า”
“โอเค ไม่แปลก็ไม่แปล แต่อย่าพูดอะไรที่กูฟังไม่ออกอีก กูปวดประสาท”
“ย่านเฮาล่อด่าแม่นบ่”
“อ้วน… เดี๋ยวมึงจะโดน” พี่เคลิ้มเริ่มชักสีหน้า ส่วนฉันก็เล่นหูเล่นตากวนประสาทพี่มัน
ในที่สุดฉันก็ได้วิธีที่จะทำให้พี่เคลิ้มหัวร้อน
การที่พี่เคลิ้มมันฟังภาษาอีสานไม่ออก ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับฉันที่จะเอาไว้หลอกด่าคนปากหมาเยี่ยงเพื่อนของพี่ชายคนนี้
“ได้แล้วหนูนุ่มนิ่ม ลุงทำให้พิเศษเลยนะ ว่าแต่นี่ใครล่ะ แฟนหนูเหรอ” ลุงเจ้าของร้านเอาข้าวมาวางที่โต๊ะให้ฉัน แล้วจากนั้นก็ถามถึงสถานะของผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฉัน
“ไม่ใช่แฟนค่ะลุง เขาเป็นเพื่อนของพี่ตั้มกับพี่ตาม พอดีวันนี้คนขับรถที่บ้านไปทำธุระกับแม่ ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ติดกิจกรรมที่มอ เพื่อนของพี่ชายก็เลยอาสามาส่งจ้ะ” ฉันพูดจบก็ฉีกยิ้มให้ลุงเจ้าของร้านข้าวหมูแดง
“อ่อ เป็นแบบนี้นี่เอง ลุงก็นึกว่าหนูนุ่มนิ่มจะมีแฟนแล้ว”
“หุ่นแบบนิ่มใครจะเอาจ๊ะลุง”
“ทำเป็นพูดไป หนูนุ่มนิ่มน่ารัก ลูกชายลุงยังชอบแอบมองอยู่บ่อย ๆ” ลุงเจ้าของร้านพูดถึงลูกชาย
ซึ่งหน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ ฉันไม่เคยเห็นหรอก
“ลุง… ข้าวหมูแดงห่อนึงจ้า” เสียงของลูกค้าตะโกนเรียก
“งั้นลุงไปขายข้าวต่อก่อนนะหนูนุ่มนิ่ม” ลุงพูดแล้วเดินออกไป ฉันก็เลยไม่ได้คิดจะถามถึงลูกชายที่ลุงพูดถึง
“นี่มึงมาแดกข้าวหรือมาอ่อยลูกชายร้านข้าววะ” ไอ้พี่เคลิ้มพูดเมื่อเห็นว่าลุงเดินออกไปแล้ว
“โอ๊ย! หุ่นอย่างนิ่มจะไปอ่อยใครติด เอาตรง ๆ นิ่มยังไม่เคยเห็นลูกชายลุงแกสักครั้ง แต่แกชอบพูดถึงลูกชาย ชอบเล่าว่าลูกชายอยู่กับเมีย นาน ๆ ลูกชายจะมาหาแก สงสัยแกเหงามั้งเลยหาเพื่อนคุย นิ่มก็เลยชอบมากินข้าวร้านนี้ เพราะจะได้คุยกับลุงแกด้วย เห็นแกยิ้มแล้วก็รู้สึกอยากยิ้มตาม” ฉันบอกเล่าพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
“โคตรนางเอก ควรอ่านนิยายแล้วคิดว่าตัวเองเป็นนางร้ายบ้างนะ เวลาโดนไอ้พวกส้นตีนนั่นล้อจะได้เอาตัวรอดได้”
“ง่ะ วกมาที่นิยายของนิ่มได้ยังไง กินข้าวดีกว่า”
จากนั้นฉันก็เลิกพูด แล้วก็ตักข้าวทานอย่างเอร็ดอร่อย พี่เคลิ้มก็คงอร่อยเหมือนกันมั้ง
สิบนาทีต่อมา…
“อร่อยไหมจ๊ะ” ฉันถามขณะที่เราเดินออกจากร้าน สรุปแล้วมื้อนี้พี่เคลิ้มได้ทานฟรี เนื่องจากฉันสะสมแต้มเอาไว้ แล้วก็ครบพอดี
“ก็ดี ขึ้นรถได้ละจะได้กลับบ้านนอน ดึกละ” พี่เคลิ้มพูดและเดินไปทางฝั่งคนขับ ฉันก็เดินไปอีกฝั่ง จากนั้นเราก็ขึ้นมานั่งในรถ
ครืด ครืด ครืด…
“เออ”
(…)
“อ้าว ไอ้สัส!”
(…)
“อย่าเพิ่งให้พวกมันเห็น รอกูก่อน”
(…)
“กูอยู่ซอยบ้านไอ้ตามกำลังจะไป อย่าเสือกเปิดก่อน รอกู”
(…)
“แปดนาที”
(…)
“เออ แป๊บเดียว” พี่เคลิ้มกดตัดสายแล้วหันมามองหน้าฉัน
“มีธุระด่วนว่ะ มึงเรียกวินไปส่งเข้าบ้านได้ไหม เพื่อนกูรออยู่”
“ได้ดิ แค่นี้เอง ขอบใจนะพี่ที่มาส่ง” ฉันพยักหน้าเข้าใจ ดูจากท่าทางคงไม่พ้นเรื่องชกต่อย
“ถึงบ้านแล้วไลน์บอกกูด้วย กูว่างแล้วจะตอบ”
“จ้า ถึงแล้วจะไลน์ไปบอกนะคะเพื่อนพี่ชาย ยังไงก็ระวังตัวเด้อ” ฉันบอกและเปิดประตูลงจากรถ
พอฉันปิดประตู ไอ้พี่เคลิ้มก็ขับรถออกไปทันที เหมือนว่าเขาจะรีบมาก ๆ
พอรถพี่เคลิ้มลับสายตา ฉันก็เดินมาที่หน้าวิน แต่มันไม่มีวินมอเตอร์ไซค์เลยน่ะสิ
งั้นก็เดินเอาแล้วกัน ขี้เกียจรอ แล้วบ้านฉันก็ไม่ได้อยู่ซอยลึกอะไรมากมาย
เท่าที่ฉันได้ฟังผ่าน ๆ จากการบอกเล่าของพี่ชายเวลาเล่าให้ผู้หญิงที่โทรมาเหมือนจะจีบพี่เคลิ้ม
ฉันจับใจความได้ประมาณว่า พี่เคลิ้มไม่มีหัวใจให้ใครอีก เพราะรักผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนสนิทแต่อายุมากกว่า แล้วพี่เคลิ้มก็เป็นคนที่รักการชกต่อย รักเพื่อนมาก ขนาดผู้หญิงที่พี่เคลิ้มรักก็ยังห้ามไม่ฟัง แล้วพี่เคลิ้มเขาก็ชอบมั่วผู้หญิง ชอบหลอกล่อผู้หญิงขึ้นเตียง บางคนไม่โอเคพี่เคลิ้มก็ฉุด
นั่นคือสิ่งที่พี่ชายฉันพูด แล้วฉันก็สรุปจับใจความได้แบบนั้น ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าจริงไหม แค่แอบได้ยิน
เพราะฉันไม่คิดสนใจเขา ฉันแค่บอกกับตัวเองว่าอย่าไปเข้าใกล้เขา เพราะเขาคือหนึ่งในตัวอันตรายของชีวิตฉัน ส่วนอีกสองคนก็คือพี่ชายฝาแฝดของฉันทั้งสองนั่นแหละ
ก็อย่างที่รู้กันว่าฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันเป็นน้องสาวใคร
แต่ตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะ ในเมื่อไอ้พี่เคลิ้มป่าวประกาศไปเรียบร้อย
“ขึ้นรถ เดี๋ยวไปส่ง”
“…”
(NUMNIM: ฝันดีนะ)ฉันกดส่งข้อความแล้วจากนั้นก็ไปอาบน้ำค่ะ นอนแช่อยู่ในอ่างน้ำอุ่น รู้สึกโล่งสมอง โล่งตัวดี‘ปีใหม่เราไปเคานต์ดาวน์ที่พัทยากันเนอะ จองโรงแรมติดทะเลนอน’‘เอาดิ นุ่มก็อยากไป’‘สัญญาว่าจะพาไป เคานต์ดาวน์ปีแรกของเรามันต้องดีที่สุด’‘แต่จะไม่ใช่ปีสุดท้ายนะ เราจะเคานต์ดาวน์ด้วยกันทุกปีจนแก่ไปด้วยกัน โอเคไหม’‘โอเคอยู่แล้ว ชอปรักนุ่มนะครับ รักนุ่มแค่คนเดียว’พรึบ!“คนโกหก ปีแรกก็ยังไม่ได้เคานต์ด้วยกันเลย คนผิดสัญญา คนใจร้าย ฮึก ฮึก… มาทำให้รักทำไม ทำให้นุ่มเจ็บทำไม ฮึก ฮือ… นุ่มคิดถึงพี่ คิดถึงพี่ที่สุด เมื่อไหร่นุ่มถึงจะลืมพี่ได้” ฉันลุกออกจากอ่างน้ำ เมื่อความทรงจำที่เคยคุยกันไว้มันผุดขึ้นมาในหัวคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ที่ฉันเชื่อหมดหัวใจ“เลิกคิดถึงเขาได้แล้วนุ่มนิ่ม ไหนแกว่าจะมีชีวิตใหม่ไง จะเพ้อถึงเขาทำไม นี่มันผ่านมาเป็นเดือนแล้วนะ เลิกคิดถึงเขาได้แล้ว” ฉันพูดกับตัวเองอยู่หน้ากระจก มองภาพที่สะท้อนกลับมา สภาพของฉันมันดูไม่ได้เลย ทำไมถึงได้งมงายแบบนี้ทำไมไม่ลืมเขาสักที“เฮ้อ…” ฉันอาบน้ำล้างตัว จากนั้นก็ห่อตัวออกจากห้องน้ำจังหวะเดียวกันกับโทรศัพท์มือถือของฉันมันเด้งข้อความขึ้น
-คอนโดนุ่มนิ่ม-เวลา 19.00 น.ครืด ครืด ครืด…“ฮัลโหล”(ถึงบ้านยัง)“ถึงแล้วเพิ่งจะเข้าห้องเนี่ย”(รถติดเหรอวะ)“อืม ติดมาก กินข้าวกินยายัง”(ยัง)“ไมไม่กินอะ… ไงครับ คิดถึงแม่ไหมครับสุดหล่อทั้งสอง” ฉันถามไอ้พี่เคลิ้มแล้วคุยกับเจ้านายสองตัวของฉันที่เดินลงมาจากที่นอนแล้วมาคลอเคลียที่ขาทั้งสองข้างของฉัน(มึงคุยกับใครวะ)“แมวไงพี่ แล้วสรุปทำไมไม่กินข้าวจะได้กินยา เดี๋ยวก็ปวดระบมหรอก”(คิดถึงมึงว่ะ)“…”(ที่ผ่านมาแม่งโคตรแย่ กูคิดถึงมึงทุกวัน กูไม่เคยคิดถึงใครมากขนาดนี้เลย)“…”(เปิดกล้องหน่อยดิ อยากเห็นหน้า)“…” ฉันนิ่งค่ะ(กูขอมากไปสินะ) ไอ้พี่มันพูดเสียงเศร้า“ยังไม่ได้พูดอะไรเลยไหม แล้วดูทำหน้าดิ” ฉันกดเปิดกล้อง(หึ ไอ้อ้วน) ไอ้พี่มันยิ้มที่มุมปาก(แล้วนั่น… ที่ไหน จัดห้องใหม่เหรอวะ)“อืม จัดห้องใหม่ พี่ทำไรอยู่” ฉันก็ไม่ได้หลอกนะ แค่ยังไม่ได้บอก(นอนเล่นเกม มึงอะจะทำไร)“ว่าจะจัดห้อง ซื้อของมา” ฉันบอกและชูของที่ซื้อมาให้ไอ้พี่ดู แล้วก็หมุนกล้องไปที่บัวลอยไข่หวาน(แมวมึงหน้ากวนตีนเหมือนเจ้าของมันเลยเนอะ)“ตอนนี้นิ่มเป็นเจ้าของแล้วต่างหากล่ะ แมวนิ่ม”(หึ แล้วมึงจะทำเองได้เหรอ จัดห้องอะ
“เดี๋ยวนี้มึงขับรถเอง”“อื้ม อยากเปลี่ยนชีวิตประจำวัน อยากหาอะไรใหม่ ๆ ทำน่ะ”“ไม่ได้ลองแดกเหล้าใช่ไหมวะ”“ยังไม่ถึงจุดนั้นนะพี่ ไม่อยากให้แม่เสียใจน่ะ แค่นี้ที่บ้านก็อายกันมากแล้ว เกิดนิ่มทำอย่างนั้นคงได้โดนคนด่าว่าใจแตกแหละ แค่จะหมั้นยังมีคนบอกแรดเงียบเลย พอโดนยกเลิกงานหมั้นนี่โดนหนักมากอะ”“มึงเป็นมึง จะสนใจเหี้ยไรกับพวกปากส้นตีน อย่าไปแคร์แม่ง อีพวกนี้มันก็แค่พวกชอบหาจุดด้อยคนอื่นมาทำให้ตัวเองสูงขึ้น ถ้ากูได้ยินกูจะเอาตีนอัดปากแม่ง ปากตีนไง”“หัวร้อนนี่แก้ไม่เลิกนะพี่”“กูก็เป็นของกูแบบนี้ ทำไมกูต้องเปลี่ยนวะ กูยังหาเหตุผลที่กูจะเปลี่ยนตัวเองไม่ได้เลย”“…” ฉันเงียบค่ะ ไม่ได้พูดอะไรออกไป เถียงกับไอ้พี่ยากที่จะชนะ“มึง”“ว่า”“…เลี้ยวแยกหน้า”“เค ๆ”จากนั้นไอ้พี่ก็บอกทางฉันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรถจอดที่บ้านหลังใหญ่“เลี้ยวเข้าไปเลยมึง กูเจ็บขา เดินไกลไม่ได้”“ได้ ๆ” ฉันเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ตามที่ไอ้พี่มันบอก เมื่อประตูรั้วหน้าบ้านเลื่อนเปิดอัตโนมัติ“ช่วยพยุงลงรถหน่อยดิ” ไอ้พี่มันหันมาบอกเมื่อฉันจอดรถ“อ่อ ได้ ๆ” ดูเหมือนมีน้ำใจ แต่ก็คงมีน้ำใจนั่นแหละ ก็ไอ้พี่มันดูเละมาก คงเดิน
วันต่อมา…เวลา 12.40 น.(แกอยู่ไหนแล้วเล็ก)“กำลังจะออกจากห้องแล้ว ให้อาหารบัวลอยไข่หวานอยู่”(แกนี่มันทาสแมวซะจริงนะ ให้ไวเลย เดี๋ยวก็ไม่ทันส่งงานอาจารย์ จารย์กลับก่อนแกแย่เลยนะ แล้วก็ขับรถดี ๆ ด้วย)“รู้แล้วจ้า กำลังออกนี่ไง ก็ใครใช้ให้มาเมาที่ห้องนิ่มล่ะ ตอนไม่กินก็บอกจะนอนค้าง พอกินแล้วก็ไหลไปเรื่อย ทำให้น้องเป็นห่วง เมาแล้วขับนี่ถนัดจริง ๆ”(บ่นอะไรเล็ก แค่นี้นะพี่จะไปนอนต่อแล้ว เอ้อ! อย่าลืมเปิดแอร์ไว้ให้แมวแกล่ะ เดี๋ยวมันร้อนตาย จะฟูมฟายอีก)“แมวของนิ่มมันรู้งานจ้ะ มันกดรีโมทแอร์เอง วางไว้ให้แล้วเปิดเลย”(เฮอะ รักรึเกิน ไอ้แมวหน้ามึนของแกน่ะ)“ที่สุด เมาแล้วไปนอนเลย นิ่มจะออกแล้ว”(เออ ๆ ขับรถดี ๆ พี่ไปนอนละ คืนนี้มีนับถอยหลังกับสาว)ฉันกดวางสายของพี่ชายคนโตที่โทรเข้ามาเพราะความเป็นห่วง เนื่องจากฉันเลือกที่จะขับรถไปมหาวิทยาลัยเอง ฉันไม่อยากพึ่งคนอื่นไปตลอด อยากลองเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านมา เผื่อว่าความทรงจำและการกระทำใหม่ ๆ จะทำให้ฉันเศร้าน้อยลงวันนี้มอปิด แต่ฉันมีส่งงานอาจารย์ก็เลยต้องรีบบึ่งรถไปมอค่ะตอนนี้ชีวิตที่มหาวิทยาลัยของฉันมันโดดเดี่ยวมากเลยล่ะ เพราะใบชาเพื่
‘เรื่องแค่นี้ไม่ตายหรอก คนอื่นเจอหนักกว่านี้ยังผ่านมาได้’‘คนอื่นผ่านมาได้ เราก็ต้องผ่านไปให้ได้’‘งมงาย จะเสียใจอะไรขนาดนั้น เขาไม่รักก็ปล่อยเขาไป’‘พร่ำเพ้อ เพิ่งเคยมีผัวก็แบบนี้แหละ เดี๋ยวมีหลายคนเข้าก็เคยชิน’หลายถ้อยคำที่กระทบเข้าหูฉัน แต่ประโยคข้างต้นที่ได้ยินมา ไม่พูดจะดีกว่า เพราะมันเหมือนเหยียบซ้ำมากกว่าเติมเต็มเพราะขีดจำกัดความรู้สึกทุก ๆ ด้านของทุกคนไม่เท่ากัน ฉะนั้นอย่าเอาคนอื่นมาเปรียบกับอีกคน และที่สำคัญที่สุด… อย่าเอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ถ้าเราทำแบบนั้นผลของมันก็คือ…มันจะทำให้เรารักตัวเองน้อยลง หรือบางทีเราอาจจะเกลียดตัวเราเองที่ทำไมทำได้แค่นี้ ทั้งที่คนอื่นยังทำได้มากกว่าตัวเราเริ่มจากรักตัวเอง แล้วเราจะมีความสุขแต่ก็ต้องแยก ระหว่างรักตัวเอง กับหลงตัวเอง และเห็นแก่ตัวเฮ้อ…ฉันเริ่มจะกลับเข้าสู่โหมดมโนแล้วสินะสามวันต่อมา…-คอนโดนุ่มนิ่ม-“ห้องแกสวยนะเนี่ยเล็ก”“ก็สวยนะจ๊ะพี่ตาม นิ่มชอบ สองตัวนั่นก็น่าจะชอบ”“เฮอะ ไอ้สองตัวนั่นของแกอะนะ แกอยู่ไหนมันก็อยู่นั่นแหละ แล้วนี่แกจะกินแต่อาหารสำเร็จรูปแช่แข็งแบบนี้ไม่ได้นะ” พี่ตามเดินออกมาจากโซนครัวหลังจากที่ขนอาห
หนึ่งเดือนต่อมา…-บ้านนุ่มนิ่ม-เวลา 15.45 น.“เล็กเป็นแบบนี้แม่กับพ่อเป็นห่วงมากรู้ไหม แล้วแบบนี้แม่กับพ่อจะไปทำงานช่วยตากับยายได้ยังไง”“…”“ทำใจเถอะลูก พี่เขามีชีวิตใหม่แล้ว หนูก็เริ่มชีวิตใหม่ได้แล้วนะเล็ก อย่าจมปลักนักเลย คนเราล้มได้ก็ต้องลุกได้”“…”“ถ้าไม่รู้จะทำเพื่อใคร ก็คิดซะว่าทำเพื่อพ่อกับแม่ ตากับยาย แล้วก็พี่ชายทั้งสองของเราไง คนอื่นถ้าเลิกกันไปยังไงก็เป็นคนอื่นนะลูก แต่ครอบครัวยังไงก็เป็นครอบครัว… ลูกสาวที่น่ารักสดใสของแม่หายไปไหน มันนานเกินไปแล้วนะ”“...”“บัวลอย ไข่หวาน ดูสิแม่นิ่มไม่สนใจยายเลย ทำไมแม่นิ่มของบัวลอยไข่หวานถึงได้ใจร้ายแบบนี้นะ” แม่ของฉันพูดกับแมวสองตัวที่นอนอยู่บนเตียงนอนข้างกายของฉันแมวที่เจ้าของจริง ๆ ได้ทิ้งไว้ให้ฉัน เพราะไอ้เจ้านายสองตัวนี้มันสนิทคุ้นชินกับฉัน ตั้งแต่ที่เขาคนนั้นเคยพาฉันไปเจอเจ้านายสองตัวนี้แบบเป็นตัวเป็นตนไม่ใช่คุยผ่านโทรศัพท์มือถือฉันเอาบัวลอยไข่หวานมาเลี้ยงได้สองอาทิตย์ก่อนที่เราจะเลิกกันบัวลอยไข่หวานเห็นฉันเศร้าก็มักมาคลอเคลียอยู่ใกล้ ๆ เหมือนคอยให้กำลังใจฉัน แมวพูดไม่ได้ก็จริง แต่ก็มักเข้าใจเราดีเลยล่ะฉันเชื่อแบบนั้นนะแล้ว







