Masukใต้ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จผมกับเพื่อนสนิทอีกสองต้องคอยตรวจดูทุกกิจกรรมของการรับน้อง เพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรง กดขี่ บังคับรุ่นน้องต่าง ๆ นานาที่มันเกินกว่าความจำเป็น "ห้ามใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกับรุ่นน้องนะครับ หากมีใครเป็นอะไรไปพวกคุณต้องรับผิดชอบเท่าชีวิต เรื่องการว้ากน้องก็เหมือนกัน" ผมบอกกับน้องปีสามกลุ่มหนึ่งที่กำลังเริ่มใช้ความรุนแรงกับรุ่นน้องปีหนึ่งมากกว่าที่กำหนดไว้ "แต่ตอนพวกผมโดนหนักกว่านี้อีกนะครับ แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ" ผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นพูดขึ้นในมุมที่เขาเจอมา หรือจะให้พูดอีกทีเขาคือเฮดว้ากคณะวิศวกรรมศาสตร์คนที่กำลังแย้งผม "แล้วพวกคุณจะเอาสิ่งที่พวกคุณเจอมาใช้กับรุ่นน้องเหรอ? ในเมื่อเราโดนมาแบบนั้นทำไมไม่ลดความรุนแรงลงล่ะเพื่อทำเป็นแนวทางให้รุ่นน้องในปีต่อไป หากปีนี้ยังใช้ระบบรับน้องแบบเดิม เผลอ ๆ มากกว่าปีก่อน พวกคุณจะรอให้มีการสูญเสียใช่ไหมถึงจะยอมแก้ไข" "….." "ลองคิดกลับกันดูนะ ถ้าหากน้อง ๆ เหล่านี้เป็นลูกของคุณ พวกคุณจะรู้สึกยังไงหากต้องเห็นคนนอกสายเลือดปฏิบัติกับคนที่เรารักเกินกว่าเหตุ" ตอนอยู่ปีหนึ่งผมเจอหนักมากกว่านี้อีก ตั้งแต่วันนั้นผมบอกกับตัวเองอยู่ตลอดว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงกับรุ่นน้องเด็ดขาด "ไม่ดูทีปีตัวเอง ทำกูอย่างกับหมา" คนเดิมสวนขึ้นเบา ๆ พร้อมกับพวกเพื่อนอีกหลายคนเสริมขณะที่ผมกำลังจะเดินผ่านไปทางอื่น ได้ยินแบบนั้นขายาวหยุดชะงักทันทันที "เออ ย้อนแย้งว่ะ" อีกคนเสริม "ผมได้ยินทุกอย่างที่พวกคุณพูดคุยกัน งั้นผมถามหน่อยครับ ตอนปีพวกคุณผมเป็นคนว้ากหรือรับน้องคุณเหรอ?" ถ้ากูต่อยพี่เฮดว้ากขวัญใจน้องปีหนึ่งจะเป็นข่าวไหววะ เดือนมหาวิทยาลัยปีสี่ต่อยเฮดว้ากคณะวิศวกรรมศาสตร์จนอ่วม เหตุเพราะพูดไม่เข้าหู…? เออ ดูป่าเถื่อนดี "ก็ไม่ เป็นผมด้วยซ้ำที่อยากแก้ไขการกระทำที่มันบ้า ๆ เกินขอบเขตแบบนั้น" "ขอโทษครับพี่ยูโร" อีกหลายเสียงนับสิบคนพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน "คราวหลังระวังคำพูดด้วยก็แล้วกัน เดี๋ยวปากพาซวย" เมื่อเสร็จจากตรงนี้ พูดคุยกันเข้าใจแล้วผมจึงเดินไปดูกิจกรรมทางอื่นต่อ แต่สายตามันดันไปสะดุดกับเด็กคนหนึ่งกำลังโดนน้องปีสองใช้ลิปสติกขีดเขียนเป็นรูปน่ารักบนใบหน้าสวย ขายาวก้าวฉับ ๆ เข้าไปให้ไว "พี่ยู…" "ชู่วว์ เดี๋ยวพี่ทำเอง" ผมส่งสัญญาณให้รุ่นน้องเบาเสียงลงเมื่อเธอกำลังจะทำความเคารพคนอายุเยอะกว่า แป้งดินสอพองที่ผสมกับสีผสมอาหารหลายถ้วยถูกผมใช้นิ้วจุ่มลงไปในนั้นแล้ววาดรูปหัวใจลงบนใบหน้าเด็กปีหนึ่งคนนี้โดยที่ตาเธอยังหลับอยู่ โทรศัพท์เครื่องหรูราคาหลายหมื่นถ่ายภาพเก็บไว้พร้อมกับโพสต์ลงในไอจีของตัวเอง euro : พึ่งรู้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านศิลปะก็วันนี้แหละ #จานิค #น่ารัก #รับน้องวิศวะ "เสร็จแล้วครับ" บอกคนพึ่งเปิดเปลือกตาขึ้นมา "อุ๊ยพี่…ขะ ขอบคุณค่ะ" มือน้อยยกขึ้นมาไหว้ขอบคุณมันสั่นอย่างกับเจ้าเข้า เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าสาวน้อย เป็นอะไรของเธอ เห็นผมเป็นผีหรือยังไง "อยู่ใกล้พี่เขาขนาดนี้ตายแน่จานิคเอ๊ย" คนตัวเล็กกัดปากพูดแค่เพียงแผ่วเบา ซึ่งผมเองก็ได้ยินไม่ชัดว่าเธอพูดอะไร "นิคทำเสื้อพี่เปื้อนนิคต้องเอาไปซักด้วยมือให้พี่ เข้าใจไหม?" ผมยื่นถุงกระดาษที่มีเสื้อนักศึกษาตัวเปื้อนโกโก้ปั่นสั่งมันให้กับเธอ "ทะ ทำไมนิคต้องซักให้คะ พี่ไม่มีมือเหรอ?" คำพูดคำจา สวนทางกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิง "แต่นิคเป็นคนทำไงครับ" "ถ้าจะพูดเพราะขนาดนี้กูตายแน่" "ครับ? เมื่อกี้ว่าอะไรนะ" "อะ อ้อ ปะเปล่าค่ะ" เสียงหวานตอบกลับมาพร้องทั้งเบือนใบหน้าหนีผม "โอเคหรือเปล่าครับ?" ร่างคู่สนทนาสั่นสะท้านไม่หยุดผมต้องประคองร่างเธอเอาไว้ แต่ไม่ทันที่คนตัวเล็กจะได้ตอบกลับมาสติเด็กคนนี้ดับวูบไปในทันที "ซวยแล้วกู!" ผมช้อนเอาร่างหมดสติขึ้นในท่าเจ้าสาว อุ้มเธอออกจากจุดชุลมุนเข้าไปในห้องสโมสรนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น สิบนาทีผ่านไป "อื้อ" เสียงคนหลับงัวเงียหลังรู้สึกตัว "เป็นไงบ้างครับ" มือน้อยยกขึ้นมาขยี้ตาตัวเองเพื่อปรับโฟกัส "พี่…" พอได้สติคนตัวเล็กยันตัวเองขึ้น ขยับตัวถอยห่างจากกัน ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้ "นิคจำพี่ไม่ได้จริง ๆ เหรอครับ?" ผมยังติดใจไม่หาย ทำไมเธอถึงจำผมไม่ได้ในเมื่อใบหน้าของผมยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมเลยสักนิด "คุ้น ๆ เหมือนเราเคยเจอกันที่ไหนแต่นิคคิดไม่ออก" เธอคงลืมผมไปแล้วสินะ The Chane Condo เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกับกางเกงสแล็กส์สีดำถูกสวมเข้ากับร่างอันสมส่วนของผมอย่างง่าย ข้อมือซ้ายสวมสมาร์ตวอตช์ราคาเกือบล้านไม่ให้มันว่าง คืนนี้มีงานพิเศษรอบดึกในบรรดาร้านเหล้า หรือแม้แต่ผับ บาร์ต่าง ๆ เพราะมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง คณะนี้มันเคยน้อยหน้าเรื่องสุรากันที่ไหน "คนอะไรหล่อฉิบหายเลย" ยืนชมตัวหน้ากระจกแล้วหยิบน้ำหอมขึ้นมาฉีดเพิ่มกลิ่นหอมตามจุดชีพจร "แต่น่าเสียดายที่คนหล่อถูกลืม" ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์เธอลืมง่ายขนาดนี้เลยเหรอ สมองอันน้อย ๆ ไม่ถูกบำรุงเลยหรือยังไง ระหว่างเดินทางไปยังคลับที่พวกเพื่อนนัดไว้ บริเวณถนนเส้นหนึ่งเวลานี้มีรถยนต์สัญจรโดยสารขับผ่านอยู่หลายคันเพราะยังไม่ดึกมาก ข้างทางยังมีรถจักรยานยนต์คันใหญ่โตและผู้คน ๆ หนึ่งกำลังจูงหรือเข็นให้รถวิ่งไปข้างหน้า "คนดีหรือคนบ้าวะ" ผมอุทานอยู่ในรถ จากผมไปยังบุคคลนั้นอยู่ห่างกันพอสมควร พอขับรถเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่าเป็นคนดีไม่ใช่คนเสียสติ และยังเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อีกต่างหาก และมันก็เกิดอีกคำถามขึ้นในหัว "คนดีหรือมิจฉาชีพวะ" หากเธอเป็นผู้ร่วมขบวนการมิจฉาชีพดักปล้นชิงทรัพย์และผมลงไปช่วย ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้รับอันตรายอะไรหรือเปล่า แค่คิดก็ขนลุก "ไม่จอดถามดีกว่า เผื่อกูโดนปล้นหรือโดนข่มขืน ยิ่งหล่อ ๆ อยู่ด้วย" รถของผมค่อย ๆ ขับผ่านผู้หญิงคนนั้น เธอก้มหน้าก้มตามองพื้น มีบางครั้งเงยขึ้นมองทางและบางครั้งใช้หลังมือเช็ดบางอย่างบนใบหน้าออก "เล่นละครเรียกความสงสารเก่งจริง" แสงไฟหน้ารถคันข้างหน้าสาดส่องเข้าไปใกล้เห็นรูปร่าง ลักษณะเธอชัดเจน เห็นยี่ห้อรถจักรยานยนต์และป้ายทะเบียน เธอเอียงหน้าหรี่ตามองหลังเมื่อโดนแสงไฟสีขาวจากรถส่อง มือน้อยโบกพัดเพื่อให้รถหยุด แต่ไม่มีสักคันที่หยุดจอด แต่พอรถผมขับเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่าเป็นคนเคยคุ้น เธอจอดรถตัวเองไว้กับข้างทาง มือสองข้างเท้ากับเอวยืนบ่นรถคันก่อน "หน้าตาก็ดีแต่ใจดำจริง จอดถามกันสักคำก็ไม่ได้ หน้าตากูเหมือนโจรหรือไง สาธุ ขอให้หรรมดำเหมือนใจด้วยเถอะ!" ผมส่ายศีรษะให้กับคนตรงหน้า เจอวิกฤตแบบนี้ยังปากแจ๋วไม่เลือกเวลาและสถานที่ แล้วตบไฟเลี้ยวซ้ายเลี้ยวรถเข้าไปหาผู้ประสบภัยผู้น่าสงสาร ก่อนจะลงจากรถเดินไปหาเธอด้วยความเป็นห่วง "สวรรค์เข้าข้างแล้วไอ้นิค เย่" ผู้ประสบภัยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นผมยืนอยู่ข้าง ๆ "รถเป็นอะไรจานิค" "มันดับน่ะสิ โบกรถขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ได้ โทรศัพท์ดันแบตหมดอีก เวรกรรมจริงจริ๊ง" เสียงท้ายประโยคเล็กแหลมทำผมต้องยกมือขึ้นปิดหู หากเป็นผู้หญิงคนอื่นเจอสถานการณ์เดียวกันกับเธอคงร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้ว แต่นี่เป็นจานิคไงครับ ผมโทรเรียกอู่ซ่อมรถมาลากรถเธอกลับ ส่วนคนตัวเล็กผมอาสาไปส่งเธอเอง ในระหว่างนี้ก็ให้เธอคอยบอกทางไปด้วย ได้รู้ห้องพักของน้องแบบเนียน ๆ ได้ทำคะแนนนำหน้าผู้ชายคณะอื่น อะไรมันจะโชคดีมากขนาดนี้วะยูโร "นี่พี่จะไปไหนเหรอ" "ไม่ได้ไปไหนหรอก ออกมาขับรถเล่นเฉย ๆ" ทั้งที่ในสายตอนนี้เพื่อนโทรตามจนโทรศัพท์ร้อน "ว่างมากเหรอคะ?" "….." "เอ่อ คือนิคหมายถึงพี่ไม่ได้ไปรับน้องต่อใช่ไหม" "หึ ไม่ไปแล้วล่ะ" ไปเล่นห้องเธอดีกว่า "แล้วนี่นิคไปไหนมา" "รับน้อง แต่ไม่ได้ดื่มหรอก ไม่อยากเมา" เราแลกคอนแท็กต์และเบอร์โทรของกันและกันเอาไว้ เพราะหากเกิดเหตุอะไรให้โทรหาผมได้เลยไม่ต้องเกรงใจ แต่ที่น่าแปลกใจคือเธอฟอลโลว์ไอจีผมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นแบบนี้จึงกดฟอลโลว์เธอกลับไปให้เรียบร้อย พอรถเคลื่อนเข้ามาจอดอยู่หน้าอพาร์ตเมนต์ ผมจึงใช้อุบายหลอกล่อให้คนตัวเล็กเห็นใจ "พี่ปวดฉี่ ขอเข้าห้องน้ำในห้องนิคได้ไหม" "ข้างหน้ามีปั๊มน้ำมันค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง" ว่าแล้วยิ้มให้ สองมือไหว้ขอบคุณ "ยินดีครับ พรุ่งนี้ให้พี่มารับไปมหา’ ลัยไหม รถนิคเอาไปซ่อมอยู่นะ" "ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวให้ไอ้พลอยมารับ" "โอเคครับ" อุตส่าห์จะมารับเล่นตัวเก่งจริงเลยนะเด็กน้อยคนนี้ คิดว่าสวยมากหรือไง ก็สวยแหละ กูถึงได้ตามตูดต้อย ๆ อยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนสักทีไงวันต่อมา"ป๊าปะ ม้าม่ะ" เสียงของเด็กชายยูนิคและยูเรียสเอ่ยเรียกพ่อกับแม่ของตัวเอง เด็กเล็กทั้งสองกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าหาผมกับจานิค"ครับลูก" คนสวยของผมขานรับลูกน้อย แขนยาวกางออกให้ลูกน้อยกระโดดขึ้นมานั่งบนตักทั้งสองคน"…..?" แต่พ่ออยู่นี่ มานั่งกับพ่อก็ได้ครับลูกผมอุ้มเอายูนิคมานั่งบนตักตัวเองแทน หากให้เด็กทั้งสองนั่งทับจานิคเธอคงจะแบกรับน้ำหนักของเด็กดื้อไม่ไหว"ทำไมม้าม่ะกินยูยิค ยูเยียสและนีญ่า" ยูนิคคนดื้อเป็นฝ่ายถาม รอบ ๆ ดวงตาของลูกน้อยมีน้ำสีใสเอ่อล้นขอบพร้อมจะไหลอยู่รอมร่อ"ตอนไหนคะ" คนถูกถามทำหน้าเหวอ ลูกไปเอาความคิดนี้มาจากไหน"ตอนถ่ายยูปครับ" เด็กชายทั้งสองช่วยกันเปิดภาพถ่ายของครอบครัวในอัลบั้มให้คุณแม่ของตัวเองได้เห็น เป็นภาพถ่ายของผมกับเธอช่วงอายุครรภ์ได้ประมาณเจ็ดเดือนกว่า ตอนทั้งท้องของจานิคโตมาก ลูก ๆ คงคิดว่าแม่กินตัวเองเข้าไป"แม่ไม่ได้กินครับ แต่ยูยิค ยูเรียสและนีญ่าเติบโตอยู่ในนี้" มือบางกุมมือของลูกน้อยทั้งสองเข้าสัมผัสกับหน้าท้องแฟบ ๆ ของตัวเองตอนนี้จานิคไม่อวบอ้วนมีเนื้อนุ่มนิ่มหนุบหนับเหมือนอย่างกับตอนตั้งท้องหรือพึ่งคลอดเจ้าเด็กแฝดสามแล้ว หุ่นของเธอกลับมาผอมแ
จานิคนั่งตบก้นยูนิคกับนีญ่าให้หายงอแงหลังจากเด็กทั้งสองคนร้องไห้เพราะยังไม่อยากเข้านอนในเวลานี้ แต่ไม่ได้ ผมตามใจลูก ๆ มากเกินไปไม่ได้ เด็กเล็กต้องนอนเยอะ ๆ เพื่อพัฒนาการด้านสมอง ปากเล็กของทั้งสองคาบหัวจุกดื่มนมรอบค่ำก่อนเข้านอน ส่วนผมนั่งกล่อมยูเรียสคนหลับยากให้เคลิ้มหลับ ฝ่ามือหนาตบกระทบเข้าใส่ก้นกลมของลูกน้อยเบา ๆ ให้อีกคนเข้าสู่ห้วงแห่งความฝันหวานลูก ๆ เริ่มโตผมกับจานิคก็เริ่มแยกห้องนอนกับเด็กแฝด ให้เด็กทั้งสามคนนอนในห้องเดียวกันแต่แยกเป็นคนละเตียงและมีที่กั้นกันลูกตก เพราะสามคนนี้ดิ้นเก่งยิ่งกว่าอะไร"นอนนะลูก พรุ่งนี้ค่อยเล่นใหม่นะครับ""ยูเยียสยังไม่ง่วง" เด็กชายมองผมตาแป๋ว"ไม่ง่วงก็ต้องนอนครับคนเก่ง มันดึกมากแล้วครับ เห็นไหมว่ายูนิคกับนีญ่าหลับแล้ว" ผมบอกลูกชายเสียงเบา พลางหันมองดูคุณแม่ลูกสามอีกทีเธอนั่งสัปหงกจะหลับตามเด็กแฝดสองคนแล้วครับ"ม้าม่ะง่วง" มือป้อมชี้ไปทางผู้เป็นแม่"ครับ ม้าม่ะง่วงแล้วแต่เพราะยูเรียสยังไม่นอน ม้าม่ะเลยไปนอนไม่ได้ครับ""ยูเยียสจะนอนครับ""เก่งมากครับ"ฟอดหอมแก้มกลมลูกน้อยให้ชื่นใจหนึ่งที พลันกระตุกผ้าห่มมาคลุมตัวให้ลูกชาย ใช้ฝ่ามือตบก้นเขาต่อ เป
ถึงคราวเด็กแฝดทั้งสามเข้าเรียน หลังเลิกงานยูโรมักจะแวะมารับฉันที่บ้านทุกวันเพื่อที่จะได้ไปรับลูก ๆ ของเราที่โรงเรียนอนุบาลด้วยกัน คุณพ่อไม่ได้ใช้บริการพี่คนขับรถประจำบ้านแต่เขาเลือกที่จะขับรถครอบครัวไปรับเด็กแฝดด้วยตนเองอย่างอารมณ์ดี ตลอดการเดินทางเขาคอยเล่าเรื่องงานวันนี้ให้ฉันฟัง"นิครู้ไหมครับว่าวันนี้มีลูกค้าเข้ามาโวยวายใส่พี่เรื่องบ้านอีกแล้ว" คุณพ่อเล่าเสียงเรียบ สายตาจดจ่ออยู่กับเส้นทางตรงหน้า ไม่ว่าเจอสถานการณ์อะไรยูโรคนนี้มักหยิบมาเล่าให้ฉันฟังทุกเรื่อง แต่ทุก ๆ ครั้งเขาไม่ได้แสดงความโมโห เกรี้ยวกราดหรือไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องงานให้ฉันได้เห็นเลยสักครั้ง มีเพียงความอ่อนโยนที่มอบให้กันเสมอมา"เหนื่อยไหมยูโร เราหาเวลาไปพักผ่อนกันดีไหมคะ?" เขาแบกรับทุกอย่างเอาไว้คนเดียวฉันเองก็รู้สึกแย่ที่ไม่ได้ช่วยงานส่วนไหนของสามีเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในครอบครัว เรื่องงานของบริษัททั้งสองเขาเป็นฝ่ายรับผิดชอบคนเดียวทั้งหมดเขาสัญญากับฉันว่าจะทำให้ฉันเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก ซึ่งเขาก็ทำได้แล้ว"แค่เห็นหน้าของนิคพี่ก็หายแล้วครับ" พลันหยิบมือขวาฉันไปกดจูบเข้าใส่หลังมือซ้ำ ๆ ขณะรอสัญญาณไฟจราจ
Bangkok, Thailandกรุงเทพมหานคร, ประเทศไทยภายในห้องโถงของคฤหาสน์หลังใหญ่ตอนนี้มีครูพี่เลี้ยงระดับปฐมวัยยื่นใบสมัครและเข้ามาสัมภาษณ์หลายคน ยูโรเขาวางแผนไว้แล้วว่าต้องการปูพื้นฐานให้ลูกน้อยก่อนเข้าเรียนในระดับอนุบาลอย่างจริงจัง เดี๋ยวเด็กทั้งสามจะคุยกับเพื่อน ๆ คนอื่นไม่รู้เรื่องเรื่องเอาลูกเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาลตัดออกไปได้เลยเพราะยูโรไม่ยอม เขามองว่าลูกยังเล็ก ไม่ควรให้อยู่ห่างจากสายตา และอีกอย่างเขาไม่ไว้ใจที่จะเอาลูกไปฝากไว้กับใครก็ไม่รู้ คนเราสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ ข่าวคุณครูหรือแม้แต่พี่เลี้ยงทำร้ายร่างกายเด็กก็มีให้เห็นบ่อย ฉันเห็นด้วยที่เราจะรับสมัครคุณครูเข้ามาสอนในบ้านแทน"นิคชอบคนไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ"ผู้ผ่านการคัดเลือกมีแค่สามคน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็นคุณครูที่จบใหม่ ถึงแม้ประสบการณ์ยังมีไม่มาก แต่พวกเธอนั้นเข้ากับลูกแฝดสามสุดดื้อของเราได้ดี และยูเรียสดูเหมือนจะชอบคุณครูแก้วตาเป็นพิเศษเด็กชายยูเรียส อาเซนซิโอ้ เดินเตาะแตะตรงดิ่งไปทางคุณครูสาวคนสวย มือป้อม ๆ และแขนเล็กอวบอัดชูขึ้นเหนือศีรษะ แสดงความต้องการบางอย่าง"อุ้ม…" เด็กชายตัวน้อยบอกคุณครูสวยคนตรงหน้า ตาสีสวยออดอ้อ
"ยูโย…" นีญ่าเรียกชื่อผม มือน้อยชี้ไปยังนักฟุตบอลอาชีพชาวเยอรมัน สวมเสื้อเบอร์แปด ตำแหน่งกองกลางเล่นให้กับทีมเรอัล มาดริด กำลังวิ่งยืดเส้นยืดสายเข้ามาใกล้เธอ"His name is Toni Kroos, you can call him Toni or Kroos." (เขาชื่อโทนี่ โครส นีญ่าเรียกเขาว่าโทนี่หรือโครสก็ได้) ผมบอกกับลูกน้อยเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้เธอได้ซึมซับภาษาที่สอง"โทยี่…" เสียงเล็กหวานร้องเรียกชายหนุ่มผมทองตรงหน้า มือป้อมยื่นไปข้างหน้าพยายามคว้าจับคนที่อยู่ไกล"เยส! โทนี่""ยูโย ยูโย" ยูนิคกับยูเรียสต่างพากันโบกมือให้กับนักฟุตบอลชาวสเปนและทีมชาติโครเอเชีย"Sergio Ramos" (เซร์ฆิโอ้ รามอส) ผมบอกกับลูกน้อยทั้งสองแล้วชี้ไปยังผู้เล่นชาวสเปน เขาสวมเสื้อเบอร์สี่และปลอกแขนกัปตันทีม เล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับเรอัล มาดริด ใครรักชีวิตอย่าคิดที่จะเข้ามาปะทะกับกัปตันรามอส ผู้เล่นที่ได้ใบแดงเยอะสุดในลา ลีก้า (La Liga)"ยามอส…""And Luka Modrić" (และลูก้า โมดริช) มือชี้ไปยังนักฟุตบอลทีมชาติโครเอเชีย สวมเสื้อหมายเลขสิบ เล่นในตำแหน่งกองกลางของเรอัล มาดริด"โมยิช…""ครับลูก รามอสกับโมดริช"แต่คนที่ตื่นเต้นมากกว่าเจ้าเด็กแฝดคงหนีไม่พ้นคุ
Madrid, Spainกรุงมาดริดเมืองหลวงของประเทศสเปนอากาศในช่วงนี้ไม่มีวันใดคงที่หรือหยุดนิ่ง นั่นถือว่าแปรปรวนเป็นบางครั้ง บางวันหนาวเย็น บางวันฝนตก อุณหภูมิอยู่ในช่วงประมาณสิบถึงยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียส เวลาหนาวก็หนาวเอาเรื่องผมเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนจึงไม่จำเป็นต้องปรับตัวอะไรมากมาย ลมเย็น ๆ และหิมะตกนั่นทำให้ผมรู้สึกสดชื่นไม่น้อย แต่ลูกกับคุณภริยาสุดที่รักของผมนี่สิพวกเขาเคยอยู่แต่เมืองร้อน ร้อนชนิดที่ว่าหลังซักเสื้อผ้าเสร็จเพื่อนำไปตากเพียงแค่สะบัดทีสองทีคือเครื่องนุ่งห่มอาภรณ์แห้งกรอบอากาศมันร้อน ร้อนฉิบหายวายวอด นี่แดดเมืองไทยหรือไออุ่นจากนรกกันแน่"ฮัด...ชิ่วววว" ไม่ทันขาดคำเสียงคนข้างกายได้จามออกมาไม่หยุดตั้งแต่มาถึงขอบคุณสวรรค์ที่ลูก ๆ ทั้งสามคนของผมไม่เป็นอะไรมากเพราะได้ผมไปเยอะ ตอนนี้กำลังวิ่งเล่นกับเครือญาติฝั่งคุณดาบิดส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปทั่วบริเวณบ้านหลังใหญ่"กินยาแล้วนอนพักนะครับ" หยิบยาแก้แพ้และน้ำเปล่าบริสุทธิ์ให้คนป่วย โน้มใบหน้าเข้าหาแล้วฝังริมฝีปากใส่หน้าผากมน นั่งดูอาการจนเธอหลับสนิทจึงหมุนตัวออกจากห้องลงไปชั้นล่างพูดคุยกับพี่ชายของคุณพ่อ แลกเปลี่ยนความคิดถามสารทุก
ฉันเผลอใช้มือสะกิดกับบาร์เบลจิวหัวจุกสีชมพูข้างซ้ายของเขาอย่างลืมตัว เจ้าของมันกัดปากซี๊ดเสียงออกมา เจาะตรงหัวนมแบบนี้จะเจ็บมากไหมนะ"เจาะตรงนี้เจ็บหรือเปล่า?" ขณะถามยังเขี่ยหัวจุกเขาเล่น"เสียวตอนโดนสะกิดมากกว่า" เขาไม่ได้เจาะข้างเดียวแต่ใส่จิวบาร์เบลหัวจุกทั้งสองข้าง หางคิ้วขวาใส่จิวไว้อีกหนึ่งตำ
บอกเพื่อนเสร็จรีบเดินออกมายังหน้าร้านตามตัวเธอให้ทันและได้เจอเด็กคนนี้ล้มนอนกอดถังขยะอยู่ข้างทาง รอบตัวเธอมีเงินหลายบาทถูกวางไว้ หลายคนคงคิดว่าเธอเป็นคนไร้บ้านหรือขอทานจึงช่วยกันบริจาคเงินไว้ให้คนละเล็กละน้อยเพื่อช่วยต่อชีวิตเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้ผมส่ายหน้าเอือมระอากับสิ่งที่เห็น เก่งกับอะไรไ
ตื่นได้แล้วเจ้าเด็กขี้เกียจ ขี้เกียจตัวเป็นขนแถมไม่มีคนรัก…เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งอยู่ใกล้กับเตียงนอนร้องโหวกเหวกโวยวายปลุกฉันในตอนเช้า มือน้อยคว้าได้แล้วเขวี้ยงมันลงกับพื้นห้องให้เสียงนั้นเงียบเวลาผ่านไปนานพอสมควร"ไอ้นิคตื่น!! สายแล้วเนี่ยเดี๋ยวก็ไปเรียนไม่ทัน" คล้ายเสียงของไอ้ตามบ่น ผ้าม่านผืนบา
"ไปไหน ปล่อยนะ""อายุยังไม่ถึงยี่สิบเข้าสถานที่แบบนี้ได้ยังไง การ์ดของร้านไม่ตรวจสอบเลยเหรอ แล้วยังจะก่อเหตุทะเลาะวิวาทอีก ชอบนักเหรอไอ้การทำตัวเป็นนักเลงเนี่ย มันไม่ได้เท่เลยนะนิค" ชายรุ่นพี่ลากตัวฉันออกจากที่เกิดเหตุมายังหน้าห้องน้ำ ปากหยักได้รูปของเขาพ่นคำบ่นใส่ฉันชุดใหญ่ ก็แค่ปกป้องตัวเองเขาทำอ







