INICIAR SESIÓNสายตาของผมทอดมองสร้อยเกียร์ที่มีสองอันเหมือนเดิมไม่ได้ถูกเอาออกไป นับตั้งแต่ที่ผมให้เกียร์วาดดาวเก็บเอาไว้ เสียงประตูห้องน้ำเปิดดังขึ้น ผมที่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงกระดิกเท้าไปด้วยเหลือบมองร่างบอบบางผิวขาวเนียนละเอียด นุ่งเพียงผ้าขนหนูสีขาวผืนเดียวออกมา ยังไม่ทันได้เห็นผมละมั้งถึงได้ฮัมเพลงออกมาอย่างสบายใจ
ผมเลิกคิ้วมองเรือนร่างของคนตรงหน้าที่กำลังเอาเรียวขาเนียนขาวสวยพาดลงบนเก้าอี้ หยิบครีมขึ้นมาทาลูบไล้ไปมาเหมือนกับกำลังถ่ายโฆษณาครีมทาผิวแบบนั้นเป๊ะ
“มึงคิดจะยั่วกูเหรอวาด”
“หือ” ในที่สุดผมก็พูดออกไปส่งผลให้คนตรงหน้าเอี้ยวมามอง “กะ กรี๊ด!”
ตุ้บ
“โอ๊ย เขวี้ยงขวดครีมใส่กูทำไมเนี่ยวาด!”
“มะ มึงเข้ามาได้ไง”
“ก็เดินเข้ามาอะดิ กูคงไม่เหาะเข้าห้องมึงได้หรอกนะ เจ็บฉิบหาย”
ขวดครีมทาผิวแบบขวดปั๊มด้วยนะ คิดดูว่ามันจะต้องใหญ่และหนักแค่ไหนเวลาที่มันกระแทกเข้าใส่หัวผมเต็มๆ วาดดาวถึงกับเปิดประตูห้องออกไปชะโงกดูว่าจะมีใครได้ยินเสียงกรีดร้องของมันไหม คำตอบคือไม่มีใครสนใจ มันลืมไปหรือเปล่าว่าห้องตัวเองเก็บเสียง
“ฟินน์ นี่มันหอพักหญิงนะ ผู้ชายเข้ามาไม่ได้”
“มึงรู้ใช่ปะวาด ว่ากูไม่เคยทำอะไรตามกฎ” ฉีกยิ้มให้กับวาดดาว “กฎแบบนั้นทำอะไรกูไม่ได้หรอก”
“มึงมาทำไมก่อน”
“กูเพิ่งแข่งรถเสร็จ จะชวนมึงไปหาอะไรกิน แล้วเฟย์มันไปไหน?” ผมชี้นิ้วไปยังเตียงนอนเดี่ยวฝั่งติดกำแพง ซึ่งหอพักหญิงที่วาดดาวอยู่มีเฟย์เป็นเพื่อนร่วมห้องด้วย ภายในห้องจะแบ่งเป็นซ้ายและขวา ตรงกลางมีโต๊ะทำงาน มีห้องน้ำส่วนตัวเป็นหอพักหญิงกับชายที่แบ่งกันคนละตึกอยู่เยื้องๆ กับมหาลัยไม่ไกลเท่าไหร่
“กลับบ้าน”
“มึงไม่กลับบ้างหรือไง?”
“ขี้เกียจ” คำตอบของวาดดาวทำให้ผมเอนตัวลงนอนบนเตียง เอามือรองท้ายทอยจดจ้องมองเพดานห้อง
“ขี้เกียจหรือมึงไม่อยากไปเจอพี่หมอสุดที่รัก”
“เขาไม่กลับบ้าน”
“อ้อ” พอได้ยินคำตอบแบบนี้ปากผมก็เบะปากทันทีโดยอัตโนมัติ ยัยนี่ชอบพี่ชายข้างบ้านดีกรีเป็นว่าที่คุณหมอในอนาคต เรียนปี 5 อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับผมนี่ล่ะ “มึงยอมแพ้แล้ว”
“เปล่า กูแค่ถอยออกมาก่อน ค่อยไปตามจีบพี่เขาใหม่”
“มึงเรียกเขาพี่ได้ ทำไมไม่เรียกกูว่าพี่ฟินน์บ้างวะ”
“กูจะอ้วก!” วาดดาวทาครีมและเปิดตู้เพื่อหาเสื้อผ้าสวมใส่ “มึงเป็นเพื่อนกูปะฟินน์ ให้กูเรียกมึงว่าพี่เนี่ยนะ”
“ทำไม เป็นเพื่อนก็เรียกพี่ได้”
“วันไหนกูเรียกมึงว่าพี่ มึงเอาอะไรมันยัดปากกูให้ตายได้เลย”
“มึงพูดเองนะ” ผมชี้หน้าวาดดาวที่ยักไหล่ราวกับไม่สะทกสะท้าน “โดนกูเอาควยยัดปากแน่”
“ฟินน์!”
“กูพูดเล่น” ใบหน้าสวยที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เพียงแค่แปบเดียวก็คว้าขวดน้ำหอมเตรียมเขวี้ยงผมด้วยประโยคถัดมา “แค่พูดเล่นนะ แต่ทำจริง อย่านะมึงหัวกูได้เลือดเลยนะ”
ผมชี้หน้าให้วาดดาวหยุดเอาขวดน้ำหอมปาใส่ผมที่พูดจาไปเรื่อย ตอนเป็นเพื่อนกันแรกๆ วาดดาวไม่ชินสักเท่าไหร่กับคำพูดหรือนิสัยส่วนตัว พอคบกันไปนานวันเข้าก็เริ่มปลงหรือเริ่มปล่อยผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าบางทีคำพูดของผมก็ชอบไปสะกิดโดนต่อมหัวร้อนของวาดดาว ยัยนี่ไม่ค่อยชอบให้ผมพูดจาหยาบคายสักเท่าไหร่ ทำไงได้ก็ผมเป็นแบบนี้นี่นา
“กูแก่กว่ามึง มึงก็รู้”
“ถ้ากูต้องเรียกมึงว่าพี่ กูก็ต้องเรียกพีทกับเก้าว่าพี่ด้วยดิ”
“ไม่ มึงต้องเรียกกูคนเดียว”
“กูไม่เรียกจ้ะ” วาดดาวยิ้มกว้างหากแต่แววตาคืออยากจะซัดหน้าผมทุกครั้ง ร่างบางหมุนตัวเข้าห้องน้ำปล่อยให้ผมทิ้งตัวลงนอนและเอนหน้าซุกลงบนหมอน หอมว่ะ ถึงจะหอมเพราะน้ำยาปรับผ้านุ่มก็เถอะ “ว่าแต่เมื่อกี้มึงนอนคิดอะไรอยู่”
ออกจากห้องน้ำอีกครั้งและรอบนี้วาดดาวแต่งตัวเตรียมไปหาอะไรกินกับผม ยัยนั่นสวมเสื้อเกาะอกสีขาวเอวลอยสกรีนหน้าอกด้วยอักษรสีเขียวว่า ‘FWB’ พร้อมกางเกงยีนส์สีดำทรงกระบอก สีผมที่วาดดาวไปย้อมมาใหม่เป็นสีส้มซึ่งเข้ากับหน้ายัยนี่ไหนจะผิวขาวๆ นี่อีก ขณะที่วาดดาวโน้มหน้าไปติดกระจก หยิบลิปสติกปาดเบาๆ และเม้มปากเล็กน้อย
ไปกินข้าวแค่นี้มันจะแต่งสวยไปให้ใครเขามองวะ?
“ไม่ตอบ”
“นึกไปถึงวันที่เจอกับมึงที่ลานเกียร์รับน้อง”
“หือ”
“ที่มึงนินทากูกับไอ้เฟย์ว่ากูแอ็คหอย”
“กูพูดเหรอ”
“ทำมาเป็นจำไม่ได้เนอะ” วาดดาวหัวเราะออกมา ก่อนจะเดินมาคว้าสร้อยเกียร์ในมือผมและสวมใส่ตามเดิม ไม่เข้าใจว่ามันจะถอดอาบน้ำทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน เคยคิดนะว่าวาดดาวคงเห่อเดี๋ยวก็ไม่เอามาใส่ สุดท้ายใส่ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เลยล่ะ ผมตวัดขาลงมายืนเต็มความสูงในระดับที่หน้าของวาดดาวอยู่บริเวณไหล่ของผม “ว่ากูแอ็คหอย สุดท้ายก็มาเป็นเพื่อนกับกู”
“มึงมัดมือชกกูต่างหาก”
“เหรอ” ผมยักไหล่และตวัดแขนกอดลำคอของวาดดาวให้เดินออกจากหอพักที่มีแต่ผู้หญิง
“กูโดนด่าแน่ เพราะมึงอะ”
“เดี๋ยวกูด่ากลับให้เอง คนจะแวะมาหาเพื่อนบ้างอะไรบ้าง มาห้ามอะไรไม่เข้าท่า”
“มึงด่าเขาไม่ถูกหรอก มึงต้องด่าตัวเองที่มึงมันรั้น”
“มึงก็รู้ว่ากูหัวดื้อ หัวรั้นแค่ไหน ยังจะบ่นๆ กูเป็นแม่ได้ทุกวี่ทุกวัน”
เอนศีรษะโขกกับศีรษะของวาดดาวที่ฟาดมือลงบนแผงอกผม จากนั้นเราสองคนก็เดินออกจากหอพักโดยที่คนดูแลไม่กล้าหือกับผมแม้แต่นิด เหอะ ผมน่ะมาบ่อยมากจนเขาคงจะเอือมระอาแล้ว ก็ไม่กล้าจะต่อว่าผมไงคนที่โดนก็คือวาดดาวนั่นแหละ รถสปอร์ตจากัวร์สีดำเงาสองที่นั่งใครผ่านไปมาจะมองก็คงไม่แปลก ทั้งแพงและสวยขนาดนี้ อยากจะบอกคันนี้ได้รับการแต่งเครื่องจากเฮียพีท เวลาเอาไปแข่งคือชนะตลอดไม่เคยแพ้
“ไปนอนคอนโดกูปะ ไอ้เฟย์ไม่อยู่ด้วย”
“เพื่อ?”
“กูกลัวผี”
“ประสาทนะ”
“ไม่รู้อะ มึงต้องนอนกับกู ไม่งั้นกูก็มานอนกับมึงที่หอ เลือกเอา” ความดื้อรั้นของผมและความเอาแต่ใจ เป็นสิ่งเดียวที่วาดดาวไม่เคยปฏิเสธผมสักครั้ง เพราะหากไม่ตกลงอย่างใดอย่างหนึ่งผมก็ทำจริงไง ไม่ใช่แค่ขู่หรือพูดเล่นนะ วาดดาวรู้ว่าผมพูดจริงและทำจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ค้างกับกูแค่คืนเดียว นะๆ”
เมื่อขึ้นรถมาเรียบร้อยผมก็ขับตะเวนหาอะไรกินลงท้อง ส่วนวาดดาวก็ถอนหายใจกลอกตาขึ้นบน พอเห็นว่าเพื่อนนั่งเอาแขนพาดอกก็รู้ได้ทันทีแม้จะเห็นแค่แปบเดียว ผมก็เอื้อมมือไปลดระดับแอร์ให้วาดดาว ดูเหมือนยัยนั่นจะผ่อนคลายมากขึ้นก็เลยเอาแขนออก เสือกแต่งตัวโป๊เองแล้วก็มาหนาวนั่งกอดอก
“เออ”
“กูดีใจนะที่ได้มึงเป็นเพื่อน” ยักคิ้วให้วาดดาวที่เอื้อมมือมาผลักศีรษะผม “ดีนะกูจองมึงไว้ตั้งแต่ตอนนั้น”
“กลัวไม่ได้เป็นเพื่อนกับกูขนาดต้องจองจำเลยหรือไง”
“ถูก”
“กูโคตรไม่ชอบหน้ามึงเลยตอนนั้น ไหงกลายมาเป็นเพื่อนกันเฉย”
“นั่นดิ...”
เราก็ต่างไม่ได้ชอบหน้ากันด้วยซ้ำ ผมหมั่นไส้วาดดาวและวาดดาวก็ไม่ชอบหน้าผม มองว่าผมติดแอ๊คสาว สุดท้ายตอนไปล่าเกียร์เราสองคนกลายมาเป็น ‘เพื่อน’ สนิทกันนับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ผ่านมาก็หลายปีแล้ว ความทรงจำวันแรกที่เจอกับวาดดาวยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของผมราวกับมันเข้ามาแทนที่เรื่องราวในอดีตที่ผมควรลืมไป
ที่ผมเลือกวาดดาวมันก็มีเหตุผลนะ... ยัยนี่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกโอบกอด ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนมีคนคอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่เสมอ ตรงนี้เป็นสิ่งเดียวที่ผมขาดหายและวาดดาวเข้ามาเติมเต็มส่วนนั้น เหมือนกับคนในครอบครัวจริงๆ
“แต่เป็นเพื่อนกับมึงมาเกือบสี่ปี มันก็ไม่เลวนะ”
“เหมือนกัน”
ใช่ เป็นเพื่อนกันมานานมันรู้สึกดี ดีมากจนไม่คิดไม่ฝันด้วยซ้ำว่า ‘จะมีใครคนใดคนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนความคิดนี้’ ไปตลอดกาล
*-------------------------------------------------------------*
เวลา 18.20 น.ร้านเพิ่งเปิดใหม่ก็เลยทำให้เปิดยาวจนถึงสองทุ่ม ฉันก็นั่งเล่นที่ร้านจนอิ่มพุงกาง พอคิดว่าแกล้งฟินน์จนพอใจฉันก็หยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาฟินน์ทันทีเพียงแค่สัญญาณดังแค่รอบเดียวเสียงโวยวายก็แทรกเข้ามา(“มึงอยากตายมากใช่ไหมวาด”)“...” ฉันยิ้มเยาะในใจ(“อยากเห็นกูขาดใจตายใช่ไหมที่ติดต่อมึงไม่ได้เนี่ย!”)“กูก็ไม่เห็นมึงจะขาดใจตายตรงไหนเลย”(“ใช่กูน่ะไม่ตายหรอก คนที่จะตายน่ะคือมึง”) น้ำเสียงแข็งกระด้างลอดไรฟันจนฉันเบ้ปาก คิดว่าฉันจะกลัวมันหรือไงกัน ตอนเป็นเพื่อนกันก็ยังพอมีความรู้สึกกลัวมันนิดๆ ตอนนี้เป็นผัวเป็นเมียกันแล้ว ฉันไม่คิดจะกลัวมันเลยแม้แต่นิด! (“แม่งจะเล่นกับใจกูไปถึงไหนวะ”)“กูไม่ได้เล่น กูแค่มานั่งฮีลใจเฉยๆ” ฉันตอบ “น้อยใจผัวนิดหน่อย”(“...”) ถึงคราวมันเงียบบ้าง“ก็ผัวงอน เลยคิดหาวิธีง้อผัวอยู่”(“หาวิธีง้อผัวไกลเหลือเกินนะ มึงก็รู้ว่ากูเป็นห่วง ทำไมชอบทำให้กูคลั่งอยู่เรื่อยเลยวาด”)“งั้นก็มารับกูดิ” บ่นมันพลางทำหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยเมื่อเดินออกมาจากร้านเค้กและทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวริมน้ำ ลมเย็นและไหนจะรอบข้างก็ยังมีคนเดินเล่นไปมา ย่านนี้ค่อนข้างคึกคักอยู่นะเน
“ก็ต้องง้ออยู่แล้วปะ” ฉันตวาดใส่มัน เหอะ งอนหนักขนาดนี้มีเหรอว่าฉันจะปล่อยผ่าน “มึงก็อย่าเล่นตัวให้มาก”“ช่วงนี้กูงอนอยู่ ก็อย่าลืมมาง้อกูด้วย ไปละ”ฟินน์โบกมือให้และขับรถออกจากหน้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว ฉันอยากจะบ้าตายก็นะเรื่องนี้ฉันผิดหรือไงถึงต้องง้อมันเนี่ย ฟินน์มันหาเรื่องให้ฉันง้อมันมากกว่าละมั้ง! เกลียดมันชะมัด แต่ก็ดันรักมันแทบบ้า ไอ้ผัวตัวดี“นึกยังไงถึงชวนฉันมาทำผมด้วยกันเนี่ยวาด”“ก็หมดสัญญาที่ให้ไว้กับไอ้จีแล้วไง ถึงเวลาที่ฉันจะต้องเฉิดฉายด้วยสีม่วงสีที่ตัวเองชอบสักที”หันไปตอบเฟย์ที่นั่งทำผมอยู่ข้างๆ กันหลังจากเลิกคลาสวันนี้ฟินน์ไม่ยอมมาเรียน บอกว่าแฮงค์และเสียใจมากที่ได้ยินเรื่องเมื่อวาน ฉันก็เลยหมั่นไส้ด่ามันกลับไปว่า ‘ตอแหล’ เป็นร้อยคำ จนฟินน์วางสายไป มันกวนตีนฉันอะทุกคนไม่เห็นเหรอ เอาจริงฉันว่าเมื่อคืนฟินน์อาจจะน้อยใจฉันจริง พอมันสร่างเมาปุ๊บฉันรู้ว่ามันแยกแยะได้ดังนั้นก็เลยปล่อยมันไปก่อน ถึงยังไงก็ต้องไปง้อมันอยู่ดีก็เลยมาทำสวยก่อนเอาให้มันตะลึงและเลิกงี่เง่าสักที“ฟินน์มันงอนฉันอะเฟย์ จะซื้ออะไรไปง้อมันดี”“อะไรก็ได้ที่มันชอบ”“มันไม่เคยบอกว่าตัวเองชอบอะไรนี่สิ”“ฉันไม
วิศวะจองรัก EP31: อย่าระแวงเรื่องความสัมพันธ์ :ภายในรถของพี่หนึ่งที่ไม่ได้นั่งมานานทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน ถ้าจะมีเปลี่ยนก็คงเป็นความรู้สึกของฉันที่มีต่อพี่หนึ่งนี่ล่ะที่เปลี่ยนไป ระหว่างทางเราสองคนไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำเดียว อาจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ฉันไม่ได้คิดจะถามอะไรเขาผิดแปลกไปใช่ไหมล่ะ ฉันมักจะเป็นตัววุ่นวายและถามพี่หนึ่งไปเรื่อยเพื่อชวนเขาคุย สุดท้ายก็เงียบจนมาถึงบ้าน ฉันหันไปยกมือไหว้พี่หนึ่ง “ขอบคุณนะคะที่รับวาดมาส่งที่บ้านด้วย”“...”“ขอตัวก่อนนะคะ” ไม่รอให้พี่หนึ่งพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ฉันก็เปิดประตูลงจากรถ หากแต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงหน้าบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ ต้นแขนก็ถูกมือหนาคว้าเอาไว้ซะก่อนเป็นผลให้ต้องหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา“ช่วงนี้พี่ไม่เจอวาดเลย สบายดีใช่ไหม”“ค่ะ” ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบและดันฝ่ามือหนาออกจากต้นแขน “ตอนนี้วาดสบายดีมาก”“พี่ไม่เห็นวาดมาหาพี่เหมือนเมื่อก่อน...”“เพราะว่าวาดมีแฟนแล้วค่ะ”“อะไรนะ?”“วาดมีแฟนแล้ว วาดก็เลยจะทำตัวตามพี่หนึ่งเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและหวังว่าการมาเจอกับพี่หนึ่งมันจะจบลง แม
“จะใช้มึงกูกับเฮียก็ได้” กัดผนังในปากจนเจ็บหนึบสัมผัสได้ถึงคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก ฉันอยากจะกัดเอ็นมันให้ขาดเลยอะ ฉันเขินเกินกว่าจะเรียกฟินน์ว่าเฮีย แม้ว่าจะเรียกเฉพาะตอนเราเอากันก็เถอะ กรี๊ด! “ก็คบกันแล้ว”“รู้” ฉันตอบอ้อมแอ้ม หากแต่ว่าฟินน์ไม่เคยขอร้องอะไรแบบนี้มาก่อนเลยนะ ปกติจะเน้นแบบเอาแต่ใจและนับเป็นครั้งแรกที่คบกันแล้วฟินน์มาอ้อนอยากให้ฉันทำ ซึ่งพอเห็นมันทำหน้าเป็นหมาหงอยแล้วก็สงสารอะ แต่ก็สงสารตัวเองด้วยปะวะวาดที่จะต้องเรียกเฮียทั้งๆ ที่เคยบอกว่าจะไม่มีวันเรียก “อยากได้อะไรอีก”“แค่นี้” เป็นคำขอที่ไม่ได้ยากอะไรเลย มันง่ายด้วยซ้ำสำหรับฉันมันโคตรยากเลยทุกคน“จำได้ไหมที่กูเคยบอกถ้าเรียกมึงว่าพี่หรือเฮีย ให้เอาอะไรมายัดปากกู” ฟินน์ได้ฟังก็เลิกคิ้วขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ ก่อนจะโน้มคอลงมาช้อนปลายคางฉันขึ้นเพื่อให้รับจูบที่แสนอ่อนโยนตรงบริเวณมุมปาก“เฮียก็เอาเอ็นยัดปากวาดอยู่ไง”“!”“เท่านี้ก็จบเรื่องสาบานรอบสอง” ก็นะประกาศเอาไว้สองรอบ รอบแรกคือสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปก็ถูกฟ้าผ่าตายห่ากันสองคนและรอบสองคือเรื่องเรียกมันว่าพี่หรือเฮีย “นะ”ทำไมฟินน์ตอนนี้ทำตัวดูเป็นผู้ใหญ่ไ
วิศวะจองรัก EP30: รักกูไหม? :บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารที่ฟินน์รังสรรค์เลือกเองกับมือ หลังจากกลับจากแข่งรถและไปรับฉันที่ร้านกาแฟพี่กอแก้ว สายตาของพ่อที่เหลือบมองเราสองคนที่นั่งข้างๆ กัน โดยเป็นครั้งแรกที่พ่อเอามือผสานระหว่างปลายคางเพื่อที่จะรอฟังคำพูดจากใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นจากปากของลูกสาวคนสวยหรือจากหนุ่มข้างกายที่อดีตเคยเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิท“พ่อ” ในเมื่อไม่มีใครพูด ฉันเองนี่ล่ะจะเป็นคนพูดขึ้นมาเอง “วาดมีเรื่องจะบอกค่ะ”“ว่ามาสิ” ดูจากสีหน้าของพ่อแล้วทำไมถึงได้ดูไม่แปลกใจอะไรเลยหากจะได้ฟังประโยคถัดจากนี้“วาดกับฟินน์น่ะค่ะ” ฉันสูดลมหายใจเข้าและกำลังจะอ้าปากพูด ทว่าก็ถูกคนข้างกายแทรกพูดเสียก่อน“ผมกับวาดคบกันแล้วครับพ่อ”“...” แววตาลุ่มลึกของพ่อไม่ได้ฉายถึงความตื่นตกใจเลยแม้แต่นิด หากเป็นฟินน์นี่นับเป็นครั้งแรกเลยปะที่มันดูนั่งตัวเกร็งทั้งที่ปกติมันนะทำตัวตามสบายราวกับเป็นลูกชายแท้ๆ ของพ่อฉันด้วยซ้ำ“เป็นแฟน ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทเหมือนเดิมแล้วครับ” ลอบกลืนน้ำลายขณะสบตากับพ่อที่เสมองฉัน ท่านไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวมีเพียงหยิบช้อนส้อมขึ้นเพื่อตักอาหารกินตามปกติ“งั้นเหรอ พ่
ตุ้บ“ไหนหมาตัวไหนบอกว่าไม่มีวันเอาเพื่อน แล้วประกาศคบกัน คือ?!”“โวยวายทำเหี้ยอะไรของมึงไอ้จี”“ก็กูเหมือนโง่อยู่คนเดียว เฟย์ ไอ้เก้ากับไอ้พีทแม่งรู้ว่ามึงสองตัวชอบกัน มีแค่กูที่ไม่รู้” ไอ้จีโวยวายพลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง โดยมีสายตาของพวกเราจดจ้องมองมันอย่างนึกขบขัน“เอาไปแล้วให้ทำไง เอาแล้วก็ต้องรับผิดชอบปะ” ฟินน์ตอบพลางยกแขนพาดบ่าฉัน “กูจองของกูมาตั้งนาน”“ตอนไหน?”“ตอนรับน้อง”“ตอนนั้นมึงจองไอ้วาดให้เป็นเพื่อน” ใบหน้าหล่อเหลาส่ายหน้าและยกนิ้วชี้ขึ้นพร้อมนิ้วกลาง“จริงๆ แล้วจองไว้สอง หนึ่งเป็นเพื่อนกับสองเป็นเมีย”“ควาย!”“มึงควรดีใจนะว่าเพื่อนที่มึงรักเป็นผัวเมียกัน แทนที่จะโวยวายว่าตัวเองดูโง่นะไอ้จี”วันที่ไปสนามผ่านมาสองวัน ฟินน์ก็พาฉันย้ายของออกจากหอพักทันทีทั้งที่ฉันก็ยังไม่ได้ตกลงจะไปอยู่กับมัน แต่เฟย์เพื่อนฉันนี่สิ ไม่ขัดแถมยังบอกไปเถอะเฟย์อยู่ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ฉันก็บอกกับเพื่อนว่ายังไงก็ยังไปมาหาสู่ที่หออยู่ดี ของบางอย่าง เสื้อผ้าบางชุดจึงอยู่ที่หอพักเกิดวันไหนทะเลาะกับฟินน์ ฉันจะได้กลับมานอนกับเพื่อนได้ไงพอตกลงคบกันแล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักเท่าไหร่ มีเปลี่ยนก็คง







