INICIAR SESIÓNหลังแยกย้ายกับเพื่อนหนุ่มหล่อทั้งสี่คนที่คณะ ฉันก็มาเดินเตร็ดเตร่ที่ห้างสรรพสินค้าใกล้มหาวิทยาลัย ไม่ใช่ว่าว่าง แต่จำเป็นต้องมา มาหาซื้อชุดสุภาพสำหรับใส่ไปกินข้าวกับผู้ใหญ่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อแม่ของวินด์นั่นแหละ
“อ้าว! มึงมาอยู่นี่ได้ไง” ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเจอธามที่ห้างฯ เพราะปกติมันเข้าแต่ร้านเหล้าไม่ก็ห้องสาวๆ ห้างเหิ่งไม่ยักเห็นมาเดิน “มึงมาทำไร?”
“มาช่วยมึงเลือกชุด”
“หา? มึงเนี่ยนะจะมาช่วยกูเลือกชุด นี่กูหูฝาดหรือเปล่าวะ” ถ้าเป็นน้องกริ๊ง เด็กไอ้ธามก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็นฉันไง
“แปลกตรงไหน”
“ก็แปลกตรงที่เป็นมึงกับกูเนี่ยแหละ”
“เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่แปลกหรอก”
นั่นสิ.. เพื่อนกันนี่นา
ฉันก้มหน้าหลุบตาต่ำแล้วยิ้มขื่น คิดว่าทำใจเรื่องธามได้แล้วแท้ๆ แต่พอมันพูดย้ำว่าเราสองคนแค่เพื่อนกัน กลับทำให้ฉันเจ็บจุกไปทั้งใจ
“งั้นเข้าไปในร้านกันเถอะ ร้านนี้ชุดสวย ราคาดีด้วย”
เป็นอีกครั้งที่ต้องแกล้งทำเหมือนว่าไม่รู้สึกอะไร แต่ข้างในเจ็บจนแทบทนไม่ไหว บางคำพูดคนพูดอาจคิดว่าไม่มีอะไร แต่คนฟังเจ็บไปทั้งใจจนอยากร้องไห้ออกมา
ทว่าก็ทำได้เพียงยิ้ม..
ยิ้มให้คนทั้งโลกแล้วเก็บน้ำตาไว้ร้องไห้เงียบๆ กับตัวเอง
“กูไปลองชุดก่อนนะ” ฉันบอกธามที่ยืนก้มหน้าพิมพ์แชตรัวๆ คงกำลังรัวนิ้วคุยกับน้องกริ๊งอยู่นั่นแหละ
ฮึ! แล้วบอกว่าจะมาช่วยเลือกชุด
“อือ”
Tham Talk
ผมมองตามเจ้าของแผ่นหลังบางที่เดินตรงดิ่งไปยังห้องลองเสื้อ ไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้ผมกำลังรู้สึกหน่วงเพราะรู้ว่าไอ้วินด์จะพาเฟย์ไปแนะนำให้พ่อแม่รู้จักในฐานะแฟน
แฟนปลอมๆ ที่ไอ้วินด์มันอยากให้กลายเป็นตัวจริง
ซึ่งในอนาคตวินด์อาจสมหวัง หากเฟย์เคลียร์ผมออกจากหัวใจได้ คงกลายเป็นมันที่ได้เข้าไปแทนที่
ให้ตายเถอะ! ทำไมผมถึงไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นกันนะ
“อะไรกันนักกันหนาวะ” ผมที่กำลังอารมณ์คุกรุ่นก้มมองสมาร์ตโฟนที่ส่งเสียงแจ้งเตือนแชตรัวๆ ซึ่งมันควรเป็นแชตที่ทำให้ผมยิ้ม เป็นแชตที่ทำให้ผมมีความสุข แต่กลับไม่
แชตบ้าที่เด้งรัวๆ ทำให้ผมรำคาญจนอยากเขวี้ยงโทรศัพท์ราคาแพงนี่ทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด
น้องกริ๊งส่งข้อความมาตัดพ้อผมที่ผมเทนัดน้อง น้องถามผมว่าผมไปไหน ผมก็บอกน้องไปตามตรงว่าผมมาหาเพื่อน ซึ่งผมก็มาหาเพื่อนจริงๆ เพื่อนที่ควรมาเป็นอันดับสองรองจากน้องกริ๊ง แต่ผมกลับเลือกเทน้องกริ๊ง ผู้หญิงที่ผมเคยคิดจะคบด้วยเพื่อมาหาเพื่อน
“ธาม ชุดนี้ได้ไหม กูสวยเปล่า”
ผมกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง ผมนิ่งไปประมาณสามสิบวินาทีได้หลังจากได้เห็นเฟย์ในชุดเดรสสีชมพูเน้นเนินอกอวบของมัน
“อือ ก็ได้อยู่” ความจริงคือเฟย์สวยมาก สวยจนทำให้ผมตะลึงเลยล่ะ ถ้าหากไอ้วินด์ได้เห็นเฟย์ในชุดนี้ก็คงไม่ต่างจากผม และคงยิ่งทำให้มันคลั่งเฟย์มากขึ้นไปอีก
ผม ผมควรทำยังไงดี
“ได้อยู่คือไม่ได้แหละ” เฟย์หน้ามุ่ย ทำแก้มป่องพองลมเหมือนปลาปักเป้า
ให้ตายเถอะ! เฟย์น่ารักจนทำผมใจสั่น
“ก็สวยดี แต่กูว่าชุดนี้ดีกว่า มึงเอาไปลองสิ” ผมหยิบชุดสีขาวที่อยู่ใกล้มือที่สุดส่งให้มัน ไม่ได้ดูแบบชุดด้วยซ้ำ ดูแค่ไซซ์ที่คิดว่าเฟย์น่าจะพอใส่ได้
“งั้นรอกูลองแป๊บ”
ไม่นานเฟย์ก็ออกมาจากห้องลองชุด ซึ่งชุดที่ผมเลือกให้แบบส่งๆ ก็ยังทำให้มันสวยอยู่ดี แค่อาจจะหวานน้อยกว่าชุดสีชมพูตัวก่อนหน้านี้ที่เฟย์ใส่เท่านั้น
“เป็นไง ชุดนี้พอได้ไหม”
“ได้ กูว่าชุดนี้แหละเหมาะกับมึง” ถึงจะใส่แล้วสวย แต่ก็สวยน้อยกว่าชุดสีชมพูตัวแรกนิดนึง เท่านี้ก็พอแล้ว “แล้วชุดที่เหลือล่ะ กูเห็นมึงเลือกไปตั้งหลายชุด”
“อันนี้ชุดใส่เล่นน่ะ คงไม่ต้องลองมาให้มึงดูหรอกมั้ง”
“อ๋อ งั้นไปจ่ายเงินเลยไหม กูหิวข้าว ไปกินข้าวกัน”
เฟย์เปลี่ยนชุด มันเอาชุดสีชมพูหวานเป็นน้ำเชื่อมนั่นส่งคืนให้พนักงาน แต่ผมมันมือไว คว้าชุดมาได้ก่อนที่พนักงานประจำร้านจะรับไป
“เอาอีกตัวสิ เผื่อใส่ไปงานอื่น เดี๋ยวกูซื้อให้”
“อย่ามาสายเปย์น่า กูไม่ใช่น้องกริ๊งซะหน่อย”
“เอาน่า มึงค่อยเลี้ยงหนังกูคืน” ผมส่งเครดิตการ์ดให้พนักงาน “เอาชุดนี้ด้วยครับ”
“เลี้ยงหนัง? นี่เราคุยกันตอนไหนว่าจะไปดูหนัง”
“ก็ตอนนี้นี่แหละ ไปกินข้าว แล้วก็ไปดูหนังต่อ” เฟย์ทำหน้าไม่สบอารมณ์ “เอาน่า มึงกับกูไม่ได้ดูหนังด้วยกันนานแล้วนะ อีกอย่างตอนนี้ก็มีหนังเข้าใหม่ตั้งหลายเรื่อง ไปดูกับกูนะ” ผมมันอ้อนไม่เก่งเหมือนไอ้วินด์หรอก แต่ความหล่อก็พอจะสู้ได้อยู่
“งั้นชวนคนอื่นด้วย”
เฟย์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ทำท่าเหมือนจะส่งข้อความชวนคนอื่นอย่างที่ปากมันพูด
“กูดูรอบหนังไว้แล้ว อีกแค่ชั่วโมงเดียวก็เริ่มฉาย พวกนั้นมาไม่ทันหรอก อีกอย่างมึงก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพวกมันมีธุระ ไม่ต้องชวนหรอก” ผมแย่งโทรศัพท์จากเฟย์มาไว้ในมือ มองหน้าจอที่เปิดแอปพลิเคชันไลน์ทิ้งไว้ เลยได้เห็นว่าแชตที่เฟย์ปักหมุดไว้ด้านบนสุดเป็นผม แต่ไม่ใช่แค่แชตเดียวที่เฟย์มันปักหมุด ยังมีแชตไอ้วินด์อีกคน..
ใจผมเจ็บแปลบขึ้นมา
“ขอโทรศัพท์กูคืนด้วย” ผมวางโทรศัพท์ใส่มือเฟย์ มองหน้ามัน มันเองก็มองหน้าผม เราสองคนสบตากัน เฟย์ยิ้มให้ผม เป็นยิ้มที่ละลายหัวใจผมให้เหลวเป็นน้ำ “ไอ้ธาม มึงจะจ้องหน้ากูอีกนานไหม”
“เออๆ แค่นี้จะโวยวายทำไม” เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกเสียอาการกับเฟย์
"เปล่า" ฉันคว้าเดรสสีชมพูที่แขวนอยู่ในตัวเสื้อผ้าแล้วพาตัวเองไปที่ห้องน้ำด้วยความหงุดหงิดที่ไอ้ธามไม่ทำอะไร "ชิ! คนอุตส่าห์เคลิ้ม คอยดูนะ ครั้งหน้าแม่จะเล่นตัวซะให้เข็ด"ไม่นานฉันก็ออกจากห้องน้ำ เปลี่ยนจากชุดทำงานเป็นเดรสสีชมพูหวาน ทั้งยังปล่อยให้ผมยาวสลวยพลิ้วไหวเคลียคลอไปกับแผ่นหลังบาง"สวย" ธามมองฉันตาเยิ้ม เล่นเอาฉันเขินจนไปไม่เป็น"เฮ! อย่ามองแบบนี้ดิ""ก็เฟย์สวย" พ่อน้องฟางคว้าเอวฉันให้นั่งลงบนตัก "สวยมาก สวยจนทำธามใจสั่นไปหมดแล้วรู้ไหม""ไม่คิดว่าธามจะพูดอะไรแบบนี้เป็นกับเขาด้วย" แต่ก่อนธามเย็นชาเข้าถึงยาก แต่ก็นั่นล่ะถึงทำให้ฉันตกหลุมรักพ่อน้องฟางเรียวปากบางหยักขยับยิ้มให้ฉัน เป็นยิ้มที่ส่งให้ดวงตาคู่คมสว่างเจิดจ้า แถมยังทำให้ฉันได้เห็นรอยตีนกาที่หางตาธามอีกด้วย "พรุ่งนี้ก็สามสิบแล้วสินะธาม""ใช่ สามสิบแล้ว อายุเหมาะสมที่จะมีครอบครัว""หาแฟนสิ ถ้าอยากแต่งงาน" ธามมองฉันแล้วอมยิ้ม"ก็นั่งอยู่บนตักนี่ไงแฟนธาม""ขี้ตู่ เฟย์ไปเป็นแฟนธามตั้งแต่ตอนไหน""เป็นตั้งนานแล้ว รู้ไหมตอนที่ธามอยู่เมืองนอก เวลามีคนถามว่ายูมีแฟนไหม ธามก็บอกว่า แฟนไอชื่อเฟย์""ง้ะ! ได้ไง ธามยังไม่เคยขอเฟย์เป็นแ
“ธามไม่เหลือใครแล้วนะเฟย์ เฟย์อย่าทิ้งธามไปเหมือนที่แม่ทิ้งธามไปได้ไหม” ไม่รู้หรอกว่าธามถูกผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าแม่ทำอะไรไว้บ้าง แต่คงสาหัสสากรรจ์จนฉันไม่อยากจินตนาการถึง“อื้อ เฟย์จะอยู่ตรงนี้ อยู่กับธาม” ฉันกอดธามแน่นกว่าเดิม “ไม่ต้องห่วงนะ เราจะมีกันและกัน มีธาม มีน้องฟาง มีเฟย์ มีเราสามคน ดีไหมธาม”“ดี” ธามซุกหน้าเข้าหาอกฉันเหมือนลูกน้องตัวน้องที่ต้องการหาที่พึ่ง ซึ่งฉันก็ไม่คิดปฏิเสธ ที่ฉันพูดกับแม่ธามไปว่าพ่อน้องฟางเป็นคนในครอบครัวที่ฉันต้องปกป้องดูแล ไม่ได้จะพูดเอาเท่ส์อะไร แต่หมายความตามที่ปากพูดออกไปจริงๆ “ธามโชคดีที่มีเฟย์อยู่ข้างกัน”“แล้วที่ผ่านมา.. ธามต้องเจออะไรแบบนี้บ่อยไหม”“ทุกครั้งที่แม่มาหา” ฉันสะเทือนไปทั้งอก สงสารพ่อของลูกจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวครอบครัวฉันแม้ฐานะไม่ได้ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ทว่าก็มีความรักความอบอุ่นให้กันและกันจนล้นเหลือ ซึ่งคงตรงกันข้ามกับธาม ธามที่มีเพียงท่านธนัส พ่อที่แบกรับทุกอย่าง ทั้งความเสียใจจากภรรยา และดูแลลูกชายคนเดียวเพียงลำพัง“อาทิตย์หน้าพ่อแม่เฟย์จะมาเยี่ยมเฟย์กับพี่ชายที่กรุงเทพฯ ชวนพ่อธามมากินข้าวที่บ้านเฟย์ดีไหม แม่เฟย์ทำอาหารอร่อยนะ”
เพราะอย่างนี้เองสินะที่ตลอดมาทำไมธามไม่เคยเล่าเรื่องแม่ให้ฉันฟัง ทั้งที่กับเจ้าสัวธนัสเอง ธามมักเล่าเรื่องท่านให้ฉันกับน้องฟางฟังอยู่บ่อยๆ“ไม่ว่าลูกจะพูดยังไง ลูกก็คือลูกของแม่ เป็นสมบัติของแม่ แม่สั่งให้ทำอะไร ลูกก็ต้องทำ!”“พอสักทีเถอะค่ะ ธามไม่ใช่สมบัติของคุณ และธามก็ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกเรื่องที่คุณสั่ง ชีวิตธามเป็นของธามเอง ไม่ใช่ของใคร” ในฐานะที่ฉันเองก็มีลูก ฉันไม่เคยคิดจะขีดเส้นทางให้ลูกเดิน ลูกมีสิทธิ์เลือกชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แม่อย่างฉันขอแค่สองอย่าง หนึ่งคือลูกต้องปลอดภัย และสองคือขอให้ลูกมีความสุขโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร“แล้วเธอมายุ่งอะไรด้วย ฉันจะคุยกับลูกชายฉัน”“ธามเป็นลูกชายคุณหญิงก็จริง แต่ก็เป็นพ่อของลูกสาวดิฉันด้วย ถือเป็นคนในครอบครัวที่ดิฉันต้องปกป้อง” นาทีต่อให้เป็นแม่ธามฉันก็ไม่สนใจอะไรแล้ว ป้าทรงผมกะบังลมนี่ถือสิทธิ์อะไรกันมาสั่งให้ธามทำตามที่ตัวเองต้องการ มิหนำซ้ำยังพูดออกมาได้ว่าธามเป็นสมบัติของตัวเอง “ดิฉันว่าสิ่งที่คุณหญิงควรทำ ไม่ใช่การมาบังคับลูกชาย แต่เป็นการฝึกจิตใจตัวเองให้สงบ อ้อ! แล้วก็เข้าวัดทำบุญบ้างนะคะ จะได้เลิกฟุ้งซ่านแล้วก็ไม่มีเวล
“ยังไงน้องฟางก็เป็นหลานคุณท่านนะคะ”“ฉันไม่นับคนที่มีสายเลือดผู้หญิงต่ำต้อยอย่างเธออยู่ครึ่งหนึ่งว่าเป็นหลานหรอกนะ”“คำก็ต่ำต้อย สองคำก็ไม่คู่ควร แล้วท่านสูงส่งมาจากไหนเหรอคะ” ถ้าไม่นับเสื้อผ้าที่สวมใส่ เครื่องประดับที่อยู่บนร่างกาย พวกเราก็คนเหมือนกัน ไม่ใช่นางฟ้าหรือเทวดามาจากไหน“ฉันเป็นผู้ดี สังคมฉันกับพวกเธอมันคนละระดับกัน พูดไปเธอก็คงไม่เข้าใจ แต่เอาเป็นว่าฉันไม่ยอมรับเธอกับลูกมาร่วมวงตระกูล”“ได้ค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ได้อยากจะร่วมวงตระกูลกับคุณท่านเหมือนกัน” ถึงจะเป็นแม่ธาม แต่มาพูดกับฉันอย่างนี้ก็เหลืออดเหมือนกัน“จำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดี แล้วก็จำใส่กะโหลกไว้ด้วยว่าเธอไม่คู่ควรกับลูกชายฉัน ฉันไม่ว่าถ้าธามจะหาเศษหาเลยกับเธอบ้าง แต่ถ้าถึงขั้นจะเอาเป็นเมีย ฉันไม่มีวันยอมเด็ดขาด”“มีอะไรหรือเปล่าเฟย์” ธามที่พึ่งประชุมเสร็จถามฉันก่อนเดินเข้าห้องเพียงแค่อารมณ์ฉันเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ธามก็จับสังเกตได้ พ่อน้องฟางใส่ใจฉันเสมอ แต่ถึงอย่างนั้น คนต่ำต้อยอย่างฉันก็ไม่ควรเพ้อพกไปไกลว่าสักวันจะได้ลงเอยกับคุณชายผู้สูงส่ง เพราะหม่อมแม่ของธามคงไม่มีวันยอม“เปล่านี่ แม่ธามรออยู่ในห้องน่ะ รีบเข้าไปเ
ช่วงแรกธามให้ฉันฝึกงานกับคุณพิทักษ์ไปก่อน พอเป็นงานแล้วค่อยให้แบ่งหน้าที่กันว่าใครจะรับผิดชอบส่วนไหน การทำงานที่ทีกรุปแตกต่างไปจากลาลิลพร็อพเพอร์ตี้มาก ที่นี่เป็นระบบมากกว่า และไม่มีระบบอุปถัมภ์ พนักงานทุกคนล้วนแล้วแต่เข้าทำงานด้วยความสามารถที่ตัวเองมี เพราะอย่างนี้บริษัทถึงได้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมือนบริษัทเก่าฉันที่นับวันยิ่งถอยหลังลงคลอง“เดี๋ยวผมจะให้คุณเฟย์ทำงานเอกสารง่ายๆ ก่อนนะครับ พอเข้าใจระบบแล้วค่อยไปขั้นต่อไป”“ได้ค่ะ” ฉันทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างที่เต็มที่ให้สมกับเงินเดือนที่ได้รับ ซึ่งมากกว่าที่เดินถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ชั้นผู้บริหารไม่ใช่ใครจะเข้าจะออกได้ง่ายๆ แต่พอฉันก้มหน้าทำงานไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงของใครบางคน พอเงยหน้าขึ้นมองจึงได้เห็นว่าเป็นผู้หญิงนิรนามที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน ทว่าหน้าตายังสวยราวกับสาวอายุสามสิบกลาง“สวัสดีครับคุณสินี” ฉันรีบลุกขึ้นพร้อมพิทักษ์แล้วทำความเคารพผู้มาเยือนตามเลขานุการรุ่นพี่ ผู้หญิงท่าทางผู้ดีมองฉันเพียงหางตาก่อนเชิดหน้าขึ้นอย่างคนถือตัว “บอสเข้าประชุมอยู่ครับ”“นานไหม”“น่าจะประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงได้ครับ ยังไงรบ
ตั้งแต่ที่ฉันบอกผู้บริหารลาลิลพร็อพเพอร์ตี้ว่าไม่ได้เป็นอะไรธาม ฉันก็ได้รับการปฏิบัติต่างไปจากเดิม จากตอนแรกที่แทบจะหาม กลายมาเป็นอีเฟย์นางทาสที่ไม่มีใครเห็นหัวเหมือนก่อนหน้าที่ทุกคนจะรู้ว่าฉันเป็นแม่ของลูกธาม“ไม่ได้คบกันค่ะ พวกเราแค่เพื่อนกัน” นี่ฉันไม่ได้โกหกนะ ฉันกับธามเป็นเพื่อนกันจริงๆ“อ้อ! งั้นก็ไปทำงานเถอะ” สุพจน์โบกมือไล่ฉันเหมือนอย่างที่ประธานลาลิลพร็อพเพอร์ตี้เคยทำ ทั้งสองทำอย่างกับฉันเป็นหมูเป็นหมาเพียงเพราะฉันไม่ใช่ผู้หญิงของธามอย่างที่หลายคนเข้าใจฮึ่ม! หางานที่ใหม่ที่เงินเดือนดีๆ ได้เมื่อไหร่ แม่จะไปไม่ให้เห็นฝุ่นเลยคอยดูชีวิตแต่ละวันของฉันก็ผ่านไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา เช้าไปทำงาน ตกเย็นกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์ก็ใช้เวลากับครอบครัว หมายถึงน้องฟางนะ ส่วนธามไม่เกี่ยว ถึงมันจะมาใช้เวลากับพวกเราสองแม่ลูกทุกวันก็เถอะ“แม่เฟย์ขา”“ขาลูกสาว” ฉันละสายตาจากงานตรงหน้าเพื่อพูดคุยกับลูกสาวที่ตอนนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาแล้ว “ทำไมยังไม่เปลี่ยนชุดอีกล่ะคะน้องฟาง”“น้องฟางชอบชุดนี้ น้องฟางชอบเป็นนักเรียน” ใช่ค่ะทุกคน น้องฟางกำลังเห่อชุดนักเรียน เห่อการเป็นนักเรียนชั้นประถม







