Se connecter“ฉันคิดว่าตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีที่ออกมาจากท้องแม่เนี่ย ไม่เคยมีสักวินาทีเลยจะทำสิ่งนั้น นอกจากหน้าตาที่พ่อแม่ให้มาอย่างดี ฉันดูปกติตรงไหนเหรอ” นนท์ภัทรพูดพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้น
“ถ้าท่านนนท์ภัทรทำตัวปกติ ผมว่าน่ากลัวมากกว่าเดิมอีกนะครับ คุณพ่อบ้าน” เบียร์บอกมีนด้วยสีหน้าขวัญผวาแทน เพราะตนเองเป็นเลขาส่วนตัวให้มาตั้งแต่เริ่มฝึกงาน
ตั้งแต่คุณชายใหญ่อายุสิบห้าก็เริ่มเข้ารับการฝึกงานทันที แถมยังไม่บ่นหรืออิดออดเหมือนเด็กทั่วไปเลยสักนิด ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนทึ่งในสมาธิมากกว่าเดิม
“ชัชวิน ตอนนี้นายรับฟังคำสั่งจากฉันอย่างเดียวก็พอ” นนท์ภัทรพูดด้วยสีหน้าจริงจังแทนการล้อเลียนเมื่อสักครู่ ทักษะการเปลี่ยนสีหน้าภายในเสี้ยววินาทีช่างรวดเร็ว จนทำให้เหล่าผู้ติดตามถึงกับสงสัยว่านั่นมันความสามารถอะไร
“ครับ คุณชายใหญ่ เชิญสั่งมาได้เลยครับ” ชัชวินขานรับ เพราะไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ควรฟังมากกว่าไม่ฟัง
“เอาเงินสดในกระเป๋าสามใบนี้ พาเด็กสองคนนี้ไปเที่ยวสักสองอาทิตย์ซะ”
“จะพาไปเที่ยวไหนมันก็เรื่องของพวกนาย แต่ระหว่างสองสัปดาห์นี้ยังไม่ต้องมาที่นี่แล้วกัน คะแนนผลสอบเดือนก่อนและรายงานที่ส่งล่าสุดจะเก็บไว้ให้”
“ส่วนเรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องสนใจ ฉันจะจัดการพวกตาแก่ที่เป็นพ่อของพวกนายให้เอง นายเป็นเพียงลูกเจี๊ยบเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องคิดอะไร”
“เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่...เด็กควรได้รับการปกป้องจากผู้ใหญ่และผู้อำนาจมากกว่ายังไงล่ะ”
นนท์ภัทรสั่งด้วยน้ำเสียงทรงพลังและท่วงท่าสง่างามตามแบบฉบับคุณชายที่ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก จึงมีท่าทีเหล่านั้นแม้แต่เวลาระงับอารมณ์โกรธ
เรื่องพวกนี้จำเป็นต้องให้มีใครสักคนมารับผิดชอบ ซึ่งนั่นก็คือบรรดาพ่อของเด็กพวกนั้น ที่ส่งลูกเจี๊ยบมาโดยไม่บอกอะไรเลยยังไงล่ะ
“ขอบคุณมากครับ คุณชายใหญ่ ผมจะพาเด็กๆ ไปเที่ยวกันตอนนี้เลย ขอบคุณสำหรับความใส่ใจครับ”
“ไปกันเถอะ ชิน จิน”
“พี่จะพาพวกนายไปพักต่างจังหวัด”
ชัชวินขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะพวกเขาถูกสั่งให้มาที่นี่แบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆ เหมือนพามาตายเอาดาบหน้าชัดๆ
โชคดีที่ว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปตัดสินใจออกหน้าด้วยตนเอง ไม่งั้นกลับบ้านไปมีหวังคงจะโดนบ่นไม่น้อยเลยทีเดียว อาศัยจังหวะนี้ส่งข้อความหาเพื่อนสนิทอย่างจิรายุ
เพื่อให้มาดูแลน้องชายตนเองไปในตัวด้วย จำนวนเงินเหล่านี้มากพอจะให้อยู่สบายไปพักนึงเลยทีเดียว ถึงจะไม่รู้ว่าจำนวนเท่าไหร่ก็เถอะ
“คุณชายใหญ่จะทำยังไงต่อไปดีคะ” เอวาถามด้วยสีหน้าสงบนิ่งเพราะเธอรู้ดีว่าการที่เจ้านายเงียบนั้น คือสัญญาณบ่งบอกถึงหายนะมากกว่าเรื่องดี
“เรียกตาแก่ทั้งสี่คนที่เป็นผู้ปกครองของเด็กพวกนี้มาที่นี่ทั้งหมด ให้เวลาภายในสามชั่วโมงให้มาถึง หากใครมาสายเดี๋ยวได้เจอกันที่สนามประลอง”
“รับทราบค่ะ นายท่าน” เอวาขานรับพลางทำตามคำสั่งทันที
ณ ห้องประชุมเล็ก
มีคำสั่งเรียกตัวด่วนของคุณชายใหญ่ตระกูลภูทนินทร์ ไม่ว่าใครจะทำอะไรอยู่ก็ต้องเดินทางมาให้เร็วที่สุด
เพราะว่าผู้นำตระกูลและนายหญิงเดินทางไปต่างประเทศ ใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะกลับมา อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดจึงต้องเป็นของนนท์ภัทร ภูทนินทร์แต่เพียงผู้เดียว
“ไหนลองทายสิว่าฉันเรียกพวกนายมาที่นี่ทำไม ช่วยทำให้ฉันคนนี้ชื่นใจด้วยการตอบให้มันถูกทีสิ” นนท์ภัทรเริ่มคำถามปั่นประสาททันทีที่ทั้งสี่ตระกูลเดินทางมาถึง
ท่าทางนั่นราวกับเสือรอขย้ำคอเหยื่อหากตอบคำถามผิด ไหนจะท่าทางกำลังอดทนอดกลั้นต่อความโกรธนั่นด้วย ทำเอาทั้งสี่ตระกูลคิดหนักว่าพวกตนทำอะไรผิดไปหรือเปล่า
“...” ไร้วี่แววคำตอบที่คาดหวังทำเอาความโกรธของเขาพุ่งสูงกว่าเดิม คนบ้าอะไรถึงไม่รู้ความขนาดนี้
“ทำไมถึงได้โง่เง่าถึงขนาดนี้! พวกแกส่งลูกชายสองคนมาหาฉันทั้งสี่ตระกูลโดยไม่บอกอะไรสักอย่าง! มาถึงแทนที่จะขอโทษยังทำตัวเหมือนกับไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดอีก”
“ไม่คิดบ้างเหรอว่าลูกชายพวกแกเป็นอะไรไปมันจะเกิดอะไรขึ้น หน้าตาดูเหมือนไม่เคยสอนโลกภายนอกให้ลูกด้วยซ้ำ แต่กลับส่งมาหาฉันเนี่ยนะ!”
“สภาพจิตใจของลูกแกสองบ้านเกือบจะพังเพราะความโง่ของพวกแกเอง ฉันไม่ได้ต้องการคนฉลาดมากมายด้วยซ้ำ”
“แต่นี่มันยิ่งกว่าควายไถนาตามท้องนาอีกไหม ไม่ทราบว่าตอนนั้นใช้สมองส่วนไหนคิดเหรอ ถึงส่งลูกชายมาหาฉันถึงบ้านเนี่ย”
ไม่ใช่ว่าต่อไปจะเอาฐานะตนเองไปข่มคนอื่นหรือยังไง เมื่อสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งเป็นเพียงบ้านนักการเมืองทั่วไปเท่านั้นแหละ เป็นคนฝั่งภาครัฐแล้วคิดจะพูดจากกับฝั่งเอกชนยังไงก็ได้งั้นเหรอ “มันจะมากเกินไปแล้วนะ ไม่มีความเกรงใจกันบ้างหรือไง ยังไงฉันก็อายุมากกว่านายตั้งสองปีนะ ทำตัวยังกับไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา” บีระพัฒน์โวยวายออกมาด้วยความไม่พอใจ เพราะยังไงอีกฝ่ายก็อายุน้อยกว่า กล้าพูดแบบนี้กับตนได้ยังไง ไม่มีใครความเกรงใจกันเลยสักนิด ดูจากบัตรนักเรียนที่ใช้สมัครสอบก็รู้ว่ามาจากสถาบันเดียวกัน จะไม่ไว้หน้ากันบ้าง ทำไมพูดแบบนี้ต่อหน้าบอดี้การ์ด “ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากตระกูลอุดรภาคและจากตระกูลภูทนินทร์มาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้คนจากฝั่งภาครัฐยื่นมือเข้ามาสอดหรอก” 
ชินภัทรรีบปฏิเสธด้วยความตกใจ ทำไมคนที่ดูอายุมากกว่าถึงได้พูดแบบนั้นออกมา มันไม่ใช่ว่าคนเราต้องมีความระมัดระวังในตัวเองหรอกเหรอ ที่บ้านต้องสอนใหม่แล้วนะ จะพาใครเข้าบ้านแบบนี้มันจะแปลกเกินไปแล้ว ถึงปกติจะเจอคนตระกูลอุดรภาคกับตระกูลภูทนินทร์มาตลอดชีวิต และเพื่อนสนิทอีกสองสามคน แต่การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน “คุณเป็นบุตรลำดับสามของตระกูลอุดรภาค แถมยังเป็นถึงคุณชายที่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจและแวดวงการเมืองอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเสียเมื่อไหร่” “แถมข่าวลือล่าสุดที่ว่าคุณต่อสู้บนลานประลองจนสามารถเอาชนะบอดี้การ์ดได้นับสิบชีวิต เพราะอยากเอาชนะเดิมพันกับพวกอาวุโสนั่นน่าประทับใจไม่น้อย” “คุณถูกเลี้ยงดูอย่างมา
“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือสาคุณ” บีระพัฒน์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก ยังไงซะตอนนี้เป็นเวลาสอบเลื่อนขั้นการมีคนมาจ้องมองบ้างก็ไม่ได้แปลกอะไร ท่าทางของอีกฝ่ายแม้จะสุภาพแต่ยังดูแข็งกระด้างอยู่หลายส่วน คงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนแน่นอน แถมยังไม่น่าจะค่อยได้ออกงานสังคมบ่อยด้วย ไม่งั้นคงไม่มีท่าทีลนลานขนาดนี้ น่าเอ็นดูไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่ชินภัทรไม่รู้เลยว่าภายใต้คำพูดและท่าทางเหล่านี้ กำลังได้รับความเอ็นดูจากอีกฝ่ายมากโข ชินภัทรถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบซวยเพียงเพราะมัวแต่ใช้ความคิดมากเกินไป ต่อไปเวลาอยู่ข้างนอกต้องระมัดระวัง ปกติอยู่แต่ในคฤหาสน์กับภูเขาบนสนามฝึก เลยทำตัวตามสบายมากเกินไป เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้มาสนใจกับการสอบจำลองให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงค่อยรอดูกันทีหลัง หวังว่าเพื่อนสนิทข
“อย่าเพ้อเจ้อได้ไหม เอาความจริงคือมีอะไรถึงรีบวิ่งมาแบบนี้ อย่าพูดไปเรื่อย รู้ว่าเป็นคนไทยแต่ขอสาระ ที่ไม่ใช่ไร้สาระและสาระแน” ชินภัทรยังไม่ยอมแพ้พยายามถามให้ได้ เพราะถึงจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมาบ่อยแค่ไหน แต่ท่าทางของมันดูแปลกไปจากปกติ มันต้องมีเรื่องอะไร บทสนทนาระหว่างเดินนั้นค่อนข้างไร้สาระตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงปิดประตูรถปิดลง จินเจตกลับมาทำสีหน้าจริงจังทันทีเหมือนสวิตซ์ไฟซะงั้น อะไรมันจะรวดเร็วขนาดนั้น แกร๊ก! “มีเรื่องจะพูดด้วย” จินเจตบอกด้วยสีหน้าจริงจังแทบสีหน้าทะเล้นแบบเมื่อสักครู่ “ไอ้เวรนี่! ตกใจหมด มึงไม่ใช่สวิตซ์ไฟนะไอ้ส้นตีนนี่ ปรับอารมณ์เร็วไปป่ะ ถ้าเป็นโรคหัวใจกูตายห่าไปแล้วไหม” ชิน
เขารับเอกสารตารางฝึกของทั้งสองคนมาดูก็คิดคำนวณไปด้วยว่าสำหรับคนปกติทั่วไปจะสามารถทำได้แค่ไหน เพราะมีตารางเทียบจากคุณชายใหญ่ให้มาด้วย ความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นขีดจำกัดควรเต็มที่เฉพาะคน ไม่ควรเอามาตรฐานของคนใดคนหนึ่งมาทำให้ทุกคนต้องทำตามให้ได้เหมือนบางโปรแกรมฝึกจะหย่อนยานลงไปหน่อย เกิดปัญหาที่อะไรหรือเปล่านะ “ทำไมการวิ่งกับการว่ายน้ำของพี่ทั้งสองคนลดลงครับ ทั้งที่ชุดเอกสารบอกว่าสามารถทำได้มากกว่านี้ ก่อนหน้านี้เกิดปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ รบกวนบอกกันตามตรง” “ผมมีแผนจะเข้าสอบเลื่อนระดับในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งตอนนี้จะเหลือเวลาอีกสิบสามวันเท่านั้น สำหรับเตรียมตัว เพราะมันจะมีรอบสอบเทียบก่อนสามรอบ ถึงจะได้สอบเลื่อนระดับชั้นจริงๆ” “ผมเองก็ต้องไปให้ทันทั้งสามรอบสำหรับการสอ
“ทำได้ดีมากครับ พี่บอล มีความตั้งใจในการเอาชนะผมเต็มร้อย ไปเตรียมเกลือแร่กับผ้าเย็นมาให้ครบเถอะครับ” “รับทราบครับ น้องชิน” ระหว่างเพื่อนสนิทสามคนกำลังกายบริหารก่อนประลองต่างพากันหันดูด้วยความสนใจเป็นทุนเดิม เพราะมีความอยากรู้อยากเห็นมาตลอด ว่าหากได้รับการฝึกจากที่นี่ มีความแตกต่างจากตระกูลของตนเองมากแค่ไหน พอมาเห็นพละกำลังผิดมนุษย์นั้นของเพื่อนอย่างชินภัทร ทำให้รับรู้ว่าว่าที่ประมุขตระกูลภูทนินทร์ได้ชุบเลี้ยงอสูรกายขึ้นมาใหม่อีกคนแล้ว นั่นมันใช่แรงของเด็กวัยรุ่นช่วงมัธยมปลายแน่นะ ทำไมมันแข็งแกร่งขนาดนั้น ตลอดสี่ปีที่แวะมาเที่ยวเล่นที่บ้านไม่เคยเผยให้เห็นเลยสักนิด ไอ้หมอนี่มันเสือซุ่มชัดๆ เลยนี่หว
“แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเงื่อนไขแบบนี้ ถ้าฝั่งพ่อเล่นตุกติกแบบนี้ ฝั่งพวกผมก็ไม่น้อยหน้าหรอกครับ”“ทุกท่านเชิญเข้ามาเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดการณ์ของคุณชายใหญ่”เมื่อสิ้นสุดคำพูดของชัชวินก็มีเงาของใครหลายคนเดินออกมาหลังประตูสนามฝึก นั่นคือคนสนิทของคุณชายใหญ่ คนสนิทของคุณชายเล็ก แ
“ค่ะ พี่ลดา”“หนูไม่กังวลอะไรเลยค่ะ” เธอขานรับด้วยน้ำเสียงร่าเริง เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจอพี่สาวและพี่ชายพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้“ทีหลังอย่าวิ่งไปแบบนั้นนะคะ เดี๋ยวพี่ลดาหกล้มจะทำยังไงล่ะ” ชัชวินบอกพลางลูบหัวน้องสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดู“ได้ค่ะ พี่ชัช ต่อไปหนูจะ
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ พี่ซื้อของขวัญมาฝากด้วย” ชลลดาบอกพลางหอบของขวัญหลายอย่างเข้าห้องนอนน้องชายตนเองทันทีโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของห้องเลยสักนิด “ไม่เคยมีใครบอกเหรอครับ จะเข้าห้องคนอื่นควรขออนุญาตด้วย ไม่ใช่พูดจบก็เดินเข้าม
“เออ คิดเหมือนกัน เหมือนจะมีแค่แม่มั้งที่ดูปกติที่สุด แต่ดันไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่” “ลองโทรไปคุยกับแม่ไหมล่ะ เผื่อให้เขาช่วยพูดกับพี่สาวให้อะไรทำนองนี้”&







