Masuk“ฉันสามารถสั่งให้ลูกน้องทุกคนหยุดได้ แต่ไม่สามารถรักษาพวกนายได้หรอกนะ”
“ไปตามจิตแพทย์กับนักจิตบำบัดมา ตรวจเสร็จแล้วมารายงานผลให้ฉันฟังทันที”
“ครับ คุณชายใหญ่” มีนขานรับพลางโทรตามบุคคลดังกล่าวให้มาทำงานที่นี่ทันที
เหตุการณ์ทั้งหมดแทบจะทำให้นนท์ภัทรรู้สึกแปลกใจตั้งแต่ต้นจนจบ หวังว่าคงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกนะ
ชินภัทรไม่พูดอะไรสักคำเพราะเพิ่งรู้ซึ้งคำว่าอาจจะตายเพราะปากก็วันนี้ รู้ตัวอยู่ตลอดว่าตนเองไม่ใช่ตระกูลก่อตั้งในยุคสมัยรวมอาณาจักรหลังจากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ไม่เคยรู้ว่าจำเป็นต้องเรียนเรื่องเหล่านี้ เคยเห็นพี่ชายออกกำลังกายและเรียนศิลปะการต่อสู้ เพราะไม่เห็นมีการตักเตือนหรือบังคับให้เรียน
มักปล่อยให้ทำอะไรตามใจตนเองมากกว่า มีเพียงพี่ชายที่จะถูกเข้มงวดเพราะอายุห่างกันเยอะพอสมควร เมื่อดาบไม้จำนวนมากพุ่งเข้ามาหาเพื่อปกป้องคนตระกูลภูทนินทร์
ทำให้รู้ซึ้งว่าอันตรายอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด
“สภาพร่างกายมีภาวะเครียดกะทันหัน ทำให้ตกใจจนไม่สามารถพูดได้ชั่วคราว อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการปรับตัว”
“สภาพจิตใจถือว่าค่อนข้างแย่ อาจจะเพราะไม่เคยเจอเรื่องเฉียดตายมาก่อน คิดว่าอาจจะต้องพักสามสี่วันเพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้น”
“หมอจะจ่ายยาให้เพื่อรักษาระดับสภาพร่างกายและจิตใจให้หนึ่งสัปดาห์”
หมอประจำตระกูลรายงานอาการของชินภัทรให้ฟังอย่างละเอียด โดยมีพี่ชาย คุณชายเล็ก และคุณชายใหญ่มาร่วมฟังอาการเหล่านี้ด้วย เพราะทั้งสองคนถูกเลี้ยงมาแบบธรรมดา
และเป็นเพียงเด็กสิบขวบทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้รับการเรียนการสอนแบบหนักหน่วงมาก่อน แตกต่างจากเหล่าพี่ชายที่ถูกฝึกมาเพื่อสืบทอดตระกูลต่อไป
“แล้วอาการของจินเจตล่ะหมอ น้องชายเพื่อนผมเป็นยังไงบ้างครับ” ชัชวินถามเสียงสั่นเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนน้องชายตนเองไปอีกคนหนึ่ง
“สภาพอาการของคุณจินเจตไม่แย่เท่าคุณชินภัทรครับ คิดว่ารับยาไปทานสามวันก็เพียงพอ น่าจะหายดีภายในห้าวัน” หมอตอบคำถามด้วยท่าทีนิ่งสงบ
“ขอบคุณครับหมอ”
“ไม่เป็นไรครับ คุณชัชวิน มันเป็นหน้าที่ของหมอที่ต้องดูแลสุขภาพและร่างกายตามคำสั่งของคุณชายใหญ่ครับ” หมออธิบายรายละเอียดพลางสั่งการพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลให้ทำตามตนเองอย่างละเอียด เนื่องจากคนไข้เป็นเด็ก
“ขอโทษครับ คุณชายใหญ่ ผมมัวแต่ออกกำลังกายจนไม่ได้ดูว่าพวกน้องชายไปยังลานประลองฝึกฝน ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายด้วยครับ”
ชัชวินเลือกขอโทษคุกเข่าผู้เป็นตระกูลเจ้านายแทนการดูแลน้องชายและเพื่อนน้องชาย เนื่องจากทั้งสองคนกำลังได้รับการดูแลจากบุคคลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ความเป็นห่วงของตนเองอาจจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลไม่ถนัด และน่าจะสร้างภาระมากกว่าความสบายใจ การขอโทษเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนเป็นอันดับแรก
“ฉันไม่ได้โกรธอะไร น้องชายของพวกนายเป็นเพียงเด็กธรรมดาเท่านั้น ไม่เหมือนกับพวกเราที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีราวกับทหารที่พร้อมเข้าสู่สนามรบตลอดเวลา”
“มีเรื่องอะไรก็ให้พี่ชายของฉันเป็นคนจัดการแล้วกัน ที่ตามมาดูคืออยากรู้สภาพอาการของเด็กเท่านั้น ฉันจะไปทำตามตารางของพี่นนท์ ขอตัวก่อนนะ”
นภัทรเลือกพูดออกมาก่อนแทนพี่ชายตนเอง รายนั้นเงียบลงแบบนั้นคงกำลังวิเคราะห์อะไรบางอย่าง ที่สมองคนปกติไม่มีทางคิดได้ เพราะฉะนั้นให้คิดไปก่อนแล้วกัน
เรื่องพวกนี้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่บุตรลำดับสองจะเข้าไปยุ่งด้วยได้ ยังไงเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กทดลองฝึกงานชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่ได้มีอำนาจส่วนอื่น
หลีกเลี่ยงให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เข้ามาดูแลโดยตรง จะเป็นผลประโยชน์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
“น้องชายและเหล่าผู้ติดตามหลีกทางให้หมดแล้ว หนีไปไวเพราะรู้ตัวว่าตนเองไม่มีสิทธิตัดสินใจได้ นอกจากพ่อกับแม่แล้ว อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของฉัน”
“นี่มันจะชิ่งกันไวเกินไปหรือเปล่าวะนั่น” นนท์ภัทรพูดสิ่งที่คิดในใจออกมาจนหมด ไม่รักษาภาพลักษณ์เลยแม้แต่น้อย
“ท่านนนท์ภัทรไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์หน่อยหรือครับ ทำเอาทุกคนอึ้งกันไปหมด แม้แต่เด็กที่กำลังอยู่ในการดูแลของแพทย์ยังหันมามองท่านด้วยความขบขัน แม้ว่าจะยังพูดไม่ได้ก็ตามที มันจะดูน่าอายเกินไปนะครับ”
มีนพยายามตักเตือนเจ้านายของตนเองด้วยความเคารพ เพราะตอนนี้เป็นสถานการณ์เคร่งเครียด และมีเรื่องด่วนหลายอย่างต้องตัดสินใจ
แต่ดันพูดเรื่องในใจแทนเรื่องที่ต้องทำซะงั้น ถึงจะรับรู้ว่าเจ้านายตนเองไม่ได้มีความคิดแบบคนทั่วไปก็เถอะ แต่เวลานี้หมอกับบุคลากรทางการแพทย์ประจำตระกูลมา รบกวนช่วยรักษาภาพลักษณ์ไม่ได้เลยหรือครับ
ไม่ใช่ว่าต่อไปจะเอาฐานะตนเองไปข่มคนอื่นหรือยังไง เมื่อสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งเป็นเพียงบ้านนักการเมืองทั่วไปเท่านั้นแหละ เป็นคนฝั่งภาครัฐแล้วคิดจะพูดจากกับฝั่งเอกชนยังไงก็ได้งั้นเหรอ “มันจะมากเกินไปแล้วนะ ไม่มีความเกรงใจกันบ้างหรือไง ยังไงฉันก็อายุมากกว่านายตั้งสองปีนะ ทำตัวยังกับไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา” บีระพัฒน์โวยวายออกมาด้วยความไม่พอใจ เพราะยังไงอีกฝ่ายก็อายุน้อยกว่า กล้าพูดแบบนี้กับตนได้ยังไง ไม่มีใครความเกรงใจกันเลยสักนิด ดูจากบัตรนักเรียนที่ใช้สมัครสอบก็รู้ว่ามาจากสถาบันเดียวกัน จะไม่ไว้หน้ากันบ้าง ทำไมพูดแบบนี้ต่อหน้าบอดี้การ์ด “ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากตระกูลอุดรภาคและจากตระกูลภูทนินทร์มาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้คนจากฝั่งภาครัฐยื่นมือเข้ามาสอดหรอก” 
ชินภัทรรีบปฏิเสธด้วยความตกใจ ทำไมคนที่ดูอายุมากกว่าถึงได้พูดแบบนั้นออกมา มันไม่ใช่ว่าคนเราต้องมีความระมัดระวังในตัวเองหรอกเหรอ ที่บ้านต้องสอนใหม่แล้วนะ จะพาใครเข้าบ้านแบบนี้มันจะแปลกเกินไปแล้ว ถึงปกติจะเจอคนตระกูลอุดรภาคกับตระกูลภูทนินทร์มาตลอดชีวิต และเพื่อนสนิทอีกสองสามคน แต่การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน “คุณเป็นบุตรลำดับสามของตระกูลอุดรภาค แถมยังเป็นถึงคุณชายที่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจและแวดวงการเมืองอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเสียเมื่อไหร่” “แถมข่าวลือล่าสุดที่ว่าคุณต่อสู้บนลานประลองจนสามารถเอาชนะบอดี้การ์ดได้นับสิบชีวิต เพราะอยากเอาชนะเดิมพันกับพวกอาวุโสนั่นน่าประทับใจไม่น้อย” “คุณถูกเลี้ยงดูอย่างมา
“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือสาคุณ” บีระพัฒน์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก ยังไงซะตอนนี้เป็นเวลาสอบเลื่อนขั้นการมีคนมาจ้องมองบ้างก็ไม่ได้แปลกอะไร ท่าทางของอีกฝ่ายแม้จะสุภาพแต่ยังดูแข็งกระด้างอยู่หลายส่วน คงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนแน่นอน แถมยังไม่น่าจะค่อยได้ออกงานสังคมบ่อยด้วย ไม่งั้นคงไม่มีท่าทีลนลานขนาดนี้ น่าเอ็นดูไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่ชินภัทรไม่รู้เลยว่าภายใต้คำพูดและท่าทางเหล่านี้ กำลังได้รับความเอ็นดูจากอีกฝ่ายมากโข ชินภัทรถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบซวยเพียงเพราะมัวแต่ใช้ความคิดมากเกินไป ต่อไปเวลาอยู่ข้างนอกต้องระมัดระวัง ปกติอยู่แต่ในคฤหาสน์กับภูเขาบนสนามฝึก เลยทำตัวตามสบายมากเกินไป เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้มาสนใจกับการสอบจำลองให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงค่อยรอดูกันทีหลัง หวังว่าเพื่อนสนิทข
“อย่าเพ้อเจ้อได้ไหม เอาความจริงคือมีอะไรถึงรีบวิ่งมาแบบนี้ อย่าพูดไปเรื่อย รู้ว่าเป็นคนไทยแต่ขอสาระ ที่ไม่ใช่ไร้สาระและสาระแน” ชินภัทรยังไม่ยอมแพ้พยายามถามให้ได้ เพราะถึงจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมาบ่อยแค่ไหน แต่ท่าทางของมันดูแปลกไปจากปกติ มันต้องมีเรื่องอะไร บทสนทนาระหว่างเดินนั้นค่อนข้างไร้สาระตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงปิดประตูรถปิดลง จินเจตกลับมาทำสีหน้าจริงจังทันทีเหมือนสวิตซ์ไฟซะงั้น อะไรมันจะรวดเร็วขนาดนั้น แกร๊ก! “มีเรื่องจะพูดด้วย” จินเจตบอกด้วยสีหน้าจริงจังแทบสีหน้าทะเล้นแบบเมื่อสักครู่ “ไอ้เวรนี่! ตกใจหมด มึงไม่ใช่สวิตซ์ไฟนะไอ้ส้นตีนนี่ ปรับอารมณ์เร็วไปป่ะ ถ้าเป็นโรคหัวใจกูตายห่าไปแล้วไหม” ชิน
เขารับเอกสารตารางฝึกของทั้งสองคนมาดูก็คิดคำนวณไปด้วยว่าสำหรับคนปกติทั่วไปจะสามารถทำได้แค่ไหน เพราะมีตารางเทียบจากคุณชายใหญ่ให้มาด้วย ความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นขีดจำกัดควรเต็มที่เฉพาะคน ไม่ควรเอามาตรฐานของคนใดคนหนึ่งมาทำให้ทุกคนต้องทำตามให้ได้เหมือนบางโปรแกรมฝึกจะหย่อนยานลงไปหน่อย เกิดปัญหาที่อะไรหรือเปล่านะ “ทำไมการวิ่งกับการว่ายน้ำของพี่ทั้งสองคนลดลงครับ ทั้งที่ชุดเอกสารบอกว่าสามารถทำได้มากกว่านี้ ก่อนหน้านี้เกิดปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ รบกวนบอกกันตามตรง” “ผมมีแผนจะเข้าสอบเลื่อนระดับในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งตอนนี้จะเหลือเวลาอีกสิบสามวันเท่านั้น สำหรับเตรียมตัว เพราะมันจะมีรอบสอบเทียบก่อนสามรอบ ถึงจะได้สอบเลื่อนระดับชั้นจริงๆ” “ผมเองก็ต้องไปให้ทันทั้งสามรอบสำหรับการสอ
“ทำได้ดีมากครับ พี่บอล มีความตั้งใจในการเอาชนะผมเต็มร้อย ไปเตรียมเกลือแร่กับผ้าเย็นมาให้ครบเถอะครับ” “รับทราบครับ น้องชิน” ระหว่างเพื่อนสนิทสามคนกำลังกายบริหารก่อนประลองต่างพากันหันดูด้วยความสนใจเป็นทุนเดิม เพราะมีความอยากรู้อยากเห็นมาตลอด ว่าหากได้รับการฝึกจากที่นี่ มีความแตกต่างจากตระกูลของตนเองมากแค่ไหน พอมาเห็นพละกำลังผิดมนุษย์นั้นของเพื่อนอย่างชินภัทร ทำให้รับรู้ว่าว่าที่ประมุขตระกูลภูทนินทร์ได้ชุบเลี้ยงอสูรกายขึ้นมาใหม่อีกคนแล้ว นั่นมันใช่แรงของเด็กวัยรุ่นช่วงมัธยมปลายแน่นะ ทำไมมันแข็งแกร่งขนาดนั้น ตลอดสี่ปีที่แวะมาเที่ยวเล่นที่บ้านไม่เคยเผยให้เห็นเลยสักนิด ไอ้หมอนี่มันเสือซุ่มชัดๆ เลยนี่หว
“แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเงื่อนไขแบบนี้ ถ้าฝั่งพ่อเล่นตุกติกแบบนี้ ฝั่งพวกผมก็ไม่น้อยหน้าหรอกครับ”“ทุกท่านเชิญเข้ามาเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดการณ์ของคุณชายใหญ่”เมื่อสิ้นสุดคำพูดของชัชวินก็มีเงาของใครหลายคนเดินออกมาหลังประตูสนามฝึก นั่นคือคนสนิทของคุณชายใหญ่ คนสนิทของคุณชายเล็ก แ
“ค่ะ พี่ลดา”“หนูไม่กังวลอะไรเลยค่ะ” เธอขานรับด้วยน้ำเสียงร่าเริง เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจอพี่สาวและพี่ชายพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้“ทีหลังอย่าวิ่งไปแบบนั้นนะคะ เดี๋ยวพี่ลดาหกล้มจะทำยังไงล่ะ” ชัชวินบอกพลางลูบหัวน้องสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดู“ได้ค่ะ พี่ชัช ต่อไปหนูจะ
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ พี่ซื้อของขวัญมาฝากด้วย” ชลลดาบอกพลางหอบของขวัญหลายอย่างเข้าห้องนอนน้องชายตนเองทันทีโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของห้องเลยสักนิด “ไม่เคยมีใครบอกเหรอครับ จะเข้าห้องคนอื่นควรขออนุญาตด้วย ไม่ใช่พูดจบก็เดินเข้าม
“เออ คิดเหมือนกัน เหมือนจะมีแค่แม่มั้งที่ดูปกติที่สุด แต่ดันไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่” “ลองโทรไปคุยกับแม่ไหมล่ะ เผื่อให้เขาช่วยพูดกับพี่สาวให้อะไรทำนองนี้”&
![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




![[แบตเตอรี่ที่สมบูรณ์แบบระดับ SS]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

