LOGIN“เอาล่ะ! แนะนำตัวมาแล้วกัน ขอชื่อจริง ชื่อเล่น และอายุ ที่เหลือไม่ต้องบอกฉันรับทราบทางเอกสารแล้ว ขอแค่อยากให้พูดเฉยๆ”
“ชัชวิน ชื่อเล่น ชัช อายุสิบเจ็ดครับ”
“จิรายุ ชื่อเล่น จิ อายุสิบเจ็ดครับ”
“คุณากร ชื่อเล่น คุณ อายุสิบเจ็ดครับ”
“เจตฎา ชื่อเล่น เจต อายุสิบเจ็ดครับ”
“เฮ้อ...แม่งเอ๊ย พวกตาแก่ตั้งใจโยนเรื่องปวดหัวมาให้ฉันสินะ ช่างเป็นอะไรที่น่าประทับใจเหลือเกิน”
นนท์ภัทรสบถออกมาด้วยความโกรธ เพราะตั้งใจใช้งานผู้เป็นพ่อของทั้งสี่คนต่างหาก ไม่ใช่มาเพื่อสอนงานให้ใครสักหน่อย ถึงจะรู้ว่าในอนาคตต้องทำงานกับผู้สืบทอดก็เถอะ
อยากสอนตอนที่อายุสักยี่สิบเอ็ดหรือยี่สิบสองมากกว่า ลำพังปัญหาชีวิตตนเอง ครอบครัว หลายอย่างมันก็รับผิดชอบและเปลี่ยนแปลงมากเกินไป
ยังไม่พร้อมรับมือตอนนี้เท่านั้นเอง
“นภัทรครับ อายุสิบห้า”
“ยินดีที่ได้รู้จัก คุณชัชวิน คุณจิรายุ คุณคุณากร คุณเจตฎา”
“บุตรลำดับสองตระกูลภูทนินทร์ครับ” บุตรคนเล็กเอ่ยเสียงเรียบแต่ไม่ได้ยกมือไหว้ เพียงแค่ลุกขึ้นมาโค้งด้วยความสุภาพเท่านั้น เป็นการให้เกียรติพอประมาณและไม่ได้กดให้ตัวเองดูเด็กตามอายุ
“พี่นนท์ภัทร อายุสิบเก้าครับ”
“ส่วนนิสัย...ตามที่พวกคุณเห็นเลยครับ ผมไม่มีความเห็น” นภัทรพูดต่อพลางส่ายหน้าด้วยความเอือมระอาเล็กน้อย
เพราะว่าใครๆ ก็รู้เรื่องนี้กันอยู่แล้วว่าผู้สืบทอดตัวจริงนิสัยแปลกมาก เข้าขั้นประหลาดเลยก็ว่าได้ แต่ความรู้ ความสามารถก็เก่งเช่นกัน ไหนจะใบหน้าหล่อเหลานั่นอีก คุณสมบัติครบถ้วนทุกอย่างยกเว้นนิสัยและปากที่ตรงกันข้ามหมดเลย
จากความไม่เข้าใจแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชินไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ เพราะทุกคนเลิกค้นหาความจริงไปนานแล้ว เลยพากันทำตัวตามอารมณ์อีกฝ่ายเสียมากกว่า
“ขอบใจที่ช่วยบอกให้นะ แต่พี่โคตรจะไม่สบอารมณ์เลยสักนิด พวกตาแก่ทำเกินไปหน่อย” นนท์ภัทรยังคงไม่หยุดบ่นและไม่มีทีท่าจะเลิกราง่ายๆ รวมถึงทั้งสี่คนที่พากันเงียบเพราะกลัวจะถูกด่าเป็นชุดอีกรอบ
“พี่อารมณ์ดีตอนไหนผมยังไม่รู้เลยครับ เพราะผมเห็นพี่อารมณ์เสียตลอดเวลา” นภัทรตอบตามความจริง ไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าพี่ชายแต่อย่างใด กลับทำให้บรรยากาศห้องดีขึ้นมาซะงั้น
เพราะทุกคนพากันหัวเราะให้กับการตอบหน้าซื่อตาใสขนาดนั้น เรียกว่าแปลกคนละแบบมากกว่า บุตรคนโตแปลกแบบขี้โวยวาย ส่วนคนเล็กแปลกแบบไม่พูดอะไร
“เอาเป็นว่ามาเรียนไปพร้อมกันเลยแล้วกัน ยังไงฉันก็ต้องสอนน้องอยู่แล้ว ถือว่าเรียนพร้อมกันเลยจบเรื่อง”
“เตรียมอุปกรณ์มาเลย”
บุตรคนโตตระกูลภูนินทร์ตัดสินใจเสร็จสรรพ พร้อมกันสั่งให้คนเตรียมกระดานขนาดใหญ่มา และโต๊ะเรียนสำหรับนั่งได้หนึ่งคนมาจำนวนห้าที่นั่ง
ชัชวิน จิรายุ คุณากร เจตฎายังคงไม่เข้าใจสถานการณ์และยังอยู่อยู่ที่เดิม แตกต่างจากผู้เป็นน้องชายที่ลงไปนั่งรอเรียนแล้ว จนทำให้ทั้งสี่คนเลือกทำตามบุตรคนเล็กของบ้าน เพื่อไม่ให้โดนด่าอีกรอบหนึ่งแทน
ชัชวินรู้สึกว่าการเรียนการสอนในแบบคุณชายใหญ่เข้าใจง่าย พูดกระชับ ฉับไว ตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นออก บอกเฉพาะสิ่งที่จำเป็น รวมถึงบอกด้วยว่าถ้าอยากรู้เพิ่มเติมให้ไปหาจากที่ไหน
และความรู้บางอย่างมาหาได้เฉพาะที่ห้องสมุดประจำตระกูลภูทนินทร์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำออกไปเผยแพร่ทุกรูปแบบ ให้เรียนรู้ นำไปใช้และอ่านในห้องสมุดเท่านั้น
จิรายุรู้สึกว่าการเรียนที่นี่ดีกว่าการเรียนในระบบ และการสอนตัวต่อตัวที่อื่นหลายเท่า เพราะไม่ใช่คนเก่งทุกคนจะสื่อสารกับผู้อื่นรู้เรื่องเสมอไป
ข่าวลือเหล่านั้นไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด คุณชายใหญ่มีพรสวรรค์ในการสอนมากจนอยากให้เป็นอาจารย์ด้วยซ้ำ เพียงแต่ท่านต้องสืบทอดกิจการเท่านั้นเอง
“ไม่เข้าใจอะไรก็ถามฉันได้ ไม่ต้องเกรงใจ”
“เพราะว่าฉันจะไม่ย้อนกลับมาสอนอีก บอกแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น”
“วันต่อไปจะหมดสิทธิถามในเรื่องที่สงสัยแล้ว มันควรจะเรียนรู้เรื่องใหม่แทน”
“ถึงฉันจะปากหมาแต่เวลาสอนพูดดีอยู่”
“ถึงฉันจะปากหมาแต่เวลาสอนพูดดีอยู่ เพราะว่าถ้าถามวันต่อไปจะถูกด่าแทน แถมไม่ได้คำตอบที่สงสัยอีก”
คำพูดของบุตรคนโตตระกูลภูทนินทร์ทำให้คุณากรตั้งสติและเริ่มซักถามหลายอย่างที่ตนเองสงสัยมาตั้งแต่แรก เพราะไม่คิดว่าคุณชายผู้สอนดีระดับปรมาจารย์จะดุขนาดนี้ นิสัยมันเปลี่ยนกันยาก
ไม่ใช่ว่าต่อไปจะเอาฐานะตนเองไปข่มคนอื่นหรือยังไง เมื่อสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งเป็นเพียงบ้านนักการเมืองทั่วไปเท่านั้นแหละ เป็นคนฝั่งภาครัฐแล้วคิดจะพูดจากกับฝั่งเอกชนยังไงก็ได้งั้นเหรอ “มันจะมากเกินไปแล้วนะ ไม่มีความเกรงใจกันบ้างหรือไง ยังไงฉันก็อายุมากกว่านายตั้งสองปีนะ ทำตัวยังกับไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา” บีระพัฒน์โวยวายออกมาด้วยความไม่พอใจ เพราะยังไงอีกฝ่ายก็อายุน้อยกว่า กล้าพูดแบบนี้กับตนได้ยังไง ไม่มีใครความเกรงใจกันเลยสักนิด ดูจากบัตรนักเรียนที่ใช้สมัครสอบก็รู้ว่ามาจากสถาบันเดียวกัน จะไม่ไว้หน้ากันบ้าง ทำไมพูดแบบนี้ต่อหน้าบอดี้การ์ด “ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากตระกูลอุดรภาคและจากตระกูลภูทนินทร์มาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้คนจากฝั่งภาครัฐยื่นมือเข้ามาสอดหรอก” 
ชินภัทรรีบปฏิเสธด้วยความตกใจ ทำไมคนที่ดูอายุมากกว่าถึงได้พูดแบบนั้นออกมา มันไม่ใช่ว่าคนเราต้องมีความระมัดระวังในตัวเองหรอกเหรอ ที่บ้านต้องสอนใหม่แล้วนะ จะพาใครเข้าบ้านแบบนี้มันจะแปลกเกินไปแล้ว ถึงปกติจะเจอคนตระกูลอุดรภาคกับตระกูลภูทนินทร์มาตลอดชีวิต และเพื่อนสนิทอีกสองสามคน แต่การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน “คุณเป็นบุตรลำดับสามของตระกูลอุดรภาค แถมยังเป็นถึงคุณชายที่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจและแวดวงการเมืองอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเสียเมื่อไหร่” “แถมข่าวลือล่าสุดที่ว่าคุณต่อสู้บนลานประลองจนสามารถเอาชนะบอดี้การ์ดได้นับสิบชีวิต เพราะอยากเอาชนะเดิมพันกับพวกอาวุโสนั่นน่าประทับใจไม่น้อย” “คุณถูกเลี้ยงดูอย่างมา
“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือสาคุณ” บีระพัฒน์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก ยังไงซะตอนนี้เป็นเวลาสอบเลื่อนขั้นการมีคนมาจ้องมองบ้างก็ไม่ได้แปลกอะไร ท่าทางของอีกฝ่ายแม้จะสุภาพแต่ยังดูแข็งกระด้างอยู่หลายส่วน คงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนแน่นอน แถมยังไม่น่าจะค่อยได้ออกงานสังคมบ่อยด้วย ไม่งั้นคงไม่มีท่าทีลนลานขนาดนี้ น่าเอ็นดูไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่ชินภัทรไม่รู้เลยว่าภายใต้คำพูดและท่าทางเหล่านี้ กำลังได้รับความเอ็นดูจากอีกฝ่ายมากโข ชินภัทรถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบซวยเพียงเพราะมัวแต่ใช้ความคิดมากเกินไป ต่อไปเวลาอยู่ข้างนอกต้องระมัดระวัง ปกติอยู่แต่ในคฤหาสน์กับภูเขาบนสนามฝึก เลยทำตัวตามสบายมากเกินไป เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้มาสนใจกับการสอบจำลองให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงค่อยรอดูกันทีหลัง หวังว่าเพื่อนสนิทข
“อย่าเพ้อเจ้อได้ไหม เอาความจริงคือมีอะไรถึงรีบวิ่งมาแบบนี้ อย่าพูดไปเรื่อย รู้ว่าเป็นคนไทยแต่ขอสาระ ที่ไม่ใช่ไร้สาระและสาระแน” ชินภัทรยังไม่ยอมแพ้พยายามถามให้ได้ เพราะถึงจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมาบ่อยแค่ไหน แต่ท่าทางของมันดูแปลกไปจากปกติ มันต้องมีเรื่องอะไร บทสนทนาระหว่างเดินนั้นค่อนข้างไร้สาระตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงปิดประตูรถปิดลง จินเจตกลับมาทำสีหน้าจริงจังทันทีเหมือนสวิตซ์ไฟซะงั้น อะไรมันจะรวดเร็วขนาดนั้น แกร๊ก! “มีเรื่องจะพูดด้วย” จินเจตบอกด้วยสีหน้าจริงจังแทบสีหน้าทะเล้นแบบเมื่อสักครู่ “ไอ้เวรนี่! ตกใจหมด มึงไม่ใช่สวิตซ์ไฟนะไอ้ส้นตีนนี่ ปรับอารมณ์เร็วไปป่ะ ถ้าเป็นโรคหัวใจกูตายห่าไปแล้วไหม” ชิน
เขารับเอกสารตารางฝึกของทั้งสองคนมาดูก็คิดคำนวณไปด้วยว่าสำหรับคนปกติทั่วไปจะสามารถทำได้แค่ไหน เพราะมีตารางเทียบจากคุณชายใหญ่ให้มาด้วย ความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นขีดจำกัดควรเต็มที่เฉพาะคน ไม่ควรเอามาตรฐานของคนใดคนหนึ่งมาทำให้ทุกคนต้องทำตามให้ได้เหมือนบางโปรแกรมฝึกจะหย่อนยานลงไปหน่อย เกิดปัญหาที่อะไรหรือเปล่านะ “ทำไมการวิ่งกับการว่ายน้ำของพี่ทั้งสองคนลดลงครับ ทั้งที่ชุดเอกสารบอกว่าสามารถทำได้มากกว่านี้ ก่อนหน้านี้เกิดปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ รบกวนบอกกันตามตรง” “ผมมีแผนจะเข้าสอบเลื่อนระดับในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งตอนนี้จะเหลือเวลาอีกสิบสามวันเท่านั้น สำหรับเตรียมตัว เพราะมันจะมีรอบสอบเทียบก่อนสามรอบ ถึงจะได้สอบเลื่อนระดับชั้นจริงๆ” “ผมเองก็ต้องไปให้ทันทั้งสามรอบสำหรับการสอ
“ทำได้ดีมากครับ พี่บอล มีความตั้งใจในการเอาชนะผมเต็มร้อย ไปเตรียมเกลือแร่กับผ้าเย็นมาให้ครบเถอะครับ” “รับทราบครับ น้องชิน” ระหว่างเพื่อนสนิทสามคนกำลังกายบริหารก่อนประลองต่างพากันหันดูด้วยความสนใจเป็นทุนเดิม เพราะมีความอยากรู้อยากเห็นมาตลอด ว่าหากได้รับการฝึกจากที่นี่ มีความแตกต่างจากตระกูลของตนเองมากแค่ไหน พอมาเห็นพละกำลังผิดมนุษย์นั้นของเพื่อนอย่างชินภัทร ทำให้รับรู้ว่าว่าที่ประมุขตระกูลภูทนินทร์ได้ชุบเลี้ยงอสูรกายขึ้นมาใหม่อีกคนแล้ว นั่นมันใช่แรงของเด็กวัยรุ่นช่วงมัธยมปลายแน่นะ ทำไมมันแข็งแกร่งขนาดนั้น ตลอดสี่ปีที่แวะมาเที่ยวเล่นที่บ้านไม่เคยเผยให้เห็นเลยสักนิด ไอ้หมอนี่มันเสือซุ่มชัดๆ เลยนี่หว
“แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเงื่อนไขแบบนี้ ถ้าฝั่งพ่อเล่นตุกติกแบบนี้ ฝั่งพวกผมก็ไม่น้อยหน้าหรอกครับ”“ทุกท่านเชิญเข้ามาเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดการณ์ของคุณชายใหญ่”เมื่อสิ้นสุดคำพูดของชัชวินก็มีเงาของใครหลายคนเดินออกมาหลังประตูสนามฝึก นั่นคือคนสนิทของคุณชายใหญ่ คนสนิทของคุณชายเล็ก แ
“ค่ะ พี่ลดา”“หนูไม่กังวลอะไรเลยค่ะ” เธอขานรับด้วยน้ำเสียงร่าเริง เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจอพี่สาวและพี่ชายพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้“ทีหลังอย่าวิ่งไปแบบนั้นนะคะ เดี๋ยวพี่ลดาหกล้มจะทำยังไงล่ะ” ชัชวินบอกพลางลูบหัวน้องสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดู“ได้ค่ะ พี่ชัช ต่อไปหนูจะ
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ พี่ซื้อของขวัญมาฝากด้วย” ชลลดาบอกพลางหอบของขวัญหลายอย่างเข้าห้องนอนน้องชายตนเองทันทีโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของห้องเลยสักนิด “ไม่เคยมีใครบอกเหรอครับ จะเข้าห้องคนอื่นควรขออนุญาตด้วย ไม่ใช่พูดจบก็เดินเข้าม
“เออ คิดเหมือนกัน เหมือนจะมีแค่แม่มั้งที่ดูปกติที่สุด แต่ดันไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่” “ลองโทรไปคุยกับแม่ไหมล่ะ เผื่อให้เขาช่วยพูดกับพี่สาวให้อะไรทำนองนี้”&







