LOGINตัดภาพกลับมายังชั้น 4 ด้านหลังผนังเมือกเจลกันอีกที หลังจากที่ได้สร้างความวินาศสันตะโรให้แก่ชั้นล่างมาอย่างต่อเนื่อง บัดนี้เจฟเฟอร์ บัตเจนแลนด์ของเราก็เหมือนจะโดนเอาคืนบ้างซะแล้ว เพราะจู่ ๆ เจ้าโบกี้รถไฟอันเป็นยานพาหนะเพียงอย่างเดียวก็ชักจะเริ่มพยศ มันดันทะลึ่งทำความเร็วขึ้นเองโดยที่เขาไม่ได้สั่งหรือทำอะไร ความเร็วดังกล่าวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบทำให้ล้อกระเด็นตกจากราง ทั้ง ๆ ที่บริเวณนี้เป็นแค่ผืนทรายราบ ๆ ไม่ได้มีความสูงชันเหมือนตอนที่ปล่อยรถลงมาสักหน่อย
"เฮ่ย! เฮ่ย! เร็วไปแล้ว! ชักไม่สนุกแล้วนะเพื่อน เหวอ ๆ ๆ "
.
เจ้าหน้าที่แขนพิการแหกปากร้องลั่นแข่งกับเสียงล้อเหล็ก ที่กระเด้งกระดอนครูดกับรางอย่างผิดวิสัย ครั้นพอลองชะโงกหน้าออกไปดูก็เห็นแต่ประกายไฟเป็นเส้น ๆ แฉลบออกมาจากใต้ท้องเสียงดังอี๊ดดดดด! น่าเสียวไส้!
.
"หมอ! แม่งไม่โอเคแล้วหมอ! โบกี้มันจะคว่ำก่อนไปถึงแล้วหมอ! ว๊ากกกก! อ๊ากกกก!!!"
.
โบกี้เหล็กยังคงบดล้อเข้ากับราง มันวิ่งส่ายยึกยือไปมาฉวัดเฉวียนคล้ายกำลังจะเสียศูนย์ การเหวี่ยงแต่ละครั้งก็แทบจะทำให้ตัวถังพลิกคว่ำอยู่รอมร่อ บางจังหวะก็ถึงกับยกล้อลอยพ้นพื้นเอียงกระเท่เร่ชวนให้ลุ้นระทึก เจฟเฟอร์คิดไม่ตกจริง ๆ ว่าจะต้องทำยังไง เขาเพิ่งเคยเข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรกทุกอย่างรอบตัวจึงแปลกตาไปหมด ไล่ไปตั้งแต่อุณหภูมิความร้อน สภาพภูมิประเทศ รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างสังเคราะห์ต่าง ๆ ในหัวเขาไม่มีชุดข้อมูลสำหรับการยังชีพในพื้นที่เช่นนี้เลย นั่นจึงเท่ากับว่าถ้าหากเจ้าหน้าที่ภาคสนามรายนี้พลาดพลั้งตกขบวนไป ความเป็นไปได้ที่ทะเลทรายจะฆ่าเขาก็เป็นไปได้สูง
.
การหันหลังกลับไปมองหาเทพผู้สร้างอย่างหมอยูมิโกะจึงไม่ใช่เรื่องแปลก การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรี แต่ทว่าดันมองไม่เห็นเธอแล้วนี่สิ! เขามาไกลเกินไปและสิ่งที่เจฟเฟอร์เห็นก็มีแค่รางรถไฟสายเปลี่ยว ที่ตัดผ่ากลางทะเลทรายแบบไม่แยแสโลก ดังนั้นตัวช่วยเดียวที่เขามีก็เห็นจะเป็นมือขวาข้างเดียวที่เหลืออยู่นั่นเอง
.
"หมับ!"
.
"อย่าตกลงไปเป็นพอไอ้เจฟเอ๊ย! ฮึบ! แค่ยึดเอาไว้เดี๋ยวก็ถึงโรงงานเอง!"
"ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นข้างล่างกันแน่ ทำไมมันถึงเร็วขึ้นเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้ จุลินทรีย์ของหมอยูมิโกะแม่งกวนตีนอะไรเรารึเปล่าวะ?"
.
รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง เพราะชายหนุ่มจำได้แม่นว่าตอนที่โบกี้เร่ิมคลื่นล้อครั้งแรกนั้น พวกจุลินทรีย์ของหมอยูมิโกะเป็นคนช่วยกันผลัก ฉะนั้นการที่โบกี้วิ่งเร็วจี๋เป็นหนัง The Fast And The Furious ขนาดนี้ต้องมีพวกมันเป็นเหตุปัจจัยแน่ เขาก็เลยชะโงกหน้าลงไปเช็คอีกหนพร้อมกับมือขวาที่กำราวเหล็กกั้นตกเอาไว้แน่นสุดชีวิต แต่ทว่า!
.
"เหี้ย! ไฟไหม้!"
ตะเบ็งคออุทานพลันกระพริบตาปริบ ๆ เขาพยายามเพ่งสายตาฝ่าแนวไฟที่กำลังลุกไหม้วงล้อ ดูรายละเอียดอื่น ๆ ให้มากขึ้น
.
"แล้วนั่นอะไรวะน่ะที่กระพริบแป๊บ ๆ เวรเอ๊ย! ทีแรกนึกว่าประกายไฟจากการเสียดสี พอดูดี ๆ พวกมันคือซากจุลินทรีย์ของหมอยูมิโกะเขานี่หว่า ชิบหายแล้วกู! แม่งตายห่าหมดเลย! งั้นก็หมายความว่าโบกี้รถไฟคันนี้กำลังวิ่งอย่างไร้จุดหมายอยู่น่ะสิ?!"
.
ความประหม่าตื่นกลัวแทรกเข้ามาในใจ เจฟเฟอร์กระวนกระวายจนต้องตัดสินใจใช้ออปติคอลซูมในม่านตาเพ่งกลับไปยังเส้นทางด้านหลังอีกครั้ง ก่อนจะสังเกตเห็นว่าบนพื้นทรายมีเศษซากของจุลินทรีย์ที่ถูกเผาจนเกรียมหล่นอยู่เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ก็เลยมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว ที่ขบวนรถของเขาจะถูกผู้ไม่หวังดีโจมตีมาตั้งแต่ต้น แล้วก็เป็นเด็ก ๆ ของหมอยูมิโกะที่เป็นคนรับเคราะห์แทน
.
"อะ.. เอ่อ แล้วถ้างั้นสาเหตุที่เจ้าโบกี้นี้ยังแล่นอยู่ได้ล่ะ?!"
"อย่าบอกนะว่า..?"
.
กัดฟันยื่นหน้าออกไปส่องดูข้างล่างอีกทีเป็นหนที่ 3 แต่คราวนี้ยังไม่ทันจะใช้การซูมอะไรเลย ไม่รู้ที่มาที่ไป! แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรี่ยวแรงมหาศาลนี้แม่งโผล่มาจากไหน! ถึงได้งัดทั้งคนทั้งรถให้ลอยเคว้งขึ้นไปกลางอากาศ! เสียงดัง..โครมมมมม!!!
.
"อ๊ากกกกกก!"
"เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย! จะตกแล้ว! อ๊าาากกกก!"
.
"ตุ๊บ!"
.
"โครมมมมมม!"
รถไปทางคนไปทางนับว่าเป็นโชคดีของเจฟเฟอร์มากที่ตัวเขาหลุดกระเด็นออกมาอีกฝั่ง เพราะดูจากสภาพรถแล้วเขาไม่น่าจะรอด มันหมุนติ้ว ๆ อยู่บนฟ้าหลายวินาทีก่อนจะตกลงมาฟาดกับพื้นทรายกระเด็น แล้วก็พลิกคว่ำต่อไปอีกกว่า 7 ตลบ ตัวถังพังยับบุบบี้ฐานล่างกับล้อไหม้ดำเป็นตอตะโก
.
แล้วลองดูที่รางสิ! ก็อย่างที่บอกว่าเจฟเฟอร์ยังไม่รู้ว่ามันเป็นใครหรือตัวอะไรในตอนนี้? แต่ที่รู้คือแม่งไม่ธรรดาแน่! มันน่าจะอยู่ใต้ดินมันคงซ่อนอยู่ใต้เท้าเขามาตลอดนับตั้งแต่ย่างกายเข้ามา ไม่งั้นรางรถไฟที่ถึกจนถึงขนาดทานความร้อนของลาวาได้ คงไม่บิดเบี้ยวเป็นริบบิ้นของนักกีฬายิมนาสติกขนาดนี้
.
สัญชาตญาณนักสู้คือสิ่งเดียวที่ช่วยเจ้าหน้าที่ภาคสนามเอาไว้ เขาชันกายขึ้นด้วยความรวดเร็วเนื่องจากไม่มีเวลาแม้แต่จะสำออย ความกดดันถาโถมเข้ามาใส่ จิตสังหารนี้ช่างรุนแรงนัก! พลันกดน้ำหนักตัวลงฝ่าเท้าจนมั่นคง ปรับคำสั่งในมุมมองบุคคลที่หนึ่งให้เป็นโหมดต่อสู้เตรียมพร้อม แม้แต่ปลายนิ้วทุกนิ้วบนมือขวาก็หักเป็นกระบอกปืนแสตนด์บายไว้พร้อมสรรพ ชายหนุ่มขบกรามแน่น ทางเดียวที่จะรอดไปจากสมรภูมิกลางทะเลทรายแห่งนี้ได้ไม่ใช่การหนี หากแต่เป็นการสู้กับมันตัวต่อตัว!
.
"กรอดดดด! มึงมันตัวอะไรวะ!"
เจฟเฟอร์คิดในใจ พลางสลัดเม็ดเหงื่อออกจากใบหน้า
พร้อมกันนั้นเจ้าตัวก็ได้เห็นการกระเพื่อมเป็นลูกคลื่นของมัน ที่กินเนื้อที่เกือบจะสองสนามฟุตบอลเข้าไปแล้ว มิหนำซ้ำเจ้าเนินทรายน่าขนลุกดังกล่าวยังเคลื่อนที่หมุนวนไปมารอบ ๆ ตัวเขา ราวกับกำลังจะล้อมกรอบเขาเอาไว้
.
แล้วอีหรอบนี้เจฟเฟอร์ บัตเจนแลนด์ของเรา ยังคิดว่าตัวเองจะผ่านมันไปได้อยู่อีกเหรอ?
ระดับความตึงเครียดค่อย ๆ เสื่อมซาลงไปพ้องไปกับสิ่งน่ากลัวที่หายไปพร้อมกับสายฝน บัดนี้รอบบริเวณเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ทัศนียภาพมองเห็นเด่นชัดครบทุกองศา หมอกจาง ๆ กับไอเย็นปลิวหายไปหมดสิ้น สบโอกาสให้ทั้งทีมได้เข้าไปสำรวจแต่ก็ยังประมาทไม่ได้อยู่ดี หลังเห็นจะ ๆ แล้วเหมือนกันว่าข้างหน้านั้นคือเมือง!."มีเมืองอยู่บนเกาะเนี่ยะนะครับครู? ทำไมครูไม่เคยเห็นบอกพวกเราเลย?"อิมานิหัวหน้าทีมเกาหัวหยอย ๆ ของเขาแกร็ก ๆ พลันหลุบสายตามองบนใส่เบอร์แบโต้."ก็ครูจะไปรู้ได้ไงเล่า! หลังปะทะกับพวกไซบอร์กในตึกร้างกับพื้นดินที่เป็นกัมมันตรังสี พวกเธอยังคิดว่าเกาะ BPI นี้จะยังเป็นเกาะปกติอยู่อีกเหรอ? อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละแม้แต่พวกเราเองก็อาจตายได้ทุกวินาที!"คำพูดข่มขู่ไม่พูดเลยซะยังดีกว่า แต่เบอร์แบโต้ก็ต้องเอ่ยออกมาเพื่อเตือนให้ลูกศิษย์ได้ระมัดระวังตัว.มีตึกอาคารตั้งตระหง่านอยู่เยอะเกินไป สภาพพวกมันดูกึ่งเก่ากึ่งใหม่แล้วก็อุดมไปด้วยมุมยิงหากมีคนคิดจะซุ่ม เดชะบุญที่ก่อนหน้านี้ได้วิสุงวิสุงแปลงร่างเป็นนกพิราบและออกบินสำรวจจนทั่วพื้นที่ นั่นทำให้ทั้งตี้ค่อนข้างมั่นใจ เจ้าตัวเองก็พยักหน้าให้อุปมาว
เกิดเป็นภาพของการรวมตัวพร้อมหน้าของทีมเบอร์แบโต้อีกครั้ง หลังผ่านเรื่องร้ายเฉียดตายกันมาก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแน่นแฟ้นมากขึ้น ความสัมพันธ์ของครูลูกศิษย์กลมเกลียวเป็นหนึ่ง จนส่งผลให้ภารกิจในการล่าลูกแก้วจากทีมอื่นเอามาเป็นของตัวเองดูจะเข้มข้น! ทั้งตี้ยังคงยืนกรานว่าจะไม่ปีนภูเขา พวกเขาจะไม่ใช้โควต้าเข้าเส้นชัยเพื่อรับพรหนึ่งข้อตามกติกา Survivor แต่จะแย่งลูกแก้วให้มากที่สุดและขจัดคู่แข่งทิ้งให้สิ้นซากเพื่อที่จะเป็นผู้ชนะ.มะยังภันเตที่เพิ่งกลายร่างคืนจากการเป็นต้นไม้จึงพูดขึ้น."นี่เราจะไปกันเลยเหรอครับครู เราจะไม่ลองพลังของลูกแก้วที่เหลืออีกลูกหนึ่งก่อนเหรอครับ? คือผมก็แค่สงสัยว่าทำไมเราถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการทดสอบขุมกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดก่อน ที่จริงเราก็ไม่ได้รีบอะไรเลยนี่นา?"เด็กน้อยวัย 9 ขวบมุ่ยหน้ามองบนใส่ ตัวเขายังคงควันขึ้นโขมงพลางหลุบสายตาไปที่ลูกแก้วสีเงินที่อยู่ในมือเบอร์แบโต้."เอาน่า.. นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราหรือครูจะตัดสินใจ โควต้านี้ต้องตกเป็นของวิสุงวิสุงเขา ถ้าเขาไม่อยากลองเราก็ไปว่าเขาไม่ได้หรอก แต่ก่อนอื่นนายน่ะถอดลูกแก้วสีครามออกมาแล้วใช่ไหม? ส่งมานี่ฉันจะใส่มันไว้ที
"โอ้โห! อิติภิโสภัคคะวา อรหังสัมมา! มันอะไรกันครับเนี่ยะคุณครู! สาย LAN ที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ไอทีระรานตาเต็มไปหมดเลย มะยังภันเตไอ้เจ้าคุณปู่ต้นไม้!"วิสุงวิสุงถึงกับถอยร่นเข้ามาซุกหลังเบอร์แบโต้ นาทีนี้เขาเห็นเพื่อนในร่างพฤกษาเป็นภัยคุกคามไปแล้ว แต่ครานั้นก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าพลังของลูกแก้วสีครามจะทำอะไรได้บ้าง นอกจากปลอยสาย LAN กับหัวแจ็คออกมาเป็นหมื่น ๆ เส้น."อย่าดันครูสิไอ้หนู! ครูเองก็ไม่รู้แล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก! นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ครูจะทำอะไรได้ เอาเป็นว่าพวกเราควรจะถอยขึ้นไปให้อยู่บนเนินที่สูงกว่านี้ ต้องอยู่ห่างจากดินกัมมันตรังสีนี้สักหน่อย! , ไป! , เร็ว! , ถอย!"ฉับพลันร่างหนาของครูผิวสีก็จับมือลูกศิษย์กระเถิบหนีขึ้นไปยังจุดที่ปลอดภัยขึ้น เป็นความจริงที่การแปลงร่างเป็นต้นไม้ของมะยังภันเตนั้นกินพื้นที่เป็นวงกว้าง รากในส่วนฐานล่างชอนไชมั่วซั่วไปหมด และในเมื่อพื้นดินเป็นกากกัมมันตรังสีมันก็เลยค่อนข้างที่จะไม่ปลอดภัยต่อเพื่อนร่วมทีมคนอื่น."ครื้นนน! , ครื้นนน! , ครืดดด! , ครืดดด!"พูดไม่ได้เลยใช้การแกว่งเอนของลำต้นแทน ทว่าดูจากภาษากายแล้วเจตนาของลูกศิษย์ผู้สวมใส่ลูกแก้วส
เสียงร้องคำรามกึกก้องกัมปนาท ตัวก็อตซิลล่าอสูรร้ายจากบรรพกาลสะบัดคอปล่อยลำแสงแยงแผ่นฟ้า เนื้อตัวของอิมานิยังคงเป็นสีเขียวหยก แต่ทว่ากลับเป็นอะไหล่ต่อพ่วงนี่สิที่ได้รับอานิสงส์ของลูกแก้วสีเทาลูกใหม่ไปเต็ม ๆ ก็เลยเกิดเป็นภาพของก็อตซิลล่าสวมเกราะเหล็กที่ดูเท่โคตร ๆ สยายปีกทีฝุ่นกัมมันตรังสีนี่ฟุ้งตีเป็นพายุ! จนแทบจะกลายเป็นฆาตกรรมอำพรางก่อเซลล์มะเร็งใส่เพื่อนตัวเองไป."เฮ้! อิมานิลองยิงมิดไซส์ดูสักลูกได้ไหม! ลองปล่อยจรวดออกมาให้พวกเราดูหน่อย!"เสียงครูเบอร์แบโต้ป้องปากตะโกนอยู่เบื้องล่าง เขาเองก็อยู่ในภาพลักษณ์ซุกซนไม่ต่างจากเด็ก ๆ ในจิตใต้สำนึกคงคิดว่าตนเองกำลังเล่นหุ่นยนต์ประกอบร่างอยู่กระมัง ถึงได้หลับตาแผดเสียงฝ่ากระแสกากยูเรเนี่ยมออกมา."โคร่งงงงงง! , กรรรร! , กรรรร!"คำรามตอบรับเหมือนจะรู้ความ."ฉึกฉัก! , ฉึกฉัก! , กึกกัก! , ฟิ้งค์~!"หลังจากนั้นปีกเหล็กไฮคลาสก็สยายกว้างแผ่อานุภาพ เสียงกลไกเอี๊ยดอ๊าดลากยาวคำรามก้อง ระบบแมคคานิคกำลังทำงานพลันเห็นกลไกชิ้นส่วนต่าง ๆ เคลื่อนตัวประสานกันเป็นพลวัต!.ตามติดมาด้วยลำกระบอกมิดไซด์ที่เคลื่อนตัวหมุนหาทิศ มันแหงนเชิดขึ้นสู่เบื้องสูงพลันปล่อย
จบแล้วซึ่งทุกสรรพสิ่งความวอดวายแผ่ซ่านไปทุกพื้นที่ ไส้แตกม้ามกระจายทั้งยังโดนขย้ำด้วยคมเขี้ยวฉีกทึ้ง แม้แต่โต๊ะคอมและอุปกรณ์ PC ก็ยังกระจุยกระจายเกลื่อนกลาด เบอร์แบโต้ยืนมองลูกศิษย์สามคนด้วยแววตาว่างเปล่า เขากำลังอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์ตอนนี้ยังไง สัตว์ก็ยังเป็นสัตว์! และเพราะแปลงร่างเป็นเดรัจฉานพวกเด็ก ๆ จึงดูโหดร้ายจนน่าสยดสยอง!."ง่ำ! , ง่ำ! , ง่ำ! , ง่ำ! , ง่ำ! ""กรรรร! , กรรรร! , กรรรร!"ถ่างขากรรไกรงับร่างอันไร้วิญญาณสะบัด ๆ พลันขบกระชากอีกเป็นร้อย ๆ ครั้ง จนร่างของศัตรูวัยเดียวกันขาดเป็นหลายส่วน!.ณ ตอนนี้เบอร์แบโต้แยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนเป็นศพเด็กหรือศพครู เศษชิ้นส่วนมันเละเทะผสมปนเปกันไปหมด สิ่งดีอย่างเดียวของเรื่องนี้คือหลังผ่านไปสักระยะ ร่างสรรพสัตว์สีมรกตทั้งสามก็เริ่มปล่อยควันออกมา! ลักษณะมันคล้ายกับไอน้ำและยิ่งจำนวนกลุ่มควันดังกล่าวมีมากเท่าไหร่ ร่างปุยขนสีมัทฉะใหญ่ยักษ์ก็จะเล็กลงเรื่อย ๆ ตามเป็นเงาตามตัว."เฮ้อ..อ..อ..อย่างน้อยก็ยังกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เองล่ะนะ! ไม่หันมาแว้งกัดเราก็ถือว่าดีถมเถ! แต่จะดีกว่านี้มากถ้าพวกนายไม่เขมือบล
"โครมมมม! , โครมมมม! , โครมมมม!"เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด เสียงระเบิดแผ่นดินสั่นไหวแม้แต่กระแสไฟจากเครื่องไดนาโมก็พัวพันแผ่อำนาจการทำลายล้างไปทั่ว.โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เบอร์แบโต้สนใจกลับไม่ใช่ผลลัพธ์จากการฆ่าเด็กของทีมฝ่ายตรงข้าม หากแต่เป็นการถล่มทอดตัวทางข้างและการกระเด็นกระดอนของแผ่นปูนซีเมนต์ ที่พังลงมาเป็นแนวสำหรับให้ย่างเหยียบซะมากกว่า."ได้การณ์ล่ะทีนี้! ฟลุ๊คชิบเป๋งแต่ก็เอาเถอะ! ทีนี้ก็เหลือแค่ไอ้ไซบอร์กตัวตรงกลางแล้ว! ไอ้หมอนี่มันอยู่บนเนินดินตรงหน้าเรานี่เอง แถมแผ่นปูนพวกนี้ก็ปูทางเป็นแนวให้เราได้วางเท้าโดยไม่โดนกากกัมมันตรังสีพอดี , งั้นก็ลุยแม่งเล๊ยยย!"."แกร๊กกก..ก..ก..ก..ก! , ครืดดดด!".ขณะจ้วงเท้ากระโดดย่ำเหยียบสิ่งกีดขวางไป หน้าจอมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First Person) ก็ถูกเปิดใช้งานไปพลางด้วย แล้วเบอร์แบโต้ก็เลือกใช้งานในสิ่งที่คนอ่านท่านไหนก็คงไม่คาดคิด อย่างการเปิดโหมดสลับด้านมอเตอร์พัดลม! เพื่อเปลี่ยนลม Drain ให้กลายเป็นลมเป่า!."ฟู่~! , ฟู่~! , ฟู่~!".ซึ่งไอ้สิ่งที่เป่าก็ไม่ใช่การเป่าลงพื้นเพื่อให้ตัวเองลอยละล่องอย่างไร้จุดหมายเหมือนครั้งโน้น หากแต่เป็นกา
"หืม..ม..ม.. ที่นี่ที่ไหนกัน..? มันเกิดอะไรขึ้น..?"นอกจากจะสร้างปัญหาแล้ว รุ่นพี่อย่างอันธการยังเสร่อลืมตาตื่นขึ้นเป็นคนสุดท้าย."อ๊ะ! ลูกแก้วเงา ล่ะ? ภาพสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะตัดไป เหมือนมันพยายามจะพูดกับเรา?""โอ๊ย!.. ปวดหัวอ่ะ.. อื้อ..อ..อ.. เจ็บจี๊ดเลย!".ร่างวิญญาณกระพริบวูบไหวทันทีที่ก้ม
เก็บยางลบกับพู่กันยัดใส่แก้มก้นหลังจัดแจงทุกอย่างแล้วเสร็จ ชั่วเสี้ยวอึดใจแม้แต่เศษขุยของมันก็ไม่หลงเหลือ สกายด์หายไปจากจอประสาทตาไปเป็นที่เรียบร้อย กายเนื้อของเขากลมกลืนซีดเผือดไปกับสภาพแวดล้อม ประหนึ่งกิ้งก่าสลาแมนเดอร์ที่พรางตัวอยู่กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่."แจ๋วไปเลยครับครู ถ้าได้แบบนี้ผมเข้าถ
สำเนียงเสียงเลือดหยดเบาดุจเข็มหล่น จังหวะการหยดแหมะของมันสอดคล้องกันกับการสำลอกของเรนโบว์ทีมีอยู่ต่อเนื่อง และนั่นเองที่ทำให้พวกพี่ ๆ หันหลังกลับมามอง สกายด์กับอันธการทั้งช็อคและตกใจ! ภาพของครูผู้เป็นดั่งพ่อแม่ทำกับน้องสาวคนสุดท้องช่างเป็นอะไรที่กรีดแทงความรู้สึก มันจุกอยู่ในอกครั้นจะพูดหรือซักถามเ
การเรียนการสอนดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีครูติช่าเป็นผู้ให้คำอธิบายแก่เด็ก ๆ พร้อมกับภาพตัวอย่างประกอบเวอร์ชั่นหุ่นโชว์สามมิติ ที่จัดแสดงไว้ในตู้กระจกชั้นล่างของตึก."comfort woman คือสิ่งที่หทารญี่ปุ่นทำกับสตรีชาวเกาหลี พวกเขาจะทำการจัดทำโรงนอนขึ้นมาไว้ในค่ายทหาร หลังจากนั้นก็จะจับผู้หญิงที่เ







