ログインบทที่2 มาเยี่ยม
ภายในบ้านหรูสีขาวครีม ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์และกลิ่นดอกลิลลี่ขาวที่แต่งแจกันกลางโต๊ะอาหาร ลอยอวลทั่วห้องรับประทานอาหารกลางวัน รินในชุดเดรสสีอ่อนเรียบง่ายกำลังนั่งเรียบร้อยบนเก้าอี้ริมโต๊ะ สองมือประสานกันบนตักอย่างสงบเสงี่ยม เสียงหัวเราะค่อย ๆ ดังขึ้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของคิงส์เดินเข้ามาพร้อมถุงของฝากเต็มมือ ทำเอาแม่บ้านทั้งสี่คนที่อยู่ในบ้านตกใจแทบสะดุ้งรีบโค้งหัวทักทาย “คุณพ่อคุณแม่มา รีบจัดชาเลยนะค่ะแม่บ้าน!” “โอ๊ย ไม่ต้องลำบากหรอกลูก เราแค่อยากมาเยี่ยมน้องรินเฉยๆ เห็นว่าป่วยเหรอลูก” เสียงของคุณแม่อบอุ่นเหมือนผ้าห่มในฤดูหนาว เธอเดินเข้ามานั่งข้างรินด้วยรอยยิ้มกว้าง มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบผมเธออย่างแผ่วเบา “ลูกดูดีสวยขึ้นมากเลยจ้ะ แม่เป็นห่วงตั้งแต่ได้ข่าวว่ามีไข้” รินพยักหน้าเบาๆ พลางพยายามฝืนยิ้ม แม้ในใจจะยังรู้สึกหน่วงๆ กับความจริงที่ไม่มีใครรู้ “รินขอโทษที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับค่ะ… ยังเพลียนิดหน่อยค่ะ แต่ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ” คุณพ่อที่เพิ่งวางของฝากเสร็จ เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามเธอ พร้อมหยิบผลไม้ออกมาปอกเองอย่างอารมณ์ดี “ไม่เป็นไรลูก แข็งแรงขึ้นก็ดีแล้วลูก! หายไวๆ นะ พ่ออยากเห็นรินกับคิงส์วิ่งเล่นกับหลานในบ้านหลังนี้เร็วๆ” คำพูดนั้นทำเอารินชะงักเล็กน้อย มือที่วางอยู่บนตักเธอเกร็งแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอได้ยินแม่บ้านคนหนึ่งเผลอหัวเราะคิกคักเบา ๆ ก่อนรีบกลั้นไว้เมื่อเห็นสายตาเธอหรี่ลงนิด ๆ คุณแม่หันไปมองคุณพ่อแล้วก็หัวเราะอย่างมีความสุข “คุณก็พูดไปเรื่อย น้องรินเขายังไม่หายดีเลยนะคะ แล้วเจ้าคิงส์นั่นก็ชอบหนีไปทำงาน ปล่อยให้ลูกสะใภ้อยู่บ้านคนเดียวแบบนี้ได้ยังไง” รินยิ้มเจื่อน ๆ พูดเบา ๆ “พี่คิงส์...เขาคงยุ่งค่ะ ช่วงนี้มีงานเยอะ” คุณแม่ถอนหายใจพลางวางมือทับลงบนมือของริน “แม่เข้าใจจ้ะ แต่ถ้ารินเหงา หรือไม่สบายใจอะไร ก็บอกแม่กับพ่อได้เสมอนะลูก ไม่ต้องเกรงใจเลยนะ หนูก็เป็นลูกของพ่อกับแม่เหมือนกัน” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และนั่นทำให้ริมตาของรินร้อนวูบขึ้นมาทันที เธอก้มหน้าเล็กน้อย กลัวว่าใครจะเห็นน้ำตาที่พร้อมจะไหลออกมาทุกวินาที “ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ…” แม่บ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาเสิร์ฟของหวาน พร้อมกับยิ้มให้รินอย่างให้กำลังใจเล็ก ๆ “คุณคิงส์ให้สั่งของหวานเจ้านี้มาตั้งแต่เช้าเลยนะคะ เห็นว่าคุณรินชอบข้าวเหนียวมะม่วง” รินชะงัก เธอไม่ได้บอกคิงส์เลยว่าเธอชอบของหวานแบบนี้... หรือว่าคงเป็นพ่อกับแม่ของเธอที่บอกเขา? คุณพ่อหัวเราะเสียงทุ้ม “นั่นไง! นึกว่าจะไม่มีมุมใส่ใจภรรยาเลยซะแล้ว” คุณแม่หัวเราะเบา ๆ “อย่างน้อยก็มีบ้างละนะ ถึงจะไม่พูดก็เถอะ ผู้ชายพวกนี้ ชอบแกล้งนิ่งๆ กันทั้งนั้น…” บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง รินเริ่มยิ้มได้บ้าง แม้จะยังรู้สึกแปลก ๆ ในใจ แต่เสียงหัวเราะของคุณพ่อคุณแม่มันช่วยให้เธออุ่นขึ้นนิดหนึ่ง “ว่าแต่รินจ๊ะ...” คุณแม่เริ่มต้นคำถามอย่างระมัดระวัง “มีอะไรอยากบอกแม่มั้ย...เรื่อง...ลูกน่ะ” รินเบิกตากว้างเล็กน้อย ใบหน้าเธอแดงขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แล้วเธอก็รีบก้มหน้าหลบ “ละ...ลูกเหรอคะ...?” เสียงเธอสั่นเบา ๆ “ยังค่ะ... ยังเร็วไปมั้ยคะ” คุณพ่อหัวเราะลั่นอย่างชอบใจ “เร็วอะไรล่ะ! โตขนาดนี้แล้ว อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน จะช้าได้ยังไง!” คุณแม่หัวเราะตาม แต่อ่อนโยนกว่า “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แค่ถามเฉยๆ ถ้ามีจริงๆ แม่จะดีใจมากเลยนะ... แม่รู้ว่ามันอาจจะเร็วไป แต่แม่ก็อดคาดหวังไม่ได้” รินหลบสายตาทั้งสองท่าน ริมฝีปากเธอสั่นนิดๆ ขณะตอบเบาๆ “ริน...จะพยายามค่ะ…” แววตาคุณแม่อ่อนลง ยื่นมือมาลูบหลังมือรินเบา ๆ “แม่ไม่ได้หมายความว่าต้องรีบหรอกนะลูก แค่...อยากให้เรารักกันจริงๆ อย่าให้เป็นแค่ในนาม” คำว่า “แค่ในนาม” มันทิ่มแทงใจเธออย่างแรง เธอรู้ว่าในตอนนี้ เธอกับคิงส์คือแค่นั้นจริง ๆ หลังมื้ออาหารจบลง รินเดินไปส่งคุณพ่อคุณแม่หน้าบ้าน ท่านทั้งสองหอมแก้มเธอเบาๆ ก่อนขึ้นรถ “พักผ่อนเยอะ ๆ นะลูก ถ้าคิงส์มันทำอะไรไม่ดี บอกพ่อเลย!” คุณแม่ตบแขนคุณพ่อเบา ๆ แต่อย่างน้อย รอยยิ้มของท่านก็ส่งพลังให้เธอได้ลุกจากโซฟาอีกวัน ประตูหน้าบ้านปิดลงอย่างเงียบงัน รินยืนอยู่คนเดียวตรงโถงทางเข้า เธอเงยหน้ามองบันไดที่นำไปสู่ห้องนอนกว้างด้านบน ห้องหอที่เธอไม่เคยได้นอนจริง ๆ อย่าง “เมีย” เธอหลุบตามองพื้น ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันกลับไปที่ครัว ช่วยแม่บ้านเก็บจานแทนที่จะกลับไปนอน ..... และในห้องทำงานหรูบนตึกสูงกลางกรุงเทพฯ ราชันย์ อัครเวทิน ชายหนุ่มเจ้าของธนาคารไทยแบงค์ กำลังยืนกอดอก มองโทรศัพท์เครื่องหรูในมือ เขาเพิ่งเห็นรูปจากกล้องวงจรปิดที่เพิ่งส่งเข้ามาในมือถือ...ภาพนั้นแสดงให้เห็นรินที่กำลังยิ้ม หัวเราะ กับแม่ของเขาในโต๊ะอาหารและไม่นานเขาก็กลับมาถึงบ้าน เสียงเปิดประตูหน้าบ้านดังเบา ๆ ตามมาด้วยเสียงรองเท้าหนังสัมผัสพื้นหินอ่อนหรูจังหวะหนักแน่น ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม เดินเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเฉพาะตัวที่ลอยตามลมเย็นของเครื่องปรับอากาศ ราชันย์ อัครเวทิน ถอดเสื้อสูทพาดไว้บนพนักโซฟา เดินผ่านโถงบ้านอย่างเงียบเชียบ เขาไม่เห็นแม่บ้านคนไหนเลยในตอนนั้น สายตาคมกวาดมองรอบบ้าน จนหยุดอยู่ตรงร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนโซฟา รินหลับสนิท หรือ แกล้งหลับ ร่างบางห่มผ้าบาง ๆ ครึ่งตัว ใบหน้าซีดเล็กน้อย แก้มแดงระเรื่อเหมือนคนที่ยังไม่ฟื้นดีจากไข้ คิงส์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้ามาใกล้ “หายดีแล้วไม่ใช่รึไง...” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ แต่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน มือเรียวยาวเอื้อมช้าๆ ไปแตะแผ่วที่หน้าผากของเธอ ปลายนิ้วสัมผัสผิวเนียนร้อนวูบเล็กน้อย ทำให้เขาขมวดคิ้วนิด ๆ “ยังอุ่นอยู่... นี่จะซมอีกนานไหม...” เสียงของเขานิ่ง เรียบ เย็นเหมือนทุกครั้ง แต่ปลายนิ้วนั้นกลับยังไม่ขยับจากหน้าผากเธอ อยู่ดี ๆ เขาก็รู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองช้าลง... เงียบเกินไป ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงยืนอยู่ตรงนี้ นานขนาดนี้ รินยังคงหลับตา ไม่ขยับแม้แต่นิด คิงส์ชักมือกลับช้าๆ สะบัดเล็กน้อยเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป “บ้าเอ๊ย...” เขาสบถเสียงต่ำในลำคอ ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินขึ้นบันได...แต่เขากลับหยุดเดินอีกครั้งเหลือบตามองโซฟาอย่างลังเล “ทำไมไม่หายสักที” น้ำเสียงเขายังคงเย็นชา แต่แววตานั้นกลับไม่เด็ดขาดเหมือนทุกครั้ง เขากลับลงมา เดินไปหยิบผ้าห่มผืนหนากว่า แล้วกลับมาคลี่ห่มให้ริน คลุมจนถึงปลายเท้า ก้มลงเช็กว่าเธอขยับมั้ย ไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยา เขานั่งลงข้างโซฟาในเงามืด ดวงตาคมนิ่งจ้องใบหน้าเธออยู่นาน เหมือนจะมองหาอะไรบางอย่าง... หรืออาจจะกำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเอง มือของเขายกขึ้น... แต่หยุดไว้กลางอากาศก่อนจะสัมผัสผมเธอ แล้วถอนหายใจเงียบ ๆ เหมือนรู้ตัวอีกครั้งว่า ไม่ควร เขาลุกขึ้น เดินหันหลังกลับโดยไม่หันมาอีก และในความเงียบของห้องรับแขกริมฝีปากของรินที่แสร้งหลับอยู่ ขยับเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ แม้จะไม่มีคำพูดใดแต่น้ำตาหยดหนึ่ง... ก็ไหลลงข้างแก้ม ...... แสงไฟส้มอ่อน ๆ จากโคมระย้าหรูส่องลงบนโต๊ะอาหารยาวในห้องทานข้าว กลิ่นซุปหอมลอยฟุ้งไปทั่วห้อง รินนั่งเรียบร้อยอยู่ฝั่งซ้ายของโต๊ะ ยิ้มบาง ๆ กับแม่บ้านที่ยกอาหารมาเสิร์ฟ คืนนี้เธอเลือกใส่เสื้อเชิ้ตคอวีสีขาวเรียบ แต่เนื้อผ้าบางจนเห็นเงาสายเสื้อชั้นในด้านในเล็กน้อย กางเกงขาสั้นเหนือเข่าขึ้นมาหลายนิ้ว ดูสบาย ๆ เหมือนชุดอยู่บ้านทั่วไป แต่ในสายตาผู้ชายที่เอาแต่ควบคุมทุกอย่างอย่างคิงส์ มันคือ "ของต้องห้าม" เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากบันได ก่อนจะปรากฏร่างของคิงส์ในชุดเสื้อเชิ้ตดำ พับแขนขึ้นเล็กน้อย เขาหยุดชะงักทันทีที่สายตาเจอร่างของเธอดวงตาคมตวัดขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากเม้มแน่น “นี่มันอะไรกัน?” เสียงของเขาเย็นเฉียบ หยุดนิ่งราวกับพายุลูกหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นตรงหน้าริน รินเงยหน้ามอง ยิ้มบาง “พี่พูดถึงอะไรค่ะ...พี่จะทานข้าวหรือยัง—” “ไปเปลี่ยน” คำสั่งดังขึ้น ชัดเจน ไม่มีความลังเล รินนิ่ง “พี่หมายถึง? ก็อยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหน...แค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น” เสียงของเธออ่อนลงเล็กน้อย แต่แฝงความกล้า คิงส์ก้าวเข้าใกล้ ดวงตานั่นมืดลงชัด “ฉันบอกให้ไปเปลี่ยน” “คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่ง... ฉันไม่ใช่เด็ก—” พรึ่บ!! แคว๊กก! เสียงผ้าขาดดังสะเทือนใจ มือใหญ่คว้าชายเสื้อเธอแล้วกระชากในเสี้ยววินาที เสื้อที่บางอยู่แล้ว ขาดออกจากกันทันที เหลือเพียงเสื้อชั้นในที่โผล่ออกมาใต้แสงไฟ รินผงะ ร้องตกใจ มือรีบดึงเสื้อที่เหลืออยู่มาปิดตัว น้ำตาเริ่มคลอ “อย่าขัดคำสั่งฉันอีก เข้าใจไหม?” เสียงของคิงส์แข็งกร้าว หน้าตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็น รินสะอื้นน้ำตาไหล พึมพำเบา ๆ “...ใจร้าย...” เธอวิ่งออกจากห้องอาหารทันที มือปิดหน้าอก น้ำตาหยดใสๆ ทิ้งร่องรอยไว้กับพื้น ข้าวมื้อเย็นที่ดูเหมือนจะอบอุ่น กลับกลายเป็นความเงียบแช่แข็งที่ปกคลุมทั่วห้อง แม่บ้านทุกคนชะงัก ไม่มีใครกล้าขยับ คิงส์ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือที่เพิ่งกระชากเสื้อรินข้างเมื่อครู่ กำแน่นอยู่ข้างลำตัว...เขาไม่ได้รู้สึกสะใจเลยสักนิด มีเพียงความหงุดหงิดบางอย่าง ที่อธิบายไม่ได้ เหมือนตัวเขาเอง... ก็เกลียดสิ่งที่เพิ่งทำลงไป เสียงส้อมกระทบจานกระเบื้องหรูแผ่วเบา แสงจากโคมไฟระย้าสะท้อนเงาของชายหนุ่มที่นั่งเพียงลำพัง กลางโต๊ะอาหารยาวเหยียด คิงส์นั่งนิ่ง มือคีบเนื้อปลาเข้าไปในปากอย่างไร้อารมณ์ แต่แค่คำที่สอง… เขาก็วางส้อมลง ริมฝีปากขยับเบา ๆ ราวกับจะสบถมือเรียวยกแก้วน้ำขึ้นจิบเร็วๆ หนึ่งอึก “หงุดหงิด...” เสียงพร่าต่ำลอดออกมา เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที ฝีเท้าหนักกระแทกกับพื้นหินอ่อนเดินตรงไปยังบันไดหยุดยืนหน้าห้องนอนที่ปิดสนิท มือยกขึ้น เคาะแรง ๆ สองครั้ง “ริน” เงียบ… “เปิดประตู” ยังคงไม่มีเสียงตอบ คิ้วเข้มขมวดแน่น เขาหมุนลูกบิด ไม่ได้ล็อก ภายในห้องนอน รินนั่งหันหลังอยู่บนโซฟา ชุดยังเป็นตัวเดิม มือกอดอกแน่น ดวงตาบวมแดง เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด แต่ไม่หันกลับ คิงส์เดินเข้ามาช้า ๆ เสียงเย็นแต่ห้วน “มาทานข้าว” “ไม่หิว” เสียงเบาๆ แต่แน่วแน่ “ฉันบอกให้ไปกินข้าว” เขาเริ่มขมวดคิ้ว น้ำเสียงกดต่ำ “แล้วฉันก็ ‘บอก’ ว่าฉันไม่หิว” เธอหันกลับมาในที่สุด ดวงตาแดงกล่ำ แต่เต็มไปด้วยความเด็ดขาด คิงส์เดินมาหยุดตรงหน้า พูดช้า ๆ ชัด ๆ “อย่าลองดีกับฉัน ริน อย่าลืมว่าเธออยู่ในบ้านฉันเพราะอะไร” “ใช่ค่ะ เพราะข้อตกลง เพราะพ่อแม่ เพราะธนาคารใช่มั้ย?” “งั้นพี่ก็หย่ากับรินสิ ไหนๆ พ่อพี่ก็โอนทุกอย่างให้หมดแล้วพี่จะแคร์อะไร หย่ากับรินให้มันจบๆ ไป” รินหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ใช่เสียงขำ แต่เป็นเสียงประชด... ปนเจ็บ เธอลุกขึ้นยืนตรงหน้าเขา ตัวสั่นเทา แต่แววตากลับไม่หวาดกลัว “แต่ต่อให้รินอยู่ที่นี่เพราะอะไร... รินก็ยังเป็น ‘คน’ พี่คิงส์ไม่มีสิทธิ์ฉีกเสื้อริน ไม่มีสิทธิ์ตะคอก ไม่มีสิทธิ์จะปฏิบัติกับรินเหมือนรินไม่ใช่คน!” เสียงสุดท้ายนั้นดังจนสะท้อนในห้องเงียบ คิงส์นิ่ง ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยไม่ใช่เพราะคำพูดนั้นแรง... แต่เพราะมัน แทงใจ “พี่คิดว่ารินไม่มีหัวใจหรือไง? พี่เคยหันมามองมั้ย ว่ารินพยายามเข้าหายังไง พี่ทำเหมือนรินเป็นอากาศ เป็นภาระ เป็นเครื่องมือ” “...” น้ำตาเธอเริ่มไหลอีกครั้ง “รินไม่ได้ขอให้พี่รัก รินรู้ดีว่าเราไม่ได้รักกัน แต่รินไม่สมควรถูกทำร้าย ไม่ว่าจะทางกาย หรือ...ทางคำพูดแบบนั้น” เสียงเงียบลง... เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบของทั้งคู่ คิงส์ยืนนิ่งไม่ขยับ ไม่พูด ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปแล้ว แววตาของเขา...สับสน ลึกลงไปจนถึงข้างใน ไม่มีใครเคยพูดแบบนี้กับเขา ไม่มีใคร “กล้า” ยืนต่อหน้าเขา แล้วตวาดด้วยน้ำตาแบบนี้มาก่อน และที่แปลกที่สุด...เขาไม่สามารถพูดอะไรกลับไปได้เลย “ถ้าไม่อยากเห็นหน้า ก็ไม่ต้องเข้ามาในห้องค่ะ หรือจะให้นอนแยกห้องก็ได้ อยากเอาก็ค่อยเรียกมาเอา” เสียงสุดท้ายของริน...แผ่วลง เธอหันหลังให้เขา แล้วนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง เอาผ้าห่มคลุมตัวทันที คิงส์ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกสักพัก ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้อง ปิดประตูลงเบา ๆ เสียงฝีเท้าเขาไกลออกไปทีละน้อย ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวที่ร้องไห้สะอื้นเงียบ ๆ ในห้องนอน และชายหนุ่มคนหนึ่ง... ที่เพิ่งรู้ตัวว่า "เธอมีผลต่อใจเขามากกว่าที่คิด"บทที่46 ตอนพิเศษ2 NCแม้แดดในอาวีญงจะร้อนอบอ้าวในบางจุด แต่ลมเย็นจากแม่น้ำโรนที่ไหลเลียบเมืองเก่า ทำให้สายนี้ดูสดใสกว่าทุกวัน รินที่อุ้มกล้องขึ้นบ่าตัวเองอย่างคล่องแคล่วกำลังเดินอยู่บนสะพาน Pont Saint-Bénézet หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า “สะพานอาวีญง” พร้อมเจ้าตัวเล็กฝาแฝดที่อยู่ในรถเข็นคู่กัน สีหน้าตื่นตาตื่นใจมองซ้ายขวาตลอดเวลา“ป๊าาา! ปลาาาา!”เสียงแฝดน้อยคนโตส่งเสียงใส ขณะที่ชี้นิ้วไปทางแม่น้ำเบื้องล่าง คิงส์เดินอยู่ข้างๆก้มลงมองลูกแล้วยิ้ม“เห็นปลาเหรอลูก”ส่วนริน... ไม่แม้แต่จะหันมอง เพราะเธอกำลังหมุนกล้องหามุม แสงย้อน เงาตก กระจกสะท้อน ครบทุกเทคนิค“ริน... เมมเต็มยังอะ กล้องน่ะ?” คิงส์ยิ้มกวนๆ เอามือดันหลังเธอเบาๆ“ยัง! กล้องนี้ 1TB เลยนะพี่! ยังไม่เต็มง่ายๆหรอก” เธอพูดพลางหันมายิ้มตาเป็นประกาย แล้วก็ก้มลงถ่ายลูกชายต่อ “ป๊าอุ้มลูกหน่อย อยากได้ภาพที่เห็นสะพานกับสองแสบข้างหน้า”“แสบเหรอเรา” คิงส์อุ้มลูกขึ้นสองข้าง “ถ้างั้นแสบสองชั้นเลยนะ ลูกใครวะเนี่ย หน้าเหมือนพ่อด้วยแฮะ”รินหัวเราะ ก่อนจะยกกล้องขึ้นมาอีกครั้ง แล้วคลิก... คลิก... คลิก… ไม่หยุดหลังจากเดินเที่ยวรอบเมืองเก่า ชมกำแ
บทที่45 ตอนพิเศษพระอาทิตย์เพิ่งลาลับฟ้าไปไม่นาน เมื่อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ “ราชันย์ อัครเวทิน” ล้อหมุนออกจากรันเวย์เป็นเส้นทางมุ่งหน้าสู่ปลายทางในฝันของภรรยาสุดที่รัก ปารีส ประเทศฝรั่งเศสในห้องโดยสารสุดหรูที่ตกแต่งด้วยสีครีมทองแบบคลาสสิก พร้อมเตียงนุ่มๆ และโซฟากว้าง มีเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อยสองคนดังไม่ขาดช่วง“คิริน นั่นอะไรอะลูก?”รินถามเบาๆ พลางชี้ไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ของเครื่องบินที่เห็นเพียงทะเลและดวงดาวในยามค่ำคืน“...มืด!”คิรินตอบเสียงแหลม“มืดดดด~” ไคล์พูดตามแล้วหัวเราะออกมาคิงส์หัวเราะเบาๆ พลางหันไปบอกภรรยาที่ตอนนี้นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างลูก“รินอยากไปปารีสไม่ใช่เหรอ พี่ไม่เคยเห็นรินอยากไปที่ไหนขนาดนี้เลยนะ...”รินหันมามองเขาพร้อมยิ้มกว้างในแววตาวิบวับเหมือนเด็กได้ของขวัญ“รินเคยฝันไว้มาตั้งแต่สมัยเรียนค่ะ ว่าอยากมานั่งกินครัวซองต์ริมแม่น้ำแซน อยากเห็นหอไอเฟลด้วยตาตัวเอง แล้วก็...ถ้าได้มาพร้อมครอบครัว มันคงเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตเลย”คิงส์มองเธอนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมไปจับมือนุ่มของเธอมากุมไว้แน่น“งั้นทริปนี้ ทำให้เป็นที่พิเศษสุดเลยนะครับ... ไม่ใช่แค่
บทที่44 จบNC“พี่คิงส์…”“หืม?”รินถอนหายใจเบาๆ ขณะนั่งอยู่ปลายเตียง พูดกับคิงส์ที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดสบายๆ“รินว่าจะหาพี่เลี้ยงเพิ่มอีกคนค่ะ… เด็กแฝดเริ่มซนมากขึ้นทุกวัน พี่ๆ สามคนก็เหนื่อยกันน่าดู”คิงส์ที่กำลังนั่งพิงหัวเตียง หันมามองเธอด้วยสายตานิ่งๆ แต่เต็มไปด้วยความสนใจ ก่อนจะถามกลับเสียงทุ้ม“แค่พี่เลี้ยงเพิ่มเหรอ? ไม่มีอะไรอยากเพิ่มอีกแล้วเหรอครับ?”รินเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วเงยหน้าสบตาเขา“…รินอยากมีลูกอีกค่ะ”คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้หัวใจของราชันย์เต้นแรงขึ้นทันที เขาไม่พูดอะไรต่อ แต่ลุกขึ้นมายืนตรงหน้าเธอ ใช้ปลายนิ้วเชยคางภรรยาขึ้นอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเขาหนักแน่น ร้อนแรง และเต็มไปด้วยแรงปรารถนา“พูดเองนะ… งั้นก็อย่ามาห้ามพี่แล้วกัน”ทันทีที่พูดจบ เขาก็โน้มตัวลงจูบริมฝีปากของรินทันที จูบแรกนั้นแผ่วเบาและอ่อนโยน… ก่อนจะกลายเป็นจูบที่ดูดดื่มและดุดันขึ้นทุกวินาที ริมฝีปากของเขาทำงานอย่างแนบแน่น สลับกับเสียงหายใจที่เริ่มหนักและถี่ขึ้นทุกทีมือของคิงส์ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของภรรยา ขณะที่อีกมือหนึ่งเลื่อนมาเกาะเกี่ยวที่เอวบาง ก่อนจะดึงรินเข้ามาแนบชิดกับร่างกายของ
บทที่43 ทำบุญเช้าวันอาทิตย์หลังงานวันเกิดของแฝดได้ไม่นาน…ท้องฟ้าในเช้าวันนั้นใสกว่าทุกวัน รินตื่นเช้ากว่าปกติ ทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งนอนดึกหลังกล่อมเด็กแฝด ร่างบางในชุดเรียบสุภาพยืนเงียบๆ หน้ากระจก ดวงตากลมโตมองสะท้อนเงาตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ กับตัวเอง“วันนี้รินจะพาลูกไปทำบุญให้พ่อกับแม่นะคะ”เสียงกระซิบเบาๆ ที่ไม่มีใครได้ยิน นอกจากตัวเธอเองไม่นานนัก ทั้งครอบครัวก็ออกเดินทาง รินพาคิงส์ ลูกแฝด พี่เลี้ยงทั้งสาม รวมถึงพ่อแม่สามีขึ้นรถไปยังวัดชื่อดังในย่านพระรามเก้า เธอเตรียมของทำบุญมาล่วงหน้าหลายวัน ทั้งของถวายสังฆทาน ชุดผ้าไตร เครื่องอัฐบริขาร รวมไปถึงอาหารเลี้ยงพระและทำทานแก่คนยากไร้ เรียกได้ว่าเป็นงานบุญใหญ่ที่ตั้งใจจัดขึ้นเพียงเพื่อพ่อแม่ของเธอที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อถึงวัด ทุกคนแต่งกายเรียบสุภาพ รินอุ้มคิรินไว้ในอ้อมแขน ส่วนคิงส์ก็อุ้มไคล์เดินเคียงข้างกันเข้าไปในโบสถ์ บรรยากาศเงียบสงบ แสงแดดที่สาดผ่านลายไม้ของหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ภาพภายในโบสถ์ยิ่งดูอบอุ่นศักดิ์สิทธิ์พิธีกรรมเริ่มต้นขึ้น พระสงฆ์เริ่มสวดมนต์ ท่ามกลางเสียงสวด รินก็ยกมือไหว้หลับตานิ่ง กุมมือลูกไว้ทั้งสองข้าง
บทที่42 สองแฝดเช้าแรกของวันเกิดครบรอบ 1 ขวบของแฝดน้อยในบ้านอัครเวทิน เรียกได้ว่าเริ่มต้นด้วยเสียงโหวกเหวกของเหล่าพี่เลี้ยงที่แทบจะวิ่งเป็นลมวนรอบบ้านกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีนัก เพราะแฝดน้อยทั้งสอง ไคล์กับคิริน ดันตื่นเช้ากว่าปกติ แถมยังตื่นมาแบบโหมด “นักสำรวจ” เต็มกำลัง พลังงานทะลุปรอท!“ไม่เอาาา คิริน อย่าดึงผมพี่ไคล์!!” เสียงหวีดเบาๆ ของพี่เลี้ยงคนหนึ่งดังขึ้น ขณะพยายามแยกตัวน้อยที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันตั้งแต่ยังอยู่ในเตียงเด็ก!“แง๊งงงงงงงงง!!” ไคล์ก็ไม่ยอม แถมยังโวยเสียงดังแล้วหยิบตุ๊กตาหมีประจำกอดแน่นพลางชี้หน้าคนน้องอย่างเอาเรื่องคิรินไม่พูดพร่ำทำเพลง อ้าปากจะงับตุ๊กตาพี่ทันที นี่มันศึกย่อมๆ แต่เช้าเลยจ้าพี่เลี้ยงทั้งสามที่เพิ่งจะได้ยกแก้วกาแฟไปครึ่งเดียวพากันวิ่งวุ่นไปรวบตัวแฝดแยกออกจากกัน แล้วจู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากชั้นบน...“เสียงอะไรแต่เช้า หืม?” คิงส์เดินลงบันไดมาพร้อมรอยยิ้มกร้าวใจ หัวฟูหน่อยๆ เพราะเพิ่งตื่น“คุณพ่อขาาาา มาช่วยหน่อยค่า แฝดกำลังเปิดศึก!” พี่เลี้ยงคนหนึ่งตะโกนลั่น“โอเคๆ พ่อมาแล้วครับ ใครแกล้งใครก่อนเนี่ย หื้มม ไคล์? หรือคิริน?”สองแฝดหยุดเลยทันท
บทที่41 ป๊ะป๊า ม๊ะม๊า...แม่เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปบรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของประธานใหญ่ไทยแบงค์ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิมโซฟาตัวใหญ่ในมุมห้องวางเบาะนุ่มสำหรับเจ้าตัวแฝดไว้เรียบร้อย พี่เลี้ยงสองคนกำลังสาละวนกับของเล่น เสียงกุ๊งกิ๊งของโมบายแขวนกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ ดังแทรกเสียงเอกสารพลิกไปมาของคิงส์รินนั่งข้างสามี บนโต๊ะเล็กมีน้ำผลไม้กับขนมสำหรับเธอ และข้าวบดสำหรับลูก ๆ เธอกำลังหยิบช้อนป้อนแฝดคนโตอยู่ ขณะคิงส์อ่านเอกสารสำคัญบนตัก พร้อมๆ กับใช้มือลูบหัวลูกชายคนเล็กที่กำลังนั่งพิงหมอนอย่างสบายใจ“อ้าปากครับ…งั่ม~”รินป้อนข้าวแฝดคนโต ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เมื่อลูกชายอ้าปากรับอย่างว่าง่าย“ดีมากเลยครับคนเก่งของแม่”คิงส์เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ยิ้มมุมปาก“แฝดบ้านนี้กินเก่งเหมือนแม่แหง ๆ เลย”“อ้าว! ใครบอกคะ พี่ต่างหากที่กินเก่งจนลูกซึมซับ”ทันใดนั้นเอง...เสียงแผ่ว ๆ แต่ชัดเจนก็ดังขึ้นมาจากเจ้าตัวเล็กฝั่งซ้ายที่กำลังดูดนิ้วอยู่“ปะ…ป๊า…”รินกับคิงส์หันขวับมองหน้ากันทันที!“เมื่อกี้พี่ได้ยินใช่มั้ยคะ!? ลูกพูดว่า ‘ปะป๊า’ !!” รินเสียงตื่นเต้นจนมือไม้สั่นคิงส์แทบทำเอกสารหล่น รีบยื่นหน้าไปใกล้





![ภรรยา[ไม่]ร้ายของนักแข่ง](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

