Mag-log inกริ๊ง ๆ
หลังจากสัญญาณกริ่งหมดคาบเรียนดังขึ้นหน้าตึกนิติเหล่านักศึกษาก็พากันเดินออกมาจากตัวตึกไม่เว้นแต่กลุ่มหนุ่มหล่อสามคน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างก็แอบมองมาทางกลุ่มนี้กันแทบทุกสายตา นั่นก็เพราะว่าสามหนุ่มนั้นต่างมีหน้าตาหล่อเหลากันจนเลือกไม่ถูกว่าใครหล่อกว่าใคร
“อาจารย์แม่งบ้าฉิบหายเลยว่ะ คิดได้ไงเรียนวันแรกก็ให้พวกเราลองสอบวัดความรู้ซะแล้ว”
“จริงไอ้เหี้ย เข้าห้องสอบมาคำแรกที่พูดเล่นเอาทั้งห้องเงียบไปเลย”
‘วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเราเจอหน้ากัน เพราะงั้นอาจารย์จะขอสอบวัดความรู้พื้นฐานพวกเธอหน่อย’
“แค่นึกถึงคำพูดแรกของอาจารย์ กูก็หนาวสั่นไปทั้งตัวแล้ว ตอนนั้นเล่นเอาขนลุกไปหมดเลย”
“มึงขนลุกแค่ตอนนั้น ส่วนกูนี่ขนลุกตั้งแต่เริ่มยันสอบเสร็จกูยังงงอยู่เลยว่า มันเกิดอะไรขึ้น”
“เออจริง แค่ข้อแรกมากูก็งงจนไปไม่เป็นละ กฎหมายเอกชนกับกฎหมายมหาชนแตกต่างกันยังไง ไอ้สัตว์ กูยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร แล้วจะให้กูอธิบายได้ยังไงวะ”
“พวกมึงก็พูดกันเกินไปเปล่า อาจารย์แค่จะวัดความรู้พื้นฐานเท่านั้นแหละ คะแนนอะไรก็ไม่มี จะซีเรียสกันไปทำไม”
‘คิง’ ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหันไปพูดกับเพื่อนทั้งสองที่กำลังหัวเสียกับเรื่องข้อสอบในคาบ นึกตลกกับการแสดงออกของทั้งคู่ที่ดูจะโอเว่อร์เกินไปมาก เพราะเขานั้นคิดว่าข้อสอบที่อาจารย์นำมาให้ทำนั้นออกจะง่ายไปด้วยซ้ำ
“ค้าบ ๆ มึงก็พูดได้สิไอ้คิง มึงมันเก่งอยู่แล้วนี่ พวกกูจะไปสู้ได้ไง เผลอ ๆ ข้อสอบวันนี้มึงคงทำได้หมดใช่ไหม” ‘เฉิน’ กลอกตามองบนเมื่อได้ยินคำพูดของคนเก่งประจำกลุ่ม ก่อนจะพูดเชิงประชดใส่อีกฝ่าย
“อีซี่ ๆ ไหมวะ ระดับกูทำได้อยู่แล้ว ข้อสอบที่อาจารย์ให้มาง่ายจะตายไป” คิงหลับตายิ้มกรุ้มกริ่ม แบมืออย่างคนมีชัยขณะที่พูด
“ไอ้นี่!” เฉินมุมปากกระตุก อยากจะเข้าไปซัดปากคนตรงหน้าสักป้าบ ถ้าไม่ติดว่ามันคือเพื่อนตัวเองเขาคงทนไม่ไหวกับท่าทางกวนตีนแบบนี้จนเข้าไปต่อยแน่ ๆ
“น่า ๆ มึงก็รู้ว่ามันลูกใคร นั่นมันลูกท่านผู้พิพากษากับอัยการเลยนะมึง ลูกคนธรรมดาแบบเราจะไปสู้มันได้ไงกัน” ‘เชฟ’ กอดไหล่เฉิน พูดปลอบใจเพื่อนสนิทที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ขณะเดียวกันก็พูดเชิงประชดใส่คิงที่ยิ้มหน้าบานอยู่ตรงหน้า
“ค้าบ ๆ คนธรรมดากี่โมงเอ่ย มึงคนหนึ่งก็ลูกเจ้าของบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ของไทย ส่วนมึงก็ลูกเจ้าของร้านอาหารเชนใหญ่มีสาขาทั่วไทยและต่างประเทศ คนธรรมดากันกี่โมงเอ่ย”
คิงทนเห็นเพื่อนเล่นบทคนธรรมดาไม่ไหว ชี้นิ้วไปที่เฉินและเชฟ ชิงเปิดโปงความจริงของครอบครัวทั้งคู่ที่ไม่ธรรมดาเลยสักกะนิด เทียบกันแล้วเขาดูจะธรรมดากว่าพวกมันซะอีกนะ
“พอ ๆ จะมาเทียบกันทำไมว่าใครเป็นคนธรรมดา สัตว์! แก๊งพวกเรามันมีคนธรรมดาด้วยเหรอวะ”
ป๊าบ!
“โอ๊ย! มึงตบกูทำไมเนี่ยไอ้คิง” เฉินลูบหัวตัวเองขึ้นลงด้วยขนาดตัวของมัน แรงที่คิงตบลงบนหัวเขา มันน้อย ๆ ซะที่ไหนกันล่ะ
“มึงก็อย่าเหลิงให้มันมากนักไอ้เฉิน แหม เข้ามหา’ลัยมาเรียนวันแรก ออกมาอยู่หอห่างจากป๊าวันเดียวเริ่มเหลิงเริ่มกร่างแล้วนะมึง”
คิงทนหมั่นไส้เฉินไม่ไหว ตบหัวอีกฝ่ายไปแรง ๆ หนึ่งที พออยู่ห่างจากป๊ามันได้ก็เริ่มทำตัวกร่างซะแล้ว ถ้าเกิดมันไปมีเรื่องขึ้นมา คนที่จะซวยก็คือคิงกับเชฟที่เอาหัวไปประกันกับป๊าเฉินมันเอาไว้
ไม่อย่างนั้นลูกคุณหนูอย่างเฉินที่ป๊ามันรักยิ่งกว่าอะไรดีดูแลตั้งแต่เด็กยันโตไม่ห่าง มีคนขับรถรับส่งมาตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่มีทางได้มาอยู่หอกับพวกเขาหรอก ถ้าพวกเขาสองคนไม่ได้เอาหัวไปประกันกับป๊ามันเอาไว้ว่า จะดูแลเฉินมันอย่างดี ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยทีเดียว จึงจะพาเฉินมันออกมาอยู่ข้างนอกได้
ไม่อย่างนั้นคงจะได้เห็นเฉินมีคนขับรถมารับมาส่งเวลาเรียนเสร็จแน่ ๆ แค่คิดภาพนั้นก็น่าอายแล้ว เฉินมันก็คงอึดอัดด้วยจึงขอร้องให้เขาและเชฟไปขอร้องป๊ามันให้ ไม่อย่างนั้นมีเหรอที่พวกเขาสองคนจะกล้าไปรับปากกับป๊าของเฉิน ถ้าไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะเอาอะไรมาแลกพวกเขาก็ไม่มีทางทำหรอก
“เออ อย่าหาเรื่องให้พวกกูนะมึง พวกกูยังอยากมีชีวิตอยู่นะเว้ย ถ้ามึงเป็นอะไรไป ป๊ามึงไม่เอาพวกกูเอาไว้แน่” เชฟเองก็เข้าผสมโรงบ่นเฉินด้วยเหมือนกัน
“เออ ๆ รู้แล้วน่า กลัวไปได้ ป๊ากูไม่กล้าทำอะไรพวกมึงหรอก” เฉินสะบัดมือส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ เขาไม่อยากได้ยินชื่อป๊าอีกแล้ว ในที่สุดก็ได้ออกมาใช้ชีวิตตัวคนเดียวสักที มันก็ต้องทำอะไรที่ไม่เคยทำและสนุก ๆ สิ
“หน้าตาแบบนี้ ไม่เชื่อฟังพวกกูใช่ไหม กูมีเบอร์ป๊ามึงนะกูจะโทรให้ป๊ามารับมึงกลับไปเลย” คิงยกมือถือขึ้นมาขู่
“อย่า ๆ พี่คิงพี่เชฟปล่อยผมไปเถอะค้าบ พวกพี่จะบ่นจะว่าจะใช้อะไรผมก็สั่งมาได้เลย ผมจะทำตามทุกอย่างเลย แต่อย่าโทรหาป๊าเลยนะ”
เฉินรีบกดมือข้างที่ถือโทรศัพท์ของคิงลงอย่างไว พร้อมกับยกมือไหว้เพื่อนทั้งสอง เขาทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ ยอมถวายตัวเป็นเบ๊พวกมันทั้งคู่เลย ขอแค่ไม่ต้องกลับไปอยู่กับป๊าก็พอ
“เออ ให้รู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร” คิงยิ้มกริ่ม ยอมเก็บมือถือใส่กางเกงอย่างว่าง่าย
“ว่าแต่พวกเราจะไปกินอะไรกันดี กูหิวแล้ว” เฉินอาศัยจังหวะที่ช่ำชองเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว สอดมือเข้าไปควงแขนซ้ายขวาของเพื่อนอย่างคิงและเชฟด้วยใบหน้าอ้อนทำตาปริบ ๆ
ขณะที่ข้างหลังมีกลุ่มผู้หญิงคณะนิติสองสามกลุ่มที่เดินตามมานั้นกำลังจะเป็นลมแทบจับ เมื่อเห็นภาพที่เฉินควงแขนคิงและเชฟ เลือดสาววายที่มีพากันคิดถึงเรื่อง 3P ไม่หวาดไม่ไหว กรี๊ดกร๊าดกันเงียบ ๆ ตามหลังสามหนุ่ม
“ไปกินร้านพ่อไอ้เชฟกันดีไหมล่ะ” คิงคิดแล้วจึงเสนอออกไป
“ไม่! / ไม่เอา!” แต่ทั้งเฉินและเชฟต่างก็ปฏิเสธความคิดนั้นแทบจะทันท่วงที
“มึงช่วยคิดอะไรที่มันสร้างสรรค์หน่อยได้ไหม นี่กูไปกินข้าวร้านพ่อมันจนกูจะทำเองเป็นแล้วนะ ช่วงม. ปลายเนี่ย” เฉินหันไปพูดกับคิงที่ออกความคิดนั้นออกมา ไม่รู้ไปติดใจฝีมืออาหารร้านพ่อเชฟมันอะไรนักหนา ช่วงม.ปลายที่สดใสของพวกเขาจึงไปจมอยู่ที่ร้านนี้
“โห่วว เก่งจังคร้าบคุณเฉิน ถ้าขนาดมึงที่กินมาแค่สามปียังทำเป็น กูที่กินมาทั้งชีวิตไม่หลับตาใช้มือเดียวก็ทำเป็นเลยเหรอ”
แหม่ ช่างกล้าพูดออกมาว่ากินจนจะทำเป็น ทั้ง ๆ ที่ที่บ้านมันแค่จะเข้าครัวยังไม่ให้เข้าเลย ถามก่อนว่าตะหลิวอะมันรู้จักก่อนไหม อาหารฝีมือพ่อเชฟ ถ้าไม่ได้เรียนมาก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ ซะหน่อย
“แค่เปรียบเปรยน่ะแค่เปรียบเปรย รู้จักกันมามึงคิดว่ากูจะทำได้ไหมล่ะ”
“เออ ทีหลังก็อย่าปากเก่งนัก ถ้าแค่ห้องครัวยังไม่เคยเข้าอะ มึงอะ อาหารพ่อมึงใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ ที่ไหนเล่า”
“พอ ๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว นี่พวกเราก็เดินกันมาไกลแล้วนะ ตกลงจะไปที่ไหนกัน จะพากันหลงแล้วเนี่ย” คิงขี้เกียจฟังทั้งสองคนทะเลาะกันจึงพูดขึ้นแทรก ถ้าเขาไม่พูดแทรก ตามนิสัยเพื่อนตัวเองวันนี้คงไม่ต้องกินอะไรกันละ
“งั้นไปกินข้าวที่โรงอาหารคณะนิติกัน” เชฟเหลือบสายตาไปเห็นป้ายชี้ทางไปโรงหารหารของคณะ ก็ชี้นิ้วไปที่ป้ายแล้วพูดขึ้น
“เออ ไม่เคยกินข้าวโรงอาหารมาก่อนเหมือนกัน ไปกินกัน ๆ” เฉินเห็นป้ายก็ตื่นเต้น เขย่าแขนของคิงและเชฟที่จับอยู่อย่างตื่นเต้น จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ไงเพราะตั้งแต่เกิดมาเฉินยังไม่เคยไปกินข้าวโรงอาหารเลยสักครั้ง ทุกครั้งเวลากินข้าวเที่ยง ป๊าจะให้คนขับรถมารับไปกินข้าวข้างนอกตลอด
“ตัดสินใจกันได้แล้วงั้นก็ไปกัน” คิงเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน เมื่อเป็นอันได้ข้อตกลง พวกเขาก็พากันไปกินข้าวที่โรงอาหารของคณะนิติ
ขณะที่ทั้งสามคนเดินมาถึงทางแยก กำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งนั้น
“เห้ย! เฉิน”
“ระวัง!”
คิงและเชฟต่างโพล่งขึ้นมาเสียงดังแทบจะพร้อมกัน เมื่อเห็นว่ารถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วโดยไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงแต่อย่างใด ทั้งคู่รีบดึงตัวเฉินและพาตัวเองหลบเร้นทางวิ่งของมอเตอร์ไซค์อย่างหวุดหวิด
เขากับเชฟนั้นจะบาดเจ็บหรือเป็นอะไรพวกเขาไม่สนใจหรอก เพราะต้องสนใจและเป็นห่วงนั้นก็คือเฉิน เพราะถ้ามันเจ็บตัวขึ้นมา เกรงว่าแม้พวกเขาจะไม่บาดเจ็บอะไรแต่หัวคงได้หลุดออกจากบ่า
“เชี่ย! จะรีบขับไปหาพ่องมึงเหรอ! ไอ้สัตว์!” เฉินที่พึ่งรู้ตัวว่าเกือบถูกชนก็หัวร้อน ด่ากราดตามหลังมอเตอร์ไซค์คันสีแดงไป
“มึงอะอย่าห้าว เชฟมึงรู้ไหมว่าไอ้วิศวะนั่นคือใคร” คิงใช้มือดันอกเฉินที่ทำท่าจะวิ่งตามไปหาเรื่องรถมอเตอร์ไซค์เอาไว้ ปรายตามองหนุ่มวิศวะที่ขับรถมอเตอร์ไซค์คันสีแดงค่อย ๆ หายลับตาไปก่อนเอ่ยปากถามเชฟผู้มีเครือข่ายกว้างขวางด้วยน้ำเสียงนิ่ง
เชฟและเฉินที่ได้ยินน้ำเสียงที่คิงใช้พูดต่างก็พากันกลืนน้ำลายลงคอ ถ้าเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันดี จะรู้เลยว่าคิงในตอนที่ใช้น้ำเสียงนี้นั้นน่ากลัวแค่ไหน ขนาดพวกเขาที่เป็นเพื่อนยังกลัวเลย
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่มึงรอไม่นานหรอก รถแบบนั้นหาได้ไม่ยากในมอ ให้เวลากูไม่เกินวัน มึงจะรู้แน่ว่าไอ้หนุ่มวิศวะนั่นเป็นใคร” เชฟพูดขึ้นขณะที่หยิบมือถือมาเริ่มใช้เครือข่ายของตัวเอง หาตัวคนโชคร้ายที่โดนคิงหมายหัวแล้ว
“เชี่ย! คำพูดเมื่อกี้ของเพื่อนกูเด็ดมาก นี่สิถึงจะเป็นไอ้คิงเพื่อนกูสมัยมัธยม โหดสาดด” เฉินเดินขึ้นหน้าไปกล่าวกับคิงด้วยสีหน้าตื่นเต้น อ่า..นานแค่ไหนแล้วนะที่เพื่อนเขาไม่ได้โหดแบบนี้ ทำเอาเฉินนึกไปถึงว่าคิงโดนสลับตัวโดยคนหน้าเหมือนไปแล้ว“หลีกไปเลย มึงนี่เชียร์แต่จะให้เพื่อนมีเรื่อง ทั้ง ๆ ที่คนที่กระจอกกว่าใคร ดูแลตัวเองก็ไม่ได้คือมึง” เชฟกลอกตา เดินขึ้นหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้มือดันศีรษะเฉินออกไป เกะกะขวางทางเดินของพวกเขาสองคน“ถึงกูจะไม่เก่งแต่กูรวยเว้ย! โลกนี้กูใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้นแค่พวกมึงสองคนไง ไม่งั้นพวกมึงไม่ได้มาเป็นเพื่อนกูหรอก” เฉินรีบวิ่งไปยืนต่อหน้าคิงและเชฟเอ่ยออกมาอย่างภูมิใจในอำนาจเงินของตัวเอง“เงินพ่อมึงเว้ย! ไม่ใช่เงินมึง” เชฟเอ่ยแก้ความเข้าใจผิดของเฉินให้“เงินป๊าก็คือเงินกูอยู่วันยังค่ำอะแหละ มึงพูดแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ” เฉินกอดอกพูดออกมาอย่างภูมิใจ“ไอ้นี่วอนแล้ว” เชฟได้ยินอย่างนี้ก็คิ้วกระตุก อยากจะเข้าไปสั่งสอนเฉิน แต่ก็โดนร่างสูงข้าง ๆ ห้ามเอาไว้ก่อน“พอ ๆ เลยพวกมึงสองคน เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ถ้าต่อไปไม่มีกูคอย
“อื้มม...ซี้ดด...ทำไมข้างหลัง...ซี้ดด มันอึดอัดจังวะ” ภาณุเอ่ยขึ้นมาตอนเช้าเมื่อเริ่มรู้สึกตัวแม้ว่าตาจะยังหลับอยู่ก็ตาม เวลาเขาขยับตัวมันรู้สึกเสียวไปทุกครั้งเลยแม้จะขยับเพียงนิดเดียว ยิ่งกับช่องทางด้านหลัง ยิ่งรู้สึกว่ามันแน่นมากผิดปกติ“อื้มม...พี่ภาณุอย่าขยับมากสิครั...ซี้ดดด...ยิ่งพี่ขยับผมยิ่งเสียวนะ...อ่า...หรือพี่ภาณุอยากให้ผมแตกในตอนเช้าแบบนี้ก่อนไปเรียนดีครับ” คิงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเหยเก เวลาที่พี่ภาณุขยับตัวเขาเสียวจะแย่จนตื่นนอนเลยเมื่อได้ยินเสียงกระเส่าของคิงที่ดังขึ้นข้างหู ภาณุก็ลืมตาตื่นขึ้นทันควัน มองสภาพร่างกายของตัวเองในตอนนี้ที่มีแขนสีขาวกอดรัดร่างอยู่ พร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่ช่องทางด้านหลังที่คับแน่น พอลองขมิบดูก็ได้ยินเสียงครางกระเส่าและลมหายใจร้อนของคิงรดที่ต้นคอ บวกกับคำพูดของคิงในสถานการณ์แบบนี้ ภาณุก็รู้ทันทีเลยว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองอึดอัดที่ด้านหลัง“ไอ้คิง!” ภาณุตะโกนเรียกชื่อคิงเสียงดังเมื่อเขาลองคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ปรากฏว่าตั้งแต่ที่หยุดพักกันจนหลับ เขายังไม่เห็นหรือรู้สึกแต่อย่างใดว่าคิงนั้นถอนลำแก่นกายออกไปจากตัวเลย
“พี่ภาณุจะให้ผมแก้ผ้าโป๊อยู่คนเดียวเหรอครับ” ทันทีที่พี่ภาณุวางคิงลงบนเตียงนอนเขาก็เอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าคนพี่ไม่มีทีท่าที่จะถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวออกเลย“ใจร้อนจริงวัยรุ่นเนี่ย” ภาณุเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออก แต่ก็เป็นการถอดที่ช้ามาก ผ่านไปเกือบนาทีภาณุพึ่งจะปลดกระดุมเสื้อได้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น ภาณุต้องการยั่วให้เด็กน้อยใจร้อนเล่น แกล้งเจ้าหัวทุยที่มันกำลังกระดกผงกหัวน้ำสีใสปนขาวขุ่นไหลเยิ้มลงเตียงนอนเขา“ถ้าพี่จะถอดช้าขนาดนี้ เดี๋ยวผมช่วยถอดเองครับ” เห็นคนพี่ตั้งใจถอดช้าขนาดนี้ จากที่คิงตั้งใจรอให้พี่ภาณุถอดเสื้อผ้าเอง เขาก็ลุกขึ้นเข้าไปช่วยพี่ภาณุจนร่างกายคนพี่ไม่มีเสื้อเหลืออยู่สักชิ้นคิงดึงร่างคนพี่เข้ามาสวมกอด ใช้มือลูบไล้ไปตามลำตัวคนพี่ทุกสัดส่วน ขณะที่ปากก็ดูดเม้มสร้างรอยรักขึ้นรอบคออีกฝ่าย มือคิงจับแก่นกายสีไข่ของตัวเองและแก่นกายสีเนื้อของพี่ภาณุมาประกบกัน ก่อนจะกำแท่งเนื้อสองแท่ง ชักรูดขึ้นลงอย่างพร้อมเพรียงกันทำให้ภายในห้องลุกเป็นไฟ ทั้งคิงและพี่ภาณุต่างก็เปล่งเสียงครางกระเส่าออกมาอย่างเต็มที่ พวกเขาสองคนผลัดกันล
“คิงลงมากินข้าวได้แล้ว” ภาณุตะโกนเรียกคิงที่ขึ้นไปอาบน้ำชั้นสองให้ลงมากินข้าวเย็นหลังจากพวกเจ๊เกียงออกไป ภาณุกับคิงก็ช่วยกันทำความสะอาดบ้านขนานใหญ่จนสะอาดเหมือนเก่า การทำความสะอาดบ้านทำให้พวกเขาสองคนทั้งเหนื่อยและเนื้อตัวสกปรก เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่ออันไม่พึงประสงค์ภาณุที่ต้องรับหน้าที่ทำอาหารจึงขึ้นไปอาบน้ำก่อนเพื่อที่จะได้ลงมาทำอาหารเย็นเร็ว ๆ เมื่ออาบน้ำเสร็จภาณุก็ลงมาทำอาหารด้านล่าง ส่วนคิงก็ขึ้นไปอาบน้ำแทนจนเวลานี้ภาณุทำอาหารเสร็จแล้ว คิงก็ยังไม่ลงมาเลย ภาณุจึงต้องตะโกนเรียกไม่ได้รับการตอบกลับจากคิง ภาณุก็ขมวดคิ้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะรอกินพร้อมกัน แต่ดูท่าคิงน่าจะยังอาบน้ำไม่เสร็จ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมคิงถึงได้อาบน้ำนานนัก แต่ภาณุนั้นหิวมากจากการใช้แรงมาทั้งวัน เขาทนไม่ไหวที่จะต้องรอจึงตักข้าวนั่งกินก่อน“พี่ภาณุครับ”พรวดด!ภาณุเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก แต่ทันทีที่เห็นร่างเจ้าของเสียงเรียกนั้น อาหารที่อยู่ในปากภาณุถึงกลับพุ่งออกมาอย่างแรงภาพตรงหน้าคือคิงที่ยืนอยู่บนบันไดด้วยสภาพโป๊เปลือยร่างกายชุ่มน้ำ พันผ้าขนหนูสีขาวเอาไว้รอบเอว มัด
“เอาล่ะถึงบ้านกูแล้ว ส่วนมึงก็กลับบ้านตัวเองไปได้แล้ว” ทันทีที่ภาณุขับซิ่งพาคิงมาถึงหน้าบ้านของตัวเอง ก็เอ่ยไล่คนที่นั่งซ้อนท้ายลงไป“หื้มม พี่ภาณุจะไม่ให้ผมนอนที่นี่ด้วยเหรอครับ” คิงเกยคางบนไหล่คนพี่ พูดน้ำเสียงออดอ้อน“มึงจ้างกูแค่ให้มาส่งที่บ้านนี่ แล้วกูไปบอกตอนไหนกันว่าจะให้นอนด้วย เพราะงั้นบ้านมึงอยู่ที่ไหนก็กลับไปได้แล้ว” ภาณุพยายามที่จะแกะมือคิงที่เกาะเอวตัวเองแน่นออก แต่ก็ไม่หลุดสักที อีกฝ่ายกลับยิ่งกอดแน่นกว่าเดิมอีก“นี่ฟ้ามันก็มืด พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้วนะครับพี่ภาณุ พี่จะใจร้ายให้ผมเดินทางกลับคนเดียวหรือไงครับ” คิงกอดรัดเอวคนพี่แน่นขึ้นเมื่อคนพี่พยายามที่จะแกะแขนเขา ส่วนปากก็เอ่ยประโยคเหมือนจะน้อยใจคนพี่ขึ้น“มึงโตเป็นควายขนาดนี้แล้ว ด้วยกล้ามเป็นมัด ๆ นั่น ไม่มีใครมาทำร้ายมึงได้หรอก อีกอย่างกูไม่ได้ให้มึงเดินกลับซะหน่อย แท็กซี่ก็มี โบกเรียกให้ไปส่งสิ หรือมึงจะให้กูไปส่งที่หอ” สุดท้ายพอแกะแขนคิงไม่ออก ภาณุก็ได้แต่นั่งให้คิงกอดอยู่อย่างนั้นขณะที่พูด“ไม่เอาครับ ผมไม่อยากไปนอนที่หอ ผมอยากนอนที่บ้านพี่ภาณุด้วย” คิงใช้คางถูไถกับไหล่คนพี่ พ
“หื้มม” คิงส่งเสียงขึ้นด้วยความแปลกใจหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่อง เขาพบว่ามีผ้าห่มอยู่บนตัวเขาที่ข้าง ๆ ก็ยังมีธูปที่ไหม้ไปจนเกือบหมดปักอยู่ในแก้วใส่ข้าวสาร“ตื่นแล้วก็เข้ามาอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะไปส่งที่มหา’ลัยด้วย” คิงยังตื่นได้ไม่ดีเท่าไร ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกพร้อมเสียงของพี่ภาณุ“พี่...พี่ภาณุเชิญผมเข้า...เข้าไปในบ้านได้แล้วเหรอครับ” คิงตกใจ ไม่คิดว่าพี่ภาณุจะเรียกให้ตัวเองเข้าบ้านเร็วขนาดนี้ เขาคิดว่าพี่ภาณุจะต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านคนเดียวไปอีกหลายวันเหมือนคิงซะอีก“เออสิ รีบเข้ามาอาบน้ำได้แล้ว พวกเราจะได้ไปเรียนกัน” ภาณุเอ่ยอย่างรำคาญ หันตัวกลับเข้าไปในบ้าน“ดะ...เดี๋ยวครับพี่ภาณุ พี่ไม่ต้องการอยู่คนเดียวแล้วเหรอครับ” คิงรีบลุกขึ้นไปจับมือพี่ภาณุเอาไว้ แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงคิงกลัวว่าพี่ภาณุอาจแค่กำลังพยายามทำตัวให้ไม่เสียใจ แต่ในใจลึก ๆ นั้นยังคงเศร้าอยู่ คิงอยากให้พี่ภาณุปลดปล่อยความเศร้าที่มีอยู่ออกมาทีเดียวให้หมดมากกว่า แทนที่จะเก็บมันเอาไว้ภายในใจรอวันที่มันจะปะทุออกมา“กูได้อยู่คนเดียวแล้วไง แค่เมื่อวาน
นับจากวันนั้นที่พี่ภาณุมาหาคิงที่ห้องเขาก็เลิกเก็บตัว เข้าเรียนและทำตัวตามปกติเหมือนก่อนหน้านั้น ซึ่งเชฟและเฉินก็ดีใจมากที่เพื่อนสนิทตัวเองกลับมาทำตัวเป็นปกติ ไม่ต้องให้เป็นห่วงอีกต่อไป ส่วนเรื่องฝันร้ายนั้นพอถามคิงไปคิงก็บอกว่าตัวเองนั้นไม่ฝันร้ายอีกต่อไปแล้วเฉินนั้นดีใจมากที่แผนที่ตัวเอ
“อื้มม”เมื่อแสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในห้อง คิงที่นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ก็เริ่มรู้สึกตัวตื่น ความร้อนจากแสงแดดเมืองไทยไม่เคยปรานีใครแม้จะนอนอยู่ในห้อง ความร้อนแรงก็ยังคงสาดส่องเข้ามาให้รู้สึกร้อนอยู่ตลอดเวลาหนุบหนับ ๆ“หื้มมมม”‘อะไรนุ่ม ๆ วะ’ยังไม่ทันลืมตาตื่น มือของคิงก็สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย
“เดี๋ยวพวกเราก็มาจับฉลากเลือกห้องกันเลยดีไหมครับ”“ดี!”“งั้นมาเริ่มกันเลย หนึ่งห้องต่อสองคนนะ”พอมาถึงค่ายที่เป็นจุดหมายปลายทาง รุ่นพี่ก็จัดการจับฉลากขึ้นเพื่อหาคนที่จะต้องนอนด้วยกันสองคนต่อหนึ่งห้อง ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นค่ายสันทนาการขนาดใหญ่ เพราะมีด่านต่าง ๆ มากมายตลอดทางที่นั่งรถบัสมา“เชี่ยเอ๊ย
“เฮือก!”คิงลืมตาตื่นลุกขึ้นนั่งบนเตียงหอบหายใจอย่างรัวเร็ว ภายในห้องที่มืดสลัวชายหนุ่มมีสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ เขาหายใจอย่างรุนแรง มือแนบหน้าอกจับบริเวณหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพักเขาถึงจะทำตัวให้สงบลงได้สักที“นี่ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ”เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วที่คิงต้องฝันร้ายทุ







