LOGINหลังจากเรื่องในวันนั้นที่เปลี่ยนแปลงผมในหลายๆอย่าง ตั้งแต่วันนั้นผมก็ฝันร้ายมาตลอด จนกระทั่งได้มาเจอหน้าพี่อีกครั้ง ฝันร้ายนั้นถึงได้หายไปจากชีวิตผม
View Moreท้องฟ้าที่กลายเป็นสีส้มนั้น เป็นสัญญาณว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว
“แฮ่ก ๆ แฮ่ ๆ”
ภายในตรอกซอกซอยแห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มวัยมัธยมกำลังวิ่งหอบเหนื่อยวิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุนโดยไม่รู้เส้นทาง เด็กหนุ่มวิ่งหนีไปตามตรอกซอย วิ่งหนีไปโดยไม่คิดชีวิต แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้ามากเพียงใด แต่เขาก็ยังวิ่งหนีต่อไปตามตรอกซอกซอยโดยไม่คิดชีวิต
“แน่จริงมึงก็อย่าหนีดิวะ”
“หยุดนะเว้ยไอ้เด็กเปรต”
“เด็กเวรนี่! อย่าให้กูจับตัวได้นะ”
ข้างหลังเด็กหนุ่มมีกลุ่มวัยรุ่นสี่ถึงห้าคนวิ่งตามในระยะประชิด ปากก็ตะโกนด่าอยู่ตลอดทางไม่หยุด คงไม่ต้องคิดถึงสภาพว่า ถ้าทันทีที่เจ้าตัวหยุดวิ่งจะโดนอะไร
เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ วันนี้ ‘คิง’ ใช้เส้นทางลัดเพื่อที่จะกลับบ้านเองคนเดียว แต่ระหว่างทางดันเจอกลุ่มวัยรุ่นที่โตกว่าดักขวางเส้นทางข้างหน้า ทั้งกลุ่มกำลังดูดยืนบุหรี่ขวางทางจนคนไม่สามารถผ่านไปได้ เหมือนเป็นพื้นที่ของตน
คิงเองก็ไม่ได้คิดอะไร ทำเพียงเหมือนมองไม่เห็นแล้วรีบ ๆ เดินหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เขาเองก็ตัวคนเดียว ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรขึ้นคงจะไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่เหมือนสวรรค์ดันเล่นตลกแกล้ง ส่งเรื่อง มาให้เขาจนได้
ขณะที่คิงกำลังจะเดินผ่านกลุ่มพวกนี้ไปนั้น แขนของเขาก็ถูกจับเอาไว้จากทางด้านหลัง ก่อนที่ผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่กว่าสองคนจะมาดักอยู่ข้างหน้า
“เฮ้ยน้อง! พวกพี่อยากซื้อบุหรี่เพิ่มว่ะ เอาเงินมายืมหน่อยดิ๊” คิงยังไม่ทันได้พูดอะไร คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าที่จับแขนคิงอยู่ก็พูดขึ้น
เวลาที่เราไม่อยากจะเจอปัญหามากที่สุด คือเวลาที่ปัญหามันจะวิ่งเข้ามาหาเราเองโดยไม่ต้องเรียกหา
คิงคงจะโง่ถ้าเชื่อในสิ่งที่คนตรงหน้าพูด คำว่ายืมนั้นไม่มีวันที่อีกฝ่ายจะคืนเขาหรอก คิงไม่ใช่คนที่ชอบจะถูกคนอื่นรังแกโดยไม่ทำอะไร ร่างสูงแกะมือที่จับแขนตัวเองอยู่ออก หันหลังกลับไปมองคนที่พูดแล้วยิ้มกว้างก่อนจะร่ายยาว
“ได้สิครับ ถ้าพี่อยากยืมเงิน งั้นเรามาทำสัญญายืมเงินกันไหมครับ ผมคิดดอกเบี้ยพี่ไม่แพงหรอก ตามกฎหมายกำหนดไม่เกินสิบห้าเปอร์เซ็นต์ งั้นผมคิดพี่แค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นพอครับ พี่อยากจะยืมเงินเท่าไรเหรอครับ”
ทันทีที่คิงพูดจบ ความเงียบก็เกิดขึ้นภายในบริเวณนั้นแม้การทำสัญญาให้กู้เงินในตอนอายุแค่นี้จะถือว่าเป็นโมฆียะ แต่ก็มีผลทางกฎหมายเช่นกัน สามารถใช้ทวงหนี้ได้ถ้าพวกนี้ต้องการยืมเงินจริง ๆ จากคิง
“มึงพล่ามอะไรวะ คิดจริง ๆ เหรอว่า กูจะยืมเงินมึง รีบ ๆ เอาเงินมาให้กูได้แล้วถ้าไม่อยากเจ็บตัว” คอเสื้อคิงถูกดึงขึ้นนักเลงตรงหน้าพูดจาเสียงดังน้ำลายกระเซ็นเต็มใบหน้าคิงไปหมดแต่เขาก็ไม่รู้สึกกลัวอีกฝ่ายแต่อย่างใดในสถานการณ์แบบนี้
“สิ่งที่พี่กำลังทำอยู่คือการชิงทรัพย์นะครับ ตามมาตรา 339 ผู้ใดขู่เข็ญว่า จะใช้กำลังประทุษร้ายตามข้อ (2) เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์สิน มีฐานความผิดฐานชิงทรัพย์จำคุก 5-10 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000- 200,000 บาท แล้วนี่พวกพี่ก็มีกันตั้งหลายคน ผมอาจถือว่าพวกพี่กำลังปล้นทรัพย์ผม ซึ่งมีความผิดร้ายแรงกว่าก็ได้นะครับ”
คิงร่ายข้อกฎหมายที่ตัวเองจำได้ออกอย่างช้า ๆ ให้ทั้งห้าคนได้ฟัง ขู่ให้ทั้งห้าคนกลัวในความผิด จะได้ปล่อยตัวเองไป
“พล่ามเหี้ยไรวะ มึงอยากตายหรือไง รีบ ๆ เอาเงินมาได้แล้ว”
“ไอ้นี่มันวอนหาเรื่องใช่ไหม”
“อยากโดนยำเหรอมึงอะ รีบ ๆ ส่งเงินมาให้พวกกูได้แล้ว”
แต่ไม่ใช่อย่างที่คิงคิด ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง สิ่งที่คิงคิดคือทั้งกลุ่มจะต้องกลัวในความผิดและยอมปล่อยตัวเองไปโดยไม่ทำอะไร ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไปทำให้พวกมันโกรธเข้าซะแล้วทั้งกลุ่มมีสีหน้าเหี้ยมเกรียม หน้าตาดุร้ายพร้อมจะขย้ำเขาได้ตลอดเวลา
คิงกลอกตาไปมาคิดหาวิธีออกจากสถานการณ์แบบนี้ดูเหมือนว่าถ้าเขาให้เงินพวกนี้ไปก็คงไม่ได้มีจุดจบที่สวยแน่ ๆ
“เอาวะ ไหน ๆ ก็ขนาดนี้แล้ว เป็นไงเป็นกัน” คิงก้มหน้าพูดเสียงเบา
“มึงพูดอะไรวะ พูดให้มันดัง ๆ หน่อย...”
พลั่กก!
คิงไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ รีบกำหมัดขวาแน่นต่อยปากคนตรงหน้าอย่างแรง ก่อนจะถีบแถมไปอีกทีจนอีกฝ่ายล้มลงไปกองที่พื้น อาศัยจังหวะนี้ใช้กระเป๋านักเรียนกวาดไปรอบตัวจนแก๊งอันธพาลแตกกระจายตัวออกไป เห็นอย่างนี้แล้วคิงก็ไม่รอช้า รีบติดสปีดเท้าตัวเองออกแรงวิ่งเร็วที่สุดชีวิต
“อ๊ากก ไอ้เตี้ยนี่ กล้ามากนะมึง วันนี้มึงอย่าคิดว่าจะรอดไปได้เลย พวกมึงรีบตามมันไป กูจะกระทืบมัน” คนที่เหมือนเป็นหัวโจกที่โดนคิงต่อยไปลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธไล่ตามหลังมาก่อนจะออกคำสั่งลูกน้องให้วิ่งตามคิงไป
นับแต่นั้น คิงก็วิ่งหนีมาจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว เขาวิ่งหนีไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ที่เห็นอย่างไม่หยุดหย่อน
“บ้าเอ๊ย!” คิงสบถเสียงดังขึ้นมาทันที นั่นก็ไม่ใช่เพราะอะไรนอกจากในตอนนี้ ทางข้างหน้ามันคือทางตัน!!
กรอบ! แกรบ!
“ฮ่า ๆ ไม่หนีไปไหนแล้วเหรอไอ้เตี้ย”
“เตรียมกินยำตีนพวกกูได้เลย”
“มึงได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลแน่ ๆ”
ส่วนทางด้านหลังก็เป็นแก๊งอันธพาลหน้าตาโหดเหี้ยมที่ปิดทางหนีของคิงซะสนิท พวกมันบีบข้อมือมองมาอย่างดุร้าย ไม่ต้องบอกคิงก็รู้ว่าตัวเองซวยแล้วแน่ ๆ พวกนี้มันตั้งใจจะทำอย่างที่พูดแน่นอน
“พวกพี่ใจเย็น ๆ กันก่อนไหม เรามาคุยกันใหม่ดีกว่า อยากได้เงินเท่าไรบอกผมมา เดี๋ยวผมให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยก็ได้”
คิงหน้าเจื่อน พยายามห้ามปรามให้แก๊งอันธพาลตรงหน้าใจเย็นลง ขณะที่ตนค่อย ๆ เดินถอยหลังหนีไปเรื่อย ๆ ทว่าทางข้างหลังคือทางตัน ไม่นานแผ่นหลังคิงก็ชนเข้ากับกำแพง
“สายไปแล้วไอ้เด็กเมื่อวานซืน เตรียมตาย...อั๊กกก” คนที่ดูเป็นหัวหน้าเดินเข้ามาหาคิงอย่างรวดเร็ว ทว่าในขณะที่มันกำลังจะต่อยเขานั้น มีเงาสีดำตกลงมาจากท้องฟ้ากระแทกเข้ากับร่างอีกฝ่ายจนล้มลง คิงมองภาพนั้นอย่างอึ้ง ๆ
เงาสีดำนั้นไม่ใช่อะไรนอกจากผู้ชายตัวสูงใส่เสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนสีดำ ซึ่งในตอนนี้กำลังยืนเหยียบอยู่บนหลังของชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาล
“เห้อ... คนกำลังนอน มาเสียงดังอยู่ได้ มันน่ารำคาญรู้ไหม” ร่างสูงตรงหน้าเอียงคอพูดขึ้น เสียงพูดของอีกฝ่ายนั้นมีเสน่ห์ยังไงไม่รู้ คิงก็บอกไม่ถูก
“แกรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าไม่อยากตายก็รีบคุกเข่าขอโทษซะ ถ้าพวกเราใจดีจะช่วยให้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน”
“ฉันไม่อยากจะเข้ามายุ่งหรอกนะ แต่จะให้ฉันดูพวกแกรุมทำร้ายเด็กตัวเล็ก ๆ มันก็ไม่ใช่สไตล์ฉันว่ะ”
ตึกตัก ๆ ตึกตัก ๆ
คิงยกมือจับที่หัวใจ ไม่รู้ทำไมหัวใจเขาถึงได้เต้นแรงขึ้นกันนะ
“งั้นก็ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มกันทั้งคู่เถอะ พวกมึงรุม!”
หัวหน้าแก๊งที่คิงคิดว่าสลบกองไปกับพื้นแล้วนั้นดันตัวเองลุกขึ้นจากการโดนผู้ชายชุดดำเหยียบได้ อีกฝ่ายก็นำหน้าเข้าไปชกต่อยกับผู้ชายชุดดำอย่างไม่รอช้า พร้อมกับสั่งให้ลูกน้องรุมโจมตีไปพร้อม ๆ กัน
ทั้งศอกทั้งหมัดและแข้งต่างก็ออกครบ กลายเป็นการต่อสู้ตะลุมบอนห้าต่อหนึ่งไปในทันที ที่กลายเป็นห้าต่อหนึ่งไม่ใช่สองก็เพราะว่าทันทีที่จะมีคนเข้ามาหาเรื่องคิง ก็จะโดนชายชุดดำจับตัวเอาไว้และล้มอีกฝ่ายไปก่อน
ตึกตัก ๆ ตึกตัก ๆ ตึกตัก ๆ
เสียงหัวใจของคิงเต้นเร็วยิ่งกว่าเดิมขึ้น ระหว่างที่มองชายชุดดำต่อสู้อยู่ เขาได้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายอย่างชัดเจนแล้ว เขาเป็นหนุ่มหล่อคนหนึ่ง ใบหน้าแสนคมเข้มนั้นทำให้คิงรู้สึกใจสั่น
ในตอนแรกชายชุดดำต่อสู้ได้อย่างเหนือชั้น ไม่มีใครโจมตีโดนตัวเลยสักคน แม้จะกำลังโดนรุมจากสิบมือสิบเท้าก็ตาม แต่พอเวลาผ่านไป คิงก็เห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มถูกโจมตีไปตามร่างกายแล้ว ก็อย่างว่า สองมือสองเท้ามีหรือจะไปสู้กับสิบมือสิบเท้าได้
“เดี๋ยวผมเข้าไปช่วย” คิงเหมือนได้สติ เมื่อเห็นว่าชายชุดดำเริ่มเสียเปรียบแล้วจึงคิดที่จะเข้าไปช่วย
“ไม่ต้องเข้ามา ฉันยังไหวน่า อั๊ก!” ปากบอกว่าไหวแต่ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็โดนหมัดต่อยเข้าที่หน้าอย่างจัง
คิงไม่คิดที่จะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เพราะเห็นชัด ๆ ว่ากำลังเสียเปรียบ เขารีบเข้าไปช่วยทันทีโดยการดึงตัวผู้ชายสองคนให้เข้ามาหาตัวเองเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระชายชุดดำ
“อัก”
“อ๊ากก”
“โอ๊ยยย”
แต่ถึงจะบอกว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระแต่คิงที่สู้คนไม่เก่งก็โดนรุมต่อยอยู่อย่างเดียว ทั้งหมัดทั้งถีบรุมเข้าหาเขาสารพัด จนส่งเสียงร้องเหมือนหมาโดนเหยียบหางอยู่ตลอด
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น คิงก็ต้องอดทนเตะต่อยอย่างสะเปะสะปะสู้ต่อไป เพราะถ้าเขาไม่สู้ใครกันล่ะที่จะสู้เคียงข้างชายชุดดำคนนั้น จะปล่อยให้คนที่มาช่วยโดนรุมยำอยู่คนเดียวได้ยังไงกัน
ปั๊ก! ปั๊ก!
เสียงถีบสองเสียงดังขึ้นพร้อมกับผู้ชายสองคนที่กำลังรุมต่อยคิงอยู่ล้มไปกองอยู่ที่พื้น
“จะมามัวงงอะไรอยู่อีกล่ะ รีบหนีเร็ว”
“อ่า”
มือของคิงถูกชายชุดดำจับเอาไว้แน่น คิงมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างงง ๆ ก่อนที่จะรู้สึกตัวเขาก็ถูกอีกฝ่ายพาวิ่งหนีฝ่าออกไปจากวงล้อมแล้ว หันกลับไปมองแก๊งอันธพาลต่างก็ล้มลงไปกองที่พื้นกันหมด ก่อนที่จะพากันลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับตะโกนเสียงดังตามมา
“ตามไป พวกมึงอย่าคิดว่าจะหนีไปได้!”
แปะ! แปะ!
“บ้าเอ๊ย! ฝนบ้านี่มาตกอะไรตอนนี้วะ”
วิ่งไปได้ไม่นานฝนก็เริ่มโปรยปรายตกลงมา ทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาเปียกปอนแนบชิดไปกับเนื้อ
คิงมองมือใหญ่ที่กุมมือตัวเองวิ่งฝ่าท่ามกลางสายฝนอย่างเหม่อลอย หัวใจเต้นแรงพองโตแปลก ๆ ไม่รู้ทำไมความเหนื่อยที่เคยมีกลับหายไปแล้ว
“น้องอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ อย่าออกมาล่ะ พี่จะล่อพวกมันไปทางอื่น อยู่รอพี่มารับด้วยล่ะ” คิงอึ้งไปกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าอีกฝ่าย พร้อมกับหัวใจบ้าที่เต้นเร็วขึ้นจนแทบจะเสียงดังออกมาด้านนอกแล้ว
ชายชุดดำพาคิงไปซ่อนตัวอยู่ข้างลังไม้ที่มีผ้าใบวางปิดเอาไว้ ใช้ผ้าใบปิดทับบังตัวคิง ก่อนที่จะวิ่งออกตัวล่อแก๊งอันธพาลออกไปโดยที่เขาไม่ได้ขอ
“ลืมถามชื่อซะได้” คิงพึมพำออกมาเสียงเบาพร้อมกับกอดเข่าตัวเองเอาไว้
ระหว่างที่นั่งรอ คิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นเสียงดังทำให้เขาต้องพยายามทำตัวนิ่งจนเกือบลืมหายใจ เหมือนเวลาถูกหยุดนิ่งเอาไว้ คิงกอดเข่าตัวเองแน่นไม่ขยับตัวเลยสักนิด เสียงฝีเท้าค่อย ๆ หายไปจากการได้ยิน แต่เขาก็ยังคงไม่ออกมาจากที่ซ่อนตัว
ขณะที่ข้างนอกมีเสียงฝนตกดังขึ้นไม่ขาดสาย ทั้งยังแรงขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายพายุเข้า แต่คิงก็ยังคงนั่งซ่อนตัวอยู่ไม่ออกไปไหน
เพียงเพื่อรอให้ชายชุดดำคนนั้นมาพาตนออกไป และถามชื่อของอีกฝ่ายไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว อีกทั้งฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย มีแต่จะแรงยิ่งขึ้นไปอีก ความหนาวเย็นเริ่มกัดเซาะไปตามร่างกาย คิงหนาวสั่นไปทั้งตัวจากความเย็นของอากาศก่อนที่ดวงตาของเขาจะค่อย ๆ ปิดลง
“อาบน้ำเสร็จแล้วก็ลงมากินข้าวเร็ว ๆ”
“ค้าบ ๆ ผมกำลังลงไปค้าบแม่”
หนุ่มผิวแทนใช้ผ้าขนหนูเช็ดศีรษะที่เปียกยังไม่แห้งสนิทหลังอาบน้ำระหว่างเดินลงบันไดมา
“กินข้าวร้อน ๆ เยอะ ๆ ร่างกายจะได้อบอุ่น กินข้าวเสร็จแล้วอย่าลืมกินยาพาราเผื่อไปด้วยล่ะ คิดอะไรอยู่ถึงไปตากฝนจนเปียกไปทั้งตัวอย่างนั้น เดี๋ยวเป็นหวัดขึ้นมาก็ลำบากแม่อีก” ‘อักษร’ บ่นเจ้าลูกชายตัวแสบที่กลับบ้านมา หลังจากวันนี้ไปเล่นซนจนเปียกไปทั้งตัวยืดยาว
แต่ถึงจะบ่นอย่างไรเธอก็ยังคงนั่งอยู่ตรงข้ามลูกชาย คอยตักกับข้าวใส่จานอีกฝ่ายไม่หยุด มองลูกชายตัวเองกินข้าวอย่างอร่อยและมีความสุข ก็อดยิ้มตามไม่ได้ ส่วนตัวเธอนั้นกินข้าวไปก่อนตั้งนานแล้ว เหลือแต่เจ้าตัวแสบที่กลับบ้านมาช้า
“แล้วนี่ไปต่อยตีกับใครมาอีกเนี่ย วัน ๆ หาแต่เรื่องมาให้แม่กังวลตลอดเลยนะ”
“โอ๊ย ๆ ๆ แม่ ๆ เจ็บ ๆ อย่ากดแผลครับ จะทรมานลูกตัวเองหรือไง”
‘ภาณุ’ ร้องโอดโอยขึ้นมาเมื่อคนเป็นแม่ใช้นิ้วมือกดบาดแผลบริเวณปากอย่างแรง ขณะโดนจับปากที่แตก ภาณุก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ระหว่างแม่พูดเรื่องนี้ขึ้น
“เด็กนั่นคงยังไม่ได้ไปไหนแล้วรอเราอยู่ใช่ไหมวะ” ภาณุพึมพำกับตัวเองเสียงเบา เมื่อฉุกคิดเรื่องที่ตนบอกอีกฝ่ายไว้
‘น้องอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ อย่าออกมาล่ะ พี่จะล่อพวกมันไปทางอื่น อยู่รอพี่มารับด้วยล่ะ’ คำพูดในตอนนั้นผุดขึ้นมาในหัว สีหน้าภาณุเริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะยังรอเขาอยู่
“ฝนตกหนักขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้น่าที่เด็กนั่นจะรอเราอยู่...” เสียงท้ายประโยคภาณุพูดอย่างไม่มั่นใจ มองออกไปด้านนอกบ้านที่ฝนยังคงไม่หยุดกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่หวาดไม่ไหว
เปรี้ยง!
“แม่ เดี๋ยวผมกลับมากินข้าวนะ”
“เดี๋ยว! นั่นลูกจะไปไหนน่ะ”
“เดี๋ยวผมกลับมาครับแม่”
ภาณุลุกขึ้นวิ่งไปที่หน้าบ้าน ใส่รองเท้าและหยิบร่มออกมากางก่อนวิ่งหายไปท่ามกลางสายลม จากคำพูดทิ้งท้ายของตน ภาณุเริ่มรู้สึกกังวลว่า เด็กนั่นอาจจะยังรอเขาไปหาอยู่ และเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องทุกข์ใจและกังวล ภาณุจึงตัดสินใจที่จะไปดูให้แน่ใจว่า เด็กคนนั้นกลับบ้านไปแล้วเพื่อให้ตัวเองสบายใจสักหน่อย
“เชี่ย! คำพูดเมื่อกี้ของเพื่อนกูเด็ดมาก นี่สิถึงจะเป็นไอ้คิงเพื่อนกูสมัยมัธยม โหดสาดด” เฉินเดินขึ้นหน้าไปกล่าวกับคิงด้วยสีหน้าตื่นเต้น อ่า..นานแค่ไหนแล้วนะที่เพื่อนเขาไม่ได้โหดแบบนี้ ทำเอาเฉินนึกไปถึงว่าคิงโดนสลับตัวโดยคนหน้าเหมือนไปแล้ว“หลีกไปเลย มึงนี่เชียร์แต่จะให้เพื่อนมีเรื่อง ทั้ง ๆ ที่คนที่กระจอกกว่าใคร ดูแลตัวเองก็ไม่ได้คือมึง” เชฟกลอกตา เดินขึ้นหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้มือดันศีรษะเฉินออกไป เกะกะขวางทางเดินของพวกเขาสองคน“ถึงกูจะไม่เก่งแต่กูรวยเว้ย! โลกนี้กูใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้นแค่พวกมึงสองคนไง ไม่งั้นพวกมึงไม่ได้มาเป็นเพื่อนกูหรอก” เฉินรีบวิ่งไปยืนต่อหน้าคิงและเชฟเอ่ยออกมาอย่างภูมิใจในอำนาจเงินของตัวเอง“เงินพ่อมึงเว้ย! ไม่ใช่เงินมึง” เชฟเอ่ยแก้ความเข้าใจผิดของเฉินให้“เงินป๊าก็คือเงินกูอยู่วันยังค่ำอะแหละ มึงพูดแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ” เฉินกอดอกพูดออกมาอย่างภูมิใจ“ไอ้นี่วอนแล้ว” เชฟได้ยินอย่างนี้ก็คิ้วกระตุก อยากจะเข้าไปสั่งสอนเฉิน แต่ก็โดนร่างสูงข้าง ๆ ห้ามเอาไว้ก่อน“พอ ๆ เลยพวกมึงสองคน เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ถ้าต่อไปไม่มีกูคอย
“อื้มม...ซี้ดด...ทำไมข้างหลัง...ซี้ดด มันอึดอัดจังวะ” ภาณุเอ่ยขึ้นมาตอนเช้าเมื่อเริ่มรู้สึกตัวแม้ว่าตาจะยังหลับอยู่ก็ตาม เวลาเขาขยับตัวมันรู้สึกเสียวไปทุกครั้งเลยแม้จะขยับเพียงนิดเดียว ยิ่งกับช่องทางด้านหลัง ยิ่งรู้สึกว่ามันแน่นมากผิดปกติ“อื้มม...พี่ภาณุอย่าขยับมากสิครั...ซี้ดดด...ยิ่งพี่ขยับผมยิ่งเสียวนะ...อ่า...หรือพี่ภาณุอยากให้ผมแตกในตอนเช้าแบบนี้ก่อนไปเรียนดีครับ” คิงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเหยเก เวลาที่พี่ภาณุขยับตัวเขาเสียวจะแย่จนตื่นนอนเลยเมื่อได้ยินเสียงกระเส่าของคิงที่ดังขึ้นข้างหู ภาณุก็ลืมตาตื่นขึ้นทันควัน มองสภาพร่างกายของตัวเองในตอนนี้ที่มีแขนสีขาวกอดรัดร่างอยู่ พร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่ช่องทางด้านหลังที่คับแน่น พอลองขมิบดูก็ได้ยินเสียงครางกระเส่าและลมหายใจร้อนของคิงรดที่ต้นคอ บวกกับคำพูดของคิงในสถานการณ์แบบนี้ ภาณุก็รู้ทันทีเลยว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองอึดอัดที่ด้านหลัง“ไอ้คิง!” ภาณุตะโกนเรียกชื่อคิงเสียงดังเมื่อเขาลองคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ปรากฏว่าตั้งแต่ที่หยุดพักกันจนหลับ เขายังไม่เห็นหรือรู้สึกแต่อย่างใดว่าคิงนั้นถอนลำแก่นกายออกไปจากตัวเลย
“พี่ภาณุจะให้ผมแก้ผ้าโป๊อยู่คนเดียวเหรอครับ” ทันทีที่พี่ภาณุวางคิงลงบนเตียงนอนเขาก็เอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าคนพี่ไม่มีทีท่าที่จะถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวออกเลย“ใจร้อนจริงวัยรุ่นเนี่ย” ภาณุเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออก แต่ก็เป็นการถอดที่ช้ามาก ผ่านไปเกือบนาทีภาณุพึ่งจะปลดกระดุมเสื้อได้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น ภาณุต้องการยั่วให้เด็กน้อยใจร้อนเล่น แกล้งเจ้าหัวทุยที่มันกำลังกระดกผงกหัวน้ำสีใสปนขาวขุ่นไหลเยิ้มลงเตียงนอนเขา“ถ้าพี่จะถอดช้าขนาดนี้ เดี๋ยวผมช่วยถอดเองครับ” เห็นคนพี่ตั้งใจถอดช้าขนาดนี้ จากที่คิงตั้งใจรอให้พี่ภาณุถอดเสื้อผ้าเอง เขาก็ลุกขึ้นเข้าไปช่วยพี่ภาณุจนร่างกายคนพี่ไม่มีเสื้อเหลืออยู่สักชิ้นคิงดึงร่างคนพี่เข้ามาสวมกอด ใช้มือลูบไล้ไปตามลำตัวคนพี่ทุกสัดส่วน ขณะที่ปากก็ดูดเม้มสร้างรอยรักขึ้นรอบคออีกฝ่าย มือคิงจับแก่นกายสีไข่ของตัวเองและแก่นกายสีเนื้อของพี่ภาณุมาประกบกัน ก่อนจะกำแท่งเนื้อสองแท่ง ชักรูดขึ้นลงอย่างพร้อมเพรียงกันทำให้ภายในห้องลุกเป็นไฟ ทั้งคิงและพี่ภาณุต่างก็เปล่งเสียงครางกระเส่าออกมาอย่างเต็มที่ พวกเขาสองคนผลัดกันล
“คิงลงมากินข้าวได้แล้ว” ภาณุตะโกนเรียกคิงที่ขึ้นไปอาบน้ำชั้นสองให้ลงมากินข้าวเย็นหลังจากพวกเจ๊เกียงออกไป ภาณุกับคิงก็ช่วยกันทำความสะอาดบ้านขนานใหญ่จนสะอาดเหมือนเก่า การทำความสะอาดบ้านทำให้พวกเขาสองคนทั้งเหนื่อยและเนื้อตัวสกปรก เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่ออันไม่พึงประสงค์ภาณุที่ต้องรับหน้าที่ทำอาหารจึงขึ้นไปอาบน้ำก่อนเพื่อที่จะได้ลงมาทำอาหารเย็นเร็ว ๆ เมื่ออาบน้ำเสร็จภาณุก็ลงมาทำอาหารด้านล่าง ส่วนคิงก็ขึ้นไปอาบน้ำแทนจนเวลานี้ภาณุทำอาหารเสร็จแล้ว คิงก็ยังไม่ลงมาเลย ภาณุจึงต้องตะโกนเรียกไม่ได้รับการตอบกลับจากคิง ภาณุก็ขมวดคิ้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะรอกินพร้อมกัน แต่ดูท่าคิงน่าจะยังอาบน้ำไม่เสร็จ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมคิงถึงได้อาบน้ำนานนัก แต่ภาณุนั้นหิวมากจากการใช้แรงมาทั้งวัน เขาทนไม่ไหวที่จะต้องรอจึงตักข้าวนั่งกินก่อน“พี่ภาณุครับ”พรวดด!ภาณุเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก แต่ทันทีที่เห็นร่างเจ้าของเสียงเรียกนั้น อาหารที่อยู่ในปากภาณุถึงกลับพุ่งออกมาอย่างแรงภาพตรงหน้าคือคิงที่ยืนอยู่บนบันไดด้วยสภาพโป๊เปลือยร่างกายชุ่มน้ำ พันผ้าขนหนูสีขาวเอาไว้รอบเอว มัด