로그인🛠️ วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ 🩺 “ถ้าในสายตาหมอ พี่มันไม่มีค่าอะไรเลย... แล้วจะเก็บสร้อยเกียร์ของพี่ไว้ทำไมวะ” “อยากให้พี่เลิกตื๊อมากใช่ไหม... ได้ งั้นคืนนี้พี่คืนอิสระให้” “หมอไม่ต้องรำคาญพี่แล้วนะ... พี่จะไม่มาให้เห็นหน้าอีก” ใครๆ ก็บอกว่าอย่าเสียเวลาไปตื๊อ ‘หมอภีม’ ว่าที่ศัลยแพทย์หน้าหวานแต่ตาดุ ปากร้าย และมีกำแพงสูงลิบแต่คนไม่ใช่เหล็ก... หัวใจเด็กช่างมันก็เจ็บเป็น เวลาต้องยืนรอตากฝนเก้อเพราะหมอติดเคสผ่าตัด เวลาเห็นหมอยืนยิ้มให้รุ่นพี่อาจารย์แพทย์ที่ดูเหมาะสมกันทุกอย่าง เวลาที่หมอไล่ส่งเหมือนรำคาญ จนไอ้หมาตัวโตต้องแอบไปยืนกลั้นน้ำตาคนเดียว: “ภีมเคยแคร์พี่บ้างไหม... หรือพี่เป็นได้แค่ตัวตลกที่หมอไม่เคยคิดจะเลือกตั้งแต่แรก” ทว่าบทจะตัดใจ... คุณหมอตัวดีดันเป็นฝ่ายเดินเข้ามาดึงคอเสื้อช็อปไว้แน่น “ใครสั่งให้มึงถอย... ไอ้หมาโง่” ภีมกระซิบชิดริมฝีปากที่กำลังสั่น แววตาหลังกรอบแว่นวาวโรจน์ไปด้วยแรงอารมณ์ และเมื่อคนขี้ตื๊อที่สะสมความน้อยใจมานานเป็นฝ่ายหมดความอดทน เสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์จึงถูกกระชากปลดกระดุมออกจนหมดสิ้น!
더 보기บทที่ 1: ลานช็อปแตกเพราะปากพาซวย
เสียงใบพัดลมโรงงานตัวเบ้อเร่อหมุนตีลมร้อนอบอ้าวปะปนกลิ่นน้ำมันเครื่อง จาระบี และละอองสนิมเหล็กที่ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณลานปูนกว้างหน้าช็อปเครื่องกล ช่วงสี่โมงเย็นเศษเป็นเวลาที่เด็กช็อปสีกรมท่าหลายสิบชีวิตเริ่มวางมือจากเครื่องกลึง บางคนนั่งปาดเหงื่อกับขวดน้ำอัดลม บางกลุ่มก็นอนแผ่ไปกับแผ่นไม้กระดานเขียนแบบ แต่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มเงาต้นหูกวางมุมประจำของกลุ่มนักศึกษาปีสามกลับกำลังเดือดพล่านยิ่งกว่าเตาหลอมโลหะ “Defeat! เชี่ยเอ๊ย! ป้อมบนกูแตกจนได้!” เจมส์ทุบฝ่ามือลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนจนโทรศัพท์มือถือกระดอนขึ้นมาเล็กน้อย เขายกสองมือขึ้นกุมขมับอย่างคนสิ้นหวัง ขณะที่ไต้ฝุ่นซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับถีบตัวลุกขึ้นไปยืนเหยียบบนม้านั่ง ชี้หน้าเยาะเย้ยเพื่อนร่วมโต๊ะด้วยความสะใจแบบไม่ออมมือ “กดยับเลยไอ้เกียร์! ไหนมึงคุยโวว่าตัวแครี่มึงตบระดับท็อปเซิร์ฟไงวะ โดนฝั่งนู้นดักล้วงตายคาพุ่มไม้สามรอบติด สภาพนี้เตรียมตัวรับกรรมได้เลยเพื่อนรัก!” น็อตที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างๆ ปลดแว่นสายตากรอบดำออกมาเช็ดคราบเหงื่อช้าๆ เขาเหลือบตามองกระดานกระดาษที่ใช้ปากกาเมจิกขีดแต้มพนันไว้ แล้วส่ายหน้าด้วยความเวทนา “สามเกมรวดตามกติกาไอ้เกียร์ อย่ามาทำเป็นเนียนกระดกน้ำ มึงแพ้ราบคาบ” คนที่โดนเพื่อนร่วมก๊วนรุมสับเละนั่งทอดสายตาหมดสภาพอยู่หัวโต๊ะ เกียร์สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำตัวในที่เปียกเหงื่อแนบไปกับแผ่นอกกว้าง ทับด้วยเสื้อช็อปสีกรมท่าตัวเก่าที่ปลดกระดุมออกจนหมด แขนเสื้อพับร่นขึ้นมาเหนือกึ่งกลางท่อนแขน เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นตึงสีแทนสุขภาพดีของนักกีฬาว่ายน้ำประจำมหาวิทยาลัย ใบหน้าคมคายชื้นไปด้วยเหงื่อตามไรผม คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างขัดใจ “พวกมึงเล่นรุมกูนี่หว่า มังกรเกิดมึงก็ไม่ยอมลงมาช่วยไฟต์ ปล่อยกูโดนรุมสามรุมสี่” เกียร์บ่นพึมพำ คว้าผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาเช็ดเหงื่อตรงซอกคอ “เออ! แพ้ก็คือแพ้ คนอย่างกูพูดคำไหนคำนั้น เลี้ยงเบียร์หลังมอลังนึงใช่ไหม หรือจะเอาชาบูบุฟเฟต์หัวละสี่ร้อย พวกมึงเลือกมาเลย” “ใครบอกว่าบทลงโทษวันนี้คือเรื่องกินวะ” ไต้ฝุ่นกระโดดลงมาจากม้านั่ง ก้าวเข้ามากดไหล่เพื่อนสนิทพลางแสยะยิ้มกวนประสาท “ระดับกัปตันทีมว่ายน้ำสุดหล่อ ประจำภาควิชาเครื่องกล ถ้าเสียแค่ตังค์มันจะไปสาแก่ใจอะไร บทลงโทษรอบนี้คือ มึงต้องลุกขึ้นไปยืนตรงขอบปูนลานช็อป แล้วตะโกนบอกรักคนแรกที่เดินตัดผ่านถนนหน้าคณะ พร้อมกับประกาศลั่นว่าคนนั้นคือเมียมึงในอนาคต!” “ไอ้ฝุ่น มึงประสาทแดกเหรอ” เกียร์หันขวับ ตาขวางขึ้นมาทันที “เกิดคนเดินผ่านมาเป็นป้าแม่บ้าน หรืออาจารย์อำนาจภาควิชาฟิสิกส์เดินถือแฟ้มผ่านมา กูมิต้องโดนทำทัณฑ์บนข้อหาคุกคามอาจารย์เหรอวะ” “เอ้า นั่นมันเรื่องของเวรกรรมมึง” เจมส์รีบเสริมพลางตบโต๊ะรัวๆ “ถ้ามึงไม่กล้าทำ มึงก็ยอมรับมาตรงๆ ว่าไอ้เกียร์คนจริงมันแค่ราคาคุย กลัวจนหด ป๊อดว่ะเพื่อน” “ใครป๊อดวะ” คำสบประมาทของเพื่อนสนิทเหมือนกระตุกหนวดเสือ เกียร์ดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรทันที ความสูงใหญ่และช่วงไหล่ที่กว้างผายของนักกีฬาทำให้คนรอบโต๊ะดูเล็กลงไปถนัดตา สัญชาตญาณความอยากเอาชนะบวกกับความมั่นหน้าที่มีเป็นทุนเดิมทำให้เขาเชิดคางขึ้นอย่างไม่ยอมเสียหน้า “ระดับกูแล้ว ไม่มีคำว่าป๊อดเว้ย มึงคอยดูให้ดี คนอย่างกู ต่อให้เป็นใครเดินผ่านมา โดนกูตะโกนใส่แบบนั้นก็ต้องมีเขินจนเดินสะดุดขากันบ้างแหละ” “งั้นมึงหันไปมองถนนเดี๋ยวนี้เลย” น็อตใช้นิ้วชี้ไปทางเส้นทางเดินอิฐบล็อกตัวหนอนที่เชื่อมระหว่างตึกวิศวะกับศูนย์การแพทย์ ลานช็อปตรงจุดนี้เป็นทำเลทองที่ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องเห็น และในเวลาสี่โมงเย็นกว่าๆ แดดร่มลมตกแบบนี้ มักจะมีนักศึกษาต่างคณะเดินตัดผ่านเป็นประจำ สายตาสี่คู่หันไปจับจ้องถนนเส้นนั้นเป็นตาเดียว แล้วจังหวะนั้นเอง สิ่งมีชีวิตที่ก้าวพ้นพุ่มเข็มริมทางเดินเข้ามา ก็ทำให้เสียงหัวเราะคึกคะนองของแก๊งวิศวะชะงักกึกไปตามๆ กัน กลุ่มนักศึกษาในเครื่องแบบสีขาวสะอาดตาสามคนกำลังเดินตรงมา คนซ้ายคือน้ำใสที่สะพายกระเป๋าผ้าสีพาสเทล คนขวาคือวินที่เดินเอามือทุบคอตัวเองด้วยความล้า แต่คนที่เดินอยู่ตรงกลางกลับดึงสายตาทุกคู่รอบลานช็อปให้หยุดนิ่ง เด็กหนุ่มร่างโปร่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบกริบ กางเกงสแล็กสีดำทรงสวยขับเน้นช่วงขาเพรียวยาว เสื้อกาวน์สั้นสีขาวสะอาดตาพับพาดไว้บนท่อนแขนซ้ายอย่างเป็นระเบียบ ในอ้อมแขนกอดแฟ้มเคสคนไข้และหนังสือหนาเตอะ ผิวของเขาขาวจัดจนสะท้อนแสงแดดยามเย็น ใบหน้าหวานละมุนตัดกับสันจมูกโด่งรั้นที่เชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนดื้อดึง ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อนสนิทนิ่ง และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือแว่นตากรอบเงินบางเบาที่บดบังดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลเข้มอันแสนเย็นชาคู่นั้น “ชิบหายแล้วมึง...” เจมส์กระซิบเสียงแผ่ว กลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่ “คนแรกของมึง... หมอภีม คณะแพทย์ปีสาม” “กูว่ามึงยอมจ่ายค่าเบียร์เถอะไอ้เกียร์” น็อตเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันควัน “ภีมภัทรคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความดุระเบียบจัด อาทิตย์ก่อนมีรุ่นพี่วิศวะโยธาไปยืนดักรอส่งดอกไม้ โดนหมอเขาปรายตามองแล้วพูดประโยคเดียวว่า ‘ทางเดินมีไว้ให้คนสัญจร ไม่ใช่ที่ยืนโง่’ รุ่นพี่คนนั้นเก็บดอกไม้วิ่งหนีแทบไม่ทัน มึงอย่าเอาตัวไปเสี่ยงเลย” “เออว่ะ คนนี้กูยอมให้มึงเปลี่ยนเป้าหมายก็ได้นะเว้ย” ไต้ฝุ่นเริ่มหน้าถอดสี “ดุอย่างกับครูฝ่ายปกครอง หน้าเหมือนพร้อมจะผ่าตัดคนไข้โดยไม่ฉีดยาชาตลอดเวลา” แทนที่จะถอย คำเตือนของเพื่อนกลับยิ่งกระตุ้นความท้าทายในใจเกียร์ให้ลุกโชน เกียร์หรี่ตาคมกริบมองร่างโปร่งที่กำลังก้าวเดินด้วยจังหวะที่มั่นคง สม่ำเสมอ และเที่ยงตรงดั่งนาฬิกา ท่าทางนิ่งสนิทและแววตาหยิ่งทะนงที่ไม่แม้แต่จะปรายตามองสิ่งรอบข้าง มันปลุกเลือดนักล่าในตัวเขาให้เดือดพล่าน หัวใจที่เคยเต้นช้ากลับกระตุกรัวแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เปลี่ยนทำไมวะ” เกียร์เหยียดยิ้มมุมปากอย่างไม่เกรงกลัว “คนนี้นี่แหละ โคตรโดนใจกูเลย” “เฮ้ย! ไอ้เกียร์ มึงอย่าบ้า!” ไม่ทันที่เพื่อนจะคว้าแขนไว้ เกียร์ก็ก้าวขายาวๆ ขึ้นไปยืนเหยียบบนขอบปูนยกพื้นริมลานช็อป เสื้อช็อปสีกรมท่าสะบัดพัดตามแรงลม แผ่นอกกว้างยืดขึ้นจนตึงแน่น สองมือยกขึ้นป้องปาก ปรับระดับเสียงให้ดังกังวานที่สุดเท่าที่ปอดของกัปตันทีมว่ายน้ำจะเปล่งออกมาได้ ก่อนจะตะโกนแหกปากก้องลั่นลานเกียร์ “เฮ้ยยยย! หมอหน้านิ่งคนนั้นน่ะ!” เสียงทุ้มก้องดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานช็อป กลุ่มคนที่กำลังนั่งคุยกันเงียบเสียงลงทันที นักศึกษาหลายสิบคนที่กำลังเดินผ่านไปมาพากันสะดุ้งสุดตัว วินกับน้ำใสที่เดินขนาบข้างภีมถึงกับหยุดกึก ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เกียร์ยืนเก๊กหล่อ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ ยักคิ้วเข้มขึ้นส่งสายตากรุ้มกริ่มมั่นใจเต็มร้อย เขาคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีสะดุ้ง โวยวาย หรือไม่ก็หน้าแดงด้วยความอับอายบ้าง เกียร์จึงไม่รอช้า สูดลมหายใจเข้าลึกอีกหนึ่งเฮือก แล้วซัดประโยคสำคัญตามคำท้าทายออกไปเต็มเหนี่ยว “อนาคตเมียกูเว้ยยยย!” ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัวทันทีราวกับถูกตัดสัญญาณเสียง เครื่องเจียรเหล็กหยุดทำงาน รุ่นน้องที่กำลังขัดชิ้นงานอ้าปากค้าง ไต้ฝุ่นกับเจมส์เอามือกุมหัวแทบจะมุดลงไปใต้โต๊ะม้าหินอ่อนด้วยความอับอายแทนเพื่อน และคนที่หยุดชะงักฝีเท้าลงอย่างสมบูรณ์แบบ... คือภีมภัทร แผ่นหลังบางเหยียดตรง เส้นผมสีดำสนิทขยับไหวเบาๆ ตามสายลม ภีมหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางถนนทางเดิน ร่างโปร่งค่อยๆ หันใบหน้ากลับมามองต้นเสียงช้าๆ แสงแดดสีส้มยามบ่ายตกกระทบเลนส์แว่นตากรอบเงินจนมองไม่เห็นแววตาด้านในอยู่เสี้ยววินาที เกียร์ยืดอกแน่นขึ้น ปั้นยิ้มกวนประสาทที่คิดว่ามีเสน่ห์ที่สุดในชีวิต ส่งสายตาท้าทายกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ ทว่า สิ่งที่สะท้อนกลับมา... ไม่ใช่ทั้งความเขินอาย ไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว และไม่ใช่แม้กระทั่งความตกใจ ภีมใช้ปลายนิ้วเรียวดันสันแว่นขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่นิ่งสนิทจนน่าใจหาย สายตาคู่นั้นกวาดมองร่างสูงของเกียร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไล่ตั้งแต่เส้นผมสีเข้มที่เปียกชื้นเหงื่อ เสื้อยืดสีดำ เสื้อช็อปสีกรมท่าเปรอะคราบจาระบี กางเกงยีนส์เดนิม ไปจนถึงปลายรองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่นดิน มันเป็นสายตาที่ราบเรียบ เย็นชา และว่างเปล่าสนิท สายตาเหมือนนักวิทยาศาสตร์กำลังก้มมองดูเชื้อราในจานเพาะเชื้อที่ไม่มีค่าให้บันทึกผล เหมือนมองก้อนกรวดริมฟุตบาทที่บังเอิญมีฝุ่นเกาะ หรือมองดูวัตถุที่ไร้ชีวิตชีวาจนไม่คู่ควรแก่การนำมาประมวลผลในเซลล์สมองแม้แต่วินาทีเดียว ไม่มีแม้แต่อาการคิ้วกระตุก ไม่มีเสียงถอนหายใจ ไม่มีการด่าทอ หรือแม้กระทั่งการชูนิ้วกลางประชดประชัน ภีมเพียงแค่ทิ้งสายตาอันแสนว่างเปล่านั้นค้างไว้บนใบหน้าของเกียร์ประมาณสองวินาทีถ้วน จากนั้น คุณหมอหนุ่มก็เบือนหน้ากลับไปข้างหน้า กระชับแฟ้มเคสในอ้อมแขนแน่นขึ้น แล้วก้าวขาเดินต่อไปด้วยท่วงท่าที่สุขุม มั่นคง และเป็นธรรมชาติที่สุด เหมือนกับว่าเสียงตะโกนปาวๆ และตัวตนของไอ้เด็กช่างตัวสูงเมื่อครู่... ไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้เลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว วินกับน้ำใสรีบสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเพื่อนสนิทไปติดๆ โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองข้างหลัง ความเงียบที่ไร้การตอบรับ ทรงอานุภาพยิ่งกว่าการโดนด่าด้วยคำหยาบคายร้อยคำ ร่างสูงของเกียร์ยืนค้างเติ่งอยู่บนขอบปูนยกพื้น แขนที่เคยล้วงกระเป๋ากางเกงค้างเกร็ง รอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าค่อยๆ แข็งทื่อแล้วหุบลงช้าๆ ลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกเหมือนโดนสาดด้วยน้ำแข็งขั้วโลกกลางแดดบ่ายทำให้ใบหน้าคมสันเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความเสียหน้าแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต และความเงียบนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นาน... “กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!” เสียงระเบิดหัวเราะดังลั่นมาจากโต๊ะม้าหินอ่อน ไต้ฝุ่นขำจนหงายหลังตกม้านั่งลงไปนอนกุมท้องดิ้นพราดๆ กับพื้นปูน เจมส์ตบโต๊ะรัวๆ จนกระป๋องโค้กกระเด็นตกพื้น ส่วนน็อตที่ปกติสุขุมและเก็บอาการเก่งที่สุด ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วหลุดขำพรืดออกมาจนไหล่สั่นสะท้าน “โอ๊ยยยยยย! กูจะขาดใจตาย! ฮ่าๆๆๆ!” ไต้ฝุ่นทุบพื้นปูนอย่างเอาเป็นเอาตาย น้ำตาเล็ดออกจากหางตา “มึงเห็นสายตาเขาไหมไอ้เกียร์! เขาไม่ได้มองมึงเป็นสิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ! เขามองมึงเหมือนมองเชื้อราในจานเพาะเชื้ออะมึงเอ๊ย!” “อนาคตเมียกูเว้ยยยย!” เจมส์ดัดเสียงล้อเลียนพลางหัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง “เขาไม่แม้แต่จะอ้าปากด่ามึงเลยสักแอะ! เมินแบบไร้อากาศธาตุ! เสียหมาที่สุดในประวัติศาสตร์คณะวิศวะแล้วโว้ย!” เสียงผิวปากและเสียงฮาครืนจากพวกรุ่นพี่รุ่นน้องรอบลานช็อปดังประสานกันเป็นทอดๆ เกียร์ค่อยๆ ก้าวขาลงมาจากขอบปูนอย่างเชื่องช้า ขาข้างหนึ่งแทบจะก้าวสะดุด ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อน ก้มหน้าลงแล้วยกสองมือขึ้นกุมขมับตัวเองแน่น ใบหูและลำคอแดงก่ำจนลามไปถึงพวงแก้ม เสียทรง... เสียทรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบยี่สิบเอ็ดปี เขาเป็นถึงนักกีฬาตัวเต็ง หน้าตาก็จัดว่าหล่อเหลาจนมีคนมารอต่อคิวขอไลน์ไม่เว้นแต่ละวัน แต่การโดนใครบางคนใช้สายตาว่างเปล่ามองผ่านเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุแบบนี้ มันเจ็บแสบยิ่งกว่าโดนอาจารย์สั่งติดเอฟวิชาเขียนแบบเสียอีก “พอได้แล้วพวกมึง...” เกียร์เค้นเสียงรอดไรฟันทั้งที่หน้ายังซุกอยู่กับฝ่ามือ “ไม่พอเว้ย ช็อตนี้กูจะจำไปล้อจนถึงวันรับปริญญา!” ไต้ฝุ่นยันตัวลุกขึ้นมานั่งกอดเข่าขำต่อ “หมดกัน เสือเกียร์แห่งสระว่ายน้ำ โดนหมอน้ำแข็งตอกกลับด้วยความเงียบจนกลายเป็นหมาหงอย!” “แต่กูว่าสายตาหมอเขาชัดเจนมากเลยนะ” น็อตช่วยสรุปพลางกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย “แปลความหมายได้สั้นๆ ว่า... ‘อย่ามาเสือก’ จบข่าว แยกย้ายกลับบ้านได้” เกียร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากฝ่ามือ ลมหายใจที่พ่นออกมาทางจมูกร้อนผ่าว ดวงตาคมกริบที่เคยมีความขี้เล่นบัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยประกายความดื้อดึง เขาหันไปมองตามเส้นทางเดินที่ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตขาวเพิ่งเดินลับหายเข้าไปในตึกศูนย์แพทย์ ความอับอายที่แล่นพล่านอยู่ในอก ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยแรงกระตุ้นประหลาด สายตาเย็นชาคู่นั้น... ริมฝีปากที่เม้มสนิทนั่น... และความหยิ่งทะนงที่ไม่ยอมชายตามองใคร ‘คิดว่ามองกูเป็นเชื้อราแล้วกูจะยอมมุดหัวลงท่อหนีเหรอวะ’ เกียร์คิดในใจ ขบกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด “หัวเราะกันให้พอนะพวกมึง” เกียร์เค้นเสียงพูด น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังจนเพื่อนทั้งสามคนเริ่มชะงักเสียงหัวเราะลงเล็กน้อย ร่างสูงลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่ากว้างข้างหนึ่ง สายตามุ่งมั่นจ้องตรงไปยังตึกคณะแพทย์อย่างไม่วางตา “มึงจะเอาไงต่อ อย่าบอกนะว่าจะไปดักเคลียร์กับเขา” เจมส์ถามอย่างระแวง “เคลียร์อะไรล่ะ” เกียร์ยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นหน้าและความท้าทายขั้นสุด “กูพูดคำไหนคำนั้น คนนี้แหละ... กูจะเอามาเป็นเมียให้ดู คอยดูเถอะว่ากูจะทำให้สายตาว่างเปล่านั้น มองแค่กูคนเดียวให้ได้!” “มึงมันบ้าไปแล้วไอ้เกียร์!” ไต้ฝุ่นตะโกนไล่หลัง เกียร์ไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อน เขาสาวเท้าก้าวออกจากลานช็อปทันทีด้วยความเร็ว จุดมุ่งหมายไม่ใช่หอพัก แต่คือการไปสืบหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ ‘ภีมภัทร สิริเดชากุล’ เปิดตัวได้พังพินาศขนาดนี้... พรุ่งนี้เช้าคงต้องจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบไปทักทายคุณหมอถึงที่เสียแล้ว!บทที่ 5: เกียร์ลงถังขยะรีไซเคิลหลังจากผ่านศึกพายุฝนและโศกนาฏกรรมร่มดอกเห็ดหงายท้องเมื่อวานเย็น สภาพของกัปตันทีมว่ายน้ำผู้เกรียงไกรแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็แทบไม่ต่างอะไรจากลูกหมาตกคลอง เกียร์ต้องนอนซมซดน้ำขิงผสมยาพาราเซตามอลดักไข้ไปสองเม็ด แต่ต่อให้ร่างกายจะประท้วงด้วยอาการจามฟุดฟิด ความมั่นหน้าในสมองกลับไม่เคยลดละลงเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียวลานช็อปวันแรก โดนมองเป็นเชื้อราในจานเพาะเชื้อหน้าร้านลุงปรีชา โดนตราหน้าเป็นคนสติไม่สมประกอบพร้อมเศษเงินทำทานแปดสิบบาทหน้าคณะแพทย์ โดนถามว่าจะให้โทรเรียกรถเก็บขยะมารับซากมอเตอร์ไซค์ไหมและเมื่อวาน... โดนตอกหน้าหงายด้วยร่มพับคันจิ๋วสีฟ้าพาสเทลความล้มเหลวติดต่อกันสี่ครั้งซ้อนกลายเป็นไฟสุมอกเด็กช่างให้เดือดพล่าน ในเมื่อแผนการรุกหน้าด้านก็พัง แผนแกล้งเท่แบบพระเอกซีรีส์ก็พับไม่เป็นท่า มันก็ถึงเวลาต้องงัดไม้ตายก้นหีบที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเด็กช็อปออกมาใช้ไม้ตายระดับตำนานที่มีคำสาบานสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น... ‘เกียร์อยู่ที่ใคร ใจอยู่ที่นั่น’เวลาบ่ายสองโมงตรง ใต้ถุนอาคารเรียนรวมฝั่งศูนย์การแพทย์เกียร์นั่งยองๆ ซุ่มอยู่หลังพุ่มเข็มตัดแต่งทรงกลมริมทางเดิน
บทที่ 4: ร่มดอกเห็ดกลางพายุท้องฟ้าเหนือมหาวิทยาลัยช่วงบ่ายสามโมงครึ่งเปลี่ยนเป็นสีเทาดำทะมึน เมฆฝนก้อนมหึมาลอยต่ำลงมาบดบังแสงตะวันจนบรรยากาศมืดมิดเหมือนหัวค่ำ กลิ่นไอดินชื้นและกลิ่นโอโซนในอากาศลอยฟุ้ง ลมพายุหมุนพัดกวาดเอาเศษใบประดู่แห้งและฝุ่นทรายปลิวว่อนไปตามถนน ก่อนที่ม่านฝนเม็ดเป้งจะเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีการตั้งเค้าเตือนล่วงหน้าเสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีของโรงช็อปเครื่องกลดังสนั่นหวั่นไหว ละอองน้ำสีขาวขุ่นฟุ้งกระจายจนมองเห็นตึกฝั่งตรงข้ามแทบไม่ชัดเจน“ตกหนักฉิบหาย ตกเหมือนจะล้างโลก!”ไต้ฝุ่นที่นั่งขัดกระดาษทรายอยู่บนม้าหินอ่อนใต้ถุนช็อปตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้องคำราม เขาขยับตัวหลบละอองน้ำที่สาดเข้ามาตามช่องลมระบายอากาศ “แบบนี้งานเขียนแบบภาคบ่ายของพวกเราได้เปียกยุ่ยเป็นโจ๊กแน่ มอเตอร์ไซค์กูก็จอดตากฝนอยู่ข้างนอก เบาะเปียกหมดแล้วมั้งเนี่ย”“กรมอุตุฯ แจ้งเตือนมรสุมเข้าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว มึงไม่เคยเปิดอ่านการแจ้งเตือนในโทรศัพท์เลยหรือไง” น็อตพูดขึ้นเสียงเรียบ มือยังคงบรรจงสอดชีตคำนวณโครงสร้างใส่ซองพลาสติกซิปล็อกอย่างใจเย็น “คนไม่มีการเตรียมพร้อม ก็ต้องมานั่งโวยวายกับสภา
บทที่ 3: เก๊กหล่อจนล้อจมโคลนหลังจากเหตุการณ์สุดขายขี้หน้าที่ร้านกาแฟลุงปรีชาเมื่อตอนเจ็ดโมงเช้า กฤษณะก็แทบไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวัน ข้อหา ‘คนสติไม่สมประกอบ’ ที่คุณหมอหน้าหวานประเคนให้พร้อมสลิปโอนเงินแปดสิบบาท ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งในกลุ่มไลน์เด็กช็อปที่ไอ้เจมส์กับไอ้ฝุ่นเอาไปปั่นจนสติกเกอร์หัวเราะเด้งรัวเป็นร้อยข้อความ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของอดีตนักกีฬาว่ายน้ำตัวเต็งก็ยิ่งถูกบดขยี้จนแทบไม่เหลือชิ้นดีเขาจะยอมจบวันนี้ลงด้วยสภาพไอ้ขี้แพ้แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาดเกียร์กลับไปกบดานที่ห้องพักตอนบ่าย จัดการเสียบสายชาร์จมือถือทิ้งไว้จนแบตเตอรี่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ยัดกระเป๋าสตางค์หนังแท้ใบหนาที่อัดแน่นไปด้วยเงินสดลงกระเป๋ากางเกงยีนส์อย่างแน่นหนา ตบท้ายด้วยการเดินลงไปที่ลานจอดรถใต้ดิน ดึงผ้าคลุมกันฝุ่นออกจากมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ทรงสปอร์ตเนกเก็ตสีดำด้านขนาดเก้าร้อยซีซีลูกรักที่เขาเช็ดเคลือบเงาจนขึ้นวาววับเสื้อยืดสีเทาเข้มเนื้อดีพอดีตัวขับเน้นช่วงอกผายและลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นตึง สวมทับด้วยเสื้อช็อปสีกรมท่าที่สะบัดชายเสื้อเปิดกว้าง กางเกงยีนส์เดนิมสีเข้มเข้ารูปรับกับรองเท้าคอมแบทหนังแ
บทที่ 2: อเมริกาโน่หนึ่ง เกียร์แถมหนึ่งกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดหอมกรุ่นลอยปะปนไปกับไอดินชื้นน้ำค้างยามเช้าตรู่ ลานใต้ร่มไม้หน้าซุ้มกาแฟโบราณใต้ถุนอาคารเรียนรวมยังคงปลอดโปร่ง ลมเย็นพัดยอดใบประดู่ปลิวกระจายลงบนพื้นปูนขัดมัน เวลาเจ็ดโมงสิบห้านาทีเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นยอดตึก มีเพียงเสียงนกร้องกระจิบกระจาบกับเสียงเคาะก้านชงกาแฟกระทบถังขยะสแตนเลสดัง ปัง ปัง เป็นจังหวะสม่ำเสมอลุงปรีชา ชายวัยห้าสิบปลายๆ รูปร่างท้วมในชุดผ้ากันเปื้อนยีนสีซีด ผูกผ้าขาวม้ารอบเอว กำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบหยดน้ำบนเคาน์เตอร์ไม้ ดวงตาฝ้าฟางหลังกรอบแว่นสายตาเหลือบมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนปักหลักอยู่ตรงหัวมุมเคาน์เตอร์มาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว“ไอ้เกียร์ เอ็งมายืนดักตีหัวใครแต่เช้าวะเนี่ย”ลุงปรีชาเอ่ยทักพลางส่ายหัว มือกดน้ำร้อนลวกแก้วชง “ร้อยวันพันปี ลุงเห็นเอ็งโผล่มาตอนบ่ายแก่ๆ พร้อมลูกฟุตบอลกับพวกไอ้ฝุ่น วันนี้มาตั้งแต่ตะวันเพิ่งโผล่ แถมแต่งตัวเนี้ยบผิดปกติ เสื้อช็อปก็รีดมาเรียบกริบ เอ็งโดนอาจารย์คนไหนสั่งทำทัณฑ์บนมารึไง”คนที่ยืนพิงเสาปูนอยู่ข้างเคาน์เตอร์หัวเราะหึในลำคอ เกียร์ อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวส