Masuk“เดี๋ยวพวกเราก็มาจับฉลากเลือกห้องกันเลยดีไหมครับ”
“ดี!”
“งั้นมาเริ่มกันเลย หนึ่งห้องต่อสองคนนะ”
พอมาถึงค่ายที่เป็นจุดหมายปลายทาง รุ่นพี่ก็จัดการจับฉลากขึ้นเพื่อหาคนที่จะต้องนอนด้วยกันสองคนต่อหนึ่งห้อง ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นค่ายสันทนาการขนาดใหญ่ เพราะมีด่านต่าง ๆ มากมายตลอดทางที่นั่งรถบัสมา
“เชี่ยเอ๊ย! ทำไมกูได้นอนกับมึงวะเฉิน”
“คิดว่ากูอยากนอนกับมึงเหรอ”
“พวกมึงเลิกทะเลาะกันได้แล้ว กูนี่สิไม่รู้จะได้นอนกับใคร”
หลังจับฉลากเสร็จ ปรากฏว่าทั้งเชฟและเฉินต่างก็ได้นอนด้วยกัน เหลือแค่คิงที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะได้นอนกับใคร ตอนนี้ทุกคนต่างก็เดินหารูมเมทของตัวเอง กันให้วุ่น แตกต่างจากคณะวิศวะที่รุ่นพี่เป็นคนกำหนดห้องให้ทุกคนเอง
“หื้ม...ทุกคนหารูมเมทเจอหมดแล้วเหรอ” คิงเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ ใครก็ตามที่เจอรูมเมตตัวเองแล้ว ต่างก็พากันนั่งลงหมด จะเหลือก็แต่คิงที่ยังยืนอยู่คนเดียว
“อะ พี่ลืมบอกไปว่ามีห้องเหลือห้องหนึ่งที่ไม่มีคู่ ต้องนอนคนเดียว น้อง...คิงนั่งลงได้” พี่มาร์กที่พวกเขาเคยเจอเป็นคนดำเนินกิจกรรมพูด คิงจึงนั่งลงกับที่ตัวเอง
“อิจฉาจริงที่มึงได้นอนคนเดียว เปลี่ยนกับกูไหมคิง”
“ทำไมมึงจะเปลี่ยน กูสิที่ต้องเปลี่ยนอะ”
“ไม่ต้องทะเลาะกันเลย กูไม่เปลี่ยนกับใครทั้งนั้นแหละ” คิงตัดบทสนทนาของทั้งคู่ก่อนจะหันหน้าไปมองทางคณะวิศวะที่เหมือนจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นกับพวกรุ่นพี่
“ทำไมห้องถึงไม่มี! นี่จองห้องกันยังไงให้ขาดไปห้องหนึ่ง คุณตอบผมมาหน่อย!”
แมนพูดเสียงดังต่อหน้ารุ่นน้องที่ทำหน้าที่จองห้องพักด้วยความโมโห จะไม่ให้โมโหได้ไงในเมื่อวันนั้นเขาก็บอกแล้วว่าให้จองห้องเพิ่มอีกหนึ่งห้อง อีกฝ่ายตกปากรับคำเขาแล้วแท้ ๆ แต่ในวันจริงห้องกลับขาดไปหนึ่งห้อง ซึ่งมันคือห้องของภาณุด้วย
“น่า ๆ อย่าไปโทษน้องมันเลย เดี๋ยวกูไปนอนห้องมึงก็ได้ กูไม่ติดอยู่แล้ว” ภาณุรีบห้ามเพื่อนตัวเองไม่ให้มีน้ำโห พยายามทำไม่ให้เรื่องมันใหญ่โตไปมากกว่านี้
“มึงจะนอนกับกูได้ไง กูนอนกับไอ้โจ้ แค่พวกกูสองคนเตียงนอนก็เต็มแล้ว” แมนมีสีหน้าลำบากใจขณะที่พูด เตียงขนาดพอให้สองคนนอน จะให้ผู้ชายร่างใหญ่สามคนไปนอนอัดกันบนเตียงเดียวก็อึดอัดตายแย่
“งั้นพี่ภาณุไปนอนห้องเดียวกับผมก็ได้นะครับ”
“ไม่ได้ จะไปนอนเบียดกันได้ไง เฮ้อ... เดี๋ยวกูไปลองขอฝั่งนิติดูว่าพวกนั้นพอจะมีห้องเหลือบ้างไหม” แมนรีบตัดสิ่งที่กานพูดทิ้งไปเขาเป็นคนเชิญภาณุมาเข้าร่วมค่ายด้วย จะให้มันไปนอนอัดสามคนก็คงไม่ใช่เรื่อง
แมนเดินไปหามาร์กที่เป็นคนคุมกิจกรรมของคณะนิติ เพื่อลองถามดูว่าอีกฝ่ายยังมีห้องเหลือไหม
“มาร์ก คณะนิติของมึงได้จองห้องเหลือเอาไว้สักห้องไหมวะ”
“หื้มมม ไม่มีอะ ทำงานกันยังไงให้ห้องขาดวะ ไม่เช็กห้องก่อนจองกันหรือไง ทำงานชุ่ยจริง ๆ เป็นประธานรุ่นประสาอะไรกัน” มาร์กได้ยินสิ่งที่แมนพูดก็บ่นขึ้นมาทันทีตามนิสัย
“พอ ๆ ไม่มีก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องมาบ่นกูมันแค่ความผิดพลาด กูไปละ” เพราะความขี้บ่นของมันนี่แหละแมนถึงไม่อยากมา ห้องก็ไม่มี ยังต้องมาโดนเจ้ามาร์กบ่นอีก เสียหน้าฉิบหายเลย
“ห้องอะไม่มี แต่รูมเมตรุ่นน้องอะไม่มีคนหนึ่ง ถ้าเจ้าคนไม่มีห้องวิศวะไม่รังเกียจ ก็ให้มันไปนอนร่วมกับรุ่นน้องกูก็ได้ เดี๋ยวกูบอกให้ อะนี่ รับกุญแจไป”
“เออ ขอบใจ เพื่อนกูไม่รังเกียจอยู่แล้ว” แมนรับกุญแจห้องมาแล้วก็รีบเดินกลับคณะของตัวเอง
“อะนี่กุญแจห้องมึงภาณุ แต่จะมีรุ่นน้องนิตินอนด้วยนะ มึงไม่ติดใช่ไหม”
“กูไม่ติดอยู่แล้ว”
“เอองั้นก็ดี จะได้เริ่มสักที เลตมาพอสมควรแล้ว” แมนพูดจบก็หันหน้าไปมองรุ่นน้องปีหนึ่งที่นั่งเรียงรายอยู่ ก่อนพูดขึ้นเสียงดัง
“อะทุกคน งั้นก่อนจะเริ่มกิจกรรมรับน้องก็ให้ทุกคนเอาของไปเก็บที่ห้องกันก่อนนะ เข้าใจไหม!”
“ครับ/ค่ะ”
“ผมถามว่าเข้าใจไหม ตอบให้มันเสียงดัง ๆ หน่อย”
“ครับ! / ค่ะ!”
“มีเวลาสิบนาที รีบไปแล้วก็รีบกลับมาที่นี่ล่ะ”
“เดี๋ยวมึงค่อยเอาไปเก็บตอนเย็นทีเดียว มาช่วยกูวางแผนก่อน” ขณะที่ภาณุเตรียมที่จะเอาสัมภาระไปเก็บที่ห้อง ก็ถูกแมนจับแขนเอาไว้ก่อน
“มึงนี่กะใช้งานกูให้คุ้มเลยใช่ไหมเนี่ย”
“เออสิ ฮ่า ๆ รีบมาช่วยกูวางแพลนกิจกรรมได้แล้ว”
อีกฟากหนึ่งที่คณะนิติ พอคณะวิศวะปล่อยปีหนึ่งให้เอาสัมภาระไปเก็บ คณะนิติเองก็ปล่อยนักศึกษาของตัวเองเหมือนกัน
“มึงมองอะไรอยู่วะไอ้คิง ไม่รีบเอาของไปเก็บเหรอ”
“เออ กูรู้แล้ว” คิงละสายตาที่มองคณะวิศวะ กลับมาถือสัมภาระของตัวเองและเฉินเดินตามเพื่อนไป
“เอ้า! พวกคุณเร็ว ๆ กันหน่อย ความกระฉับกระเฉงหายไปไหนกันหมด”
“พวกคุณก็เชียร์เพื่อน ๆ เสียงดังหน่อย อย่าเอาแต่นั่งเงียบ”
“นั่งให้ตรงแถวกันด้วยสิ”
กิจกรรมรับน้องของคณะวิศวะในช่วงเช้านั้นแสนจะวุ่นวาย พอเริ่มกิจกรรมแล้วเหล่าเฮดว้ากต่างก็ส่งเสียงตะโกนดุกันอย่างเต็มที่ รวมทั้งภาณุเองด้วย
ส่วนกิจกรรมรับน้องก็ไม่ใช่อะไรที่หนักหนา เป็นเพียงการแข่งขันคาบช้อนตักปิงปองส่งต่อกันเท่านั้น ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การรับน้องจึงกลายเป็นกิจกรรมสันทนาการที่สนุกสนานแทนไม่ใช่แบบเมื่อก่อน
“นี่น้องคนนั้นอะ รีบลุกขึ้นมาแนะนำตัวเลย”
“คิง พี่เขาเรียกมึงอะ”
คิงที่กำลังนั่งเหม่อมองไปยังฝั่งคณะวิศวะถูกเฉินสะกิดให้รู้ตัว จากที่มองคณะวิศวะอยู่ก็ละสายตาจากมา ก่อนพี่มาร์กจะเดินเข้ามาหาพร้อมพูดใส่ไมค์
“เอ้า! ทุกคนพร้อมกันนะ”
“ชื่ออะไร เอ้า! น้องชื่ออะไร น้องชื่ออะไร อะ น้องชื่ออะไร”
“ชื่อคิงครับ”
“ชอบทำท่าอย่างนี้ ชอบทำท่าอย่างนี้”
“ว้าย ๆ”
“กรี๊ดด ๆ”
คิงเพียงเต้นท่าง่าย ๆ เท่านั้นแต่เสียงกรี๊ดกร๊าดที่ดังขึ้นเมื่อตัวเองเต้นก็ทำเอาเขาหน้าแดง พอเต้นเสร็จก็รีบนั่งลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะถึงคิวของเฉินและเชฟที่เป็นคนต่อไป พวกเราทั้งสามคนพอเต้นแล้ว ก็เรียกได้ว่าทำเอาทุกคนในคณะกรี๊ดกร๊าดกันเสียงดังเลยทีเดียว
ไม่ทันไรกิจกรรมช่วงเช้าก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอถึงช่วงเที่ยง คณะนิติและวิศวะต่างก็พากันแยกย้ายไปกินข้าวเที่ยงของใครของมัน หลังจากนั้นก็เป็นกิจกรรมช่วงบ่ายในการเข้าเล่นกิจกรรมต่าง ๆ ภายในค่ายที่พักแห่งนี้ ซึ่งเป็นเหมือนค่ายสันทนาการที่มีกิจกรรมต่าง ๆ แบบเดียวกับการเข้าค่ายลูกเสือ
ด้วยความที่นี่นั้นใหญ่มาก จึงทำให้คณะนิติและวิศวะสามารถที่จะเล่นพร้อม ๆ กันในตอนบ่ายได้ โดยภายในคณะจะแบ่งแยกกันเป็นกลุ่มเพื่อไปเข้าเล่นกิจกรรมแต่ละด่านที่แตกต่างกันไป ไม่ให้คนไปรุมเล่นที่เดียวกันจนอึดอัด โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีรุ่นพี่เป็นหัวหน้าคอยคุม นำไปจุดเล่นกิจกรรมในด่านต่าง ๆ ที่มีอาจารย์คณะวิศวะและนิติเป็นคนดูแล
คิง เชฟและเฉินต่างก็อยู่กลุ่มเดียวกันร่วมกับเพื่อนในคณะอีกสามสี่คนและรุ่นพี่ปีสองอีกคนหนึ่ง กิจกรรมด่านแรกที่พวกเขาจะต้องเล่นก็คือการไต่เชือกข้ามแม่น้ำด้วยเชือกสองเส้นที่ขนานกันไปอีกฝั่งหนึ่ง
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับน้อง”
ขณะที่คิงกำลังจะไต่เชือกนั้นก็ถูกจับแขนเอาไว้ซะก่อน คนที่จับก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพี่ภาณุที่เป็นรุ่นพี่คณะวิศวะที่เกือบเฉี่ยวชนเขา
“ไม่ครับ ผมว่าเราไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนนะครับ”
“แล้วทำไมน้องถึงได้จ้องหน้าพี่อยู่ตลอดเลยล่ะ พี่เห็นนะว่าน้องมองหน้าพี่อยู่บ่อย ๆ”
“เพราะพี่หล่อมั้งครับ ผมเลยมองเพราะมันสบายตาดี”
“แต่สายตาน้องไม่เหมือนคนที่มองหน้าพี่เพราะคิดว่า พี่หน้าตาดีเลยนะ สายตาแบบนั้นมันเหมือนมีบางสิ่งที่อยากจะพูดออกมากับพี่มากกว่า”
คิงจ้องมองเข้าไปในดวงตาของพี่ภาณุตรงหน้า สายตาแบบนั้นเหมือนจะไม่รู้จักเขาจริง ๆ นัยน์ตาคิงสั่นไหวเมื่อพบกับความจริงที่ทำให้ผิดหวัง คนตรงหน้าอาจไม่ใช่คนคนนั้นในความทรงจำของตัวเอง
“คิง!”
“ไอ้คิง! เมื่อไรจะรีบมาวะ”
เสียงเชฟและเฉินตะโกนเรียกดังขึ้นจากอีกฝั่งของแม่น้ำดูเหมือนว่าเขาจะยืนคุยกับพี่ภาณุอยู่นาน จนคนที่ไต่เชือกไปก่อนเขาต่างก็ไปถึงอีกฝั่งไปหมดแล้ว จะเหลือก็แต่คิงที่ยังคงไม่ได้ไปไหนสักที
“พี่ภาณุแค่หน้าคล้ายคนที่ผมเคยรู้จักครับ” พูดจบคิงก็แกะมืออีกฝ่ายออกและเริ่มไต่เชือกอย่างรวดเร็วเพื่อไปอีกฝั่ง
“ลืมถามไปเลยว่าน้องมันรู้จักชื่อเราได้ยังไง...” พึ่งจะนึกได้ ภาณุก็เห็นรุ่นน้องที่เคยอยู่ตรงหน้านั้นไต่เชือกไปได้ครึ่งทางแล้ว แค่ในคณะคนที่รู้จักภาณุก็ว่าน้อยแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กปีหนึ่งคณะอื่นจะรู้จักเขาได้
“ดูเหมือนจะชื่อคิงสินะ”
ภาณุยืนกอดอกจ้องมองรุ่นน้องที่ชื่อคิงไม่ละสายตา พยายามนึกให้ออกว่าตัวเองเคยรู้จักคนที่ชื่อว่าคิงไหม เพราะสายตาของอีกฝ่ายที่มองมานั้นบ่งบอกได้เลยว่าพวกเขาจะต้องเคยเจอหน้ากันมาก่อนแน่ ๆ แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เขาก็จำไม่ได้เลยว่าเคยรู้จักคนคนนี้มาก่อน
ไม่ทันไรกิจกรรมช่วงบ่ายก็สิ้นสุดลง ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่ของที่นี่ และคนจำนวนมากของทั้งสองคณะรวมกัน ทำให้เล่นไปได้เพียงคนละครึ่งของด่านทั้งหมดที่มี เพียงแค่นี้ก็กินเวลาตั้งแต่ตอนบ่ายถึงเย็นที่เป็นเวลากินข้าวแล้ว
หลังจากเล่นสนุกและเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งบ่าย อาจารย์ของทั้งสองคณะจึงปล่อยให้นักศึกษาปีหนึ่งไปอาบน้ำล้างคราบเหงื่อคราบโคลนที่เปื้อนตามตัว ก่อนที่จะรวมตัวกันกินข้าวเย็นร่วมกันและเล่นกิจกรรมสันทนาการ ทำความรู้จักเพื่อน ๆ และรุ่นพี่แต่ละคน
ไม่ทันไรก็สามทุ่มกว่า ทั้งสองคณะต่างก็ปล่อยให้นักศึกษาปีหนึ่งกลับห้องพักของตัวเองหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
“กูง่วงจะตายแล้ว กิจกรรมรับน้องทำไมเหนื่อยจังวะ”
“นั่นก็เพราะตอนอยู่โรงเรียน ป๊ามึงไม่ให้เล่นกิจกรรมหนัก ๆ ไง พวกกูไปห้องก่อนนะคิง มีอะไรก็โทรมานะ” เชฟพูดกับคิงจบก็ลากเฉินที่ตาแทบจะปิดหลับอยู่แล้วกลับห้อง
“เออ รีบนอนกันล่ะ พรุ่งนี้จะได้มีแรง”
แม้แต่เปิดไฟคิงก็ไม่ยักจะทำ เมื่อเข้ามาในห้องเรียบร้อยจึงกดล็อกประตู ถอดรองเท้าเดินตรงไปที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนทันที อย่าว่าแต่เฉินเลย คิงเองก็เหนื่อยมาทั้งวันเช่นกัน ร่างกายอ่อนล้าจนอยากจะนอนตั้งนานแล้ว ล้มตัวลงนอนบนเตียงได้ เด็กปีหนึ่งก็หลับลึกจนเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
“หื้มม ประตูห้องล็อกเอาไว้เหรอ”
ภาณุที่แยกตัวออกมาจากช่วงปาร์ตี้หรรษาของรุ่นพี่วิศวะมาได้ แบกสัมภาระของตัวเองมาที่ห้องเพื่อเตรียมตัวนอน แต่ประตูห้องดันล็อกเอาไว้ซะอย่างนั้น ดีนะที่แมนมันให้กุญแจห้องมาแล้ว ไม่อย่างนั้นมีหวังคืนนี้เขาคงได้นอนนอกห้องแน่
“ปิดไฟนอนแล้วเหรอ มีใครอยู่ไหมครับ น้องนิติ
พี่เป็นรูมเมตห้องน้องนะ คงจะหลับแล้วสินะ...” เปิดห้องมาก็ต้องพบกับความมืดมิด ไร้สัญญาณตอบกลับใด ๆ จากคนในห้อง“ดูเหมือนจะเหนื่อยจนหลับไปแล้วสินะ” เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนในห้องที่นอนหลับไปแล้ว ภาณุจึงไม่ได้เปิดไฟ
หลังจากล็อกประตูห้องเรียบร้อย เขาก็ถือสัมภาระเดินเข้าไปในความมืดเพื่อหาที่วาง บนเตียงนอนในตอนนี้นั้นมีร่างใครบางคนนอนคว่ำหน้าหลับอยู่ กินพื้นที่ไปครึ่งเตียง
“โอ๊ยย ปวดไปทั้งร่างเลยเว้ย” ภาณุบิดตัวไปมาจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น ใครว่าเป็นรุ่นพี่ไม่เหนื่อยกัน ต้องคอยคุมเด็กที่อายุห่างจากตัวเองสองปีเป็นร้อย ๆ คน มันใช่เรื่องง่าย ๆ ที่ไหนกัน
“งั้นขอนอนก่อนละกัน พรุ่งนี้ตื่นมาค่อยจัดของ” ว่าแล้วภาณุก็ทิ้งตัวลงนอนที่พื้นที่ว่างของเตียง ก่อนนอนหลับตามคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ไปในเวลาไม่นาน
“เชี่ย! คำพูดเมื่อกี้ของเพื่อนกูเด็ดมาก นี่สิถึงจะเป็นไอ้คิงเพื่อนกูสมัยมัธยม โหดสาดด” เฉินเดินขึ้นหน้าไปกล่าวกับคิงด้วยสีหน้าตื่นเต้น อ่า..นานแค่ไหนแล้วนะที่เพื่อนเขาไม่ได้โหดแบบนี้ ทำเอาเฉินนึกไปถึงว่าคิงโดนสลับตัวโดยคนหน้าเหมือนไปแล้ว“หลีกไปเลย มึงนี่เชียร์แต่จะให้เพื่อนมีเรื่อง ทั้ง ๆ ที่คนที่กระจอกกว่าใคร ดูแลตัวเองก็ไม่ได้คือมึง” เชฟกลอกตา เดินขึ้นหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้มือดันศีรษะเฉินออกไป เกะกะขวางทางเดินของพวกเขาสองคน“ถึงกูจะไม่เก่งแต่กูรวยเว้ย! โลกนี้กูใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้นแค่พวกมึงสองคนไง ไม่งั้นพวกมึงไม่ได้มาเป็นเพื่อนกูหรอก” เฉินรีบวิ่งไปยืนต่อหน้าคิงและเชฟเอ่ยออกมาอย่างภูมิใจในอำนาจเงินของตัวเอง“เงินพ่อมึงเว้ย! ไม่ใช่เงินมึง” เชฟเอ่ยแก้ความเข้าใจผิดของเฉินให้“เงินป๊าก็คือเงินกูอยู่วันยังค่ำอะแหละ มึงพูดแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ” เฉินกอดอกพูดออกมาอย่างภูมิใจ“ไอ้นี่วอนแล้ว” เชฟได้ยินอย่างนี้ก็คิ้วกระตุก อยากจะเข้าไปสั่งสอนเฉิน แต่ก็โดนร่างสูงข้าง ๆ ห้ามเอาไว้ก่อน“พอ ๆ เลยพวกมึงสองคน เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ถ้าต่อไปไม่มีกูคอย
“อื้มม...ซี้ดด...ทำไมข้างหลัง...ซี้ดด มันอึดอัดจังวะ” ภาณุเอ่ยขึ้นมาตอนเช้าเมื่อเริ่มรู้สึกตัวแม้ว่าตาจะยังหลับอยู่ก็ตาม เวลาเขาขยับตัวมันรู้สึกเสียวไปทุกครั้งเลยแม้จะขยับเพียงนิดเดียว ยิ่งกับช่องทางด้านหลัง ยิ่งรู้สึกว่ามันแน่นมากผิดปกติ“อื้มม...พี่ภาณุอย่าขยับมากสิครั...ซี้ดดด...ยิ่งพี่ขยับผมยิ่งเสียวนะ...อ่า...หรือพี่ภาณุอยากให้ผมแตกในตอนเช้าแบบนี้ก่อนไปเรียนดีครับ” คิงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเหยเก เวลาที่พี่ภาณุขยับตัวเขาเสียวจะแย่จนตื่นนอนเลยเมื่อได้ยินเสียงกระเส่าของคิงที่ดังขึ้นข้างหู ภาณุก็ลืมตาตื่นขึ้นทันควัน มองสภาพร่างกายของตัวเองในตอนนี้ที่มีแขนสีขาวกอดรัดร่างอยู่ พร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่ช่องทางด้านหลังที่คับแน่น พอลองขมิบดูก็ได้ยินเสียงครางกระเส่าและลมหายใจร้อนของคิงรดที่ต้นคอ บวกกับคำพูดของคิงในสถานการณ์แบบนี้ ภาณุก็รู้ทันทีเลยว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองอึดอัดที่ด้านหลัง“ไอ้คิง!” ภาณุตะโกนเรียกชื่อคิงเสียงดังเมื่อเขาลองคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ปรากฏว่าตั้งแต่ที่หยุดพักกันจนหลับ เขายังไม่เห็นหรือรู้สึกแต่อย่างใดว่าคิงนั้นถอนลำแก่นกายออกไปจากตัวเลย
“พี่ภาณุจะให้ผมแก้ผ้าโป๊อยู่คนเดียวเหรอครับ” ทันทีที่พี่ภาณุวางคิงลงบนเตียงนอนเขาก็เอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าคนพี่ไม่มีทีท่าที่จะถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวออกเลย“ใจร้อนจริงวัยรุ่นเนี่ย” ภาณุเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออก แต่ก็เป็นการถอดที่ช้ามาก ผ่านไปเกือบนาทีภาณุพึ่งจะปลดกระดุมเสื้อได้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น ภาณุต้องการยั่วให้เด็กน้อยใจร้อนเล่น แกล้งเจ้าหัวทุยที่มันกำลังกระดกผงกหัวน้ำสีใสปนขาวขุ่นไหลเยิ้มลงเตียงนอนเขา“ถ้าพี่จะถอดช้าขนาดนี้ เดี๋ยวผมช่วยถอดเองครับ” เห็นคนพี่ตั้งใจถอดช้าขนาดนี้ จากที่คิงตั้งใจรอให้พี่ภาณุถอดเสื้อผ้าเอง เขาก็ลุกขึ้นเข้าไปช่วยพี่ภาณุจนร่างกายคนพี่ไม่มีเสื้อเหลืออยู่สักชิ้นคิงดึงร่างคนพี่เข้ามาสวมกอด ใช้มือลูบไล้ไปตามลำตัวคนพี่ทุกสัดส่วน ขณะที่ปากก็ดูดเม้มสร้างรอยรักขึ้นรอบคออีกฝ่าย มือคิงจับแก่นกายสีไข่ของตัวเองและแก่นกายสีเนื้อของพี่ภาณุมาประกบกัน ก่อนจะกำแท่งเนื้อสองแท่ง ชักรูดขึ้นลงอย่างพร้อมเพรียงกันทำให้ภายในห้องลุกเป็นไฟ ทั้งคิงและพี่ภาณุต่างก็เปล่งเสียงครางกระเส่าออกมาอย่างเต็มที่ พวกเขาสองคนผลัดกันล
“คิงลงมากินข้าวได้แล้ว” ภาณุตะโกนเรียกคิงที่ขึ้นไปอาบน้ำชั้นสองให้ลงมากินข้าวเย็นหลังจากพวกเจ๊เกียงออกไป ภาณุกับคิงก็ช่วยกันทำความสะอาดบ้านขนานใหญ่จนสะอาดเหมือนเก่า การทำความสะอาดบ้านทำให้พวกเขาสองคนทั้งเหนื่อยและเนื้อตัวสกปรก เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่ออันไม่พึงประสงค์ภาณุที่ต้องรับหน้าที่ทำอาหารจึงขึ้นไปอาบน้ำก่อนเพื่อที่จะได้ลงมาทำอาหารเย็นเร็ว ๆ เมื่ออาบน้ำเสร็จภาณุก็ลงมาทำอาหารด้านล่าง ส่วนคิงก็ขึ้นไปอาบน้ำแทนจนเวลานี้ภาณุทำอาหารเสร็จแล้ว คิงก็ยังไม่ลงมาเลย ภาณุจึงต้องตะโกนเรียกไม่ได้รับการตอบกลับจากคิง ภาณุก็ขมวดคิ้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะรอกินพร้อมกัน แต่ดูท่าคิงน่าจะยังอาบน้ำไม่เสร็จ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมคิงถึงได้อาบน้ำนานนัก แต่ภาณุนั้นหิวมากจากการใช้แรงมาทั้งวัน เขาทนไม่ไหวที่จะต้องรอจึงตักข้าวนั่งกินก่อน“พี่ภาณุครับ”พรวดด!ภาณุเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก แต่ทันทีที่เห็นร่างเจ้าของเสียงเรียกนั้น อาหารที่อยู่ในปากภาณุถึงกลับพุ่งออกมาอย่างแรงภาพตรงหน้าคือคิงที่ยืนอยู่บนบันไดด้วยสภาพโป๊เปลือยร่างกายชุ่มน้ำ พันผ้าขนหนูสีขาวเอาไว้รอบเอว มัด
“เอาล่ะถึงบ้านกูแล้ว ส่วนมึงก็กลับบ้านตัวเองไปได้แล้ว” ทันทีที่ภาณุขับซิ่งพาคิงมาถึงหน้าบ้านของตัวเอง ก็เอ่ยไล่คนที่นั่งซ้อนท้ายลงไป“หื้มม พี่ภาณุจะไม่ให้ผมนอนที่นี่ด้วยเหรอครับ” คิงเกยคางบนไหล่คนพี่ พูดน้ำเสียงออดอ้อน“มึงจ้างกูแค่ให้มาส่งที่บ้านนี่ แล้วกูไปบอกตอนไหนกันว่าจะให้นอนด้วย เพราะงั้นบ้านมึงอยู่ที่ไหนก็กลับไปได้แล้ว” ภาณุพยายามที่จะแกะมือคิงที่เกาะเอวตัวเองแน่นออก แต่ก็ไม่หลุดสักที อีกฝ่ายกลับยิ่งกอดแน่นกว่าเดิมอีก“นี่ฟ้ามันก็มืด พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้วนะครับพี่ภาณุ พี่จะใจร้ายให้ผมเดินทางกลับคนเดียวหรือไงครับ” คิงกอดรัดเอวคนพี่แน่นขึ้นเมื่อคนพี่พยายามที่จะแกะแขนเขา ส่วนปากก็เอ่ยประโยคเหมือนจะน้อยใจคนพี่ขึ้น“มึงโตเป็นควายขนาดนี้แล้ว ด้วยกล้ามเป็นมัด ๆ นั่น ไม่มีใครมาทำร้ายมึงได้หรอก อีกอย่างกูไม่ได้ให้มึงเดินกลับซะหน่อย แท็กซี่ก็มี โบกเรียกให้ไปส่งสิ หรือมึงจะให้กูไปส่งที่หอ” สุดท้ายพอแกะแขนคิงไม่ออก ภาณุก็ได้แต่นั่งให้คิงกอดอยู่อย่างนั้นขณะที่พูด“ไม่เอาครับ ผมไม่อยากไปนอนที่หอ ผมอยากนอนที่บ้านพี่ภาณุด้วย” คิงใช้คางถูไถกับไหล่คนพี่ พ
“หื้มม” คิงส่งเสียงขึ้นด้วยความแปลกใจหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่อง เขาพบว่ามีผ้าห่มอยู่บนตัวเขาที่ข้าง ๆ ก็ยังมีธูปที่ไหม้ไปจนเกือบหมดปักอยู่ในแก้วใส่ข้าวสาร“ตื่นแล้วก็เข้ามาอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะไปส่งที่มหา’ลัยด้วย” คิงยังตื่นได้ไม่ดีเท่าไร ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกพร้อมเสียงของพี่ภาณุ“พี่...พี่ภาณุเชิญผมเข้า...เข้าไปในบ้านได้แล้วเหรอครับ” คิงตกใจ ไม่คิดว่าพี่ภาณุจะเรียกให้ตัวเองเข้าบ้านเร็วขนาดนี้ เขาคิดว่าพี่ภาณุจะต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านคนเดียวไปอีกหลายวันเหมือนคิงซะอีก“เออสิ รีบเข้ามาอาบน้ำได้แล้ว พวกเราจะได้ไปเรียนกัน” ภาณุเอ่ยอย่างรำคาญ หันตัวกลับเข้าไปในบ้าน“ดะ...เดี๋ยวครับพี่ภาณุ พี่ไม่ต้องการอยู่คนเดียวแล้วเหรอครับ” คิงรีบลุกขึ้นไปจับมือพี่ภาณุเอาไว้ แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงคิงกลัวว่าพี่ภาณุอาจแค่กำลังพยายามทำตัวให้ไม่เสียใจ แต่ในใจลึก ๆ นั้นยังคงเศร้าอยู่ คิงอยากให้พี่ภาณุปลดปล่อยความเศร้าที่มีอยู่ออกมาทีเดียวให้หมดมากกว่า แทนที่จะเก็บมันเอาไว้ภายในใจรอวันที่มันจะปะทุออกมา“กูได้อยู่คนเดียวแล้วไง แค่เมื่อวาน
นับจากวันนั้นที่พี่ภาณุมาหาคิงที่ห้องเขาก็เลิกเก็บตัว เข้าเรียนและทำตัวตามปกติเหมือนก่อนหน้านั้น ซึ่งเชฟและเฉินก็ดีใจมากที่เพื่อนสนิทตัวเองกลับมาทำตัวเป็นปกติ ไม่ต้องให้เป็นห่วงอีกต่อไป ส่วนเรื่องฝันร้ายนั้นพอถามคิงไปคิงก็บอกว่าตัวเองนั้นไม่ฝันร้ายอีกต่อไปแล้วเฉินนั้นดีใจมากที่แผนที่ตัวเอ
“อื้มม”เมื่อแสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในห้อง คิงที่นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ก็เริ่มรู้สึกตัวตื่น ความร้อนจากแสงแดดเมืองไทยไม่เคยปรานีใครแม้จะนอนอยู่ในห้อง ความร้อนแรงก็ยังคงสาดส่องเข้ามาให้รู้สึกร้อนอยู่ตลอดเวลาหนุบหนับ ๆ“หื้มมมม”‘อะไรนุ่ม ๆ วะ’ยังไม่ทันลืมตาตื่น มือของคิงก็สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย
“เฮือก!”คิงลืมตาตื่นลุกขึ้นนั่งบนเตียงหอบหายใจอย่างรัวเร็ว ภายในห้องที่มืดสลัวชายหนุ่มมีสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ เขาหายใจอย่างรุนแรง มือแนบหน้าอกจับบริเวณหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพักเขาถึงจะทำตัวให้สงบลงได้สักที“นี่ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ”เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วที่คิงต้องฝันร้ายทุ
“นี่! มันชื่อภาณุ วิศวะปีสาม อดีตเดือนคณะวิศวะ ไอ้นี่แหละที่เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับปาดหน้าพวกเรา” เชฟกลืนอาหารที่อยู่ในปากลงคอแล้วยื่นมือถือตัวเองให้คิงดู ปากก็พูดข้อมูลที่ตัวเองสืบหามาได้ให้อีกฝ่ายได้ฟังในตอนนี้พวกเขาสามคนกำลังนั่งกินข้าวอยู่ภายในโรงอาหารของคณะ กินข้าวไปได้สักพักหนึ่งสายสื







