Masuk"เดี๋ยวลูกพาเพื่อน ๆ ไปเดินชมด้านในก่อนนะ ระวังพวกนักข่าวด้วยล่ะ พวกนี้เหมือนแมลงสาบอยู่ไปทุกที ป๊าไปคุยกับผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก่อน" เจินเอ่ยจบก็พาผู้ติดตามแยกกับเฉินไปทางผู้อำนวยการที่รออยู่อีกด้าน
"พวกเราก็เข้าไปกันเถอะ" เฉินหันไปกล่าวกับเพื่อนที่อยู่ด้านหลังก่อนจะเดินนำเข้าไปใน 'สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตะวัน' มรดกที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้เขา
เชฟหันไปมองทางที่ป๊าเฉินเดินไป เขาเห็นคนที่คุ้นเคยอย่างพ่อตัวเองกำลังยืนพูดคุยอย่างสนุกสนานกับผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กแห่งนี้ เมื่อเห็นพ่อตัวเองทำตัวสนิทเหมือนรู้จักกับผู้อำนวยการที่นี่มานาน เขาก็ยิ้มเหยียดก่อนจะเดินตามเฉินไป
คนที่มาในครั้งนี้มีเชฟกับคิงที่เป็นเพื่อนของเฉิน และยังมีพี่มาร์กที่เป็นประธานคณะนิติมาด้วย เพราะงานนี้ป๊าเฉินเชิญคณะนิติของมหาวิทยาลัยมาร่วมด้วย และเมื่อมีคิงก็ต้องมีพี่ภาณุมาด้วยเช่นกัน ภาณุเห็นว่าจะมีการทำบุญเลี้ยงเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็เลยชวนแมนและคนรู้จักอย่างเพื่อนตัวเองในคณะมาช่วยกัน แล้วก็ยังชวนหลานรหัสของตัวเองมาช่วยด้วยอีกแรง
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เฉินได้มาที่นี่ เขาจึงรีบเดินเพื่อต้องการสำรวจสถานที่แห่งความทรงจำของป๊าม้า พอหันไปมองทางด้านหลัง เห็นเพื่อนที่มาด้วยพากันเดินอย่างเชื่องช้าเขาก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะคลายออกและตัดสินใจสำรวจที่นี่เองตัวคนเดียว รอบสถานเลี้ยงเด็กเต็มไปด้วยผู้ชายใส่สูทสีดำที่เป็นลูกน้องของป๊า เฉินจึงไม่กลัวอะไร
"เอ้า! เฉินหายไปไหนแล้ววะ" คิงเอ่ยถามเชฟขึ้น เมื่อกี้เขามัวแต่คุยกับพี่ภาณุ เงยหน้าอีกทีเฉินที่เดินนำหน้าไปก็หายไปไม่เห็นแม้แต่เงาแล้ว
"มันคงอยากเดินคนเดียวมั้ง เห็นเดินหายไปนู่นอะ" เชฟชี้ไปยังจุดสุดท้ายที่เห็นเฉินเดินเลี้ยวหายไป
"แล้วมึงไม่ตามมันไปอะ" คิงเอ่ยถามเชฟด้วยความไม่เข้าใจ
"ไม่เอาอะ กูขี้เกียจเดิน แล้วที่นี่ก็มีแต่ลูกน้องป๊ามันทั้งนั้น กูไม่ห่วงว่ามันจะเป็นอะไรหรอก มึงจะไปไหนกับพี่ภาณุก็ไป เดี๋ยวกูนั่งอยู่ที่นี่แหละ ไม่อยากเป็นก.ข.ค." เชฟเอ่ยจบก็เดินไปหาที่นั่งบริเวณศาลาที่อยู่ในร่มไม้
"ช่างเถอะ งั้นพวกเราไปเดินสำรวจกันก่อนไหมครับพี่ภาณุ อีกนานเลยกว่างานจะเริ่ม คงยังไม่มีอะไรให้พวกเราช่วยในตอนนี้" คิงพอลองคิดตามก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูด ที่นี่ในตอนนี้ปลอดภัยยิ่งกว่าที่ไหน ๆ แล้ว รอบ ๆ ต่างก็เต็มไปด้วยบอดี้การ์ด เขาจึงชวนพี่ภาณุไปเดินสำรวจ
"เอางั้นก็ได้ ยังไงพวกเราก็มาก่อนเวลามาก" ทันทีที่ภาณุพูดจบมือก็ถูกคิงจูงวิ่งไปอย่างเร็ว
"นี่ตะวัน มึงจะเลิกงอนกูได้ยังอะ กูไม่ได้ตั้งใจจะลืมนัดมึงจริง ๆ นะ ตอนนั้นกูมีเรื่องด่วนจริง ๆ เพราะงั้นเลิกงอนเถอะน้าาา" พีวิ่งตามตะวันก่อนจะจับร่างอีกฝ่ายให้หันหน้ามาคุยกัน แล้วจับมือทั้งสองข้างของตะวันเอาไว้ขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
"มึงปล่อยให้กูรอทั้งวัน กูไม่หายงอนหรอกไอ้พี" ตะวันพูดด้วยความมันเขี้ยว สะบัดมืออีกฝ่ายออกแล้วหันตัวเดินไปอีกทางอย่างเร็ว
"เดี๋ยว รอกูด้วยตะวัน" พีไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ได้แต่วิ่งตามตะวันที่เดินหนีไป
"มึงมาที่นี่ได้ยังไง" แมนเอ่ยถามคนที่เดินอยู่ข้างกันอย่างมาร์ก
"นั่นควรเป็นกูมากกว่าที่ต้องถาม นี่เป็นงานของพ่อรุ่นน้องในคณะกูร่วมกับคณะนิติ คณะวิศวะพวกมึงอะมาได้ไง" เมื่อได้ยินคำถามจากชายร่างใหญ่ มาร์กก็หันไปเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยความรำคาญ มองไม่เห็นหรือไงว่ามีนักศึกษาและอาจารย์คณะนิติอยู่เต็มไปหมด จะมีก็แต่พวกวิศวะที่มากันแต่นักศึกษา แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ
"อึกก... ทำไมพวกกูจะมาไม่ได้ ก็ไอ้ภาณุมันชวนพวกกูมา ไอ้ภาณุเป็นแฟนเพื่อนเฉิน เพราะงั้นพวกกูมากันได้อยู่แล้ว" แมนแม้จะสะอึกอยู่บ้างแต่ก็รีบตอบไปอย่างมั่นใจ
"พวกคณะวิศวะนี่ประสาทจริง กูไม่ว่างมาคุยเล่นกับมึงหรอกไอ้แมน งานก็เยอะ กูไปทำงานดีกว่า" มาร์กไม่อยากคุยกับเจ้าโง่นี่อีกต่อไป จึงหมุนตัวเดินไปจุดที่อาจารย์ในคณะรวมตัวพูดคุยกับผู้อำนวยการที่นี่แทน
"เดี๋ยว ที่มึงพูดหมายความว่ายังไงไอ้มาร์ก มึงว่าคณะกูประสาทเหรอ" แมนถามเสียงดัง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ฟังแถมยังเดินหนีไปแล้ว เห็นอย่างงั้นแมนก็รีบวิ่งตามไปเพื่อคุยให้เคลียร์
"ที่นี่คือสถานที่ในความทรงจำของป๊าม๊า" เฉินมองไปรอบห้องอาหารที่ดูเหมือนใหม่ แต่สีตามอาคารนั้นมีรอยหลุดร่วงเต็มไปหมด บ่งบอกถึงเวลาที่มันผ่านมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินได้มาในสถานที่สำคัญที่ม้าทุ่มเทดูแล ความทรงจำของม๊านั้นช่างเลือนรางเหลือเกินสำหรับเฉิน เพราะตอนที่ม๊าจากไปเฉินก็อายุเพียงไม่กี่ขวบเท่านั้น ยิ่งผ่านมานานสิบกว่าปี ความทรงจำที่เคยมีร่วมกับม้าก็เริ่มหายไป เฉินถึงตื่นเต้นนักที่ได้มาดูสถานที่ในความทรงจำที่ป๊าและม๊าใช้ร่วมกัน
"นี่เจ้าเหมียว นายอย่าแย่งคนอื่นกินสิ นั่นชามของนาย กินชามของตัวเองไป"
"ฉันบอกแล้วไงให้กินของตัวเอง ทำไมนายชอบแย่งชามเพื่อนกินจังเนี่ย"
ขณะที่เฉินกำลังชมสถานที่ในความทรงจำของป๊าม้าก็ได้ยินที่ค่อนข้างคุ้นหูไม่ไกล เสียงของอีกฝ่ายทำลายความเงียบสงบจนเฉินสัมผัสได้ทันที
เขามองไปรอบ ๆ บริเวณนี้ ไม่ค่อยมีคนของสถานเลี้ยงเด็กเหลืออยู่นัก เพราะส่วนใหญ่จะอยู่กันที่ด้านหน้ารอต้อนรับแขก ส่วนเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กก็ถูกจัดให้ไปรวมตัวที่ด้านหน้าแล้ว บริเวณนี้สมควรไม่มีคนนี่ แต่ทำไมถึงมีคนมาให้อาหารแมวในเวลานี้ได้กัน ด้วยความสงสัยเฉินจึงตัดสินใจเดินตามเสียงที่ได้ยินไป เขาอยากเห็นหน้าว่าใครกันที่หนีจากความวุ่นวายด้านหน้ามาหลบอยู่บริเวณนี้กับแมว
"เจ้าดำ ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปแย่งอาหารเจ้าขาว ในชามตัวเองก็มีอาหารอยู่เต็ม ทำไมชอบแย่งน้องกินนักเนี่ย!"
ทันทีที่เฉินเห็นคนที่กำลังวุ่นอยู่กับแมวบริเวณนี้ก็รีบหลบอย่างไว ภาพตรงหน้าทำให้เฉินตกใจหน่อยๆ เพราะคนที่กำลังคุยกับแมวตัวเล็กสีขาวและสีดำสองตัวอยู่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากปฐพี หัวหน้าแก๊งอันธพาลวิศวะปีหนึ่งที่เขาพึ่งจะมีเรื่องกับอีกฝ่ายไปไม่นาน
ในตอนนี้เจ้าหนุ่มวิศวะผิวแทนนั่นกำลังนั่งยองพูดกับแมวสองตัว ตัวสีดำชื่อขาว ตัวสีขาวชื่อดำ คอยกันแมวชื่อดำไม่ให้ไปแย่งอาหารแมวชื่อขาวกิน อุ้มเจ้าดำให้มากินอาหารในชามตัวเองที่มีอยู่เต็มชาม แต่เจ้าดำก็ไม่ยอม ต้องวิ่งไปแย่งเจ้าขาวเหมือนเก่า
เฉินยืนมองปฐพีพูดคุยกับแมวสองตัวนั่นจนผ่านไปหลายนาทีอย่างไม่รู้จักเบื่อ เขาไม่คิดไม่เลยว่าระดับหัวหน้าแก๊งวิศวะจะมานั่งทะเลาะกับแมวอยู่ที่นี่ พอคิดแบบนี้แล้วเฉินก็เผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
"มุมน่ารักก็มีนี่"
"ใครน่ะ!"
เฉินมองภาพปฐพีเล่นกับแมวเพลินจนลืมตัวไปว่าตัวเองกำลังแอบมองอีกฝ่ายอยู่ จึงเผลอพูดออกไปเสียงดังอย่างไม่รู้ตัว ทำให้คนที่กำลังเล่นกับแมวรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นมามองจุดที่เขาซ่อนอยู่พร้อมกับถามขึ้นเสียงดัง แต่ยังดีที่เฉินหลบตัวอย่างรวดเร็วเพราะเมื่อเห็นศีรษะอีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้น เขาก็รีบหลบเข้ามุมทันที
"จะว่าไปกูจะหลบทำไมวะ ที่นี่มันเป็นของกูนี่หว่า" เฉินจับหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติของตัวเองเพราะกลัวจะถูกจับได้ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเขานั้นไม่จำเป็นต้องหลบเลย ในเมื่อที่นี่คือสถานเลี้ยงเด็กของเฉินเองที่แม่ทำพินัยกรรมทิ้งเอาไว้ให้
"อะ!"
ขณะที่เฉินตั้งตัวได้แล้ว กำลังจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับปฐพี ทว่าก่อนที่เขาจะได้หมุนตัว ร่างที่สูงกว่าก็มาปรากฏขึ้นตรงหน้าซะก่อน พร้อมกับมือทั้งสองข้างของเฉินที่ถูกจับล็อกให้ยกขึ้นเหนือศีรษะติดกับผนังด้านหลัง ทำให้หัวใจเฉินที่เริ่มสงบแล้วเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าเห่อร้อนเพราะหน้าปฐพีที่ยื่นเข้ามาใกล้จนหายใจรดกัน
"มึงมาที่นี่ได้ยังไง ไอ้เกย์โรคจิต"
ฉากที่ดูเหมือนจะโรแมนติกนี้พังทลายลงทันที เมื่อคำพูดที่ออกมาจากเจ้าหัวหน้าแก๊งวิศวะตรงหน้ามันขังหมาเอาไว้ในปาก
"หึ! ถ้าคิดจะออกไปจากที่นี่นอกจากจะมีหัวของอั๊วไปด้วย ใครก็ตามที่ก้าวขาออกจากบ้านนี้จะต้องโดนบอดี้การ์ดด้านนอกยิงจนพรุน เพราะงั้นยกเลิกความหวังที่จะออกไปได้เลย แล้วทำใจยอมตายดี ๆ เถอะ" เมี่ยวจินเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา เขาได้ยินที่ทั้งสองคนคุยกันอย่างชัดเจน เมี่ยวจินถือปืนย่องเข้าจุดที่ทั้งคู่ซ่อนตัวใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เขาแน่ใจว่าถ้ามีใครโผล่หัวขึ้นมา ตัวเองจะยิงโดนแน่นอนปัก!ปัง!ปัง!ตุ๊บ!ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ปรึกษาแผนกันสองคน พอปฐพีโยนประแจที่พกมาเป็นตัวล่อโยนออกไป เฉินก็รีบลุกออกจากที่ซ่อน เล็งปืนยิงใส่เมี่ยวจินที่จ่อปืนมาทางเขาด้วยเช่นกัน พร้อมกับเสียงปืนดังสนั่นขึ้นสองนัด ร่างเมี่ยวจินก็ค่อย ๆ หงายหลังพร้อมกับหน้าอกที่เริ่มแดงฉานเฉินจับติ่งหูตัวเองที่โดนกระสุนเฉี่ยวอย่างใจลอย เมื่อกี้ตอนที่ลุกขึ้นยืน พอเห็นว่าเมี่ยวจินเล็งปืนมาทางตัวเองแล้วเขาก็ใจสั่นเพราะรู้ตัวว่าตัวเองคงไม่รอดแล้ว แต่เฉินก็ตัดสินใจเหนี่ยวไกยิงปืนออกไปอย่างไม่ลังเลถ้าการแลกชีวิตของตัวเองกับเมี่ยวจินจะทำให้ปฐพีและป๊ารอด เขาก็ยอมเฉินที่คิดว่าตัวเองจะ
"เฉินมึงจะเข้าไปจริง ๆ เหรอ" ปฐพีจับแขนเฉินแน่น มองด้วยสีหน้าเป็นห่วง ตรงหน้าพวกเขาคือบ้านของเฉินที่เขาเคยมา แต่บรรยากาศนั้นแตกต่างไปจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง มีบอดี้การ์ดชุดดำเฝ้าล้อมรอบอยู่ทั่วรอบบ้าน ชนิดที่ว่าไม่ว่าจะคนหรือหนูก็ไม่อาจเล็ดลอดเข้าไปหรือออกมาได้"มึงอย่าห้ามกูพี คนที่อยู่ในนั้นคือป๊ากู กูจะไม่เข้าไปไม่ได้ มึงอะรีบหนีไปซะ เรื่องนี้เป็นเรื่องในตระกูลกู มึงตามกูมาก็มีแต่จะเสียไปด้วยเปล่า ๆ " เฉินวางมือแนบมือปฐพี เอ่ยขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่หลากหลายจริง ๆ ปฐพีไม่ควรต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตอนที่เขารับสายปฐพีดันอยู่ด้วยกันซะได้ ทำให้อีกฝ่ายรู้เรื่องราวทั้งหมดและตามมาด้วยกัน แต่เฉินนั้นไม่อยากจะให้ปฐพีเข้าไปในบ้านด้วยเลย เพราะเขารู้ว่าข้างในนั้นคือสถานที่ที่อันตรายที่สุดในตอนนี้ ถ้าเข้าไปพวกเขาอาจไม่ได้ออกมาอีก เฉินไม่อยากให้ปฐพีเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรรมเก่าของตระกูลตัวเอง"กูเคยพูดเอาไว้แล้วไงว่า 'ต่อไปนี้มึงจะมีกูอยู่ข้าง ๆ เสมอ' เพราะงั้นมึงอย่าผลักไสกูออกไปจากชีวิตมึงได้ไหม" ปฐพีกุมมือเฉินแน่นด้วยอารมณ์ที่ท่วมท้น เขาเข้าใจดีถึงความเป็นห่วงของ
"อื้มม ไอ้บ้านี่ดูดแรงไปแล้ว อ๊าส์" เฉินมือจับศีรษะปฐพี กำผมอีกฝ่ายแน่นครางเสียงกระเส่า ตั้งแต่โดนปฐพีลากเข้ามาภายในห้อง อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไร แต่เล่นจูบเฉินอย่างหนักหน่วงจนเขาสมองขาวโพลนไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ถูกถอดกกางเกงและชั้นในทิ้งไปตอนไหนก็ไม่รู้ในตอนนี้ปฐพีกำลังใช้ปากให้กับท่อนเอ็นที่แข็งจากการปลุกเร้าของเฉินไม่หยุด นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ปฐพีใช้ปากให้กับเฉิน แทบทุกครั้งคนที่ใช้ปากกับสิ่งนั้นจะมีแต่เฉินเท่านั้น ปฐพีไม่เคยทำ วันนี้กลับแปลกไป อีกฝ่ายมุ่งลงไปจัดการน้องชายเฉินทันทีที่เข้าห้อง ทำให้หัวใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะแม้จะดูดได้ไม่เท่าตัวเองแต่ก็เสียวไปอีกแบบ ปฐพีเล่นดูดมันอย่างแรงเหมือนหิวกระหายมานาน ขณะเดียวกันรูช่องทางรักด้านหลังก็โดนนิ้วอีกฝ่ายสอดใส่เข้ามาขยับขยาย แทงเข้าแทงออกอย่างสม่ำเสมอไม่หยุด จำนวนนิ้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ความเสียวจากทั้งข้างหน้าและข้างหลังทำให้เฉินเสียวจนตัวบิดไปมา แทบที่จะไม่มีแรงยืนด้วยตัวเองแล้ว ขาสั่นพับ ๆ ไม่หยุดปฐพีที่เห็นว่าเฉินยืนไม่ไหวก็จับขาไปพาดไหล่ แต่ก็ยังไม่หยุดทำซึ่งมันไม่ช่วยอะไรเลยเพราะเฉินเสียวยิ่งกว่าเก่าอี
"มึงหยุดเดินไปมาได้แล้วไอ้ปฐพี หยุดลุกลี้ลุกลนด้วย ป๊าไม่ทำอะไรเฉินหรอก" เชฟเอ่ยอย่างหัวเสีย ตั้งแต่เฉินพาพวกเขามารออยู่ในห้องนี้ ปฐพีก็เดินไปรอบห้องไม่หยุด เสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายนั้นหนักมาก ส่งเสียงดังสะท้อนไปมาทำให้เขาปวดหัว"พวกมึงเป็นเพื่อนเฉิน เวลานี้ยังมาทำตัวใจเย็นอยู่ได้ พวกมึงไม่ห่วงเพื่อนบ้าเลยหรือไง" ปฐพีได้ยินที่เชฟเอ่ยก็ขมวดคิ้ว หันไปจ้องมองเชฟและคิงที่นั่งเอนโซฟาอย่างใจเย็นด้วยสายตาเย็นชา ดูไม่มีทีท่าที่จะร้อนใจที่เฉินต้องไปคุยกับพ่อตัวเองส่วนตัวเลย"ไอ้นี่ อย่ามาทำเป็นรู้จักพวกกูดีนัก พวกกูกับเฉินเป็นเพื่อนกันมานาน รู้จักมันดีกว่ามึงมาก ป๊าไม่ทำอะไรไอ้เฉินหรอก รักห่วงยิ่งกว่าสิ่งใด แค่ไอ้เฉินมีแผลก็จะเป็นจะตาย มึงคิดว่าแบบนี้จะทำร้ายลูกตัวเองหรือไง" เชฟเอ่ยขึ้น ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับปฐพีเขาไม่ชอบนักที่คนนอกอย่างปฐพีมาตัดสินพวกเขาสองคนจากภายนอก เพราะที่พวกเขาสองคนใจเย็นแบบนี้ก็เพราะรู้ว่าเรื่องนี้มันจบแล้วไง แค่มีเฉินอยู่ด้วย ป๊าก็ไม่กล้าทำอะไรพวกเขาแล้ว"เรื่องเฉินพวกกูกล้ายืนยันกับมึงเลยว่าป๊ารักเฉินมากที่สุด ไม่ทำอันตรายเฉินหรอก เรื่องที
"นี่ป๊าจะทำอะไร ป๊าจับตัวเพื่อนผมและปฐพีมาทำไมกัน" ทันทีที่เข้ามาภายในห้องทำงานป๊า เฉินก็ยิงคำถามออกไปเสียงดังด้วยความโกรธใส่ป๊าที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน"อย่าเสียงดังสิอาเฉิน มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกัน พูดเสียงดังขนาดนี้เดี๋ยวหูป๊าก็หนวกหรอก" ฟางเจินใช้มือปิดหูเอ่ยเสียงแผ่ว ลอบมองสีหน้าเฉิน"ป๊าไม่ต้องมาเล่นละครกับผม ถ้าป๊าไม่ตอบคำถามผม ผมจะโกรธป๊ามาก และจะออกไปอยู่ข้างนอกไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก" คราวนี้เฉินไม่ยอมเล่นตามป๊าอีกแล้ว เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังเต็มไปด้วยความโกรธ ถ้าป๊ายังไม่มีคำอธิบายดี ๆ ให้ เฉินก็พร้อมที่จะออกไปจากที่นี่ ไม่กลับมาเหยียบอีก"อาเฉิน ลื้อทำเกินไปนะ นี่...นี่ลื้อเห็นคนนอกสำคัญกว่าป๊าเหรอ" ฟางเจินได้ยินที่เฉินพูดก็นั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป เขาลุกขึ้นยืนเอ่ยเสียงดังด้วยความตระหนกตกใจ ไม่คิดว่าอาเฉินจะพูดแบบนี้ออกมา"งั้นป๊าก็อธิบายมา เปิดอกพูดกันตรง ๆ พวกเราพ่อลูกจะต้องไม่มีเรื่องปิดบังกันอีกต่อไป" เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาตัดสินใจแล้วว่าจะบอกป๊าเกี่ยวกับความชอบของตน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ไม่สนแล้ว"ได้! ในเมื
"พวกมึงได้ยินข่าวลือช่วงนี้ไหมวะ กูว่ามันแปลก ๆ เหมือนมีคนจงใจปล่อยมาให้พวกเราได้ยินยังไงก็ไม่รู้" เชฟเอ่ยขึ้นทั้งที่คิ้วขมวด ลอบมองเฉินเพราะข่าวลือที่ได้ยินมาในช่วงนี้นั้นมันเหมือนมีคนจงใจปล่อยมาให้พวกเขาได้ยิน เขานั้นมีเซนส์เรื่องข่าวต่าง ๆ เพียงแค่ได้ยินก็รู้สึกแปลกใจมาก ไม่คิดว่าข่าวนี้มันจะดังมาถึงหูตัวเองได้"อื้มม ที่ไอ้พี่นาสเป็นคนบงการให้ไอ้ปฐพีมาทำร้ายพวกเราน่ะนะ กูรู้ตั้งนานแล้วว่าพี่นาสมันเกลียดกูจนสั่งให้ไอ้ปฐพีมันมาก่อกวน แต่นี่มันก็นานแล้วนะหลังจากไอ้พวกปฐพีโดนจับ ทำไมมันถึงพึ่งมาดังเอาตอนนี้วะ แล้วใครมันปล่อยข่าวนี้กัน"คิงเอ่ยขึ้น ลอบมองไปทางเฉินด้วยท่าทางครุ่นคิด เรื่องเกี่ยวกับพี่นาสนั้นพี่ภาณุเล่าให้คิงฟังตั้งแต่แรก ๆ แล้ว เขาถึงไม่ได้โกรธเกลียดอะไรปฐพีมันมาก เรียกว่าไม่สนใจเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นคนอ่อนแอที่กลัวคนแข็งแกร่งเท่านั้น"พวกมึงจะมองกูทำไมวะ สงสัยคงมีคนทนไม่ได้ที่พี่นาสมันลอยตัวเหนือปัญหา ก็เลยปล่อยข่าวลือออกมาเพื่อไม่ให้คนมองไอ้ปฐพีมันผิด ๆ มั้ง ไม่ก็ทนไม่ได้ที่คนมองไอ้ปฐพีในทางไม่ดี จึงออกมาประกาศให้รู้ว่ามันเป็นเพียงลูกกระจ๊อกที
"เห้อ..." ปฐพีถอนหายใจยาวเขาไม่ได้ออกไปไหนไกลเพียงแค่ยืนรับลมอยู่ที่หน้าต่างตรงริมระเบียงทางเดินก็เท่านั้น ทุกครั้งเวลาที่ไม่อยากจะคุยกับเฉิน เขาก็มักจะเดินออกมาจากห้องเพราะว่าอีกฝ่ายนั้นไม่สามารถออกมาได้ แต่เมื่อนึกถึงความปลอดภัยของอีกฝ่าย ปฐพีจึงทำเพียงออกมารับลมที่หน้าต่างริมระเบียงทาง
"มึงทำความสะอาดห้องเหรอ" เมื่อเฉินอาบน้ำเสร็จ เขาถึงเพิ่งจะนึกได้ว่าตนไม่มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยน ทำได้เพียงใส่ชุดเก่าออกมาจากห้องน้ำเพื่อหาชุดของปฐพีไปเปลี่ยนก่อน แต่เฉินยังไม่ทันได้ออกปากยืมเสื้อผ้าอีกฝ่ายมาใส่ สภาพห้องที่เปลี่ยนไปก็ทำให้เขาเอ่ยถามปฐพีที่นั่งอยู่บนเตียงขณะจ้องมองมาที่ตัวเอง
"ต่อไปนี้มึงก็อยู่ที่นี่กับกูละกัน ปล่อยให้กูปกป้องมึงเอง รอจนกว่าป๊ามึงจะฟื้นขึ้นมา" ปฐพียืดอกเอ่ยขึ้นมาอย่างหนักแน่น หลังจากพาเฉินเข้ามาในห้องตัวเอง"มึงจะให้กูนอนในห้องแบบนี้เหรอ" เฉินมองไปรอบห้องก่อนเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าสภาพห้องปฐพีเป็นแบบไหน เสื้อผ้า กางเกง กางเกงใน ถุงเท้าต่างก็วางระเกะระกะไป
ปฐพียังเอ่ยไม่ทันจบก็มีเสียงดังขึ้นก้องไปทั่วบริเวณนี้ ก่อนที่ข้างซ้ายเขาจะมีน้ำสีแดงเหนียวหนืดกระเด็นใส่ร่าง พร้อมกับบอดี้การ์ดที่ล็อกแขนข้างซ้ายจะค่อย ๆ หงายหลังล้มตัวลงไป"มีมือสังหาร นายน้อยหลบเร็วครับ" บอดี้การ์ดอีกคนที่เหลือทิ้งร่างปฐพีลงกับพื้น เข้าชาร์จป้องกันตัวเฉินอย่างรวดเร็วโดยให้ไปหลบห







