Mag-log in“เมื่อถูกบิดาทอดทิ้ง สูญเสียมารดา และถูกขับออกจากจวนในวัยเยาว์ เขาจึงกลับมาพร้อมความสามารถเหนือผู้คน เพื่อทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของมารดา…รวมถึงความยุติธรรมที่ถูกช่วงชิงไป ทว่าบนเส้นทางแห่งการล้างแค้น กลับมีอ๋องผู้เย็นชาคนหนึ่งยื่นมือเข้ามา เปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล” “หากความเมตตาไม่อาจปกป้องคนที่รัก…ข้าจะใช้อำนาจทวงคืนความยุติธรรมด้วยสองมือนี้” ในวัยเพียงแปดปี ซูชิงเหยียน สูญเสียมารดา ผู้เป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า ก่อนจะถูกบิดาและแม่เลี้ยงใส่ร้ายว่าเป็นตัวอัปมงคล แล้วขับไล่ออกจากจวนพร้อมแม่นมผู้ภักดี โชคชะตาพาเขามายัง หอบุปผาจันทรา หอคณิกาอันดับหนึ่งของนครหลวง ที่แท้จริงแล้วคือศูนย์กลางข่าวกรองและการค้าซึ่งมารดาของเขาเคยให้กำเนิดขึ้นจากความเมตตา ทว่าเขาไม่เคยลืมเลือดและน้ำตาของมารดา คืนหนึ่ง ขณะออกเก็บสมุนไพร เขาได้ช่วยชีวิตบุรุษปริศนาที่ถูกลอบสังหาร โดยไม่รู้เลยว่าชายผู้นั้นคือ เซียวมู่หาน อ๋องผู้ทรงอำนาจและแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นเทียนเซิ่ง หนึ่งคนต้องการทวงคืนความยุติธรรม อีกหนึ่งคนต้องการปกป้องผู้ที่ช่วยชีวิตตน สุดท้ายแล้ว ผู้ใดกันแน่ที่จะได้ครอบครองบัลลังก์ และผู้ใดจะเป็นผู้ชนะในเกมแห่งอำนาจที่เดิมพันด้วยชีวิตและหัวใจ
view moreตอนที่ 1: หยาดพิษในเรือนเหมย
สายลมเหมันต์หวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของภูตผี พัดกระหน่ำเกล็ดหิมะหนาทึบให้ร่วงหล่นลงมาบดบังทัศนียภาพทั่วทั้งจวนสกุลซู กิ่งต้นเหมยโบราณในสวนด้านนอกสั่นไหวอย่างรุนแรงภายใต้พายุคลั่ง กลีบดอกสีแดงชาดที่เคยผลิบานอย่างงดงามบัดนี้ถูกความเยือกแข็งกัดกร่อนจนร่วงหล่น ฝังจมลงไปในกองหิมะสีขาวโพลน ราวกับลางบอกเหตุถึงความล่มสลายของตระกูลพ่อค้าหลวงที่มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้า ลึกเข้าไปในเรือนหลักที่เคยรุ่งเรือง บรรยากาศภายในห้องนอนกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและสิ้นหวัง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นธูปสมุนไพรรสขมขื่นที่จุดไว้เพื่อยื้อลมหายใจ ทว่ามันไม่อาจขับไล่ไอแห่งความตายที่เข้าปกคลุมร่างบนเตียงหลังใหญ่ได้เลย ซูหว่านอวี๋ ทายาทหญิงเพียงหนึ่งเดียวของสกุลซู นอนนิ่งอยู่บนฟูกหนา ร่างกายของนางที่เคยสง่างามและเปี่ยมด้วยสง่าราศี บัดนี้ซูบผอมจนแทบเหลือเพียงกิ่งไม้แห้ง ใบหน้าตอบเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่ที่เคยเฉียบคมและเปี่ยมด้วยสติปัญญาบัดนี้ลึกโหลและหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่นางสวมใส่ดูหลวมโคร่งจนน่าเวทนา ลมหายใจเข้าออกแต่ละครั้งแผ่วเบาและติดขัด ราวกับตะเกียงน้ำมันที่จวนเจียนจะดับมอด ข้างเตียงอันเย็นเยือกนั้น มีร่างเล็กของเด็กชายวัยแปดขวบนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นอิฐที่เย็นเฉียบ ซูชิงเหยียน ตัวน้อยใช้มือนุ่มนิ่มทั้งสองข้างกุมมือที่ผอมแห้งและสากระคายของมารดาไว้แน่น เด็กชายพยายามซุกหน้าลงกับฝ่ามือนั้น ถ่ายทอดความอบอุ่นอันน้อยนิดของตนให้แก่นาง น้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบแก้มเนียนจนดวงตาคู่โตแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งกำลังจะมาถึง แต่เขากลับไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้ดังๆ ออกมา เพราะกลัวว่าจะทำให้มารดาต้องเหนื่อยล้าไปมากกว่านี้ "ท่านแม่... ลูกอยู่ตรงนี้... ชิงเหยียนอยู่ตรงนี้ขอรับ..." เสียงเล็กๆ สะอื้นแผ่ว ขยับตัวเข้าไปใกล้ขอบเตียงอีกนิด หวังว่าไออุ่นจากตนจะช่วยปัดเป่าความหนาวเหน็บที่เกาะกุมร่างของมารดาได้ ด้านหลังของเด็กชาย มีแม่นมหลัวหรือหลัวอิง คุกเข่าประคองไหล่คุณชายน้อยเอาไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาของหญิงอาวุโสเต็มไปด้วยรอยแดงและคราบน้ำตา นางเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมา ทุกครั้งที่มองเห็นสภาพอันย่ำแย่ของฮูหยินผู้มีพระคุณ หัวใจของนางก็ราวกับถูกกรีดด้วยมีดดาบ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาแต่จงใจให้เกิดจังหวะสม่ำเสมอก็ดังมาจากโถงทางเดินภายนอก ม่านมุกที่ประตูถูกเลิกขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีผู้หนึ่ง หลินเยว่หรู เดินนวยนาดเข้ามาในห้อง นางสวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกกล้วยไม้ดูอ่อนหวานละมุนตา เสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวบริสุทธิ์ขับให้ใบหน้างดงามหมดจดของนางดูโดดเด่นและน่าทะนุถนอม รอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนริมฝีปากสีชาดดูราวกับพระโพธิสัตว์ผู้มีเมตตา ในมือของนางถือถาดไม้เนื้อดีที่มีถ้วยยาเซรามิกสีเข้มวางอยู่ ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นสมุนไพรที่รุนแรงจนฉุนจมูก ทว่า ยามที่สายตาของนางเหลือบมองไปยังร่างที่นอนพะงาบๆ อยู่บนเตียง แววตาที่เคยดูอ่อนหวานกลับวาบโรจน์ด้วยความริษยาและหยิ่งผยองที่ปิดไม่มิด ก่อนจะถูกซ่อนลงอย่างรวดเร็วภายใต้รอยยิ้มจอมปลอม "พี่หญิง... ข้านำยาบำรุงที่ท่านพี่เจิ้งอันสั่งให้หมอหลวงจัดเป็นพิเศษมาให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ" หลินเยว่หรูเอ่ยเสียงหวานกังวาน นางเดินตรงเข้ามาที่เตียงโดยไม่สนใจสายตาหวาดระแวงของแม่นมหลัวและสายตาเคียดแค้นของชิงเหยียนตัวน้อย นางวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง จากนั้นก็ประคองถ้วยยาขึ้นมา ขยับเข้าไปนั่งลงที่ขอบเตียงอย่างวิสาสะ "ปล่อยท่านแม่ของข้านะ!" ชิงเหยียนตัวน้อยพยายามจะลุกขึ้นกางแขนปกป้องมารดา ทว่าแม่นมหลัวกลับดึงร่างเล็กเข้ามาโอบกอดไว้แน่น พร้อมกับส่ายหน้าเตือนสติด้วยความหวาดกลัวว่าสตรีตรงหน้าจะทำร้ายคุณชายน้อย "คุณชายน้อย อย่าเจ้าค่ะ..." แม่นมหลัวกระซิบเสียงสั่น หลินเยว่หรูไม่ได้หันไปมองเด็กชายด้วยซ้ำ นางเพียงใช้สายตาเย็นชาปัดผ่าน ก่อนจะหันกลับมาหาซูหว่านอวี๋ ยิ้มบางๆ แล้วยื่นมือไปประคองท้ายทอยของคนป่วยให้ลุกขึ้นมารับยา "พี่หญิง ท่านป่วยมานานเหลือเกิน ท่านพี่เจิ้งอันเป็นห่วงท่านจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว รีบดื่มยาถ้วยนี้เถิด จะได้หมดทุกข์หมดโศกเสียที" คำว่า ‘หมดทุกข์หมดโศก’ ที่เน้นเสียงหนักแน่นนั้น ทำให้ดวงตาที่กึ่งปิดกึ่งเปิดของซูหว่านอวี๋เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สติที่พร่าเลือนของซูหว่านอวี๋เริ่มแจ่มชัดขึ้นชั่วครู่ด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด กลิ่นของยาในถ้วยนี้... มันคือกลิ่นเดียวกับสมุนไพรเรื้อรังที่นางดื่มมาตลอดครึ่งปีหลังมานี้ ยาที่ทำให้นางค่อยๆ สูญเสียกำลัง แขนขาเริ่มชาหนึบ และอวัยวะภายในค่อยๆ เน่าเปื่อยไปทีละน้อยโดยที่หมอคนไหนก็ตรวจไม่พบ มันแฝงพิษเรื้อรัง! และบัดนี้ คนพวกนี้ไม่คิดจะรอนีกต่อไปแล้ว พิษในถ้วยนี้ต้องเข้มข้นกว่าเดิมเพื่อปลิดชีพนางในคืนนี้แน่ๆ ยามที่ขอบถ้วยเซรามิกเย็นเยียบแตะเข้าที่ริมฝีปากแห้งผาก และน้ำยาสีดำเข้มกำลังจะไหลรินเข้าปาก ซูหว่านอวี๋พลันรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายของชีวิตที่เหลืออยู่ ยยกมือที่สั่นเทาขึ้นปัดถ้วยยาอย่างสุดแรง! เพล้ง! เสียงถ้วยยาตกลงกระทบพื้นอิฐแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ น้ำยาสีดำเข้มสาดกระจายไปทั่วพื้นห้อง กลิ่นฉุนกึกสายหนึ่งลอยตลบอบอวล และในวินาทีต่อมา สิ่งที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงก็ปรากฏขึ้น... น้ำยาสีดำที่ซึมลงไปในร่องอิฐสีเทากลับเริ่มเดือดพล่านและกัดเซาะแผ่นอิฐจนขึ้นฟองสีขาวฟู่ ส่งกลิ่นเหม็นไหม้แสบจมูก นี่ไม่ใช่ยาบำรุง... แต่เป็นยาพิษร้ายแรงที่พร้อมจะคร่าชีวิตคนในทันที! "อ๊ะ!" หลินเยว่หรูแสร้งอุทานเสียงหลง ร่างบางกระโดดถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้างดงามซีดเผือดลงทันตา นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลพรากออกมาเป็นสายราวกับเขื่อนแตก ร่างกายสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดแสน "พี่หญิง... เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้? ข้าหวังดีนำยามาให้... แต่ท่านกลับ... ท่านกลับคิดว่าข้าจะทำร้ายท่านหรือเจ้าคะ?" ท่าทางการบีบน้ำตาและเสียงร้องไห้โฮของนางช่างน่าสงสารจนผู้ที่พบเห็นต้องใจอ่อน ทว่าซูหว่านอวี๋ที่นอนหอบหายใจรุนแรงอยู่บนเตียงกลับทำได้เพียงเค้นเสียงหัวเราะอย่างสมเพชในลำคอ และเป็นไปตามคาด... ทันทีที่เสียงแก้วแตกและเสียงร้องของหลินเยว่หรูสิ้นสุดลง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ลมพายุหิมะด้านนอกพัดกรรโชกเข้ามาจนผ้าม่านปลิวไสว ร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางสีเข้มก้าวเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อนและตื่นตระหนก หลี่เจิ้งอัน สามีผู้ทรยศ... เขยแต่งเข้าที่ตระกูลซูชุบเลี้ยงจนได้ดิบได้ดีในราชสำนัก "เยว่หรู! เกิดอะไรขึ้น?!" หลี่เจิ้งอันไม่ได้ชายตาตามองภรรยาเอกที่นอนพะงาบๆ อยู่บนเตียงเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขามุ่งตรงไปที่หลินเยว่หรูที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้นทันที เขาปราดเข้าไปประคองร่างของหญิงคนรักขึ้นมาโอบกอดไว้ด้วยความทะนุถนอม มือหนาลูบแผ่นหลังของนางเพื่อปลอบโยน "เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" "ท่านพี่... ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ..." หลินเยว่หรูซุกหน้าลงกับอกของหลี่เจิ้งอัน สะอื้นไห้จนตัวโยน "ข้าเพียงอยากช่วยแบ่งเบาภาระ นำยาบำรุงมาให้พี่หญิง... แต่พี่หญิงกลับปัดถ้วยยาใส่ข้า ทั้งยังมองข้าด้วยสายตาน่ากลัวเหลือเกิน ข้า... ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะเจ้าคะ" หลี่เจิ้งอันหันขวับไปมองทางเตียงนอน ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนโยนบัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นเย็นชาและรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด เขาจ้องมองซูหว่านอวี๋ราวกำลังมองสิ่งปฏิกูล "ซูหว่านอวี๋! เจ้ามันสตรีใจคอคับแคบ!" เสียงของเขาตวาดลั่นห้อง ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความโกรธเกรี้ยว "เยว่หรูมีน้ำใจต่อเจ้า คอยดูแลเจ้าที่ป่วยติดเตียงมาตลอด แต่เจ้ากลับใช้สันดานเศรษฐีไร้การศึกษา รังแกนางเช่นนี้เชียวหรือ? เจ้าเมืองหลวงเขาพูดกันถูกจริงๆ ว่าสตรีตระกูลพ่อค้า ไม่ว่าจะชุบตัวอย่างไรก็ยังคงหยาบช้าไร้ขอบเขต!" ซูหว่านอวี๋มองภาพความหน้าไหว้หลังหลอกของสามีตรงหน้าด้วยสายตาสมเพชลึกล้ำ มุมปากของนางหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน... ไม่ใช่นางที่สมเพชตัวเอง แต่นางสมเพชชายผู้นี้ ชายที่นางเคยรักและยอมทุ่มเทเงินทองของตระกูลซูเพื่อผลักดันให้เขาได้ขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางใหญ่ ในใจของนางรู้ซึ้งดีแล้ว... ตระกูลซูอันยิ่งใหญ่ บัดนี้ถูกงูเห่าตัวที่นางชุบเลี้ยงไว้ฮุบกลืนไปจนหมดสิ้นแล้ว สมบัติพัสถาน กิจการร้านค้า ทั้งหมดคงถูกชายผู้นี้โอนย้ายไปเป็นของตนเองและเตรียมจะมอบให้สตรีแพศยาผู้นี้และบุตรชายของนาง ความจริงอันโหดร้ายนี้ทำให้นางเจ็บปวดจนกระอักเลือดสีเข้มออกมาคำโต "ท่านแม่!" ชิงเหยียนตัวน้อยร้องลั่น พยายามจะวิ่งเข้าไปหา แต่หลี่เจิ้งอันกลับก้าวเข้ามาขวางไว้ แล้วใช้มือผลักอกเด็กชายวัยแปดขวบอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น "อย่ามาเกะกะ! ไสหัวไปให้พ้น!" หลี่เจิ้งอันตวาดใส่บุตรชายแท้ๆ ของตนเองโดยไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย สายตาของเขาแสดงออกชัดเจนว่าเกลียดชังสายเลือดตระกูลซูที่อยู่ในตัวเด็กคนนี้ แม่นมหลัวรีบถลาเข้าไปกอดคุณชายน้อยไว้ในอ้อมแขน พลางใช้ร่างของตนเองกำบังแรงกดดันจากนายท่านผู้โหดเหี้ยม สติของซูหว่านอวี๋เริ่มเลือนราง ภาพตรงหน้าเริ่มกลายเป็นสีดำ ทว่าความห่วงใยในตัวบุตรชายทำให้จิตวิญญาณของนางยังคงยื้อยุดอยู่กับร่างที่แหลกเหลวนี้ นางรู้ว่าตนเองไม่มีทางรอดชีวิตพ้นคืนนี้ไปได้ แต่ชิงเหยียน... ชิงเหยียนต้องรอด ในจังหวะที่หลี่เจิ้งอันกำลังหันไปสนใจและโอบกอดปลอบประโลมหลินเยว่หรูที่ยังคงแสร้งบีบน้ำตา และไม่มีใครหันมาสนใจเตียงนอนอันมืดสลัว ซูหว่านอวี๋ใช้เรี่ยวแรงขยับมือที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา นางควานหาของสองสิ่งที่เป็นความลับสุดท้ายของตระกูลซู ซึ่งนางแอบซ่อนไว้ในช่องลับใต้ฟอนนอนมานาน... "ตราหยกประจำตระกูลซู" และ "สมุดบัญชีลับ" เล่มเล็กที่บันทึกเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่แท้จริงทั้งหมดของสกุลซูเอาไว้ นางเอื้อมมืออันสั่นเทาออกไปนอกเตียงอย่างเงียบเชียบ แม่นมหลัวที่คอยสังเกตฮูหยินอยู่ตลอดเวลา รีบคลานเข่าเข้ามาใกล้ขอบเตียงอย่างรวดเร็วโดยอาศัยมุมอับสายตา หญิงชราขยับเข้าไปจนชิด มือผอมแห้งของซูหว่านอวี๋ยัดวัตถุทั้งสองชิ้นนั้นลงในมือนิ้วของแม่นมหลัวอย่างรวดเร็วและเงียบงันที่สุด สัมผัสของตราหยกอันเย็นเยียบและเล่มสมุดทำให้น้ำตาของแม่นมหลัวไหลรินออกมาอีกครั้ง นางกำสิ่งของเหล่านั้นไว้แน่นแล้วซ่อนลงในแขนเสื้อกว้างของตนทันที ซูหว่านอวี๋ฝืนลืมตาขึ้น มองหน้าหญิงรับใช้ผู้ซื่อสัตย์เป็นครั้งสุดท้าย ริมฝีปากที่แห้งแตกขยับออกเป็นเสียงกระซิบที่แผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่าน สั่นเครือและขาดห้วง แต่ทว่าหนักแน่นในความรู้สึก "หากวันใด... ชิงเหยียนเติบใหญ่..." น้ำตาหยดสุดท้ายไหลซึมออกจากหางตาของคนป่วย "...จงมอบ... ทุกสิ่งคืนแก่เขา... พาเขาหนีไป... หนีไปให้ไกล..." คำสั่งเสียสุดท้ายสิ้นสุดลงพร้อมกับมือที่ร่วงหล่นลงแนบข้างกาย ดวงตาของซูหว่านอวี๋ที่เคยเปี่ยมด้วยประกายแห่งชีวิต ค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ ... และไม่เปิดขึ้นมาอีกเลยชั่วกาลนาน ลมหายใจสุดท้ายถูกปล่อยออกมา ทิ้งไว้เพียงร่างอันเย็นชืดที่ไร้วิญญาณ "ฮูหยิน..." แม่นมหลัวกัดริมฝีปากตนเองจนเลือดซึมเพื่อไม่ให้เสียงกรีดร้องเล็ดลอดออกมา นางซบหน้าลงกับขอบเตียง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโศกเศร้าอันใหญ่หลวง ทว่า เด็กชายวัยแปดขวบไม่อาจเก็บกักความรู้สึกได้อีกต่อไป "ท่านแม่!!! ไม่นะ! ท่านแม่! ตื่นขึ้นมาคุยกับชิงเหยียนก่อน! ท่านแม่!!!" เสียงกรีดร้องปานจะขาดใจของซูชิงเหยียนตัวน้อยดังก้องทะลุผ่านความเงียบงันของเรือนเหมย เด็กชายโผเข้ากอดร่างที่ไร้วิญญาณของมารดา เขย่าร่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นอกจากความเย็นเยียบที่ตอบรับกลับมาแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวอีกเลย น้ำตาของเด็กชายหยดลงบนใบหน้าของมารดา ร่ำไห้สะอื้นจนแทบจะหมดลมหายใจตามไป ภายนอกห้อง... สายลมพายุหิมะยังคงพัดกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงลมหวีดหวิวสอดรับกับเสียงร้องไห้โฮของเด็กชายอย่างน่าเวทนา กิ่งเหมยหักโค่นลงสู่พื้น บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ของสกุลซูอย่างแท้จริง ทว่าท่ามกลางความโศกเศร้าเจียนตายของสองชีวิตที่สูญเสีย... หลี่เจิ้งอันและหลินเยว่หรู กลับยืดตัวขึ้นตรง แววตาของคนทั้งคู่ไม่ได้มีความสลดใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความหยิ่งผยอง และประกายตาแห่งความโลภที่สมหวัง หลี่เจิ้งอันยื่นมือไปโอบไหล่ของหลินเยว่หรูเอาไว้แน่น ทั้งสองคนยืนเคียงคู่กัน จ้องมองภาพเด็กชายที่กอดศพมารดาด้วยสายตาของผู้ชนะที่ไร้ความปราณี ในที่สุด... ทรัพย์สินอันมหาศาลและอำนาจทั้งหมดของตระกูลซู ก็ตกมาอยู่ในมือของพวกตนอย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่มีเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่อีกต่อไปตอนที่ 3: หักใจเดินฝ่าสายฝนฝนต้นฤดูใบไม้ร่วงในนครหลวงเทียนจิงมักมาพร้อมกับลมหนาวที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูก ท้องฟ้าเหนือจวนหลังใหญ่ขมุกขมัวราวกับมีใครเอาหมึกดำมาป้ายทับ เสียงฟ้าร้องครืนครั่นสลับกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา น้ำฝนไหลบ่าตามร่องกระเบื้องมุงหลังคา กลายเป็นม่านน้ำหนาทึบที่บดบังทัศนียภาพโดยรอบจนพร่ามัวตึด! พลั่ก!ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบถูกทหารร่างใหญ่สองนายหิ้วปีกมาโยนทิ้งลงบนพื้นถนนหน้าประตูใหญ่ แรงกระแทกทำให้เข่าและฝ่ามือเล็ก ๆ ของซูชิงเหยียนไถลไปกับพื้นหินกรวด น้ำโคลนสีคล้ำกระเซ็นเปรอะเปื้อนชุดผ้าไหมเนื้อดีที่บัดนี้ขาดกะรุ่งกะริ่ง เด็กชายไม่ได้ร้องไห้ เขารีบยันกายลุกขึ้นนั่ง แขนเสื้อที่เปียกชุ่มลู่ไปกับท่อนแขนผอมบาง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเหน็บ หากแต่ดวงตากลมโตคู่รั้นนั้นกลับเบิกกว้าง จ้องมองไปที่บานประตูสีแดงชาดของจวนที่เขาเคยเรียกว่า 'บ้าน'“ออกไปให้พ้น! เสนียดจัญไรของตระกูลหลี่!”ทหารเฝ้าประตูตวาดลั่นพลางถ่มน้ำลายลงพื้น เสียงของเขาเกือบถูกกลืนหายไปในเสียงพายุฝนภายในลานหน้าประตู บ่าวชายฉกรรจ์สี่ห้าคนกำลังปีนป่ายพะองไม้ พวกเขากำลังใช้ชะแลงเหล็กสอดเข้าใ
ตอนที่ 2: ตัวอัปมงคลและผ้าห่อเก่ากลิ่นธูปกระแจะจันทน์ที่เคยอบอวลเพื่อดับกลิ่นเน่าช้ำในงานศพยังไม่ทันจางหายไปจากขื่อคาน ทว่าผ้าขาวดิบที่เคยขึงพาดรอบโถงกลางจวนสกุลซูกลับถูกปลดลงจนสิ้นในเช้าวันที่แป็ด ป้ายวิญญาณของซูหว่านอวี๋เพิ่งถูกยกเข้าไปไว้ในห้องดับจิตส่วนลึกอันมืดมิด ยังไม่ทันได้ซึมซับไออุ่นจากแสงตะวันเบื้องนอกด้วยซ้ำ เสียงสรวลเสเฮฮากลับดังสะท้อนมาจากเรือนหลัก ราวกับความตายของสตรีผู้เป็นเจ้าของจวนที่แท้จริงเป็นเพียงการผลัดเปลี่ยนฤดูกาลที่น่าเพลิดเพลินใจหลี่เจิ้งอันยืนอยู่หน้ากระจกเงาทองเหลืองบานใหญ่ มือหนาลูบไล้เนื้อผ้าไหมปักลายเมฆมงคลสีม่วงเข้มชิ้นใหม่ที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จ สายตาที่เคยหม่นหมองแสร้งโศกเศร้าต่อหน้าชาวเมืองเทียนจิงในวันฝังศพ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความจองหองและลำพองใจ ใบหน้าของขุนนางหนุ่มใหญ่ประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบ เขาสลัดคราบหม้ายผู้สูญเสียภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากออกไปอย่างสิ้นเชิง“ท่านพี่... ชุดนี้เหมาะกับท่านยิ่งนักเจ้าค่ะ”เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นพร้อมกับวงแขนเรียวเสลาที่โอบกอดเข้าจากทางด้านหลัง หลินเยว่หรูในชุดอาภรณ์สีแดงชาดงดงามสะดุดตา ใบหน้าแต่งแต้มชาดแป้งอย่างประณีต
ตอนที่ 1: หยาดพิษในเรือนเหมยสายลมเหมันต์หวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของภูตผี พัดกระหน่ำเกล็ดหิมะหนาทึบให้ร่วงหล่นลงมาบดบังทัศนียภาพทั่วทั้งจวนสกุลซู กิ่งต้นเหมยโบราณในสวนด้านนอกสั่นไหวอย่างรุนแรงภายใต้พายุคลั่ง กลีบดอกสีแดงชาดที่เคยผลิบานอย่างงดงามบัดนี้ถูกความเยือกแข็งกัดกร่อนจนร่วงหล่น ฝังจมลงไปในกองหิมะสีขาวโพลน ราวกับลางบอกเหตุถึงความล่มสลายของตระกูลพ่อค้าหลวงที่มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้าลึกเข้าไปในเรือนหลักที่เคยรุ่งเรือง บรรยากาศภายในห้องนอนกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและสิ้นหวัง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นธูปสมุนไพรรสขมขื่นที่จุดไว้เพื่อยื้อลมหายใจ ทว่ามันไม่อาจขับไล่ไอแห่งความตายที่เข้าปกคลุมร่างบนเตียงหลังใหญ่ได้เลยซูหว่านอวี๋ ทายาทหญิงเพียงหนึ่งเดียวของสกุลซู นอนนิ่งอยู่บนฟูกหนา ร่างกายของนางที่เคยสง่างามและเปี่ยมด้วยสง่าราศี บัดนี้ซูบผอมจนแทบเหลือเพียงกิ่งไม้แห้ง ใบหน้าตอบเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่ที่เคยเฉียบคมและเปี่ยมด้วยสติปัญญาบัดนี้ลึกโหลและหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่นางสวมใส่ดูหลวมโคร่งจนน่าเวทนา ลมหายใจเข้าออกแต่ละครั้งแผ่วเบาและติดขัด ราวกับตะเกียง







![หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



