LOGINทันทีที่เห็นว่านาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองโมงแล้ว ลินดาก็ผลุบเข้าห้องพักหลังแผนก หยิบกระเป๋าแล้วร่ำลาทุกคนที่เธอก็ไม่รู้ได้ว่าพวกเขาอยากจะพูดคุยกับเธอบ้างไหม
“หนูไปก่อนนะพี่แก๊ป” เธอเดินออกมาลาเขาที่หน้าเคาน์เตอร์
“กลับบ้านดีๆ ล่ะ ได้เรื่องยังไงก็บอกกล่าวกันบ้างนะ อย่าหายไปเลย” แก๊ปทำหน้าตามีเลศนัย
“อะไรพี่ พูดอะไรหนูไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ลินดาตอบเขาทั้งที่หลบสายตา หรือพี่แก๊ปจะรู้ว่าเธอไปสัมภาษณ์งานมา งานที่เธออยากลองทำดูแต่การสัมภาษณ์ก็ผ่านไปได้ไม่ดีนัก พี่แก๊ปอมยิ้มแล้วพยักหน้า เขาจะพยายามเชื่อที่ลินดาโกหกแล้วกัน
ก่อนออกจากประตูเลื่อนอัตโนมัติตรงทางเข้าหลักหน้าโรงพยาบาล เธอหันกลับมามองแก๊ปอีกครั้ง เขายังมองตามเธอมาจนถึงตรงนี้ ลินดาหันกลับมาแล้วอมยิ้มอยู่คนเดียว
บ่ายสองโมง แดดในฤดูหนาวยังคงแรงจ้าสะท้อนพื้นถนนจนลินดาต้องหรี่ตาเดินดุ่มๆ มาที่สถานีรถไฟฟ้า
ระหว่างทางเธอยังคิดถึงคำพูดของเจสซี ว่าถ้ามันไม่ไหวจริงๆ ก็ออกมาก่อนเลยก็ได้ แล้วค่อยหางานใหม่ ค่าห้องก็เพิ่งจ่าย นี่ก็เพิ่งขึ้นเดือนใหม่ไม่กี่วัน ไม่น่าจะเดือดร้อนอะไรมาก กินใช้ประหยัดๆ เอาก็น่าจะไหว ภาระอะไรก็ยังไม่มี เจสซีก็พูดง่ายสิ เธอไม่ต้องคิดเยอะเหมือนอย่างลินดานี่นา
ไม่นานรถไฟฟ้าก็แล่นมาจนถึงสถานีที่เธอต้องลง ก่อนที่จะต้องต่อรถประจำทางมาที่ห้องพัก ถึงจะต้องเดินทางสองต่อแต่เธอก็ไม่อยากย้ายที่พักเลย เธอชอบที่นี่ มันเป็นอะพาร์ตเมนต์ให้เช่าที่เป็นส่วนตัวมาก ผู้เช่าน้อย เจ้าของไม่เรื่องมาก เสียงไม่ดังโหวกเหวก เธอยังเคยสงสัยเลยว่าห้องชั้นสี่นั้นมีคนอยู่รึเปล่า เพราะเธอไม่เคยได้ยินเสียงฝีเท้า เก้าอี้ล้ม หรือเสียงรบกวนใดๆ ลงมาถึงห้องเธอเลย
ปากทางเข้าซอยห้องพักช่วงบ่ายแก่อย่างนี้ บรรยากาศช่างเป็นคนละเรื่องกับเมื่อค่ำวาน แดดส่องลงมาแรงจ้าแม้จะอากาศจะค่อนข้างเย็น หลายคนยังสวมเสื้อกันหนาวที่สวมไว้ตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะสาวๆ ที่รอเวลาได้สวมเสื้อถักน่ารักๆ กันมาตลอดปี ร้านค้าช่วงกลางวันค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อพนักงานบริษัทต่างๆ กลับไปทำงานหลังจากทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยไปพักใหญ่แล้ว ลินดาเดินมาจนถึงอะพาร์ตเมนต์ เธอแอบมองเข้าไปในร้านหนังสือ คุณเชอร์รียังนั่งอยู่ตรงที่ประจำ มีหนังสือหนึ่งเล่มกางอยู่ตรงหน้า เธอจิบเครื่องดื่มจากถ้วยซึ่งลินดาไม่แน่ใจว่าเป็นชาหรือกาแฟ เธอเงยหน้าขึ้นมาตามสัญชาตญาณเมื่อมีคนเดินผ่านแล้วโบกมือทักทายลินดาเช่นเคย ลินดากังวลใจไปล่วงหน้าว่าถ้าเธอกล้าออกจากงานจริง เธอจะกล้าเลื่อนจ่ายค่าห้องกับคุณเชอร์รีด้วยหรือเปล่าหากยังไม่มีรายได้เข้ามา
เธอถอนหายใจเฮือกยาวเหมือนตอนที่ทำใส่เจสซีเมื่อวานตอนสัมภาษณ์งานเสร็จ เสียงพื้นรองเท้าของเธอที่ย่ำลงบนขั้นบันไดแต่ละขั้นดังก้องอยู่ที่โถงบันไดแม้จะเป็นรองเท้าส้นเตี้ยเพราะเธอต้องยืนตลอดเวลาที่ทำงาน และจะนั่งได้เฉพาะเวลาที่ไม่มีใครอยู่เท่านั้น เธอยังคิดวนเวียนอยู่ในหัวถึงบรรยากาศที่ทำงาน แม้แต่จะนั่งก็ยังทำไม่ได้ เธอยังจำได้วันที่หัวหน้าเรียกพบเพื่อประเมินงานรอบแรกเมื่อทดลองงานได้ 30 วันแล้ว
“มีพี่เขาติงมานะคะว่าเรานั่งแล้วให้รุ่นพี่ต้องยืน สังคมพยาบาลมันเป็นอย่างนี้ มันมีเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้อง เราอาจจะไม่รู้เพราะไม่ได้จบพยาบาล...” อ๋อเหรอ เธอก็ไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆ และไม่คิดจะเอาเรื่องนี้ไปถามพยาบาลคนไหนด้วยว่ามันจริงไหม เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องฟ้องนาย เมื่อยมากก็แค่บอกมาว่าขอพี่นั่ง พี่แก่ พี่เข่าไม่ดี อะไรก็ว่าไปสิ ประหลาดดี ถึงเวลาประเมินงาน กลับไม่พูดเรื่องงานเลย มีแต่เรื่องไร้สาระอะไรก็ไม่รู้
เมื่อไขประตูเปิดห้องเข้าไป ลินดาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที เธอปิดประตู วางรองเท้า กระเป๋า แล้วเดินตรงเข้าไปเปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ เธอถอดชุดทำงานออกแล้วเปลี่ยนมาสวมเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น ทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างไม่ต้องเกรงใจใคร วันขึ้นเวรหกโมงเช้าก็ดีอย่างนี้ เลิกเร็ว ได้กลับบ้านเร็ว เพิ่งจะสามโมงเศษๆ เท่านั้น มีเวลาหย่อนใจได้อีกนานก่อนที่พรุ่งนี้จะต้องไปวัดดวงเอาว่าจะเจอคนไข้แบบไหนอีก ลินดาพลิกตัวนอนตะแคง หยิบหมอนข้างมาสอดเข้าไว้ที่หว่างขา ห่มผ้า กำลังจะงีบพักผ่อน แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอรับสาย
“ฮัลโหล”
“สวัสดีครับ คุณลินดาใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ” ลินดากระเด้งลุกขึ้นมานั่ง
“ผมเบลจากอาย โอเพนนิง มีเดีย นะครับ คุณสะดวกเริ่มงานทันทีไหมครับ” ลินดาใจเต้นแรง
“ขอโทษค่ะ ไม่ทราบจากที่ไหนนะคะ” เธอได้ยินชัดตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว แต่ก็อยากจะถามอีกสักครั้ง
“จากอาย โอเพนนิง มีเดียครับ ที่คุณมาสัมภาษณ์เมื่อวาน” ใช่ ชัดแล้ว ไหนว่าไว้จะติดต่อมาไง พูดแบบนั้นมันต้องไม่ได้งานไม่ใช่เหรอ
“อ้อ เริ่มได้เลยค่ะ” ลินดาตอบโดยไม่คิด เธอยังไม่ทันได้ลาออกจากที่เก่าที่เพิ่งผ่านโปรมาได้ไม่กี่วัน แต่ก็ช่างมันเถอะ
“ทำตำแหน่งประสานงานฝ่ายต่างประเทศนะครับ” ลินดาแอบทำตาโต เธอห่อปากเหมือนอยากจะร้องโอ้โหออกมาดังๆ
“ค่ะ ได้ค่ะ”
“พรุ่งนี้มาคุยรายละเอียดงานกัน อาจจะต้องมีช่วงทดลองงานก่อน อาจจะได้เงินเดือนไม่เท่ากับที่คุณระบุตามที่ต้องการในเรซูเม ถ้าทดลองงานผ่านแล้วเราจะพิจารณาปรับให้ แต่ก็น้อยกว่าไม่มากหรอก” ลินดาเงียบไป เธอก็ไม่รู้ว่าน้อยกว่าที่เรียกไปไม่มากน่ะ มันคือเท่าไหร่กัน แต่เธอก็ยังไม่กล้าถามเขาทางโทรศัพท์ตอนนี้ เธออยากเปลี่ยนงานมากเกินกว่าจะมาต่อรองเรื่องเงิน
“ได้ค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไป”
“ครับ ไม่ต้องแต่งตัวเป็นทางการมาก็ได้นะครับ เราเป็นโฮมออฟฟิศ ถ้าไม่มีประชุมกับทางสถานีก็แต่งตัวตามสบายได้ ดูให้สุภาพก็พอ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณเบล” ลินดาวางสาย เธอทำท่าทางดีอกดีใจอยู่คนเดียวในห้อง นั่งลงบนเตียง แล้วมองไปที่ท้องฟ้านอกหน้าต่าง เธอเดินวนไปมาอยู่ในห้องสักพักจึงตัดสินใจโทรปรึกษาพี่แก๊ป
“ฮัลโหล”
“หนูเองพี่แก๊ป”
“ครับ ว่าไง”
“หนูได้งานใหม่แล้วค่ะ”
“พี่ก็นึกอยู่แล้วล่ะ อาการมันฟ้องว่าใจมันไม่อยู่ที่นี่เลย”
“แต่หนูก็ทำงานดีออกนะ”
“ดีสิ แค่ลืมถามนามสกุลคนไข้” ลินดาเงียบ ก่อนจะพูดต่อ
“โห่พี่”
“อ่ะๆ ไม่แกล้งแล้ว เดี๋ยวน้องน้อยใจ... แล้วจะเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ”
“ก็เนี่ยล่ะ ที่อยากปรึกษา หนูรับปากเขาไปแล้วว่าจะไปเริ่มงานพรุ่งนี้เลย”
“อ้าว”
“หนูไปเฉยๆ ไม่ต้องลาออกได้ไหมพี่”
“อืมม์ เดี๋ยวนะ เพิ่งผ่านโปรพอดีเนอะ น่าจะไม่เป็นไร ชื่อยังไม่เข้าระบบ อาจจะโดนนินทาหน่อยแหละ นึกจะออกก็ออก บลาๆๆ นี่นั่นโน่น”
“ถ้าแค่นั้นก็ไม่เป็นไร ชินแล้ว เรื่องโดนนินทาเนี่ย คงไม่ถึงกับมาฟ้องร้องอะไรหนูนะ”
“ตามหลักมันทำได้ แต่คงไม่มีใครเวลาทำหรอก เสียเวลาชีวิต”
“ใช่ หนูก็ว่างั้น ขอบคุณมากนะคะพี่ ไว้ว่างๆ หนูแวะไปหานะ”
“จ้ะ โชคดี ส่งข่าวบ้างนะ อย่าหายไปเลย”
“ค่ะพี่”
“ตกลงไหม” เบนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลินดา แล้วขยับเข้ามาใกล้จนเธอสังเกตเห็นได้กระทั่งไรขนตาของเขา “เป็นฟรีแลนซ์แล้วฉันจะเสียโอกาสอย่างอื่นไหมคะ” เธอยังพะวงอยู่กับเรื่องงาน ทั้งที่ใจก็สะท้านแค่เพียงเพราะสายตาของเขา “ไม่เลย เหมือนเดิมทุกอย่าง แค่คุณจะมีเวลาว่างมากขึ้น หรืออยู่บ้านแล้วกลัวจะเหงาล่ะ” “ไม่หรอกค่ะ ฉันเป็นคนติดบ้าน ถึงจะไม่ใช่บ้านจริงๆ ก็เถอะ อยู่มาจนชินแล้ว” ลินดาตอบเขา “งั้นตกลงนะ” ลินดายังทำหน้าตาเหมือนครุ่นคิด “คุณเบลว่ายังไงบ้างเหรอคะ” “ก็เขาเป็นคนเสนอเอง แล้วจะว่าอะไรได้ล่ะ” ลินดาดีใจที่เรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้ เธอชอบเบนมาก และชอบงานที่ทำมากด้วย เบนยังรอให้เธอยืนยันคำตอบ เขารอให้เธอไตร่ตรองทุกอย่างในใจให้เสร็จสิ้น “ก็ได้ค่ะ ฉันจะเป็นฟรีแลนซ์” เบนยิ้มแล้วพยักหน้า “แล้วอีกเรื่องล่ะ” “อีกเรื่อง...” ลินดาทำทีเป็นข้องใจ ทั้งที่ก็รู้เต็มอกว่าเขาหมายถึงอะไรกัน “ให้ผมลองคบกับคุณได้ไหม” เบนไม่ปล่อยมือเธอเลยตั้งแต่เขาเอื้อมมือมากุมมันเอาไว้ เขาเริ่มบีบมือเธอเบาๆ คล้ายว่า
“ขอบใจมากนะหนู ฉันก็กลัวหนูจะตกใจที่ฉันทำเสียงดัง” คุณป้าชั้นสี่ยังไม่วายจะเกรงใจลินดา “ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณป้า” “ว่าแต่หนูชื่ออะไรล่ะ” คุณป้าพยายามชวนลินดาคุย “ชื่อลินดาค่ะ คุณป้าล่ะคะ” “ชื่อป้ากานต์” “คุณไม่เคยคุยกันเลยเหรอครับ” เบนถามออกมาด้วยความสงสัย เขาดูไม่รีบเร่งแม้แต่น้อยเลยเมื่ออยู่หลังพวงมาลัยรถ ทั้งที่ก่อนนี้เขาแทบจะตะเบ็งเสียงใส่ลินดาเมื่อเธอทำทีลังเลใจที่ต้องล้วงกระเป๋ากางเกงของเขาเพื่อเอากุญแจรถออกมาสตาร์ท “ก็แค่ทักทายกันตามประสาค่ะ เราอยู่กันเงียบๆ เลยที่อะพาร์ตเมนต์นี้” “แปลกดีแฮะ” เบนออกความเห็นตามความรู้สึก “ไม่แปลกหรอก ถ้าคนแบบเดียวกันบังเอิญมาอยู่ที่เดียวกันน่ะ” คุณป้ายังทำหน้าตาเหยเกเล็กน้อย เบนคอยสลับมองดูเธอจากกระจกมองหลัง “เจ็บมากไหมครับ อีกเดี๋ยวก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้มันเลยช่วงเวลาเร่งรีบบนท้องถนนมาแล้ว รถก็เลยไม่ติด” “โชคดีที่คุณมาพอดี ฉันวิ่งลงมาหาคนช่วย เจ้าของอะพาร์ตเมนต์ก็ไม่อยู่อีก ไม่งั้นก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน ขอบคุณมากนะคะคุณเบน” ลินดาขอบคุณ
“โฟล์ค” เขาหันไปมองตามเสียงเรียก “ครับพี่ เอ้ยคุณเบล” เบลส่ายหน้า เขาไม่ได้หน่ายใจเลยที่โฟล์คเผลอเรียกเขาว่าพี่ แต่มันเป็นเพราะโฟล์คไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่เสียทีนี่ล่ะที่เบลชักจะรำคาญใจ “เมื่อวานเป็นไงบ้าง” “ผมน่ะเหรอ ก็ดีนี่ครับ ก็กลับบ้านไปอยู่กับน้องตามปกติ” “คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงเรื่องอะไรนะ” โฟล์คยิ้มแห้งๆ เมื่อเบลถามจี้อย่างนั้น “พอผมพาคุณเบนไปบ้านลินดาแล้วผมก็กลับเลยครับ คงไม่ใช่ธุระกงการอะไรจะอยู่ต่อ” “ไปถึงบ้านเลยเหรอ” “ครับ ที่อะพาร์ตเมนต์เธอน่ะ” เบลนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ข้างโฟล์ค “เราคุยกันแบบพี่น้องเลยได้ไหม ยังไงผมก็มองคุณแบบนั้นมานานแล้ว” “ได้ครับพี่” โฟล์ครอฟัง “ถ้านายเป็นฉัน นายจะทำยังไง” เบลเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้คุยกับโฟล์คทันที เขาสะดวกแบบนี้อยู่แล้ว “ถ้าผมเป็นพี่น่ะเหรอ ผมก็คงทำอย่างที่พี่ทำเมื่อวานนั่นล่ะ ไปไล่ลินดาออกได้ยังไง ตลก ผมไม่เคยเจอ” “ลินดาก็ยังไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังใช่ไหม” เบลถามต่อ “ยังเลยครับ” “นายอยากใ
ลินดาจัดการความรู้สึกของตัวเองได้ดีเยี่ยม เธอเลิกคิดเรื่องเบนไปแล้ว แม้ว่าบางครั้งยังต้องใช้การเลี่ยง ใช้การหลบหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ความรู้สึกเดิมๆ เริ่มกลับมาอีก ประกอบกับช่วงตัดต่องานที่เธออาจจะต้องช่วยโฟล์คดูรายละเอียด เธอจึงไม่ค่อยว่างให้เขาเรียกไปคุยเพื่อล้อเล่นกับความรู้สึกอีก ยังไงแล้วเจ้านายสายตรงของเธอก็คือคุณเบล เธอแคร์แค่เขาก็คงจะพอ “พรุ่งนี้เงินเดือนออกแล้วนะ” โฟล์คเอ่ยขึ้น “อ้อ ใช่ จริงด้วย ฉันต้องเลี้ยงข้าวคุณแล้วสิ จะกินอะไร คิดไว้เลยนะ” “อยากกินร้านเดิมนั่นล่ะ” “ร้านอาหารเวียดนามเหรอ” “ใช่เลย” “ไม่มีปัญหา”สองสามสัปดาห์มานี้ ลินดาปรับตัวได้ดีมากๆ ทั้งที่เธอกลัวใจตัวเองแทบแย่ หลังจากได้เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น จากช่วงแรกที่เธอต้องเขินอายเวลาที่เจอคุณเบน มันก็เปลี่ยนเป็นความอับอายในความโง่เง่าของตัวเองแทน ลินดาเลือกที่จะแก้ไขสถานการณ์อย่างคนที่เป็นผู้ใหญ่ เธอบอกตัวเองบ่อยๆ ว่ามันเรื่องเล็กนิดเดียว แค่เข้าใจผิดกันไป คุณเบล คือเจ้านายที่มีสิทธิ์ชี้ขาดในตัวเธอ ดูเขาก็พอใจการทำงานของเธอออกจะตายไปลินดาช่วยโ
ลินดาพยายามรวบรวมสติ พูดย้ำกับตัวเองในใจว่าเธอมาที่นี่เพื่อทำงานหาเงิน อยู่ที่นี่ดีออกจะตายไป ทั้งได้ทำงานที่ไม่น่าเบื่อ ไม่ต้องเข้ากะเข้าเวร ไม่ต้องเจอลูกค้าหยิ่งผยองมารยาทแย่ เพื่อนร่วมงานก็ดี ทั้งโฟล์คและทุกๆ คนแม้แต่แม่เจ้านาย แต่เธอเองต่างหาก ที่ปล่อยใจให้คิดอะไรที่ไม่ควรคิด คุณเบนก็คงเป็นของเขาอย่างนั้น เผลอๆ เขาอาจจะทำอย่างนี้กับทุกคนโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยมากไปกว่าความเป็นเจ้านายและลูกน้อง ดูสิ แฟนเขาสวยหุ่นดีอย่างกับนางแบบนางละคร เหมือนนางฟ้านางสวรรค์ที่ลอยลงมารับคุณเบนกลับจากสนามบิน ป่านนี้พวกเขาคงหยอกเย้ากันหวานชื่น เธอกล้าดียังไงไปคิดว่าคุณเบนจะมีใจด้วย เธอมันใคร ลินดา ลินดาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค แล้วโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นก็ลงชื่อเข้าใช้ให้เธอโดยอัตโนมัติตามที่ได้ตั้งค่าเอาไว้ มีหน้าต่างกระพริบขึ้นมา เธออมยิ้มน้อยๆ ออกมาแม้ในใจจะกำลังเหี่ยวแห้ง โฟล์คทักมาแล้ว เธอดีใจจริงๆ “กลับมาแล้วเหรอ” โฟล์คถาม “หมาดๆ เลย พอดีวางแผนผิดพลาดนิดหน่อย” “โดนดุรึเปล่า” โฟล์คถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่โดนตรงๆ แต่โดนอ้อมๆ หลายรอบอยู
ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่อง ลินดานอนแทบไม่หลับ แม้จะอ่อนล้าสักแค่ไหนทั้งจากการทำงานและการต้องนอนในท่านั่ง แต่ใจของเธอก็ไม่สงบพอจะหลับลงได้เลย จนเมื่อเครื่องลงจอด ทุกคนรอกระเป๋าสัมภาระจนครบ เบนจึงได้พูดกับเธอเป็นประโยคแรก “เดี๋ยวกลับไปบ้านผมก่อนนะ แล้วคุณค่อยเรียกแท็กซี่กลับบ้านคุณ” “ผมไปส่งได้นะพี่” เบลเสนอจะขับรถไปส่งลินดาที่บ้าน เธอมองหน้าทุกคนรวมทั้งอาร์ทด้วยความไม่แน่ใจ “ฉันว่าก็ดี สงสารน้องมัน ดูหน้าดิ คงจะเหนื่อย หงอยเป็นแมวเซาเลย” อาร์ทพูด “แมวเซานั่นมันงูแล้วพี่” “อ้าวเหรอ” อาร์ทกับเบลหัวเราะ “เดี๋ยวผมไปส่งลินดาเอง พี่อาร์ทด้วย” “อุ๊ย ขอขอบพระคุณยิ่ง” อาร์ทตอบตกลงด้วยมุกตลกตามสไตล์ของเขา ทุกคนเดินไปยังอาคารจอดรถด้วยกัน แล้วโลกของลินดาก็เหมือนจะทลายลงมาทั้งใบ เมื่อมีผู้หญิงสาวสวยสูงโปร่งขายาวราวกับนางแบบเดินตรงเข้ามาหาเบน ทั้งสองคนทักทายกันอย่างสนิทสนม “งั้นฉันฝากส่งน้องด้วยนะ” เบนมองมาที่ลินดาเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งแล้วเขาก็เดินออกไปกับผู้หญิงคนนั้น ลินดาทำอะไรไม่ถูก เธอพูดอะไรไม่ออก ตลอดทริป







