LOGINฟ้ายังคงมืดสนิทแม้ใกล้จะหกโมงเช้าแล้ว ตามธรรมดาของฤดูหนาวที่ช่วงเวลากลางคืนจะยาวนานกว่าเวลากลางวัน พระอาทิตย์วันนี้คงจะโผล่พ้นขอบฟ้าในอีกไม่ช้า ผิดกับลินดาที่ตื่นขึ้นพร้อมรับวันใหม่ตั้งแต่ตีห้าเศษๆ เพื่อจะเริ่มงานวันแรกในที่ทำงานใหม่ซึ่งเธอดีใจเหลือเกิน
ลินดาเปิดตู้เย็นเพื่อจะหาอะไรเบาๆ กินรองท้องก่อนออกจากบ้าน ถุงบะหมี่ที่ซื้อมาเมื่อวานซืนยังอยู่ดีไม่มีทีท่าว่าจะเน่าบูด แต่ลินดาก็เลือกที่จะทิ้งมันไป แล้วหยิบถ้วยโยเกิร์ตมาเปิดกินแทน เมื่อฟ้าข้างนอกเริ่มสว่างได้ที่ ลินดาจึงปิดไฟในห้องเมื่อเห็นว่าแสงเทียมๆ จากหลอดไฟนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เธอเดินไปที่ริมหน้าต่างพร้อมถ้วยโยเกิร์ตในมือแล้วนั่งลงที่ขอบหน้าต่าง มองลงมาที่ถนนในซอยห้องพักแล้วกินโยเกิร์ตต่อจนหมดถ้วยอย่างสบายใจ ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้ชอบที่นี่นัก มันเงียบสงบแบบไม่รู้จักเหงา ผู้คนบางตาแต่ก็มากพอให้รู้สึกถึงความเป็นชุมชน เธออยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยเรียน รู้จักคุณเชอร์รีเจ้าของที่พักมาได้ก็หลายปีตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ แต่ก็ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอมากไปกว่าชื่อและหน้าตาของเธอ ส่วนคุณเชอร์รีก็ไม่เคยถามอะไรซอกแซกเกี่ยวกับตัวลินดาเช่นกัน บรรยากาศนอกหน้าต่างที่เธอกำลังมองดูอยู่นั้นสวยงามตามความเป็นปกติธรรมดา ได้มองดูเมื่อใดก็รู้สึกอุ่นใจในความคุ้นเคยทุกครั้ง
เธอมองนาฬิกาแล้วเตรียมตัวออกจากบ้าน หยิบสมุดบันทึกพร้อมปากกามาด้ามหนึ่งเผื่อว่ามีอะไรต้องจดต้องจำ กระเป๋าสะพายใบที่เคยหิ้วไปทำงานที่โรงพยาบาลตอนนี้ถูกขว้างไว้มุมห้องอย่างไม่ใยดี เธอไม่เคยชอบกระเป๋าคล้องไหล่หนังเทียมทรงนั้นเลย มันดูพยายามจะโก้หรูซึ่งเธอไม่ได้พิสมัย แค่มันเข้ากันได้ดีกับชุดสูทซึ่งเป็นยูนิฟอร์มที่เธอต้องสวมใส่ก็เท่านั้น วันนี้ลินดาได้สะพายเป้แบบสบายๆ อย่างที่เธอชอบใจแล้ว และยังมีกระเป๋าย่ามทำจากผ้าแบบเรียบๆ แต่แลดูน่ารักที่เธอรอจะหยิบมาใช้อยู่ในตู้อีกถึงสามสี่ใบ ชีวิตเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง ไม่ต้องเข้ากะ ไม่ต้องใส่สูท ไม่ต้องทนให้ใครดูถูกหรือพูดจาไม่ดีใส่อีก ไม่ว่างานใหม่จะยากสักขนาดไหน เธอจะพยายามทำออกมาให้ดีที่สุดให้ได้ ลินดาบอกกับตัวเอง
จวนจะเก้าโมง ลินดาก็มาถึงที่ทำงานแล้ว ที่บ้านหลังเดิมที่เธอมาด้อมๆ มองๆ หาชื่อบริษัทว่าอยู่ตรงไหนเมื่อสองวันก่อน เธอกดกริ่งหน้ารั้วบ้าน ไม่ถึงครึ่งนาทีโฟล์คก็มาเปิดประตูให้
“สวัสดีครับ มาสัมภาษณ์งานอีกรอบเหรอ” โฟล์คถามขึ้นเมื่อเจอหน้าลินดา
“ขา ยังไงนะคะ” ลินดาสับสน เธอยังไม่ได้งานหรอกหรือ
“ผมล้อเล่นน่ะ เข้ามาก่อนครับ เดี๋ยววันนี้น่าจะได้เจอเจ้านายเรา แต่ตอนนี้เขายังไม่มา เดี๋ยวผมอาสาพาทัวร์สถานที่ให้ก่อน” ลินดาค่อยโล่งใจ โฟล์คนี่น่าตีจริงๆ
เธอถอดรองเท้าไว้หน้าบ้านข้างกันกับรองเท้าของโฟล์คเหมือนคราวก่อน แล้วโฟล์คจึงเดินนำลินดาเข้าไปในห้องที่มีจอคอมพิวเตอร์หลายๆ จอที่วันก่อนเขานั่งทำงานอยู่ด้านใน
“ตรงนี้เป็นห้องตัดนะ ใช้ตัดต่องานและลงเสียง ครีเอทีฟก็มานั่งด้วยกันได้ถ้าอยู่ข้างนอกแล้วมันเบื่อหรือเหงา หรือคิดงานไม่ออกยังไงก็มานั่งเล่นที่โซฟาได้เลย” เขาชี้ไปที่โซฟาอีกตัวที่ตั้งอยู่ในห้องตัดต่อด้วย
“ปกติทีมตัดต่อเรามีกันสองคนแต่อีกคนออกไปแล้ว เขาไปเปิดโปรดักชันเฮาส์ของเขาเอง ก็เลยเหลือแต่ผมนี่ล่ะ” ลินดามองดูไมโครโฟนที่ยื่นเข้ามาอยู่ตรงหน้าจอ
“ไว้ใช้ลงเสียงพากษ์ครับ อยากลองไหม” โฟล์คถามเมื่อเห็นลินดาสนใจ
“ไม่ล่ะค่ะ” ลินดาปฏิเสธแล้วหัวเราะเบาๆ
“เอ้อ...” ลินดาเอ่ยขึ้น
“ครับ” โฟล์ครอให้เธอพูดต่อ
“เมื่อกี้เรียกฉันว่าครีเอทีฟเหรอ”
“ใช่ครับ ทำไมล่ะ”
“เมื่อวานคุณเบลโทรมาบอกว่าจะให้ฉันทำตำแหน่งประสานงานฝ่ายต่างประเทศ ตกลงยังไงแน่คะเนี่ย”
“อ๋อ อันนี้ผมเรียกตามความรู้สึกน่ะ คุณเบลก็คงเรียกตำแหน่งคุณตามความรู้สึกเหมือนกัน” ลินดายิ่งงงเข้าไปใหญ่
“เดี๋ยวนะ ที่นี่เรียกตำแหน่งงานกันตามความรู้สึกเหรอ” ลินดาถามโฟล์ค โฟล์คเกาศีรษะเบาๆ
“ไม่รู้สิ แต่ผมว่าตำแหน่งคุณมันเหมือนครีเอทีฟมากกว่านะ ต้องคิดงาน วางแผน แต่ภาษาคุณดี คุณก็ต้องทำพวกงานภาษาด้วย คุณเบลคงมองตรงนั้นมากกว่า เดี๋ยววันนี้ต้องคุยรายละเอียดงานกันอยู่แล้ว แล้วคุณจะเรียกตัวเองว่าอะไรก็เลือกเอา”
คุณพระ ลินดาอุทานอยู่ในใจ จะไหวไหมคะกับที่นี่ ทำไมอะไรๆ มันดูไม่เป็นระบบเอาเสียเลย
“อย่าเพิ่งกลัวไป ลองทำดูก่อน พวกพี่ๆ เขาใจดี ผมชอบนะ ได้ทำงานสายนี้ บันเทิงดีออก แต่ผมจะอยู่ออฟฟิศส่วนใหญ่ ส่วนคุณน่าจะต้องเดินทางไปด้วยเวลาออกทริปไปถ่ายงาน อันนี้ผมดูจากคนเก่าที่เขาทำๆ กันมา”
“คนก่อนที่ทำๆ กันมา ก่อนนี้มีคนทำตำแหน่งฉันหลายคนแล้วเหรอคะ”
“ถ้าตั้งแต่ผมมาอยู่ก็สองคน รวมคุณด้วยก็เป็นสามคน” โฟล์คตอบเธออย่างไม่มีอะไรปิดบัง
“พอรู้ไหมว่าทำไมเขาออกน่ะ”
“ไว้ว่างๆ ค่อยเล่าให้ฟังดีกว่า มาดูก่อนว่าห้องน้ำไปทางไหน เผื่อปวดฉี่จะขึ้นมาจะมานั่งพับเพียบแถวนี้ไม่ได้นะ ผมไม่อนุญาต” โฟล์คทำหน้ายิ้มร่าใส่ลินดา
“บ้าเหรอ” ลินดาสบถออกมาราวกับโฟล์คเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกัน เธอเดินตามโฟล์คอ้อมข้างตัวบ้านไปทางด้านหลัง มีห้องน้ำสองห้อง ห้องหนึ่งอยู่ถัดจากครัว อีกห้องอยู่ในตัวบ้านอีกโซนหนึ่ง
“ใช้ห้องไหนก็ได้ ไม่ได้แยกชายหญิงหรอก แต่เผื่อใครปวดห้องน้ำพร้อมกันจะได้ไม่ต้องเคาะ เดี๋ยวคนในห้องน้ำที่ทำอะไรอยู่จะติดขัด เดี๋ยวจะหดเสียหมด” ลินดาขำอยู่ในลำคอ ได้ทำงานที่นี่เธอไม่เหงาแน่ๆ แล้ว โฟล์คนิสัยน่ารักมาก
“มีชั้นเดียวเหรอออฟฟิศเรา” ลินดาถามต่อ
“มีชั้นสองด้วย แต่ชั้นสองจะเป็นของคุณเบล กับคุณเบน คุณเบลก็คือคนที่คุณเจอวันก่อนตอนสัมภาษณ์งาน ส่วนคุณเบนเป็นเจ้าของบริษัท คนนี้ล่ะเจ้านายเรา แต่คุณเบลผมก็ถือว่าเป็นหัวหน้าคนหนึ่งนะ เขาเป็นคล้ายๆ ผู้จัดการน่ะ วันก่อนที่คุณถามว่าใช่ฝ่ายบุคคลไหม ผมถึงได้ตอบไม่ถูกไง บอกแล้วที่นี่เรียกตำแหน่งกันตามความรู้สึก”
“แล้วอย่างนี้เวลาทำเอกสารส่งข้างนอก เวลาต้องแจ้งว่าใครทำตำแหน่งอะไร จะระบุยังไงล่ะ” ลินดาถามต่อเผื่อว่าเธอต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องเอกสารภาษาอังกฤษด้วย
“ก็นั่นล่ะ อย่างที่บอก เอาตามความรู้สึก มันไม่ร้ายแรงอะไรหรอก ไม่ต้องกังวล ทำไมถึงถามล่ะครับ”
“ก็เผื่อว่าฉันต้องเป็นคนทำเอกสารด้วยไง”
“ถูกต้อง คุณต้องทำเอกสารด้วย แต่เรามีฟอร์แมทเดิมไว้ให้อ้างอิงนะ สบายๆ ผมได้ยินคุณเบลเขาชมคุณด้วยล่ะ” โฟล์คทิ้งท้ายให้เธออยากรู้ต่อ
“จริงเหรอ เขาชมว่าไงบ้าง” ลินดาตาเป็นประกาย
“เขาบอกว่าคุณโปรไฟล์ดี ภาษาก็ดี คุณคงมีผลสอบมาอวดเขาสินะ”
“ใช่ค่ะ ฉันก็มีอยู่แค่นั้นล่ะ เพิ่งทำงานมาแค่ที่เดียวเอง ที่นี่เป็นที่ที่สอง”
“อยู่ที่เก่ามากี่ปีแล้วล่ะ” โฟล์คถามต่อ
“สามเดือน”
“สามเดือน!” โฟล์คถามย้ำกับเธอเสียงดัง
“ใช่แล้ว ฟังไม่ผิด”
“ที่เก่ามันคงแย่มากสินะ อยู่ได้แค่สามเดือนก็หางานใหม่แล้วเนี่ย”
“ใช่เลย ไว้ว่างๆ จะเล่าให้ฟังนะ แลกกันกับเรื่องคนเก่าที่ออกไปในตำแหน่งฉัน” ลินดาย้อนเขา
โฟล์คกำลังจะถามต่อ แต่ทั้งคู่ก็ต้องหันกลับไปมองตามเสียงที่ดังแทรกขึ้นมาระหว่างบทสนทนาที่กำลังได้รสชาติ
“มายืนคุยอะไรหน้าห้องน้ำจ๊ะเด็กๆ” เสียงผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งถามขึ้น ลินดาหันไปมองดู เธอยืนถือมีดห่างออกไปจากทั้งคู่ราวสี่เมตร
“สวัสดีครับ ผมแนะนำสถานที่ให้น้องใหม่อยู่ครับ เดินมาถึงตรงนี้พอดี” โฟล์คยกมือไหว้เธอ ลินดาทำตาม
“นี่คุณแม่ของคุณเบนกับคุณเบลครับ”
“หวัดดีจ้ะ” เธอกล่าวทักทายลินดาก่อน
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อลินดา เพิ่งมาทำงานวันแรกค่ะ”
“จ้ะ ตามสบายนะ ฉันไปทำกับข้าวก่อนละ จะต้มจับฉ่าย ทำไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เดี๋ยวเย็นๆ จะได้กินกันอร่อยๆ” เธอหันหลังกลับไปที่หน้าเขียงในครัวซึ่งทั้งคู่เพิ่งเดินผ่านมา เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครเข้ามาทำอะไรในครัว
“พวกเราเรียกเธอว่าคุณยายครับ เธอไม่ค่อยชอบหรอก เธอบอกเรียกคุณป้าก็พอ แต่ผมเรียกไปแล้วก็เลยตามเลย เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ บางทีเราก็อยู่กินข้าวกับคุณยายถ้าต้องอยู่ตัดงานจนมืด คุณยายเขาใจดี” ลินดาพยักหน้าแล้วเดินตามโฟล์คที่กำลังเลี้ยวขึ้นบันไดไปชั้นสอง
“ตกลงไหม” เบนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลินดา แล้วขยับเข้ามาใกล้จนเธอสังเกตเห็นได้กระทั่งไรขนตาของเขา “เป็นฟรีแลนซ์แล้วฉันจะเสียโอกาสอย่างอื่นไหมคะ” เธอยังพะวงอยู่กับเรื่องงาน ทั้งที่ใจก็สะท้านแค่เพียงเพราะสายตาของเขา “ไม่เลย เหมือนเดิมทุกอย่าง แค่คุณจะมีเวลาว่างมากขึ้น หรืออยู่บ้านแล้วกลัวจะเหงาล่ะ” “ไม่หรอกค่ะ ฉันเป็นคนติดบ้าน ถึงจะไม่ใช่บ้านจริงๆ ก็เถอะ อยู่มาจนชินแล้ว” ลินดาตอบเขา “งั้นตกลงนะ” ลินดายังทำหน้าตาเหมือนครุ่นคิด “คุณเบลว่ายังไงบ้างเหรอคะ” “ก็เขาเป็นคนเสนอเอง แล้วจะว่าอะไรได้ล่ะ” ลินดาดีใจที่เรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้ เธอชอบเบนมาก และชอบงานที่ทำมากด้วย เบนยังรอให้เธอยืนยันคำตอบ เขารอให้เธอไตร่ตรองทุกอย่างในใจให้เสร็จสิ้น “ก็ได้ค่ะ ฉันจะเป็นฟรีแลนซ์” เบนยิ้มแล้วพยักหน้า “แล้วอีกเรื่องล่ะ” “อีกเรื่อง...” ลินดาทำทีเป็นข้องใจ ทั้งที่ก็รู้เต็มอกว่าเขาหมายถึงอะไรกัน “ให้ผมลองคบกับคุณได้ไหม” เบนไม่ปล่อยมือเธอเลยตั้งแต่เขาเอื้อมมือมากุมมันเอาไว้ เขาเริ่มบีบมือเธอเบาๆ คล้ายว่า
“ขอบใจมากนะหนู ฉันก็กลัวหนูจะตกใจที่ฉันทำเสียงดัง” คุณป้าชั้นสี่ยังไม่วายจะเกรงใจลินดา “ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณป้า” “ว่าแต่หนูชื่ออะไรล่ะ” คุณป้าพยายามชวนลินดาคุย “ชื่อลินดาค่ะ คุณป้าล่ะคะ” “ชื่อป้ากานต์” “คุณไม่เคยคุยกันเลยเหรอครับ” เบนถามออกมาด้วยความสงสัย เขาดูไม่รีบเร่งแม้แต่น้อยเลยเมื่ออยู่หลังพวงมาลัยรถ ทั้งที่ก่อนนี้เขาแทบจะตะเบ็งเสียงใส่ลินดาเมื่อเธอทำทีลังเลใจที่ต้องล้วงกระเป๋ากางเกงของเขาเพื่อเอากุญแจรถออกมาสตาร์ท “ก็แค่ทักทายกันตามประสาค่ะ เราอยู่กันเงียบๆ เลยที่อะพาร์ตเมนต์นี้” “แปลกดีแฮะ” เบนออกความเห็นตามความรู้สึก “ไม่แปลกหรอก ถ้าคนแบบเดียวกันบังเอิญมาอยู่ที่เดียวกันน่ะ” คุณป้ายังทำหน้าตาเหยเกเล็กน้อย เบนคอยสลับมองดูเธอจากกระจกมองหลัง “เจ็บมากไหมครับ อีกเดี๋ยวก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้มันเลยช่วงเวลาเร่งรีบบนท้องถนนมาแล้ว รถก็เลยไม่ติด” “โชคดีที่คุณมาพอดี ฉันวิ่งลงมาหาคนช่วย เจ้าของอะพาร์ตเมนต์ก็ไม่อยู่อีก ไม่งั้นก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน ขอบคุณมากนะคะคุณเบน” ลินดาขอบคุณ
“โฟล์ค” เขาหันไปมองตามเสียงเรียก “ครับพี่ เอ้ยคุณเบล” เบลส่ายหน้า เขาไม่ได้หน่ายใจเลยที่โฟล์คเผลอเรียกเขาว่าพี่ แต่มันเป็นเพราะโฟล์คไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่เสียทีนี่ล่ะที่เบลชักจะรำคาญใจ “เมื่อวานเป็นไงบ้าง” “ผมน่ะเหรอ ก็ดีนี่ครับ ก็กลับบ้านไปอยู่กับน้องตามปกติ” “คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงเรื่องอะไรนะ” โฟล์คยิ้มแห้งๆ เมื่อเบลถามจี้อย่างนั้น “พอผมพาคุณเบนไปบ้านลินดาแล้วผมก็กลับเลยครับ คงไม่ใช่ธุระกงการอะไรจะอยู่ต่อ” “ไปถึงบ้านเลยเหรอ” “ครับ ที่อะพาร์ตเมนต์เธอน่ะ” เบลนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ข้างโฟล์ค “เราคุยกันแบบพี่น้องเลยได้ไหม ยังไงผมก็มองคุณแบบนั้นมานานแล้ว” “ได้ครับพี่” โฟล์ครอฟัง “ถ้านายเป็นฉัน นายจะทำยังไง” เบลเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้คุยกับโฟล์คทันที เขาสะดวกแบบนี้อยู่แล้ว “ถ้าผมเป็นพี่น่ะเหรอ ผมก็คงทำอย่างที่พี่ทำเมื่อวานนั่นล่ะ ไปไล่ลินดาออกได้ยังไง ตลก ผมไม่เคยเจอ” “ลินดาก็ยังไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังใช่ไหม” เบลถามต่อ “ยังเลยครับ” “นายอยากใ
ลินดาจัดการความรู้สึกของตัวเองได้ดีเยี่ยม เธอเลิกคิดเรื่องเบนไปแล้ว แม้ว่าบางครั้งยังต้องใช้การเลี่ยง ใช้การหลบหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ความรู้สึกเดิมๆ เริ่มกลับมาอีก ประกอบกับช่วงตัดต่องานที่เธออาจจะต้องช่วยโฟล์คดูรายละเอียด เธอจึงไม่ค่อยว่างให้เขาเรียกไปคุยเพื่อล้อเล่นกับความรู้สึกอีก ยังไงแล้วเจ้านายสายตรงของเธอก็คือคุณเบล เธอแคร์แค่เขาก็คงจะพอ “พรุ่งนี้เงินเดือนออกแล้วนะ” โฟล์คเอ่ยขึ้น “อ้อ ใช่ จริงด้วย ฉันต้องเลี้ยงข้าวคุณแล้วสิ จะกินอะไร คิดไว้เลยนะ” “อยากกินร้านเดิมนั่นล่ะ” “ร้านอาหารเวียดนามเหรอ” “ใช่เลย” “ไม่มีปัญหา”สองสามสัปดาห์มานี้ ลินดาปรับตัวได้ดีมากๆ ทั้งที่เธอกลัวใจตัวเองแทบแย่ หลังจากได้เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น จากช่วงแรกที่เธอต้องเขินอายเวลาที่เจอคุณเบน มันก็เปลี่ยนเป็นความอับอายในความโง่เง่าของตัวเองแทน ลินดาเลือกที่จะแก้ไขสถานการณ์อย่างคนที่เป็นผู้ใหญ่ เธอบอกตัวเองบ่อยๆ ว่ามันเรื่องเล็กนิดเดียว แค่เข้าใจผิดกันไป คุณเบล คือเจ้านายที่มีสิทธิ์ชี้ขาดในตัวเธอ ดูเขาก็พอใจการทำงานของเธอออกจะตายไปลินดาช่วยโ
ลินดาพยายามรวบรวมสติ พูดย้ำกับตัวเองในใจว่าเธอมาที่นี่เพื่อทำงานหาเงิน อยู่ที่นี่ดีออกจะตายไป ทั้งได้ทำงานที่ไม่น่าเบื่อ ไม่ต้องเข้ากะเข้าเวร ไม่ต้องเจอลูกค้าหยิ่งผยองมารยาทแย่ เพื่อนร่วมงานก็ดี ทั้งโฟล์คและทุกๆ คนแม้แต่แม่เจ้านาย แต่เธอเองต่างหาก ที่ปล่อยใจให้คิดอะไรที่ไม่ควรคิด คุณเบนก็คงเป็นของเขาอย่างนั้น เผลอๆ เขาอาจจะทำอย่างนี้กับทุกคนโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยมากไปกว่าความเป็นเจ้านายและลูกน้อง ดูสิ แฟนเขาสวยหุ่นดีอย่างกับนางแบบนางละคร เหมือนนางฟ้านางสวรรค์ที่ลอยลงมารับคุณเบนกลับจากสนามบิน ป่านนี้พวกเขาคงหยอกเย้ากันหวานชื่น เธอกล้าดียังไงไปคิดว่าคุณเบนจะมีใจด้วย เธอมันใคร ลินดา ลินดาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค แล้วโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นก็ลงชื่อเข้าใช้ให้เธอโดยอัตโนมัติตามที่ได้ตั้งค่าเอาไว้ มีหน้าต่างกระพริบขึ้นมา เธออมยิ้มน้อยๆ ออกมาแม้ในใจจะกำลังเหี่ยวแห้ง โฟล์คทักมาแล้ว เธอดีใจจริงๆ “กลับมาแล้วเหรอ” โฟล์คถาม “หมาดๆ เลย พอดีวางแผนผิดพลาดนิดหน่อย” “โดนดุรึเปล่า” โฟล์คถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่โดนตรงๆ แต่โดนอ้อมๆ หลายรอบอยู
ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่อง ลินดานอนแทบไม่หลับ แม้จะอ่อนล้าสักแค่ไหนทั้งจากการทำงานและการต้องนอนในท่านั่ง แต่ใจของเธอก็ไม่สงบพอจะหลับลงได้เลย จนเมื่อเครื่องลงจอด ทุกคนรอกระเป๋าสัมภาระจนครบ เบนจึงได้พูดกับเธอเป็นประโยคแรก “เดี๋ยวกลับไปบ้านผมก่อนนะ แล้วคุณค่อยเรียกแท็กซี่กลับบ้านคุณ” “ผมไปส่งได้นะพี่” เบลเสนอจะขับรถไปส่งลินดาที่บ้าน เธอมองหน้าทุกคนรวมทั้งอาร์ทด้วยความไม่แน่ใจ “ฉันว่าก็ดี สงสารน้องมัน ดูหน้าดิ คงจะเหนื่อย หงอยเป็นแมวเซาเลย” อาร์ทพูด “แมวเซานั่นมันงูแล้วพี่” “อ้าวเหรอ” อาร์ทกับเบลหัวเราะ “เดี๋ยวผมไปส่งลินดาเอง พี่อาร์ทด้วย” “อุ๊ย ขอขอบพระคุณยิ่ง” อาร์ทตอบตกลงด้วยมุกตลกตามสไตล์ของเขา ทุกคนเดินไปยังอาคารจอดรถด้วยกัน แล้วโลกของลินดาก็เหมือนจะทลายลงมาทั้งใบ เมื่อมีผู้หญิงสาวสวยสูงโปร่งขายาวราวกับนางแบบเดินตรงเข้ามาหาเบน ทั้งสองคนทักทายกันอย่างสนิทสนม “งั้นฉันฝากส่งน้องด้วยนะ” เบนมองมาที่ลินดาเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งแล้วเขาก็เดินออกไปกับผู้หญิงคนนั้น ลินดาทำอะไรไม่ถูก เธอพูดอะไรไม่ออก ตลอดทริป







