ANMELDEN
ช่วงค่ำของคืนหนึ่ง
"มีอะไรหรือเปล่ามะลิ?" เสียงทุ้มเอ่ยถามคนปลายสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ เขาโทรกลับไปหาเธอทันที เมื่อเห็นแจ้งเตือนว่าอีกฝ่ายโทรมาหาไม่ต่ำกว่าสิบสาย แต่เขาพึ่งว่างจากงานที่เร่งทำ และดันลืมเปิดเสียงไว้เลยไม่ได้รับรู้ที่เธอกระหน่ำโทรมา ‘หนูโทรหาเฮียเป็นสิบๆ สาย ทำไมถึงเฮียไม่รับ’ ปลายสายตอบกลับมารัวเร็วด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ‘แล้วทำไมไม่เปิดกล้อง’ แถมตอนนี้ยังกระชากเสียงใส่ เมื่ออีกฝ่ายไม่เปิดกล้องเพื่อที่จะวีดีโอคอลกันเหมือนอย่างเคย “เฮียทำงานอยู่ห้องเพื่อน มีงานกลุ่มต้องเร่งส่ง นี่ก็ต้องรีบกลับเข้าไปช่วยพวกมันทำงานต่อแล้ว” ภีมพยายามอธิบายด้วยความใจเย็นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังร้อนเป็นไฟ ด้วยความที่เขาโตกว่าอะไรที่ยอมกันได้ก็ยอมไป เพราะถ้าเขาร้อนด้วยอีกคน เรื่องมันจะยิ่งยุ่งยากบานปลาย ‘ไหน! เพื่อนคนไหน อยู่ห้องเพื่อนก็เปิดกล้องได้ หรือว่าอยู่กับคนอื่นกันแน่!’ มะลิยังคงรัวคำถามมาไม่หยุด เพราะเธอติดต่อเขาไม่ได้เลยมาเป็นชั่วโมงๆ จะไปไหน จะทำอะไร หรืออยู่กับใคร เดี๋ยวนี้เขาไม่เคยคิดที่จะบอกให้เธอได้รับรู้เลยเหมือนเมื่อก่อน ภีมถอนหายใจออกมา เมื่อมะลิดูเหมือนจะไร้เหตุผลมากขึ้นทุกวัน เธอมักจะคอยจับผิดกันเสมอ พูดหรืออธิบายอะไรไปเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ไม่เคยรับฟังหรือพยายามที่จะเข้าใจ เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ จนเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยที่จะพูดและอธิบายบอก ‘ไหนล่ะเพื่อนอ่ะ?’ เมื่อภีมยอมเปิดกล้องเรียบร้อย มะลิได้กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณที่เขาอยู่ แต่ก็ไม่เห็นว่ามีใครคนอื่นอยู่เลย “เฮียอยู่ที่ระเบียง เพื่อนอยู่กันหลายคนพวกมันเสียงดัง เฮียเลยออกมาคุยข้างนอก” เขาอธิบายให้คนใจร้อนฟัง และหาโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วอ้วนล่ะ?” ภีมเอ่ยถามถึงลูกชายสุดที่รักของเขาและเธอ ‘หลับไปแล้ว คืนนี้น้องนอนกับหม่าม้า’ มะลิใจเย็นลงเล็กน้อย เมื่อนึกถึงลูกชายตัวอ้วนกลม แต่มีใบหน้าที่หล่อเหลาคล้ายคลึงกับคนเป็นพ่อ ที่ตอนนี้เขาอยู่ห่างกับเธอและลูกหลายร้อยกิโลเมตร เฮียภีมเป็นพี่มหา’ลัยปีสอง เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนเธอนั้น...อีกไม่กี่เดือนก็จะก้าวไปเป็นน้องเฟรชชี่ (Freshy) ปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขา แถมยังเรียนวิศวะฯ เหมือนกัน แต่เรียนคนละภาควิชา ตอนแรกมะลิตั้งใจจะสอบเข้าภาคโยธาเหมือนกับภีม แต่เจอเขาขัดซะก่อน เขาให้เหตุผลว่า...ไม่ได้อยากจะดับความฝันหรือความตั้งใจของเธอ แต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากเรียนอะไรกันแน่ เลยเลือกที่จะเรียนตามเขาก็แค่นั้น ซึ่งมันคือเรื่องจริง ตลอดระยะเวลาที่เรียนมอปลาย เธอพยายามค้นหาตัวเองมาตลอด แต่ก็ไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร ไม่มีความชอบทางด้านใดเป็นพิเศษ จนสุดท้ายเลยเลือกสอบเข้าเรียนวิศวะตามพ่อของลูกซะเลย และพอสอบได้...เธอก็ตั้งมั่นเลยว่าจะเป็นวิศวะนี่แหละ ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว แต่เมื่อต้องเลือกสาขาภาควิชา พ่อของลูกกลับไม่แนะนำให้เข้าภาคโยธาตามเขา เพราะรู้ดีว่าเธอคงไม่ไหว ตัวก็เล็กบอบบาง อ่อนแอ แถมยังป่วยง่าย ลองได้ออกไซต์งานก่อสร้าง เดินตรวจงานตากแดดซักครึ่งวันก็แทบจะเป็นลมแล้ว และอีกอย่าง อันนี้คือทัชใจมาก ที่เขาบอกว่า...เขาเฝ้าดูแลเธอมาอย่่างดี ทำใจไม่ได้ถ้าต้องเห็นเมียตัวเองต้องลำบาก เลยแนะนำให้เข้าเรียนวิศวะโลจิสติกส์ ที่ดูจะเหมาะกับเธอมากที่สุด และภาควิชานี้ก็มีผู้หญิงเรียนกันค่อนข้างเยอะ เธอจะได้ไม่ต้องไปคบหากับเพื่อนผู้ชาย ให้ผัวอย่างเขาต้องรู้สึกหึงหวงและเป็นห่วง -_- “อดส่งอ้วนเข้านอนเลย เฮียมัวเร่งทำงาน ใกล้ถึงกำหนดที่อาจารย์นัดส่งแล้ว...กลัวทำไม่ทัน ตอนนี้ก็คงโดนพวกเพื่อนด่าละมั้ง แอบมาคุยโทรศัพท์นานเกิน” ภีมอดเสียดายไม่ได้ วันนี้ไม่ได้เห็นลูกก่อนนอนอย่างทุกๆ วัน ที่ตนจะต้องได้วีโอคอลคุยกับลูกอยู่เสมอ แต่เพราะวันนี้มัวรีบทำงานเลยพลาดโอกาสที่จะส่งลูกเข้านอน แต่ไม่เป็นไร...อย่างน้อยเมื่อตอนเช้าเขาก็ได้โทรไปคุยกับเจ้าอ้วนมาบ้างแล้ว แม้อีกฝ่ายจะคุยบ้าง มัวเพลินเล่นของเล่นไปบ้าง แต่ก็ทำใจหัวอกของคนเป็นพ่อที่อยู่ห่างไกลลูกได้ชื่นใจอยู่บ้าง ‘นานอะไร แค่ไม่กี่นาทีเอง’ มะลิบ่น แอบยู่ปากอย่างไม่เห็นด้วย เขาพึ่งจะโทรมาเองไหม ยังไม่ทันถึงสิบนาทีเลยด้วยซ้ำ ‘แล้วไหนเพื่อนอ่ะ ขอดูหน่อย...มีสาวรึเปล่า?’ เธอยังคงถามต่อ ตามประสาคนขี้หวง ยังรู้สึกไม่ไว้วางใจ ก็ใครจะไปรู้ล่ะ...อาจจะมีสาวๆ สวยๆ อยู่ด้วยก็ได้ ยิ่งพักหลังๆ มานี้ เขาไม่ค่อยได้กลับบ้านมาหาเธอกับลูกเลย เวลาจะโทรคุยก็แทบไม่มี อ้างว่างานเยอะ เรียนเยอะตลอด ไม่รู้ว่าติดเรียนจริงๆ หรือติดอย่างอื่นจนลืมเธอ ลืมลูกกันแน่! ภีมแอบถอนหายใจกับความขี้ระแวงของเมียเด็ก แต่ก็ยอมที่จะเปิดประตูระเบียงเข้าไป และกดสลับกล้องไปที่กล้องหลัง เพื่อแพลนภาพให้คนขี้หวงได้เห็นว่ามีเพื่อนๆ ในกลุ่มทั้งสี่คนกำลังช่วยกันเร่งทำโปรเจกต์อย่างขะมักเขม้น ซึ่งแน่นอนว่ามีแต่ชายล้วนที่เป็นเพื่อนที่สนิทกันทั้งนั้น ไม่มีคนนอก และไม่มีผู้หญิงอยู่แม้แต่คนเดียว “พอใจยังเด็ก เฮียจะกลับไปทำงานละนะ” เขาสลับกล้องกลับมาเพื่อให้เห็นใบหน้าของตนเหมือนเดิม ก่อนจะเอ่ยถามเมียเด็ก ‘แล้วเฮียจะกลับตอนไหน?’ มะลิถามเสียงอ่อนลง เมื่อเห็นว่าเขาทำงานกันจริงๆ ไม่ใช่ข้ออ้างที่เขารีบวางสาย “อีกซักพักใหญ่ๆ แหละ อยากรีบทำให้เสร็จ งานชิ้นนี้อาจารย์เก็บคะแนนเยอะด้วย ไหนจะต้องเตรียมข้อมูล เตรียมไฟล์ไว้นำเสนออีก” ‘ก็ได้...งั้นถ้ากลับถึงคอนโดแล้วก็โทรหาหนูด้วยนะ’ มะลิพยักหน้ายินยอมแต่โดยดี คือถ้าก่อนหน้านี้เขาพิมพ์มาบอกหรือโทรมาบอกกันดีๆ ว่าวันนี้ไม่ว่างนะ ติดงานอะไรก็ว่าไป แบบนี้เธอพร้อมเข้าใจ จะไม่ตาม ไม่จิก ไม่โวยวายเหมือนก่อนหน้านี้เลย แต่นี่เขาเงียบไป ใครจะยังใจเย็นอยู่ได้ล่ะ และยิ่งช่วงนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองดูโทรมๆ ทั้งสิว ทั้งน้ำหนัก ทั้งสีผิวที่ทุกอย่างดูจะแย่ไปหมด อาจจะเพราะว่าปิดเทอมเรียนจบมอปลายแล้ว...เธอจึงได้ดูแลลูกเต็มเวลา เพราะเกรงใจหม่าม้าของเฮียภีมที่ผ่านมาคอยช่วยดูแลลูกให้ในช่วงที่เธอยังเรียน ถึงแม้อีกฝ่ายจะเต็มใจก็ตาม นอกจากดูแลลูก เธอก็จัดการช่วยดูแลงานบ้าน ทำทุกอย่างที่ตัวเองทำได้ แม้ที่บ้านจะมีคนคอยทำความสะอาดอยู่แล้วก็ตาม แถมยังอาสาไปช่วยหม่าม้ากับป๊าเขาทำงานที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้างของครอบครัวอีก ทำให้เธอไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ความสวย ความน่ารัก ความมั่นใจที่มีในตัวเองก็เริ่มหดหายไป ผิดกับคนเป็นผัวที่ดูจะหล่อขึ้น รูปร่างก็แน่นบึกบึน ดูดีขึ้นในทุกๆ วัน ไม่อยากจะอวดว่าผัวเธอน่ะฮอตมาก! เธอรู้จักเขาในฐานะคนหล่อคนดังประจำโรงเรียน ตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมปีที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่เฮียภีมมีเชื้อเสี้ยวจีนมาจากทางป๊า แต่เป็นหนุ่มตี๋หน้าคม คิ้มเข้ม ตาชัด สันกรามได้รูป ใบหน้านี่โดดเด่นตั้งแต่เกิดเลยมั้ง ตัวสูง ร่างแน่น หุ่นดีกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันหลายคน แถมยังเป็นนักกีฬาประจำโรงเรียน เล่นกีฬาได้ทุกชนิด แต่ที่ดูจะถนัดที่สุดคือฟุตบอลล่ะมั้ง ทุกอย่างที่เป็นเฮียภีม มันตรงคอนเซ็ปต์ที่ว่า ‘รูปหล่อพ่อรวย’ สาวๆ นี่กรี๊ดกันทั้งโรงเรียน บางทีสาวๆ โรงเรียนอื่นยังมีมาแอบมองเขาอยู่นอกประตูรั้วก็มี แต่ฟ้าดันประทานพร หรือผีผลักก็ไม่รู้! ส่งให้เธอและเขาได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตอนเธอเป็นรุ่นน้องชั้นมอสี่ ส่วนเขาเป็นรุ่นพี่อยู่ชั้นมอหก จนเกิดเป็นความชอบ และรักกันจนได้พยายานรักตัวอ้วนมาหนึ่งคน แม้พวกเราจะไม่ได้ตั้งใจที่จะมีลูกในวัยนี้ แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกเสียใจที่มีเจ้าอ้วน ก็ลูกของเธอน่ะ...น่ารักมาก แบบมากๆ! เธอมีความสุขในทุกๆ วันที่ได้ตื่นมาเจอลูก และตอนนี้ชีวิตครอบครัวของเรามันก็ดีมาก แค่ได้มีกันอยู่ครบทั้งสามคน พ่อแม่ลูก แค่นี้เธอก็พอใจกับชีวิตตอนนี้สุดๆ แล้ว “อาจจะดึกนะ ถ้าง่วงก็นอนก่อนเลย ไม่ต้องรอเฮียนะ” ‘โอเคค่ะ แต่ว่ายังไงก็ต้องโทรนะ! ถึงหนูหลับไปแล้วได้ยินเฮียโทรมาหนูก็จะรับ จะได้วางใจว่ากลับถึงห้องแล้ว’คอนโดภีม“โห ลูกใครเนี่ย เก่งจังๆ” ภีมเอ่ยชมลูกชายที่นับเลข 1-10 อวดเขากับมะลิ แม้จะพูดไม่ชัดแถมยังมีท่องข้าม ท่องสลับไปบ้าง แต่สำหรับเขาคือลูกเก่งที่สุดแล้ว‘เก่งๆ ภามเก่ง’ ภามตีมือน้อยๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการปรบมือ เขาได้รับคำชมโดยการปรบมือบ่อยๆ จึงทำตามได้อย่างคล่องแคล่ว“ดื้อมั้ยอ้วน?” มะลิเอ่ยถามลูก‘โน้โน ดี...ภามเด็กดี’“ช่าย~ ลูกชายแม่เป็นเด็กดี”มะลิยิ้มจนตาหยี คิดถึงเจ้าอ้วนจัง อยากกอด อยากฟัดลูกมาก แม้จะโทรคุยกันทุกวัน วันนึงก็หลายรอบ แทบจะทุกเวลาที่เธอว่าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หายคิดถึงลูกชายที่เคยกอดอยู่ทุกวันได้เลย“บ๊ายบาย จุ๊บๆ รักนะอ้วน” เมื่อคุยกันไปได้หลายสิบนาที รู้เรื่องบ้าง...ไม่รู้บ้างตามประสาเด็ก หม่าม้าก็ขอตัวพาหลานไปอาบน้ำก่อนที่จะดึกและอากาศเย็นจนเด็กอ้วนหนาว“บาย ป๊าก็รักอ้วนนะ เดี๋ยวจะรีบพามะลิไปหานะ”เจ้าลูกชาย โบกมือบ๊ายบาย แถมยังส่งจูบให้ไม่หยุด จนใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะหลอมละลายเพราะความน่ารักของลูกดีหน่อยที่ช่วงนี้ลูกไม่ร้องไห้งอแงเหมือนทุกครั้งที่โทรหาแล้ว ช่วงแรกภีมและมะลิพากันปวดใจเสมอที่เห็นลูกร้องไห้เรียกหาผ่านทางโทรศัพท์ แต่นานไปลูกคงชินและคลายค
มะลิที่ร่วมกิจกรรมรับน้องไปตามฐานต่างๆ ของแต่ละภาควิชา จนในที่สุดเธอก็วนมาจนถึงภาคโยธาในเวลาใกล้เที่ยงวันถึงแม้จะเป็นกิจกรรมง่ายๆ เน้นกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ร่วมคณะ แต่กิจกรรมง่ายๆ ที่ว่า ก็ทำเอาคนตัวเล็กเหนื่อยพอสมควรอ่อ! รับน้องวันนี้เธอได้บัดดี้อยู่ภาคโยธาด้วยนะ ชื่อไฟ ขอแอบกระซิบ...บัดดี้เธอหล่อด้วยแหละ! แม้จะหล่อน้อยกว่าเฮียภีม แต่ก็ถือว่ายังหล่ออยู่ดีแต่อย่าไปบอกผัวเธอล่ะ...ว่าเธอแอบชมคนอื่น ไม่งั้นเธอโดนคนขี้หึงเล่นงานแน่ว่าแต่เฮียภีมอยู่ไหนนะ? มะลิมองหา ก่อนที่จะเห็นว่าเขากำลังเดินมาพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน โดยที่ถือถุงใบใหญ่มากันด้วย ซึ่งในนั้นมีข้าวกล่องอยู่หลายสิบกล่องและเหมือนเฮียภีมจะรู้ว่าเธออยู่ในกลุ่มนี้ จึงได้กวาดสายตามองหามาเหมือนกัน ก่อนที่จะประสานสายตามองสบกับเธอ เฮียยกยิ้มให้กันด้วยแหละ...แต่เธอเชิด! ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่จะหันไปสนใจกับพี่ๆ ที่กำลังดำเนินกิจกรรมอยู่เบื้องหน้า“น้องๆ รู้กันแล้วใช่มั้ย...ว่าพวกพี่อยู่ภาคโยธา น้องคนไหนเรียนโยธาบ้าง ยืนโชว์ตัวให้พวกพี่ได้เห็นหน้าเห็นตากันหน่อยเร็ว”พี่คนที่พูดใส่โทรโข่ง ทำหน้าที่รันกิจกรรมในฐานน
มะลิที่กินข้าวอิ่มได้ซักพักแล้ว เห็นว่าเวลายังเหลืออีกนานกว่าจะถึงเวลานัดรวมกิจกรรม จึงคิดจะไปนั่งรอตรงเฮียภีมตามที่เขาบอกไว้ จริงๆ ก็ไม่อยากไปหรอก...แต่นั่งตรงนี้คนเดียวแล้วรู้สึกแปลกๆ ก็ขยันจะมีคนมามอง มาทำตากรุ้มกริ่ม ส่งสายตาเจ้าชู้ใส่กันไม่หยุด ที่ผ่านมาก็เคยโดนมองแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง...แต่เธอไม่ชินและเธอไม่ชอบเอาซะเลยเชื่อไหม เฮียภีมของเธอไม่เคยใช้สายตาแบบนี้มองใคร หรือแม้แต่กับเธอเองก็ตามมะลิตัดสินใจเดินไปยังบริเวณที่คณะวิศวะจัดกิจกรรมรับน้อง ซึ่งตอนนี้ก็มีบรรดาพี่ๆ คอยดูแลเตรียมสถานที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ เธอกวาดสายตากลมโตมองหาเฮียภีมแต่ก็ยังไม่เจอ จึงเดินตามหาไปเรื่อยๆ โดยที่พยายามเดินเลี่ยงผู้คนให้ได้มากที่สุดแต่ระหว่างทางที่เดินก็แอบได้ยินเสียงหลายเสียงที่พูดคุยกันถึงเธออยู่บ้าง‘ใครวะ น่ารักว่ะ’‘นั่นน้องปี 1 มารอแล้วป่ะ? เรายังเตรียมของกันไม่เสร็จเลย รีบๆ เลยพวกมึง’‘โอ้โห! โอโม่มาก...น้องคนนี้กูจอง’แต่เธอก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้าไม่มีใครเรียกเจาะจงเหมือนอย่างตอนนี้“น้องครับๆ น้องนั่นแหละ หยุดก่อนครับ”มะลิจำใจต้องหยุดเดิน เพราะโดนเรียกหลายครั้งแล้ว จะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
06:30 น.มะลิเดินลงมาจากหอพักมาด้วยชุดที่ตนคิดว่าใส่สบาย เหมาะกับการทำกิจกรรมรับน้องคณะในวันนี้ เป็นเสื้อยืดสีดำพอดีตัว คู่กับ Baggy Jeans เอวต่ำ มัดรวบผมยาวสีน้ำตาลของตัวเองขึ้นเป็นหางม้ากลางศรีษะ ไม่ลืมที่จะแต่งหน้าอ่อนๆ สวยใสน่ารักเหมาะสมกับวัยวันนี้เธอตั้งใจที่จะแต่งตัวแต่งหน้าเบาๆ พอ กลัวแต่งจัดเต็มแบบ พส. จีนไปเดี๋ยวจะโดนรุ่นพี่มองแรงตั้งแต่พึ่งเริ่มเข้ามาเรียน“นานาจะไปคณะแล้วหรอ?” มะลิเอ่ยถามรูมเมทของตน ที่เดินออกมาจากห้องตามหลังเธอมา“ยังหรอก เราจะไปรับเพื่อนแล้วก็ไปหาข้าวกินก่อนน่ะ แล้วมะลิจะไปกินข้าวเหมือนกันหรอ?”วันนี้เป็นวันรับน้องของคณะวิศวะกรรมศาสตร์ ทุกภาควิชา และเวลาในการนัดหมาย ก็ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่า นานาจึงมีเวลาในการไปหาเพื่อนที่หอพักข้างๆ เพื่อที่จะไปนั่งกินข้าว กินขนมที่ศูนย์อาหารรอเวลา“จ้ะ” มะลิยิ้มหวานและพยักหน้ารับยิ้ม จริงๆ ที่เธอออกมาเร็วแบบนี้ เพราะว่าคนที่จะมารับให้ไปด้วยกัน ต้องรีบไปเตรียมสถานที่ในการรับน้อง เลยกลายเป็นว่าเธอต้องรีบไปแต่เช้าพร้อมกับเขาด้วยเลยเธอขอจะไปเองเขาก็ไม่ยอม! ทั้งที่รถบริการฟรีก็มีให้นั่ง ไหนจะตูมตามเพื่อนรักก็อาสาม
หลังจากที่เก็บข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ เข้าห้องในหอพักของมะลิเรียบร้อย คืนนั้นทุกคนก็พากันไปนอนพักที่คอนโดของภีมก่อน โดยที่มะลิก็ต้องไปด้วย เพราะลูกอยู่ไหน แม่ก็จะอยู่นั่น แม้ว่าจะยังไม่อยากไปนอนที่คอนโดของเขาก็ตาม แต่เธอก็ขอนอนกับหม่าม้าและลูกชาย ให้ภีมไปนอนด้วยกันกับป๊าในอีกห้องนึงแอบบอก...เธอเดินสำรวจห้องเขาทุกซอกทุกมุมเลยล่ะ ว่ามีอะไรน่าสงสัยบ้าง แต่ก็ไม่มีหรือหาไม่เจอ? ของใช้ผู้หญิงที่มีวางไว้ก็มีแต่ของเธอเองทั้งนั้น ที่เมื่อก่อนก็เคยมาหาเขาบ้างนานๆ ครั้ง และได้ทิ้งของเอาไว้ไม่ได้พกติดตัวกลับบ้านด้วยและก็ถึงเวลาแห่งความเศร้าเมื่อคุณแม่ที่แสนติดลูก ต้องร่ำลากับลูกชายสุดที่รัก“แม่จะรีบกลับไปหานะอ้วน อย่าดื้อกับป๊ากับหม่าม้าล่ะ”มะลิน้ำตาคลอ อุ้มลูกไว้ไม่ยอมปล่อย เมื่อถึงเวลาที่ลูกชายต้องเดินทางกลับบ้านแล้ว“ไม่จื้อๆ” (ไม่ดื้อๆ)มือน้อยๆ ข้างซ้ายแปะอยู่บนใบหน้าของมะลิ ส่วนอีกข้างยังคงจับมือของภีมเอาไว้ตื่นเช้ามาวันนี้ลูกชายติดพ่อและแม่แท้ๆ จนแทบไม่สนใจป๊ากับหม่าม้าที่เป็นปู่ย่าเลย เหมือนเด็กน้อยมีสัญชาตญาณแห่งการรับรู้ว่าจะต้องห่างกันทั้งๆ ที่ยังไม่ใครได้บอกอะไรไป“ขอป๊ากอดด้วย”
ช่วงบ่ายวันอาทิตย์“หม่าม้า ทำไมแม่เจ้าอ้วนยังไม่มาอีกล่ะ สามวันแล้วนะ อ้วนหิวนมแม่แย่แล้ว”ภีมที่นอนเล่นกับลูกอยู่ เอ่ยบ่นขึ้นมาเมื่อเห็นผู้เป็นแม่กำลังเดินผ่านมาพอดี ตอนนี้ก็บ่ายวันอาทิตย์เข้าไปแล้ว มะลิยังไม่กลับมาที่บ้านเลย“หม่าม้าจะเตือนความจำให้นะภีม...มะลิหยุดให้นมไปหลายเดือนแล้ว ทุกวันนี้อาตี๋เล็กกินนมชง ซึ่งภีมก็เป็นคนชงให้ลูกเองอยู่บ่อยๆ”คนอยากเจอเมียถอนหายใจ แล้วเขาจะได้เจอหน้ายัยเด็กตอนไหนเนี่ย“แต่วันนี้ผมจะต้องกลับไปเรียนแล้วนะ”“ก็ไปสิ”“แล้วมะลิล่ะ”“ภีมกลับไป...เดี๋ยวน้องก็กลับมา”“ไม่อยากให้พวกเราดีกันหรอหม่าม้า” ภีมเอ่ยถาม เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครอยากช่วยเขาเลย“อยากสิ แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา ภีมลองให้น้องได้อยู่กับตัวเองบ้าง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”“แล้วถ้าไม่ดีขึ้นล่ะ?”“ก็คิดซะว่าไม่ใช่เนื้อคู่กัน”ภีมสะอึกในอก ไม่ใช่เนื้อคู่กันงั้นหรอ? ไม่มีทางอ่ะ เขาจะทำทุกวิถีทางให้เราได้เป็นเนื้อคู่กันเองเวลาผ่านไปในที่สุดก็ได้เวลาที่มะลิคุณแม่วัยใส ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาลัย ขณะนี้เธอกำลังนั่งอยู่บนรถคันกว้าง ที่กำลังขับเคลื่อนพาเธอไปในอีกที่หนึ่ง ที่ต้องห่างไกลจากคนที่เ
มะลิเดินตามร่างสูงที่กำลังอุ้มลูกน้อยเข้าไปในตัวบ้าน ซึ่งในบ้านก็มีหม่าม้านั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องโถงรับแขก“หม่าม้า ฝากอ้วนหน่อย พึ่งหลับไปได้ซักพัก”ภีมบอกผู้เป็นแม่ ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบเบาเสียงทีวีเมื่อรู้ว่าหลานหลับอยู่ ก่อนจะปรับเปลี่ยนรูปแบบโซฟาให้กว้างขึ้นเพื่อที่หลานชายจะได้หลับอย่างสบายคนที่ผ่าน
เขาไม่รอให้มะลิได้พักหายใจหายคอนาน เมื่อเห็นว่าน้ำที่เธอปลดปล่อยออกมาเริ่มหยุด จึงดันท่อนเอ็นขนาดใหญ่พรวดเข้าไปทีเดียว จนคนสวยใต้ร่างถึงกับตาลอยคว้างไร้จุดโฟกัส“อ๊าส์! จุก!!”คนสวยกรีดร้องเสียงดัง ตัวกระตุกเกร็ง ดิ้นพล่านไปมาเพราะเสียวจนแทบขาดใจ...เธอเสร็จอีกแล้ว! เสร็จทันทีที่เขาแทงพรวดเข้ามา ทั้
‘เฮียจ๋า ขับรถอยู่หรอ?’ปลายสายมีเสียงน่ารักที่แสนออดอ้อนของผู้หญิงดังขึ้น จนมาเบลล์อดใจไม่ไหว ลอบสายตาไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของชายหนุ่มที่ตอนนี้วางอยู่บนหน้าขาของเขาภาพที่เห็นคือเด็กสาวหน้าสวยใส่ชุดมัธยมปลายน้องสาวเขางั้นหรอ?“อื้อ เฮียกำลังกลับคอนโด พึ่งเรียนเสร็จน่ะ”เขาตอบไป กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะ
“ไม่รักก็ไม่รัก...แต่เฮียขอดูนมหน่อย หิวนมเมียว่ะ” ภีมร้องขอ ไม่ได้ดูเต้าขาวๆ เนียนๆ มาหลายวัน คิดถึงสุดๆ แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว‘ไม่! เฮียดื้อ อดดู!’ มะลิเล่นตัว ไม่ยอมให้เขาดูหรอก ดัดนิสัยคนไม่ยอมกลับมาหา“นิดเดียวๆ 5 วิก็ได้”‘โนๆ’“แลกกัน เดี๋ยวเฮียให้ดูภีมน้อย” พูดจบก็กดกล้องลงต่ำ ที่ตอนนี้กาง







