LOGINแล้วไอ้ปีหนึ่งพวกนั้นไปมีเรื่องกับใครไม่มี...แต่ดันมีเรื่องต่อยตีกันเอง แล้วโยธาของพวกเรายึดระบบรัก สามัคคีกันเป็นหลัก มันดันมาทะเลาะกันเอง ถ้าปล่อยไปทีนี้จะอยู่กันยังไง ขืนไม่จัดการในอนาคตก็อาจจะมีปัญหา...เพื่อนไม่เอาเพื่อน น้องไม่เอาพี่ พี่ไม่เอาอาจารย์งี้หรอ ไม่มีความรัก ความเคารพ ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างนี้ก็ตัวใครตัวมันอ่ะดิ ไม่พากันเรียน ไม่ช่วยเหลือกัน มีปัญหาก็ไม่รู้จะปรึกษาหรือพึ่งพาใครจนทำให้เรียนกันไม่จบ แล้วจะมีไปทำไมรุ่นพี่รุ่นน้อง ต่างคนต่างอยู่ ใครจะเรียนไม่จบก็เรื่องของมัน ใครเรียนไม่ไหวก็ช่างแม่ง ใครจะต่อยจะตีก็ปล่อยให้เอากันให้ตายงี้หรอ
มันก็ไม่ได้ไง! แล้วไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดถึงครอบครัวนะ แต่แค่สัปดาห์นี้ไหมวะ เดี๋ยวสัปดาห์อื่นๆ ก็สามารถกลับไปหาได้ พอศุกร์หน้านะไม่ขับรถกลับละ ขึ้นเครื่องแม่งเลย ชั่วโมงนึงถึง ทันใจดี จะได้กลับไปกอดกันให้หายคิดถึงเร็วๆ ‘ไม่อ่ะ... ไม่เข้าใจ’ “มะลิ” ภีมถอนหายใจ เมียเด็กของเขาถ้าได้โมโหแล้วก็ค่อนข้างจะเข้าใจอะไรยากนิดนึง ข้อนี้เขารู้ดี มะลิจ้องคนในโทรศัพท์นิ่ง แววตาไหวระริก หยดน้ำด้านในพร้อมจะไหลรินออกมาเสมอ เธอไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอในฐานะที่เป็นคุณแม่แล้ว กำลังจะร้องไห้เหมือนเด็กๆ ...อีกแล้ว ‘อือ อยู่ไปเหอะ ไม่ต้องกลับมาหรอก เดี๋ยวนี่อยู่กับลูกเองได้’ พูดจบก็กดตัดสายทันทีพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรูออกมาไม่ขาดสาย น้ำตาแห่งความเสียใจ น้อยใจ ความคาดหวังรอคอยต่างๆ ประเดประดังเข้ามาจนเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างลืมอาย ในหัวมีภาพต่างๆ หลายๆ เหตุการณ์ที่หลังๆ มานี้ เธอและภีมมีปัญหาสะสมกันมาจนแทบนับไม่ได้ว่ามีกี่เรื่องแล้ว ร่างบางนั่งกอดเข่าซุกหน้าร้องไห้อยู่แบบนั้นเนิ่นนาน ก่อนจะพยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาให้สดใส ไม่อยากให้ลูกและใครๆ ได้เห็นว่าตนอ่อนแอ เมื่อแสร้งทำตัวให้เป็นปกติที่สุดแล้วก็ออกไปหาน้องภามที่นั่งเล่นอยู่กับหม่าม้าด้านนอก เพื่อที่จะบอกทุกคนว่าสัปดาห์นี้เฮียภีมไม่กลับบ้านแล้ว ทุกคนจะได้ไม่ต้องรอ และตลอดวันนั้น มะลิเลือกที่จะไม่สนใจโทรศัพท์ที่ตนได้ปิดเสียงเอาไว้ ไม่คิดที่จะดูแม้แต่นิดว่าเขาคนนั้นจะโทรหา หรือทักมาแก้ตัวว่าอะไรบ้าง เธอไม่อยากคุยกับเขา ไม่อยากคาดหวังอะไรจากเขาอีกต่อไปแล้ว Peem_pmp : เฮียขอโทษ ศุกร์หน้าเรียนเสร็จเดี๋ยวเฮียจะรีบกลับไปทันทีเลย ภีมกดลบข้อความนี้ทิ้ง เพราะกลัวว่าถ้าอาทิตย์หน้ามีเหตุจำเป็นอะไรที่ทำให้ไม่ได้กลับอีก กลัวจะยิ่งทำให้คนตัวเล็กเสียใจซ้ำอีกครั้ง Peem_pmp : เฮียขอโทษ เฮียคิดถึงมะลิกับลูกมากนะ เขากดส่งข้อความนี้ไปแทน หลังจากที่โดนเธอกดตัดสายไม่รู้กี่สิบรอบ หลังเกิดเหตุการณ์เมียงอน เขาก็พยายามโทรหาตลอด โทรหาทุกช่องทางที่สามารถติดต่อได้ มะลิก็ไม่เคยรับ แถมตัดสายด้วย ก็เลยจะให้เวลาเธออีกนิด ให้เธอใจเย็นๆ และรอเขาเสร็จธุระจากตรงนี้ ตอนดึกค่อยโทรคุยปรับความเข้าใจกันใหม่ ภีมยัดโทรศัพท์รุ่นล่าสุดของตนใส่กระเป๋าเสื้อช็อปวิศวะ ก่อนจะหันกลับเดินไปยังใต้ถุนตึกของคณะที่ตอนนี้แทบจะไม่มีคนอื่นอยู่ นอกจากโยธาทุกชั้นปี ที่รวมตัวกันเพื่อเคลียร์ปัญหาของรุ่นน้องที่พึ่งเกิดเหตุการณ์ไปสดๆ ร้อนๆ แต่เมื่อหันกลับมาเขาก็เห็นรุ่นน้องผู้หญิงผิวขาวคนหนึ่งกำลังมองมาที่เขาอยู่ เขาจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม “สวัสดีค่ะพี่ภีม ออกมาคุยโทรศัพท์หรอคะ? พอดีหนูจะมาเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ” เธอยกมือขึ้นสวัสดีตามธรรมเนียมรุ่นน้องเคารพรุ่นพี่อย่างที่พวกเรายึดกันมาเสมอ “อ่อ แต่ใต้ตึกที่นั่งกันอยู่ก็มีห้องน้ำใกล้ๆ อยู่ด้านหลังนะ” ภีมเอ่ยบอก เพราะคิดว่าเธออาจจะไม่รู้ตำแหน่งห้องน้ำใกล้ๆ ซึ่งการที่เธอออกมาตรงนี้จนได้เจอกับเขามันก็ค่อนข้างไกลพอสมควร ต้องเดินออกมาข้างนอกตัวอาคารเลยถึงจะเจอห้องน้ำบริเวณนี้ “พอดีห้องน้ำหญิงตรงนั้นมันปิดปรับปรุงไปหลายห้องค่ะ ห้องที่ว่างก็มีรุ่นพี่ต่อแถวรอใช้งานกันอยู่ มาเบลล์เลยเดินออกมาตรงนี้...น่าจะได้เข้าเร็วกว่าค่ะ” รุ่นน้องตรงหน้าตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มสดใส ยิ้มกว้างตาเป็นประกาย ยิ้มจนตาเป็นรูปสระอิ เหมือนยัยเด็กขี้งอนของเขาเลยแฮะ แต่ดูแค่แว๊บเดียวก็รู้ได้เลยว่ามะลิยิ้มน่ารักกว่าหลายสิบเท่า ยิ่งนึกถึงลักยิ้มบุ๋มๆ ที่มีอยู่ทั้งสองข้างแก้มของเธอด้วยนะ ยิ่งใจละลาย และแค่นึกถึงรอยยิ้มของเมีย ก็ทำเอาคนหน้านิ่งเผลอยิ้มออกมาเหมือนไอ้เด็กหนุ่มคลั่งรัก ว่าแล้วก็รีบกลับไปดูสถานการณ์ดีกว่า ว่าเคลียร์กันไปถึงไหนแล้ว อาจจะโชคดีเสาร์-อาทิตย์นี้ไม่ต้องมีการจัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ เขาอาจจะได้จองตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับบ้านวันนี้เลยก็ได้ ภีมเดินจากไปแล้ว โดยไม่ได้รับรู้เลยว่ารุ่นน้องสาวที่ชื่อมาเบลล์ยังยิ้มกว้างไม่หยุด เธอคิดไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ลองเสี่ยงแกล้งเดินมาเข้าห้องน้ำที่ด้านนอก เมื่อด้านในที่พวกรุ่นพี่ทุกคนยืนล้อมน้องปีหนึ่งเอาไว้ ไม่มีพี่ภีมที่เธอหลงชอบอยู่ด้วย เธอจึงแกล้งทำทีเป็นปวดฉี่และไปขออนุญาตพี่รหัสของตนเพื่อออกมาเข้าห้องน้ำ เธอเดินวนหาอยู่พักใหญ่จึงมองเห็นแผ่นหลังกว้างที่เธอจำได้ทันทีว่าคือคนที่เธอชอบ จึงรีบเร่งฝีเท้าเดินมาทางนี้แถมพอมาถึงพี่เขายังหันกลับมาพอดี และที่สำคัญเมื่อกี๊พี่เขาหลุดยิ้มให้เธอด้วย ทำเอาเธอแทบกรี๊ดออกมาเพราะความดีใจ ฉายาเสือยิ้มยาก ที่สาวๆ พูดถึงพี่ภีมหน้าหล่อ แต่วันนี้เขากลับดันยิ้มหวานให้เธอ ใจละลายมากบอกตรงๆ เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของพี่เขา นี่คนอื่นจะรู้กันไหมนะว่าพี่เขามีลักยิ้มบางๆ อยู่ที่ข้างแก้มด้านซ้ายด้วย นี่ถ้าไม่ได้มาเห็นรอยยิ้มของพี่เขาใกล้ๆ เธอก็คงไม่รู้เช่นกันว่าเขามี น่ารักจัง แถมหล่อมากด้วย ตัวก็ห๊อมหอม แถมสูงมากด้วย ยิ่งเห็นก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากได้! และพี่ภีมยิ้มให้เธอแบบนี้ เธอก็คงพอจะมีหวังใช่ไหม? เธอชอบพี่เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเมื่อตอนรับน้อง แต่ไม่รู้จะหาวิธีเข้าใกล้ยังไง เพราะพี่เขาค่อนข้างจะถือตัว และไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่ถ้าไม่ได้สนิท งั้นวันนี้เธอลองทักพี่เขาไปดีกว่า ถึงแม้พี่เขาจะยังไม่ยอมกดรับเธอเป็นเพื่อนทาง F******k และไม่ยอมรับการติดตามของเธอทาง I*******m ที่ตั้งค่าความส่วนตัวเอาไว้เลยก็ตาม ในเวลา 03:10 ของอีกวัน ภีมกลับถึงห้องในตอนตีสามเข้าไปแล้ว เพราะหลังจากปล่อยให้น้องปีหนึ่ง กลับไปพักผ่อนเพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะต้องตื่นมาร่วมกิจกรรม ที่ได้จัดขึ้นอย่างกะทันหันแล้ว พวกรุ่นพี่ทุกคนต้องคอยอยู่ช่วยกันคิดกิจกรรม บ้างก็เตรียมสถานที่ เตรียมกิจกรรมไว้รอ จากที่คิดว่าถ้าว่างเมื่อไหร่จะโทรไปง้อเด็กก็ไม่มีเวลาเลยไม่ได้โทร แต่เขาก็ยังมีส่งข้อความไปบอกอยู่ตลอกนะ อย่างถ่ายรูปให้ดูว่าทำอะไรอยู่ อยู่ตรงไหน อยู่ใกล้ใครบ้าง ล่าสุดก็ถ่ายห้องนอนส่งไป ว่าตัวเองกลับมาถึงห้องเรียบร้อยแล้ว แม้ว่า...มะลิจะไม่เคยเปิดอ่านข้อความใดๆ เลยก็ตาม ตั้งแต่ข้อความแรกที่ส่งไปหลังจากเธอกดตัดสายไปด้วยความโกรธ Peem_pmp : ฝันดีนะ พรุ่งนี้ฝากหอมลูกให้ด้วย เฮียนอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นแต่เช้าไปคณะ Peem_pmp : เฮียรักมะลินะ ภีมพิมพ์บอกไปอีกครั้งก่อนจะหลับไปแทบจะทันทีที่ข้อความถูกส่งไป รุ่งเช้ามะลิตื่นขึ้นมาเพื่อจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้ตัวเองกับลูก เพราะหม่าม้ากับเจ่เจ๊ที่เป็นมารดาและพี่สาวแท้ๆ ของเฮียภีม จะพาเธอกับน้องภามไปเที่ยวที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง เจ๊พายนัดแนะไว้ว่าจะมารับพวกเราที่บ้านตอน 9 โมงเช้า เดี๋ยวไปแวะทานข้าวเที่ยงที่คาเฟ่แถวเขาค้อเลย มะลิที่กำลังประแป้งเด็กอ้วนจนตัวขาวโพลน เตรียมโยนลงหม้อชุบแป้งทอดได้เลย ก็ต้องหยุดภารกิจที่ทำเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูและผละออกไปเปิดดูว่าใครมาหา “อ้าวเจ๊ สวัสดีค่ะ มาถึงเร็วจัง หนูยังแต่งตัวเจ้าอ้วนไม่เสร็จเลย” มะลิสวัสดีผู้ที่เป็นพี่สาวของสามี เหลือบเห็นนาฬิกาผนังก็เห็นว่ายังไม่ถึงเวลานัด ตอนนี้ยังไม่ถึง 8 โมงครึ่งเลย “คิดถึงหลาน” เจ๊พายบอกด้วยใบหน้าตื่นเต้นและรีบเดินไปหาหลาน ที่กำลังยิ้มกว้างรีบลุกขึ้นยืนจะโผมาหาป้าคนสวยด้วยความคิดถึง พร้อมกับร้องเรียก “พายๆ มาๆ” “จะตกเตียงนะอ้วน ค่อยๆ เดินสิ” มะลิร้องเตือนลูกชาย ที่นับวันก็ยิ่งพลังล้น เดินแทบไม่เป็นแล้วเดี๋ยวนี้ ลุกขึ้นได้ก็จะออกตัววิ่งอย่างเดียว “โอ้โห อ้วนจ้ำม่ำใหญ่เลย น่ารักจังหลานใครเนี่ย” พายรีบอุ้มตัวกลมๆ แขนเป็นปล้องๆ เหมือนเจ้ามิชลินแมนขึ้นมากอดและฟัดไปที่แก้มกับพุงอ้วนๆ ของหลานไม่หยุด “จะใส่ชุดผึ้งน้อยหรอ? ว้าว เจ้าอ้วนจะเป็นผึ้งน้อยหรอลูก มาเดี๋ยวเจ๊ช่วยใส่ให้นะ” พายเห็นชุดที่มะลิวางเตรียมไว้ใกล้ๆ ก็หยิบมาใส่ให้หลานรัก “ผึ้งๆ มะลิว่าหย่อๆ” (หล่อ) เด็กน้อยบอกเล่า เพราะจำคำที่แม่ชอบพูดว่าแต่งแล้วจะหล่อ ภามเรียกแม่ตัวเองว่ามะลิ ตามที่ได้จดจำมาจากคนอื่นๆ ที่เรียกเธอว่า ‘มะลิ’ เด็กน้อยจึงเรียกตามแบบนั้นมาตลอด โดยที่เรียกปู่ย่า และป้าว่า ‘ป๊า หม่าม้า เจ๊’ ตามที่ภีมกับมะลิเรียก และพวกเขาก็ชอบแทนตัวเองแบบนั้นกับหลานอยู่ตลอด มะลิมองผู้เป็นป้าสายโหด กำลังคุยเสียงสองเสียงสามกับหลาน ผิดกับตอนที่คุยกับเฮียภีมและบรรดาลูกน้องผู้ชายที่ร้านวัสดุก่อสร้างของตัวเองลิบลับ รายนี้เขาเป็นสายโหด ลูกน้องคนไหนดื้อ หรืออู้งาน ต้องเจอเจ๊พายปะ ฉะ ดะไม่ไว้หน้าทุกราย บ้านของภีมมีเชื้อจีนมาจากอากง ที่มาตั้งหลักแหล่งที่ประเทศไทยจนได้สร้างครอบครัวที่นี่ แรกเริ่มเป็นคนงานคอยแบกส่งปูนก่อสร้าง จนถึงทุกวันนี้ตระกูลมีความเจริญรุ่งเรือง จนเปิดเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีของจำหน่ายทุกชนิดในการสร้างบ้าน ถ้ามาที่ร้านก็คือได้ครบทุกอย่าง มีกระทั่งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว ทั้งของตกแต่งมากมาย เรียกง่ายๆ ก็คือห้างสรรพสินค้าวัสดุที่ใหญ่ที่สุดในโซนภาคนั้น และตอนนี้ได้ขยายกิจการเพิ่ม โดยมีเจ๊พายแยกไปดูแลเต็มตัว แต่ด้วยความที่อีกสาขาอยู่ในอำเภอที่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก เจ๊พายจึงกลับมาเยี่ยมบ้านและหาหลานอยู่เสมอ และทุกครั้งที่มาจะต้องพากันไปเที่ยว แถมมีของติดไม้ติดมือมาให้หลานเสมอ เจ้าอ้วนน้อยจึงติดและชอบผู้เป็นป้ามาก ดูสิ หัวเราะกันไม่หยุดเลยทั้งป้าทั้งหลาน จากปากสีชมพูสวยของพาย ตอนนี้เริ่มเป็นสีซีดขาวแล้ว ด้วยความที่ฟัดไม่หยุดไปที่เจ้าอ้วนตัวเปื้อนแป้ง จนตอนนี้แป้งได้ไปเกาะติดอยู่ที่ปากและหน้าผู้เป็นป้าหมดแล้ว “เจ๊พาเจ้าอ้วนน้อยไปเล่นรอข้างนอกนะ แกแต่งหน้าแต่งตัวสวยๆ เลย เดี๋ยวเจ๊จะพาไปส่องผู้ชายที่เขาค้อ...รับรองต้องมีหล่อกว่าผัวแกหลายเท่า! ถ้าแกอยากได้ใหม่ซักคน เจ๊ก็ไม่ว่าหรอกนะ น้องเจ๊มันไม่คู่ควรกับคนน่ารักอย่างแก”คอนโดภีม“โห ลูกใครเนี่ย เก่งจังๆ” ภีมเอ่ยชมลูกชายที่นับเลข 1-10 อวดเขากับมะลิ แม้จะพูดไม่ชัดแถมยังมีท่องข้าม ท่องสลับไปบ้าง แต่สำหรับเขาคือลูกเก่งที่สุดแล้ว‘เก่งๆ ภามเก่ง’ ภามตีมือน้อยๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการปรบมือ เขาได้รับคำชมโดยการปรบมือบ่อยๆ จึงทำตามได้อย่างคล่องแคล่ว“ดื้อมั้ยอ้วน?” มะลิเอ่ยถามลูก‘โน้โน ดี...ภามเด็กดี’“ช่าย~ ลูกชายแม่เป็นเด็กดี”มะลิยิ้มจนตาหยี คิดถึงเจ้าอ้วนจัง อยากกอด อยากฟัดลูกมาก แม้จะโทรคุยกันทุกวัน วันนึงก็หลายรอบ แทบจะทุกเวลาที่เธอว่าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หายคิดถึงลูกชายที่เคยกอดอยู่ทุกวันได้เลย“บ๊ายบาย จุ๊บๆ รักนะอ้วน” เมื่อคุยกันไปได้หลายสิบนาที รู้เรื่องบ้าง...ไม่รู้บ้างตามประสาเด็ก หม่าม้าก็ขอตัวพาหลานไปอาบน้ำก่อนที่จะดึกและอากาศเย็นจนเด็กอ้วนหนาว“บาย ป๊าก็รักอ้วนนะ เดี๋ยวจะรีบพามะลิไปหานะ”เจ้าลูกชาย โบกมือบ๊ายบาย แถมยังส่งจูบให้ไม่หยุด จนใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะหลอมละลายเพราะความน่ารักของลูกดีหน่อยที่ช่วงนี้ลูกไม่ร้องไห้งอแงเหมือนทุกครั้งที่โทรหาแล้ว ช่วงแรกภีมและมะลิพากันปวดใจเสมอที่เห็นลูกร้องไห้เรียกหาผ่านทางโทรศัพท์ แต่นานไปลูกคงชินและคลายค
มะลิที่ร่วมกิจกรรมรับน้องไปตามฐานต่างๆ ของแต่ละภาควิชา จนในที่สุดเธอก็วนมาจนถึงภาคโยธาในเวลาใกล้เที่ยงวันถึงแม้จะเป็นกิจกรรมง่ายๆ เน้นกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ร่วมคณะ แต่กิจกรรมง่ายๆ ที่ว่า ก็ทำเอาคนตัวเล็กเหนื่อยพอสมควรอ่อ! รับน้องวันนี้เธอได้บัดดี้อยู่ภาคโยธาด้วยนะ ชื่อไฟ ขอแอบกระซิบ...บัดดี้เธอหล่อด้วยแหละ! แม้จะหล่อน้อยกว่าเฮียภีม แต่ก็ถือว่ายังหล่ออยู่ดีแต่อย่าไปบอกผัวเธอล่ะ...ว่าเธอแอบชมคนอื่น ไม่งั้นเธอโดนคนขี้หึงเล่นงานแน่ว่าแต่เฮียภีมอยู่ไหนนะ? มะลิมองหา ก่อนที่จะเห็นว่าเขากำลังเดินมาพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน โดยที่ถือถุงใบใหญ่มากันด้วย ซึ่งในนั้นมีข้าวกล่องอยู่หลายสิบกล่องและเหมือนเฮียภีมจะรู้ว่าเธออยู่ในกลุ่มนี้ จึงได้กวาดสายตามองหามาเหมือนกัน ก่อนที่จะประสานสายตามองสบกับเธอ เฮียยกยิ้มให้กันด้วยแหละ...แต่เธอเชิด! ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่จะหันไปสนใจกับพี่ๆ ที่กำลังดำเนินกิจกรรมอยู่เบื้องหน้า“น้องๆ รู้กันแล้วใช่มั้ย...ว่าพวกพี่อยู่ภาคโยธา น้องคนไหนเรียนโยธาบ้าง ยืนโชว์ตัวให้พวกพี่ได้เห็นหน้าเห็นตากันหน่อยเร็ว”พี่คนที่พูดใส่โทรโข่ง ทำหน้าที่รันกิจกรรมในฐานน
มะลิที่กินข้าวอิ่มได้ซักพักแล้ว เห็นว่าเวลายังเหลืออีกนานกว่าจะถึงเวลานัดรวมกิจกรรม จึงคิดจะไปนั่งรอตรงเฮียภีมตามที่เขาบอกไว้ จริงๆ ก็ไม่อยากไปหรอก...แต่นั่งตรงนี้คนเดียวแล้วรู้สึกแปลกๆ ก็ขยันจะมีคนมามอง มาทำตากรุ้มกริ่ม ส่งสายตาเจ้าชู้ใส่กันไม่หยุด ที่ผ่านมาก็เคยโดนมองแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง...แต่เธอไม่ชินและเธอไม่ชอบเอาซะเลยเชื่อไหม เฮียภีมของเธอไม่เคยใช้สายตาแบบนี้มองใคร หรือแม้แต่กับเธอเองก็ตามมะลิตัดสินใจเดินไปยังบริเวณที่คณะวิศวะจัดกิจกรรมรับน้อง ซึ่งตอนนี้ก็มีบรรดาพี่ๆ คอยดูแลเตรียมสถานที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ เธอกวาดสายตากลมโตมองหาเฮียภีมแต่ก็ยังไม่เจอ จึงเดินตามหาไปเรื่อยๆ โดยที่พยายามเดินเลี่ยงผู้คนให้ได้มากที่สุดแต่ระหว่างทางที่เดินก็แอบได้ยินเสียงหลายเสียงที่พูดคุยกันถึงเธออยู่บ้าง‘ใครวะ น่ารักว่ะ’‘นั่นน้องปี 1 มารอแล้วป่ะ? เรายังเตรียมของกันไม่เสร็จเลย รีบๆ เลยพวกมึง’‘โอ้โห! โอโม่มาก...น้องคนนี้กูจอง’แต่เธอก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้าไม่มีใครเรียกเจาะจงเหมือนอย่างตอนนี้“น้องครับๆ น้องนั่นแหละ หยุดก่อนครับ”มะลิจำใจต้องหยุดเดิน เพราะโดนเรียกหลายครั้งแล้ว จะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
06:30 น.มะลิเดินลงมาจากหอพักมาด้วยชุดที่ตนคิดว่าใส่สบาย เหมาะกับการทำกิจกรรมรับน้องคณะในวันนี้ เป็นเสื้อยืดสีดำพอดีตัว คู่กับ Baggy Jeans เอวต่ำ มัดรวบผมยาวสีน้ำตาลของตัวเองขึ้นเป็นหางม้ากลางศรีษะ ไม่ลืมที่จะแต่งหน้าอ่อนๆ สวยใสน่ารักเหมาะสมกับวัยวันนี้เธอตั้งใจที่จะแต่งตัวแต่งหน้าเบาๆ พอ กลัวแต่งจัดเต็มแบบ พส. จีนไปเดี๋ยวจะโดนรุ่นพี่มองแรงตั้งแต่พึ่งเริ่มเข้ามาเรียน“นานาจะไปคณะแล้วหรอ?” มะลิเอ่ยถามรูมเมทของตน ที่เดินออกมาจากห้องตามหลังเธอมา“ยังหรอก เราจะไปรับเพื่อนแล้วก็ไปหาข้าวกินก่อนน่ะ แล้วมะลิจะไปกินข้าวเหมือนกันหรอ?”วันนี้เป็นวันรับน้องของคณะวิศวะกรรมศาสตร์ ทุกภาควิชา และเวลาในการนัดหมาย ก็ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่า นานาจึงมีเวลาในการไปหาเพื่อนที่หอพักข้างๆ เพื่อที่จะไปนั่งกินข้าว กินขนมที่ศูนย์อาหารรอเวลา“จ้ะ” มะลิยิ้มหวานและพยักหน้ารับยิ้ม จริงๆ ที่เธอออกมาเร็วแบบนี้ เพราะว่าคนที่จะมารับให้ไปด้วยกัน ต้องรีบไปเตรียมสถานที่ในการรับน้อง เลยกลายเป็นว่าเธอต้องรีบไปแต่เช้าพร้อมกับเขาด้วยเลยเธอขอจะไปเองเขาก็ไม่ยอม! ทั้งที่รถบริการฟรีก็มีให้นั่ง ไหนจะตูมตามเพื่อนรักก็อาสาม
หลังจากที่เก็บข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ เข้าห้องในหอพักของมะลิเรียบร้อย คืนนั้นทุกคนก็พากันไปนอนพักที่คอนโดของภีมก่อน โดยที่มะลิก็ต้องไปด้วย เพราะลูกอยู่ไหน แม่ก็จะอยู่นั่น แม้ว่าจะยังไม่อยากไปนอนที่คอนโดของเขาก็ตาม แต่เธอก็ขอนอนกับหม่าม้าและลูกชาย ให้ภีมไปนอนด้วยกันกับป๊าในอีกห้องนึงแอบบอก...เธอเดินสำรวจห้องเขาทุกซอกทุกมุมเลยล่ะ ว่ามีอะไรน่าสงสัยบ้าง แต่ก็ไม่มีหรือหาไม่เจอ? ของใช้ผู้หญิงที่มีวางไว้ก็มีแต่ของเธอเองทั้งนั้น ที่เมื่อก่อนก็เคยมาหาเขาบ้างนานๆ ครั้ง และได้ทิ้งของเอาไว้ไม่ได้พกติดตัวกลับบ้านด้วยและก็ถึงเวลาแห่งความเศร้าเมื่อคุณแม่ที่แสนติดลูก ต้องร่ำลากับลูกชายสุดที่รัก“แม่จะรีบกลับไปหานะอ้วน อย่าดื้อกับป๊ากับหม่าม้าล่ะ”มะลิน้ำตาคลอ อุ้มลูกไว้ไม่ยอมปล่อย เมื่อถึงเวลาที่ลูกชายต้องเดินทางกลับบ้านแล้ว“ไม่จื้อๆ” (ไม่ดื้อๆ)มือน้อยๆ ข้างซ้ายแปะอยู่บนใบหน้าของมะลิ ส่วนอีกข้างยังคงจับมือของภีมเอาไว้ตื่นเช้ามาวันนี้ลูกชายติดพ่อและแม่แท้ๆ จนแทบไม่สนใจป๊ากับหม่าม้าที่เป็นปู่ย่าเลย เหมือนเด็กน้อยมีสัญชาตญาณแห่งการรับรู้ว่าจะต้องห่างกันทั้งๆ ที่ยังไม่ใครได้บอกอะไรไป“ขอป๊ากอดด้วย”
ช่วงบ่ายวันอาทิตย์“หม่าม้า ทำไมแม่เจ้าอ้วนยังไม่มาอีกล่ะ สามวันแล้วนะ อ้วนหิวนมแม่แย่แล้ว”ภีมที่นอนเล่นกับลูกอยู่ เอ่ยบ่นขึ้นมาเมื่อเห็นผู้เป็นแม่กำลังเดินผ่านมาพอดี ตอนนี้ก็บ่ายวันอาทิตย์เข้าไปแล้ว มะลิยังไม่กลับมาที่บ้านเลย“หม่าม้าจะเตือนความจำให้นะภีม...มะลิหยุดให้นมไปหลายเดือนแล้ว ทุกวันนี้อาตี๋เล็กกินนมชง ซึ่งภีมก็เป็นคนชงให้ลูกเองอยู่บ่อยๆ”คนอยากเจอเมียถอนหายใจ แล้วเขาจะได้เจอหน้ายัยเด็กตอนไหนเนี่ย“แต่วันนี้ผมจะต้องกลับไปเรียนแล้วนะ”“ก็ไปสิ”“แล้วมะลิล่ะ”“ภีมกลับไป...เดี๋ยวน้องก็กลับมา”“ไม่อยากให้พวกเราดีกันหรอหม่าม้า” ภีมเอ่ยถาม เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครอยากช่วยเขาเลย“อยากสิ แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา ภีมลองให้น้องได้อยู่กับตัวเองบ้าง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”“แล้วถ้าไม่ดีขึ้นล่ะ?”“ก็คิดซะว่าไม่ใช่เนื้อคู่กัน”ภีมสะอึกในอก ไม่ใช่เนื้อคู่กันงั้นหรอ? ไม่มีทางอ่ะ เขาจะทำทุกวิถีทางให้เราได้เป็นเนื้อคู่กันเองเวลาผ่านไปในที่สุดก็ได้เวลาที่มะลิคุณแม่วัยใส ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาลัย ขณะนี้เธอกำลังนั่งอยู่บนรถคันกว้าง ที่กำลังขับเคลื่อนพาเธอไปในอีกที่หนึ่ง ที่ต้องห่างไกลจากคนที่เ
มะลิเดินตามร่างสูงที่กำลังอุ้มลูกน้อยเข้าไปในตัวบ้าน ซึ่งในบ้านก็มีหม่าม้านั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องโถงรับแขก“หม่าม้า ฝากอ้วนหน่อย พึ่งหลับไปได้ซักพัก”ภีมบอกผู้เป็นแม่ ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบเบาเสียงทีวีเมื่อรู้ว่าหลานหลับอยู่ ก่อนจะปรับเปลี่ยนรูปแบบโซฟาให้กว้างขึ้นเพื่อที่หลานชายจะได้หลับอย่างสบายคนที่ผ่าน
เขาไม่รอให้มะลิได้พักหายใจหายคอนาน เมื่อเห็นว่าน้ำที่เธอปลดปล่อยออกมาเริ่มหยุด จึงดันท่อนเอ็นขนาดใหญ่พรวดเข้าไปทีเดียว จนคนสวยใต้ร่างถึงกับตาลอยคว้างไร้จุดโฟกัส“อ๊าส์! จุก!!”คนสวยกรีดร้องเสียงดัง ตัวกระตุกเกร็ง ดิ้นพล่านไปมาเพราะเสียวจนแทบขาดใจ...เธอเสร็จอีกแล้ว! เสร็จทันทีที่เขาแทงพรวดเข้ามา ทั้
‘เฮียจ๋า ขับรถอยู่หรอ?’ปลายสายมีเสียงน่ารักที่แสนออดอ้อนของผู้หญิงดังขึ้น จนมาเบลล์อดใจไม่ไหว ลอบสายตาไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของชายหนุ่มที่ตอนนี้วางอยู่บนหน้าขาของเขาภาพที่เห็นคือเด็กสาวหน้าสวยใส่ชุดมัธยมปลายน้องสาวเขางั้นหรอ?“อื้อ เฮียกำลังกลับคอนโด พึ่งเรียนเสร็จน่ะ”เขาตอบไป กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะ
“ไม่รักก็ไม่รัก...แต่เฮียขอดูนมหน่อย หิวนมเมียว่ะ” ภีมร้องขอ ไม่ได้ดูเต้าขาวๆ เนียนๆ มาหลายวัน คิดถึงสุดๆ แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว‘ไม่! เฮียดื้อ อดดู!’ มะลิเล่นตัว ไม่ยอมให้เขาดูหรอก ดัดนิสัยคนไม่ยอมกลับมาหา“นิดเดียวๆ 5 วิก็ได้”‘โนๆ’“แลกกัน เดี๋ยวเฮียให้ดูภีมน้อย” พูดจบก็กดกล้องลงต่ำ ที่ตอนนี้กาง







