LOGINเมื่อคืนผมกับคุณคิมได้ไปส่งไอรินที่ห้อง โชคดีที่คุณคิมมีเพื่อนเป็นหมอ ยัยเตี้ยเลยได้ฉีดยาลดไข้ทันที เมื่ออาการของเธอดีขึ้น คุณคิมเลยอาสามาส่งผมที่บ้าน โดยให้เพื่อนอยู่ช่วยดูแลไอรินไปก่อน ใจจริง! ผมอยากเฝ้าทั้งคืนด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าต้องเดินทางไกล
บนเครื่องไฟล์ทบินกลับเชียงใหม่
วันนี้ผมกับไอ้ธันต้องกลับบ้านเกิดที่เชียงใหม่ไฟล์ทเช้าตามที่แม่จองไว้ให้ แล้วอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ ผมจะได้เจอไอรินเด็กอ้วนไม่ใช่สิยัยเตี้ยของผมต่างหาก ที่รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน ก็เพราะหลังจากตอนนั้น ที่ผมโทรหาแม่เพื่อขอค็อนแทค แต่แม่ไม่ยอมให้! ผมเลยเอาชื่อของไอรินไปเสิร์จเอาเองเลยแล้วมันก็ขึ้นหน้ายัยเตี้ยเต็มไปหมด
ตอนนั้นผมนี่แทบบ้าดีใจมากไม่คิดว่าจะเจอกันง่ายขนาดนี้ ตอนอยู่นิวยอร์ก ผมไม่เคยสนใจข่าวสารในเมืองไทยเลยเอาแต่ทำงานเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แต่ก็มีโทรหาแม่เพื่อถามเกี่ยวกับไอรินอยู่บ้างแต่พ่อกับแม่ผมก็เอาแต่พูดว่าน้องสบายดี มีความสุขมากแกไม่ต้องเป็นห่วง
“นาย...นายครับ!”
“อะ....อะไร”
ผมหลุดออกจากภวังค์เมื่อไอ้ธันสะกิดแขนเรียก สายตาหันไปมองตามมือของไอ้ธัน มันชี้ไปทางเข้าเครื่องก็พบไอรินกำลังเดินมากับคุณคิมผู้จัดการส่วนตัว เหล่าคนบนเครื่องต่างพากันมาขอถ่ายรูปกับไอริน ผมมองจนพวกเธอเดินมาถึงที่นั่ง
“คุณเพลิง..เจอกันอีกแล้วนะคะ”
“ผมช่วยครับ”
ผมช่วยคุณคิมเอากระเป๋าเก็บด้านบน ก่อนจะมองไปหาไอรินที่ยืนอยู่ด้ายหลังเป็นจังหวะเดียวกับที่เธอมองผมพอดีสายตาเราทั้งคู่เลยประสานเข้าหากัน เหมือนทุกอย่างหยุดชะงัก สายตาที่ไอรินมองผมเปลี่ยนไปจนรู้สึกได้
“ไงเรา....ดีขึ้นยัง”
“......”
เธอไม่ตอบผมแถมยังเบี่ยงหน้าหนี ไอ้ธันมันสะกิดผมอีกครั้งแล้วส่งสายตาห้ามไม่ให้ผมเซ้าซี้ไอริน
“คุณไอริน...นี่ยาแก้ปวดที่คุณขอค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ”
เสียงของแอร์โฮสเตสทำให้เธอหันกลับมาทางผมอีกครั้งพร้อมกับรับยาที่ทางแอร์โฮสเตสเอามาให้ ผมกับไอ้ธันนั่งริมฝั่งหน้าต่าง ส่วนไอรินกับคุณคิมก็นั่งอยู่ข้างกันโดยมีแค่ทางเดินที่กั้นเราไว้แค่นั้น
“ไอร์...พี่ว่านั่งริมหน้าต่างไหม...จะได้ไม่มีใครมากวน”
“.......”
ฉันก็คิดแบบนั้นเพราะเมื่อกี้ยังมีคนบนเครื่องมาขอถ่ายรูปอยู่เลย อยากนอนมากกว่า แต่จะให้ขอใครย้ายที่ก็เกรงใจ...พี่คิมมองไปที่พี่เพลิง ก่อนจะส่งสายตาบอกให้พี่ธันที่นั่งติดหน้าต่างลุกขึ้น
“ ไอ้ธัน.....ลุก!”
เสียงทุ้มเอ่ยออกคำสั่งอย่างหนักแน่นพลางส่งสายตาเหลือบมองไอรินสลับกับลูกน้องคนสนิท
“ค...ครับนาย !”
พี่ธันลุกพรวดตามที่พี่เพลิงบอก ฉันหันไปแหวใส่พี่คิมเบาๆ เพราะรู้ได้เลยว่าจะให้ไปนั่งกับพี่เพลิงแน่ๆ
“ไอร์ยังไม่ได้บอกว่าจะนั่งเลย”
“อย่าดื้อสิ...ไปนั่งจะได้พักผ่อน”
พูดกับฉันนะแต่สายตามองที่พี่เพลิงวางแผนกันมาแล้วแน่ๆ ฉันได้แต่ถอนหายใจกับมองบนอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะลุกขึ้นเปลี่ยนที่ พี่ธันยิ้มให้ฉันก่อนจะไปนั่งกับพี่คิม
“ดีขึ้นยัง”
“อืออ...”
เธอตอบกลับชายหนุ่มไปแบบน้ำเสียงแสนจะเย็นชา แทบหันหน้าหนีไปอีกทางอย่างไม่สนใจคนข้างกาย ที่กำลังพยายาม...
‘จะอะไรนักหนา!! คือแบบไม่อยากคุยด้วยอะ’
ผมกำลังจะเอามือไปแตะที่หน้าผากไอรินแต่เธอเบี่ยงตัวหลบ ไอรินบอกผมเบาๆก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคุมตัว ผมเลยจับเธอให้หันกลับมาแล้วจ้องไปในดวงตากลมโตของเธอ
“รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไร?”
“เมื่อเช้า!!!”
ฉันพูดอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วเบี่ยงตัวหนีจากมือหนาที่จับไหล่ของฉันไว้แน่น เมื่อเช้าพี่คิมเทของทุกอย่างออกจากกระเป๋าเพื่อเปลี่ยนใบใหม่นามบัตรของพี่เพลิงมันเลยตกลงมาทำให้ฉันเห็นชื่อบนนามบัตรพี่คิมเลยบอกว่าใครให้มา
“อื้อออ พี่เพลิง”
‘รู้สึกจะเริ่มรำคาญซะแล้ว’
“โกรธอยู่ใช่ไหม”
น้ำเสียงอ่อนลงพยายามออดอ้อนหญิงสาวข้างกาย
ผมเปลี่ยนจากการจับไหล่ของไอรินมาประคองที่ใบหน้าหวานของเธอแทน ผมใช้มือทั้งสองข้างนวดที่ขมับของเธอช้าๆเพื่อให้ผ่อนคลาย
“นี่พี่เพลิง!ไอร์ไม่ใช่เด็กนะที่จะมาโกรธเรื่องไร้สาระ”
เธอตวาดใส่พร้อมกับกดเสียงต่ำลงจนหน้ากลัว
“ไร้สาระ!แต่หนีหน้าพี่เป็นสิบปีเนี่ยนะ”
ผมเน้นคำว่าไร้สาระแล้วหยิกแก้มนุ่มนิ่มของไอรินทั้งสองข้างอย่างมันเขี้ยวแต่ดูเหมือนว่าเธอจะโกรธหนักขึ้นนะเนี่ย
“โอ้ย!พี่เพลิง เจ็บนะ”
“เรานี่มัน”
ฉันจับมือพี่เพลิงทั้งสองข้างดึงออกจากแก้มเพราะรู้สึกว่าพี่เพลิงจะหยิกแรงขึ้น เมื่อหลุดได้ก็เบี่ยงหน้าเข้าหาหน้าต่างของเครื่องบินทันที
“ไอร์ !”
“พอ!ไอร์ไม่อยากคุยด้วยแล้ว จะนอน”
ผมปล่อยให้ไอรินได้พักผ่อนเราใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงเชียงใหม่ทางบ้านของเราทั้งสองบ้านได้ส่งรถมารับที่สนามบิน ผมกับไอรินไม่ได้คุยกันอีกเลยตั้งแต่ลงจากเครื่อง เราแยกย้ายกันขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน
บ้านผมกับไอรินจริงๆก็อยู่ติดกันนะหมายถึงที่ดินติดกันเพราะบ้านผมทำรีสอร์ทส่วนไอรินเป็นไร่องุ่นเราสองบ้านเลยเป็นพาร์ทเนอร์กันโดยปริยาย ที่ดินของเราสองบ้านก็ปาไปสองร้อยกว่าไร่แล้ว
ณ.ไร่รัตนกิจ
บนพื้นที่มากกว่าร้อยไร่ของรัตนกิจไม่ได้มีแค่องุ่นเท่านั้นดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิดก็ปลุกและส่งออกไปจากไร่แห่งนี้ นับว่าที่นี่เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ทำธุรกิจนี้มานานต่อยอดกันรุ่นสู่รุ่น
“คุณหนู คุณคิม คิดถึงจังเลยค่ะ”
น้ำเสียงดีใจของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของทั้งสองคนที่รอมานานมาก
“หนูก็คิดถึงป้าฟองจันทร์ค่ะ”
คนตัวเล็กโอบกอดหญิงวัยกลางคนเอาไว้แน่นด้วยความคิดถึง
“คุณสองคนมาเหนื่อยๆเข้าไปพักดีกว่านะคะ”
เสียงของป้าฟองจันทร์ที่เข้ามาทักทายผู้เป็นคุณหนูของบ้าน เธอเข้ามาโอบกอดไอรินและคิมมี่ที่ไม่ได้เจอกันนานก่อนจะพาทั้งคู่ไปที่ห้องนั่งเล่น
“พ่อแม่อยู่ไหนคะ?”
เธอเอ่ยถามพลางหันมองซ้ายขวาหาทั้งสองคน นานๆทีลูกจะกลับบ้านคิดว่าจะไปรอรับที่สนามบินเสียอีก
“พ่อเลี้ยงเข้าไปที่ไร่แล้วค่ะ ส่วนแม่เลี้ยงก็ไปบ้านโน้น”
ไอรินระบายยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อสิ้นเสียงของอีกฝ่าย
“เดี๋ยวพี่กลับห้องไปนอนดีกว่า...ไม่ไหว”
ฉันยิ้มให้กับป้าฟองจันทร์อีกครั้งก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม พี่คิมขอตัวกลับเข้าไปพักเพราะตลอดบนเครื่องเจ๊แกเอาแต่หยอดพี่ธันตลอดทาง ที่ฉันรู้เพราะได้ยินเสียงหยอกล้อเบาๆเลยหันไปมองเป็นบ้างครั้ง
“งั้นเดี๋ยวป้าไปเตรียมอาหารกลางวันก่อนนะคะ”
“ค่ะ! ไอร์ก็จะไปพักเหมือนกันค่ะ”
มือเรียวทั้งสองยื่นออกไปรับกระเป๋าสะพายของเธอคืนจากอีกฝ่ายก่อนจะโน้มตัวโอบกอดฟองจันทร์อีกครั้ง
“งั้นเสร็จแล้วเดี๋ยวป้าไปตามนะคะ”
ฉันยิ้มให้ป้าฟองจันทร์อีกครั้งก่อนจะโน้มตัวลงหยิบกระเป๋าสีดำทั้งสองใบที่วางอยู่ข้างตัวเดินขึ้นห้องนอนส่วนตัวที่อยู่ชั้นสอง
ณ.พฤกษา รีสอร์ต
หลังจากที่แยกย้ายกันกลับบ้าน ผมก็อยู่คุยกับพ่อแม่พักใหญ่เพราะไม่ได้เจอกันนานมากจนเวลาล่วงเลยมาไกลพวกเราก็เลยขอตัวพากันแยกย้ายกลับห้องเพื่อพักผ่อน
เวลาล่วงเลยไปไกลจนเกือบจะเย็น พระเพลิงเดินลงมาจากห้องนอนส่วนตัวมุ่งตรงลงมาที่ห้องนั่งเล่นที่มีพรประภาและลดานั่งจัดดอกไม้กันอยู่
“แม่! ผมออกไปหาไอร์นะ”
“ไปหาน้อง! ดีกับน้องแล้วว่างั้น”
หญิงทั้งสองหันขวับทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มสดใสดังขึ้น ท่าทีร่าเริงของลูกชายทำให้พรประภาเอ่ยแซวออกมาอย่างหยอกล้อ
“ก็นี่ไง...จะไปง้ออยู่เนี่ย”
“.....”
พรประภาอมยิ้มให้กับลูกชายตัวดีก่อนจะลุกไปวางแจกันที่โต๊ะอาหารก่อนจะหันกลับมาส่งสายตาและรอยยิ้มให้กำลังใจชายหนุ่มเพราะเธอเองก็อยากจะให้ทั้งคู่กลับมาคืนดีกันสักที
“ไปสิลูก! ถ้าน้องไม่อยู่ในห้องก็น่าจะไปหาอาพู่”
“อาพู่! มันยังอยู่เหรอครับน้าลดา”
เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
อาพู่เป็นหมาไซบีเรียนที่ผมซื้อให้ไอรินตอนที่ย้ายไปอยู่กับผมที่กรุงเทพ ผมเอามันมาเลี้ยงก่อนจะทะเลาะกับไอรินแค่วันเดียวหลังจากที่ไอรินกลับเชียงใหม่ผมก็เลี้ยงมันจนถึงเวลาที่ผมต้องไปนิวยอร์กเลยส่งเจ้าอาพู่ไปให้ไอรินเลี้ยงต่อ
15:00 น.
ผมคุยกับน้าลดาแม่ของไอรินต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะเดินออกมาหาไอรินที่บ้าน ผมมั่นใจว่าเธอต้องอยู่กับอาพู่ก็เลยเดินเข้ามาหาที่บ้านของมันเลยโดยไม่ได้แวะเข้าไปที่บ้านหลังใหญ่
“อาพู่! มาหาพ่อเร็ว”
“โฮ่ง”
ผมเห็นไอรินกำลังนั่งเล่นอยู่กับอาพู่ไม่รู้มันจำได้ไหม ผมก็เลยลองเรียกมันดู มันหันมามองผมก่อนจะกระโจนใส่อย่างแรงจนผมที่ไม่ได้ตั้งตัวล้มลงนั่งบนพื้นดินและแน่นอนว่าหน้าผมเปียกไปหมด
“อาพู่! พอก่อน พ่อเปียกหมดแล้ว....ไอร์ช่วยหน่อย”
เขาเอ่ยห้ามน้องหมาพร้อมกับส่งเสียงออดอ้อนให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“จัดการเองสิค่ะ......เป็นพ่อมันนิ”
น้ำเสียงของเธอก็ยังคงเย็นชาเช่นเดิมน่าน้อยใจจริงๆ ฉันเลี้ยงอาพู่มาตั้งหลายปีมันยังไม่ดีใจขนาดนี้เลยแล้วดูมันไม่ได้เจอพี่เพลิงเป็นสิบปีจำได้ซะงั้น มองทั้งสองด้วยความน้อยใจ
“อาพู่! ไปกินข้าวเร็ว”
เสียงทุ้มตะโกนเรียกอย่างดังพร้อมกับเสียงผิวปากเป็นสัญญาณเรียกเจ้าหมา
“โฮ่ง!”
เสียงของปืนคนงานในบ้านเรียกอาพู่ให้ไปกินข้าว มันเลยวิ่งกลับเข้าไปในบ้านของมันอย่างทันทีโดยไม่สนใจพ่อกับแม่มันอีกเลย
“ไอร์...ช่วยหน่อย”
ผมเรียกไอรินที่ยืนอยู่ด้านหลังให้เดินเข้ามาหาก่อนจะยื่นมือออกไปหาเธอ หน้าตาไม่สบอารมณ์ของไอรินยิ่งทำให้ผมอยากที่จะแกล้ง ผมก็กระชากตัวเธอลงมาอย่างรวดเร็ว
“ว้ายยยย พี่เพลิง”
คนสวยที่ไม่ได้ตั้งตัวล้มลงบนตักแกร่งของชายหนุ่มอย่างแรงท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นไม่ยอมให้เธอได้ลงหนีออกไปไหน ยิ่งเธอดิ้นเขาก็ยิ่งรัดแรงมากขึ้นพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ
“เปื้อนฝุ่นหมดแล้ว.....ปล่อย”
“ไม่ปล่อย.....จนกว่าไอร์จะยอมคุยกับพี่”
เสียงทุ้มแข็งขึ้นพลางกอดรัดอ้อมกอดแรงขึ้น
“เอ่อ! ก็ได้ปล่อยก่อน อื้อออ พี่เพลิงมันชักจะมากไปแล้วนะ”
เขาหอมแก้มไอรินอย่างแรงพร้อมกับซุกไซร้คลอเคลียต้นคอเรียวระหงอย่างหยอกเย้า รู้เลยว่าเธอเขินมากเพราะตอนนี้หูของไอร์เริ่มแดงไปหมด เลยทำให้ผมอยากจะแกล้งเธอมากขึ้น ผมลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกับอุ้มเธอขึ้นมาด้วย
“พี่เพลิง! จะทำอะไร”
เธอตะโกนร้องเสียงหลง มือเรียวรีบตวัดคว้าโอบรัดกอดต้นคอแกร่งอย่างรวดเร็ว
“ก็ลุกไง...เปื้อนหมดแล้ว”
“แล้วจะอุ้มเพื่อ!”
ฉันเริ่มจะโมโหแล้วนะพี่เพลิงทั้งหอมแก้มและอุ้มต่อหน้าคนงานแบบนี้ มันทำให้ฉันอยากจะแทรกแผ่นดินหนีซะจริงๆ คนบ้าอะไรเอาแต่ใจชะมัดเลย
ผมอุ้มไอรินในท่าเจ้าสาวเดินมาถึงเรือนใหญ่ตลอดทางยัยเตี้ยของผมทั้งทุบทั้งตีร้องให้ปล่อยตลอดทางแต่ผมไม่สนใจกระชับแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม
“ปล่อยได้แล้วถึงบ้านแล้วเนี่ย”
“ให้ถึงห้องนอนค่อยปล่อย”
ไม่ได้จะแกล้งนะแต่เอาจริง.....
“ไม่เอา! เดินเองได้ ไอร์ไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
แล้วก็เหมือนเดิมพี่เพลิงทำหูทวนลม ฉันเลยโอบกอดต้นคอแกร่งของพี่เพลิงดึงตัวเองขึ้นก่อนจะกัดเข้าที่ใบหูของพี่เพลิงอย่างแรง
“โอ๊ย! ไอริน พี่เจ็บนะ”
“ก็ช่วยไม่ได้บอกให้ปล่อยตั้งนานแล้วไม่ฟังเอง”
แล้วก็ได้ผล พี่เพลิงรีบปล่อยฉันลงพื้นอย่างรวดเร็ว ฉันเชิดหน้าขึ้นสบตากับพี่เพลิงก่อนจะส่งสายตากวนประสาทให้เขาแล้วรีบวิ่งเข้าห้องนอนอย่างรวดเร็ว
“ยัยไอร์....ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ผมพลาดตอนแรกคิดว่ายัยไอร์จะกอดผมแต่ที่ที่ไหนได้ เอาซะเจ็บเลยนี่ขนาดไม่ลงฟันนะยังเจ็บขนาดนี้ผมเอามือถูๆตรงที่ยัยไอร์กัดเพื่อลดความเจ็บ
' ให้ตายเถอะนี่พี่เพลิงจะรุกหนักไปแล้วนะ หัวใจของฉันก็เป็นอะไรก็ไม่รู้จะเต้นดังไปแล้ว '
หญิงสาวสบถเบาๆภายในห้องนอนของตัวเอง เธอสะบัดหัวแรงๆเพื่อไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่านให้ออกไปก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเพื่อจะเตรียมตัวลงไปในไร่องุ่น
พระเพลิงเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เดินออกจากบ้านของหญิงสาวจนมาถึงบ้านของตัวที่อยู่ไม่ไกลกัน พรประภาและพงศ์พัฒน์ที่ยืนอยู่หน้าบ้านถึงกับอมยิ้มตามลูกชายก่อนจะส่งเสียงแซวลูกชายคนเดียว
“อะแฮ่ม! ง้อน้องสำเร็จแล้วใช่ไหม เดินยิ้มมาแต่ไกลเลย”
“ยัง! แต่อารมณ์ดีไม่ได้รึไงแม่”
เขาเดินเข้ามาหาหญิงวัยกลางคนพลางโน้มตัวโอบกอดเธอ ออดอ้อนอย่างกับเด็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
" มีเรื่องอะไรดีๆมาเล่าให้ฟังสิไอ้ลูกชาย "
มือใหญ่ตบบ่าแกร่งของชายหนุ่มเบาๆพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนส่งสายตาอยากรู้กดดันให้อีกฝ่ายเล่าให้ฟัง
“ไม่พูดกับพ่อแม่ละไปนอนดีกว่า”
“นอนอะไรตาเพลิง นี่พึ่งจะหกโมงเย็นเองนะลูก”
พรประภาตะโกนไล่หลังลูกชาย ที่เอาแต่ยิ้มไม่หุบจนเดินลับตาขึ้นชั้นสองของบ้าน
คิดถูกจริงๆที่ไม่รื้อเรื่องเก่ามาพูดกับไอริน ผมว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ผมตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับไอร์
ตกเย็นพรประภาและลดายังอยู่ช่วยกันจัดงานเพราะวันพรุ่งนี้จะเป็นงานเลี้ยงตอบรับลูกชายคนเดียวของตระกูลที่ไม่ได้กลับมาบ้านเป็นสิบปี เธอเชิญคนมีชื่อเสียงในแวววงอสังหาริมทรัพย์มาร่วมงานด้วยถึงว่าจะจัดถึงเชียงใหม่แต่ก็มีคนตอบรับเป็นจำนวนมาก
“คุณน้า เดี๋ยวคิมช่วยค่ะ”
“มาๆช่วยกันลูก”
คิมมี่เข้ามาช่วยสองสาวจัดโต๊ะสำหรับงานในวันพรุ่งนี้ ลดาให้คนงานที่บ้านมาช่วยกันจัดไฟที่ต้นไม้ ทำให้บ้านพฤกษาอนันต์ตอนนี้คึกครื้นกันเป็นอย่างมาก
“แล้วยัยไอร์ละ”
“อยู่กับคุณอาค่ะ กำลังมา”
พรประภาพยักหน้าให้คิมมี่ผู้จัดการของไอริน หญิงสาวน่าจะเข้าไร่เก็บองุ่นเลยยังไม่มาช่วยงาน ไม่นานทั้งสองพ่อลูกก็มาถึง เมื่อลงจากรถได้คนตัวเล็กก็เข้ามาออดอ้อนพรประภาแม่ของพระเพลิงอย่างสนิทสนม
“คุณป้า!”
“ไปเก็บองุ่นมาเหรอลูก”
เธอโอบกระชับอ้อมกอดของหญิงสาวพลางลูบแผ่นหลังของเธอไปมาอย่างอ่อนโยน
“ค่ะ! เย็นนี้เลยจะมาฝากท้องกับคุณป้า หิวมากเลย”
“ป้าให้คนเตรียมเรียบร้อยแล้ว...เดี๋ยวเสร็จไปกินข้าวกันนะลูก”
น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยบอกกับเธอพลางยื่นมือไปสัมผัสที่แก้มใสก่อนจะดึงเข้ามาโอบกอดอีกครั้งด้วยความรัก
“แม่! ผมเป็นลูกแม่นะ.....กอดไอร์มากกว่าผมอีก”
ผมพูดออกไปอย่างน้อยใจ ไอรินมองหน้าผมแถมทำหน้ากวนประสาทใส่ผมอีกแล้ว ผมเลยขยี้หัวเธออย่างแรงทั้งๆทีเธออยู่ในอ้อมกอดแม่ผม
“เพลิง! ผมน้องยุ่งหมดแล้ว”
“ตาเพลิงชอบแกล้งน้องอยู่เรื่อย”
พรประภาและลดาส่งเสียงดุให้กับชายหนุ่มตรงหน้าก่อนที่เธอทั้งสองจะยิ้มให้กันไม่ต่างจากคิมที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ เหมือนผู้ใหญ่จะดูเด็กสองคนนี้ออกนะว่าทั้งคู่คิดอะไรโดยเฉพาะกับชายหนุ่ม
ช่วงสายของอีกวันบริษัท พฤกษา กรุ๊ปพระเพลิงเลื่อนประชุมในช่วงเช้ามาเป็นประชุมในช่วงบ่ายแทนเพราะประชุมในวันนี้ไม่ได้สำคัญอะไรมาก ภายในห้องทำงานของประธานหนุ่ม มีรูปนับสิบปรากฏขึ้นในไอแพดมีทั้งภาพข่าวและรูปแอบถ่าย“กระจายไปทั่วเลยครับ...แฟนคลับต่างพากันดีใจกับคู่นี้เป็นอย่างมาก”“นี่มัน!ปั่นกระแสด้วยตัวเองเลยเหรอว่ะ”ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจ เขากำลังไล่ดูรูปและข่าวต่างๆ ที่ธันวาเอามาให้ดูก๊อก ก๊อก!“ขออนุญาตค่ะท่านประธาน”ในระหว่างที่พระเพลิงกำลังพิจารณารูปภาพต่างๆ ของไอรินกับซัน ก็ถูกเลขาหน้าห้องขัดจังหวะ เขาปิดไอแพดลงก่อนยื่นมันให้ธันวาที่นั่งอยู่เก้าอี้ด้านหน้า“เข้ามาครับ!”หลังจากสิ้นเสียงท่านประธานหนุ่ม รินเลขาคนสวยก็เดินเข้ามาในห้องทำงาน เธอเดินไปอยู่หน้าโต๊ะของประธานหนุ่มส่งสายตาให้ธันวาออกไปข้างนอก แต่ก็ไร้ผล ธันวานั่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่อย่างนั้น“คุณรินมีอะไรครับ.....เหลืออีกตั้งห้านาทีกว่าจะถึงเวลาประชุม”“อ่อ! รินแค่จะเอาเอกสารการประชุมมา
ช่วงสายของอีกวัน ความแรงของพระอาทิตย์ที่สาดแสงสว่างเข้ามาภายในห้อง ก็ไม่ได้มีผลเพราะภายในห้องที่ปิดมืดสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่ดังเล็ดลอดออกมา ไอรินซุกตัวเข้าหาอกแกร่งของชายหนุ่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย มือหนากระชับตัวหญิงสาวให้แน่นขึ้น ทั้งๆที่ทั้งสองยังคงหลับสนิทเพราะความง่วงครืด ครืด ! ความสั่นสะเทือนของโทรศัพท์ที่วางอยู่หัวเตียงทำให้คนตัวโตควานหาโทรศัพท์อยากรวดเร็ว เขารับสายทันทีเมื่อหยิบมันขึ้นมาได้ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าใครโทรมา(ไอร์....” เสียงเรียกดูสนิทกันมาก “ซันเอง....เดี๋ยวตอนเที่ยงเข้าไปรับที่คอนโดนะ)“......”พระเพลิงถึงกับขมวดคิ้ว เขาลืมตาขึ้นมาดูที่โทรศัพท์อีกครั้ง เมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามา เขาก็กดวางสายทันทีโดยไม่ตอบอะไร ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมและกระชับคนตัวเล็กที่กำลังหลับ เขาโน้มตัวลงกดจูบที่หน้าผากมนของเธออย่างแผ่วเบา“ไอร์”“อืออ”พระเพลิงกระซิบเรียกหญิงสาวในอ้อมกอดเบาๆข้างใบหูของเธอ หญิงสาวเองก็ตอบรับอย่างแผ่วเบา“ไอริน!”
ผ่านไปไม่นานบุคคลที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เหล่าทีมงานถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะพวกเขาโดนผู้กำกับบ่นแล้วบ่นอีกจนทุกคนหมดอารมณ์ในการทำงาน ไม่ต่างจากนักแสดงท่านอื่นๆที่รอเข้าฉากกับทั้งสองคนแต่ก็ต้องทำงานกันต่อให้เสร็จไหนๆก็เสียเวลาแล้ว“ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับที่ทำให้ต้องรอ พอดีผมท้องเสียครับเลยมาช้า”ซันรีบวิ่งเข้ามาในกองถ่ายยกมือไหว้ผู้กำกับและเหล่าทีมงานรวมถึงนักแสดงท่านอื่นๆที่อยู่บริเวณโดยรอบแม้ว่าจะไร้การตอบรับจากนักแสดงท่านใหญ่แต่ก็ใช่ว่าชายหนุ่มจะสนใจ เขาเพียงแค่ทำไปอย่างนั้นเพราะตามมารยาท“น้องซันเป็นยังไงบ้าง”“ผมดีขึ้นแล้วครับพี่หวา”เสียงทุ้มอ่อนลงพร้อมกับส่งสายตาออดอ้อนคนผู้จัดการส่วนตัวราวกับรู้ว่าตัวเองทำผิดร้ายแรง“ดีแล้ว....รีบไปเตรียมตัวเถอะคนอื่นเขารอนานแล้ว”“ครับ!พี่หวา”เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ส่งยิ้มให้กับเขาอีกครั้งก่อนจะเบี่ยงตัวออกไปหวาผู้จัดการรีบพาซันพระเอกของเขาไปที่ห้องแต่งตัวอย่างรวดเร็วถึงแม้ว่าซันจะมาแล้วแต่ทุกคนก็ยังวุ่นวายพยายามติดต่อหาน้ำหวานแต่เธอก็ยังไม่
ณ.กองละครวันอาทิตย์ที่แสนจะหนักหน่วง เนื่องจากไอรินมีคิวถ่ายทั้งวันเช้านี้เลยต้องรีบมาเตรียมตัวก่อนในกลุ่มของนักแสดง หญิงสาวมาถึงก่อนเป็นคนแรกและวันนี้ ไอรินก็พ่วงพี่เลี้ยงมาด้วยถึงสามคน แม้ว่าเธอจะไม่อยากให้มาด้วยก็ตามโดยเฉพาะสองหนุ่ม“สวัสดีค่ะพี่ต่อ” เสียงสดใสดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่ยกขึ้นไหว้อีกฝ่าย“ไอรินมาแต่เช้าเลย...สองหนุ่มด้านหลังใครเนี่ย..ไม่เคยเห็นหน้าเลย”เขารับไหว้เธออย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะหันไปหาพี่เพลิงกับพี่ธันที่เดินตามหลังมาพร้อมกับพี่คิม คำถามของเขาทำให้ฉันได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพราะความเอาแต่ใจของพี่เพลิงแท้ๆเลย“คนนี้พี่เลี้ยงอีกคนของยัยไอร์ค่ะ....ส่วนคนนี้กิ๊กคิมมี่เอง”“อ่อๆตามสบายนะครับ”พี่คิมชี้ที่พี่เพลิงบอกเป็นพี่เลี้ยงของฉัน แล้วแกก็เดินไปซบไหล่พี่ธันบอกเป็นกิ๊กของตัวเอง พี่ต่อถึงกับพูดไม่ออกเอาแต่พยักหน้างึกๆให้พี่คิมก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆให้ฉันเพราะแกใช้มุกนี้ซ้ำจนจำแทบจะไม่ได้แล้วมั้ง....เต็นท์
หลังจากกลับมาจากเชียงใหม่ ทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยได้แต่โทรคุยเท่านั้น ตอนนี้ไอรินได้เรียนจบแล้ว เมื่อสอบตัวสุดท้ายเสร็จหญิงสาวก็ต้องไปถ่ายละครที่ต่างจังหวัดต่อเลย ส่วนพระเพลิงก็ต้องทำงานหนักที่บริษัท เพราะต้องการสร้างความคุ้นชินกับทุกคนให้มากที่สุดจะได้ทำงานได้อย่างราบรื่นแม้ว่าตำแหน่งประธานจะได้มาจากพ่อของเขา แต่หุ้นส่วนทุกคนก็ใช่ว่าจะชื่นชอบทั้งหมดเช่นกัน ถึงพระเพลิงจะเคยทำงานกับบริษัทใหญ่ๆที่ต่างประเทศก็ตามแต่เพนท์เฮ้าส์พระเพลิง 05:00 น.ชายหนุ่มตื่นขึ้นด้วยอาการงัวเงีย เขาตื่นเวลานี้ประจำจนร่างกายเคยชินทั้งทีเมื่อคืนเขากลับถึงบ้านก็ตีสามแล้ว สิ่งแรกที่พระเพลิงทำก็คือหยิบโทรศัพท์ที่อยู่หัวเตียงโทรหาคนตัวเล็กของเขาทันที โดยไม่สนว่าตอนนี้มันพึ่งจะตีห้าเขารอสายอยู่นานจนในที่สุดไอรินก็รับสาย...(ไอร์.....ตื่นยัง)(อืออออออ)เสียงคนสวยงัวเงียสุดๆตอบรับทั้งๆที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงในรีสอร์ท(ตื่นได้แล้ว.....เช้าแล้วนะ)(อืออออ กี่โมงแล้ว)
เมื่อคืนผมกับคุณคิมได้ไปส่งไอรินที่ห้อง โชคดีที่คุณคิมมีเพื่อนเป็นหมอ ยัยเตี้ยเลยได้ฉีดยาลดไข้ทันที เมื่ออาการของเธอดีขึ้น คุณคิมเลยอาสามาส่งผมที่บ้าน โดยให้เพื่อนอยู่ช่วยดูแลไอรินไปก่อน ใจจริง! ผมอยากเฝ้าทั้งคืนด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าต้องเดินทางไกลบนเครื่องไฟล์ทบินกลับเชียงใหม่ วันนี้ผมกับไอ้ธันต้องกลับบ้านเกิดที่เชียงใหม่ไฟล์ทเช้าตามที่แม่จองไว้ให้ แล้วอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ ผมจะได้เจอไอรินเด็กอ้วนไม่ใช่สิยัยเตี้ยของผมต่างหาก ที่รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน ก็เพราะหลังจากตอนนั้น ที่ผมโทรหาแม่เพื่อขอค็อนแทค แต่แม่ไม่ยอมให้! ผมเลยเอาชื่อของไอรินไปเสิร์จเอาเองเลยแล้วมันก็ขึ้นหน้ายัยเตี้ยเต็มไปหมดตอนนั้นผมนี่แทบบ้าดีใจมากไม่คิดว่าจะเจอกันง่ายขนาดนี้ ตอนอยู่นิวยอร์ก ผมไม่เคยสนใจข่าวสารในเมืองไทยเลยเอาแต่ทำงานเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แต่ก็มีโทรหาแม่เพื่อถามเกี่ยวกับไอรินอยู่บ้างแต่พ่อกับแม่ผมก็เอาแต่พูดว่าน้องสบายดี มีความสุขมากแกไม่ต้องเป็นห่วง“นาย...นายครับ!”“อะ....อะไร”ผมหลุดออกจากภวังค์เมื่อไอ้ธันสะกิดแขนเรียก สายตาหันไปมองตามมือของไอ้ธัน มันชี้ไปทางเข้าเครื่องก็พบไอรินกำลังเดินมากับคุณ







