تسجيل الدخول"จัดการเอง? ด้วยการยืนตัวสั่นให้พวกมันข่มขู่เนี่ยนะ" ครอสก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปากของเธอ "ฟังฉันให้ดีนะอลิซ"
เขาหยุดประโยคไว้แค่นั้น สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าซีดเผือดของเธออย่างพิจารณา ก่อนจะเน้นย้ำทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน
"ตั้งแต่วันนี้ เลิกเรียนแล้วมาหาฉัน ถ้าฉันไม่เห็นหน้าเธอ... โดนดี"
คำสั่งที่เหมือนคำขาดของครอสยังคงดังก้องอยู่ในหัวของอลิซตลอดการเรียนในช่วงบ่าย เธอนั่งเหม่อลอยมองกระดานหน้าห้องเรียนโดยที่เนื้อหาที่อาจารย์สอนไม่เข้าหัวเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกบีบบังคับให้เดินไปในทางที่ไม่อยากไปเริ่มก่อตัวขึ้น เธอไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะยอมทำตามคำสั่งของใครได้ง่ายๆ ยิ่งเป็นคนที่เพิ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่วันด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้
หลังเลิกคลาส โคลอี้ชวนอลิซไปกินข้าวเย็นที่โรงอาหารคณะ แต่วันนี้อลิซปฏิเสธ เธอให้เหตุผลว่าต้องไปวาดรูปส่งอาจารย์ที่สตูดิโอ ซึ่งความจริงแล้วมันคือข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการเจอใครบางคนที่อาจจะมารอเธออยู่หน้าคณะตามที่ขู่ไว้
อลิซเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ หลังตึกศิลปกรรมศาสตร์ซึ่งเชื่อมต่อกับอาคารสตูดิโอสำหรับนักศึกษาเอกจิตรกรรม สถานที่แห่งนี้เงียบสงบและมักจะมีเพียงนักศึกษาที่ต้องการสมาธิขั้นสูงมาขลุกตัวอยู่ หญิงสาวผลักประตูกระจกบานใหญ่เข้าไป เลือกมุมที่ลับตาคนที่สุดและเริ่มจัดแจงอุปกรณ์วาดภาพของตัวเอง
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง สมาธิของอลิซเริ่มจดจ่ออยู่กับปลายพู่กันที่ตวัดไปมาบนผืนผ้าใบ ความเครียดจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดถูกระบายออกผ่านสีสันและลายเส้น ทว่าความสงบสุขก็มักจะอยู่กับเธอได้ไม่นานเสมอ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นพร้อมกับประตูกระจกบานใหญ่ที่ถูกผลักเปิดออกจนสุดแรง
อลิซไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เธอคิดว่าเป็นนักศึกษาคนอื่นที่เข้ามาทำงาน แต่บรรยากาศภายในห้องกลับเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เสียงพูดคุยของนักศึกษาสองสามคนที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้องเงียบกริบลงราวกับถูกปิดสวิตช์ ตามมาด้วยเสียงลากเก้าอี้เหล็กดัดตัวหนักๆ ดังครืดไปตามพื้นห้องมุ่งตรงมายังมุมที่เธอนั่งอยู่
หญิงสาวขมวดคิ้ว ปลายพู่กันชะงักกึก ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองต้นตอของเสียงรบกวน
ร่างสูงใหญ่ของครอสยืนค้ำหัวเธออยู่ ชายหนุ่มยังคงอยู่ในชุดนักศึกษาที่หลุดลุ่ยตามสไตล์ของเขา เสื้อช็อปสีเลือดหมูพาดอยู่บนบ่ากว้าง ใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยแผลเป็นตรงหางคิ้วเรียบตึง ไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือหงุดหงิด มีเพียงสายตาคมกริบที่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับกำลังประเมิน
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่วางเก้าอี้เหล็กดัดลงห่างจากหลังอลิซไปไม่ถึงหนึ่งเมตร ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง ขากว้างวางพาดกันอย่างสบายใจ แขนแกร่งยกขึ้นกอดอก และเอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของเธอเงียบๆ
นักศึกษาคนอื่นในห้องต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหรือแม้แต่จะขยับตัวแรง รังสีอำมหิตและความกดดันที่แผ่ออกมาจากผู้ชายคนนั้นทำให้บรรยากาศในสตูดิโอที่เคยผ่อนคลายกลายเป็นอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
อลิซกำพู่กันในมือแน่น พยายามข่มความรู้สึกประหม่าและหันกลับไปสนใจภาพวาดตรงหน้า เธอทำเป็นมองไม่เห็นเขา ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้ แต่ความพยายามของเธอก็ไร้ผล เมื่อสายตาคมกริบคู่นั้นยังคงทิ่มแทงอยู่กลางหลังจนเธอรู้สึกร้อนผ่าวไปหมด
สิบนาทีผ่านไป... ยี่สิบนาทีผ่านไป...
ครอสยังคงนั่งอยู่ที่เดิมในท่าเดิม ไม่ขยับตัว ไม่เล่นโทรศัพท์ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากจ้องมองการกระทำของเธอทุกฝีก้าว
อลิซเริ่มทนไม่ไหว เธอวางพู่กันลงบนจานสีอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง หันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่นั่งกอดอกอยู่ด้านหลัง
"พี่มาทำอะไรที่นี่คะ" น้ำเสียงของเธอเจือความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
ครอสเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกขึ้นเพียงนิดเดียวจนแทบมองไม่เห็น "มานั่งดูคนวาดรูป"
"สตูดิโอนี้มีไว้สำหรับนักศึกษาเอกจิตรกรรม พี่ไม่ได้เรียนคณะนี้ รบกวนออกไปเถอะค่ะ คนอื่นเขาไม่มีสมาธิทำงาน" อลิซพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ พร้อมกับปรายตามองไปทางนักศึกษาคนอื่นที่เริ่มเก็บของเตรียมจะหนีออกจากห้องกันแล้ว
"ฉันก็ไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวนใครนี่ ใครอยากทำงานก็ทำไปสิ" ครอสตอบหน้าตาย น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเอาแต่ใจ
"แต่พี่กำลังรบกวนหนู" อลิซจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดุดันของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "หนูบอกพี่แล้วไงคะว่าปัญหาของหนู หนูจัดการเองได้ พี่ไม่ต้องมาคอยตามคุมหนูแบบนี้"
"แล้วเธอจัดการได้ไหมล่ะอลิซ" เสียงทุ้มกดต่ำลงเล็กน้อย "การหนีมาซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ มันช่วยให้พวกที่ตามขู่เธอเลิกยุ่งกับเธอได้หรือเปล่า"
คำถามที่แทงใจดำทำให้อลิซเม้มริมฝีปากแน่น เธอเถียงไม่ออกเพราะมันคือความจริง เธอแค่กำลังหนีปัญหา ไม่ได้มีวิธีจัดการอะไรเลย
"ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่พี่จะต้องมาเดือดร้อนด้วย"
"ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันไม่ชอบความวุ่นวาย" ครอสขยับตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย วางศอกลงบนหน้าขาและประสานมือกันไว้ "ถ้าเธอโดนพวกมันทำร้ายจนมาช่วยงานกลุ่มไม่ได้ งานฉันก็เสีย"
"อลิซ... อลิซ ลืมตามองพี่สิ" เสียงทุ้มสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเรียกชื่อเธอซ้ำๆ แต่คนในอ้อมแขนทำเพียงแค่ครางอืออาในลำคอ ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงจัดเพราะพิษไข้"พี่ครอส พาอลิซไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ สภาพแกไม่ไหวแล้วจริงๆ" โคลอี้วิ่งตามออกมาด้วยความเป็นห่วง"ฉันจัดการเอง เธอไม่ต้องตามมา" ครอสตอบเสียงห้วน ตัดบททุกความช่วยเหลือ เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นและวิ่งกลับไปที่รถ จัดการวางร่างของอลิซลงบนเบาะข้างคนขับ ปรับพนักพิงให้เอนลงเพื่อความสบาย ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้เธออย่างเบามือที่สุด"ไม่เอา... ไม่ไปโรงพยาบาล... หนูเกลียดกลิ่นยา..."เสียงละเมอแหบแห้งหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก อลิซส่ายหน้าไปมา มือเล็กปัดป่ายเปะปะกลางอากาศด้วยความทรมานครอสชะงักมือที่กำลังจะสตาร์ทรถ เขาหันไปมองคนที่กำลังนอนกระสับกระส่าย รู้ดีว่าความทรงจำวัยเด็กที่เลวร้ายของเธอผูกติดอยู่กับโรงพยาบาลตอนที่แม่ของเธอป่วยหนัก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน"โอเค ไม่ไปโรงพยาบาล พี่จะพาหนูกลับบ้านของเรานะ"รถสปอร์ตพุ่งทะยานมุ่งหน้ากลับไปยังเพนต์เฮาส์ส่วนตัว ครอสใช้มือข้างซ้ายบังคับพวงมาลัย ส่วนมือขวาเอื้
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องวาดภาพ อลิซนั่งอยู่หน้าผืนผ้าใบมาตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่ได้ลุกไปไหน มือเล็กที่เปื้อนคราบสีอะคริลิกขยับพู่กันตวัดลงบนผืนผ้าใบอย่างต่อเนื่อง เธอรับงานวาดภาพเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยเงินเก็บที่ร่อยหรอ แม้ปัญหาเรื่องหนี้สินของพ่อจะถูกปัดเป่าไปแล้วด้วยฝีมือของผู้ชายคนนั้น แต่เธอก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อชีวิตของตัวเองอยู่ดีดวงตากลมโตเริ่มพร่ามัว หยาดเหงื่อซึมชื้นตามกรอบหน้าทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานอย่างเต็มที่ อาการปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่ขมับลามไปถึงท้ายทอย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกระพริบตาเพื่อไล่ความเวียนศีรษะ แต่ภาพตรงหน้ากลับยิ่งหมุนเคว้งเธอวางพู่กันลงบนจานสี มือสั่นเทาเอื้อมไปจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น ร่างกายหนักอึ้งเหมือนมีหินถ่วงอยู่ที่ขาทั้งสองข้าง อลิซตัดสินใจเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปล้างหน้าในห้องน้ำ หวังว่าน้ำเย็นๆ จะช่วยเรียกความสดชื่นกลับมาได้บ้างสองเท้าก้าวเดินไปตามทางเดินของคณะอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก เมื่อผลักประตูห้องน้ำหญิงเข้าไปได้ อลิซก็พาร่างที่สั่นเทาของตัวเองไปหยุดอยู่หน้าอ่างล้างหน้า เ
"คุณ... คุณเป็นใคร จับผมมาทำไม" พ่อของอลิซถามเสียงสั่นเทา พยายามถอยกรูดหนีแต่ถูกลูกน้องของครอสเตะสกัดไว้ครอสไม่ได้ตอบคำถาม เขาพยักพเยิดหน้าให้ลูกน้อง ลูกน้องคนสนิทเดินนำแฟ้มเอกสารไปโยนลงตรงหน้าชายวัยกลางคน"ดูซะ ว่ามึงสร้างหนี้อะไรไว้ที่กาสิโนของกู" น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวพ่อของอลิซรีบตะครุบแฟ้มนั้นขึ้นมาเปิดดู ใบหน้าซีดเผือดลงกว่าเดิมเมื่อเห็นตัวเลขหนี้สินหลักล้านและลายเซ็นค้ำประกันที่เป็นชื่อลูกสาวตัวเอง"ผม... ผมไม่รู้เรื่องนะครับ! ผมไม่ได้เป็นคนเซ็นค้ำ เมียผม... เมียผมเป็นคนทำ!" ชายวัยกลางคนรีบแก้ตัวเสียงหลง โยนความผิดให้ภรรยาใหม่ทันที"กูรู้" ครอสตอบหน้าตาย "และกูก็รู้ด้วยว่ามึงเป็นคนอนุญาตให้เมียมึงเอาชื่อลูกสาวมึงมาใช้ เพราะมึงไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้กู""ผมขอโทษครับเสี่ย! ผมขอเวลาหน่อย ผมจะหาเงินมาคืนให้ทุกบาททุกสตางค์เลยครับ ไว้ชีวิตผมเถอะ!" พ่อของอลิซก้มลงกราบแทบเท้าครอสอย่างหมดสภาพครอสมองภาพนั้นด้วยความรังเกียจ เขาใช้ปลายรองเท้าผ้าใบเตะเข้าที่ไหล่ของชายวัยกลางคนอย่างแรงจนล้มหงายหลัง"เงินของมึง กูไม่อยากได้" ครอสผุดลุกขึ้นยืน ก้มหน้าลงมองคนที่นอนตัวสั่นอยู่บนพื้น "แต่ก
"อลิซ! แกใส่ชุดนักศึกษาใหม่มาเรียน! แถมกลิ่นน้ำหอมแกก็เปลี่ยนไป!" โคลอี้ชี้หน้าเพื่อนด้วยความตื่นตระหนก "เมื่อคืนแกไม่ได้กลับหอ แกไปนอนที่ไหนมาฮะ อย่าบอกนะว่า...""ฉันไปนอนคอนโดพี่ครอสมา" อลิซตอบตามตรง เธอรู้ว่าปิดบังเพื่อนไปก็ไม่มีประโยชน์"แกบ้าไปแล้วเหรออลิซ!" โคลอี้แทบจะกรีดร้อง "แกไปนอนคอนโดผู้ชาย! แถมเป็นมาเฟียหน้าตายนั่นอีก แกโดนเขาทำอะไรหรือเปล่า แกเจ็บตรงไหนไหม""เบาๆ สิโคลอี้ คนมองหมดแล้ว" อลิซรีบดึงแขนเพื่อนให้เดินเลี่ยงไปที่มุมเงียบๆ "ไม่ได้มีอะไรแบบนั้นสักหน่อย ฉันแค่ไปทำรายงานแล้วเผลอหลับไป เขาก็เลยให้นอนพักที่ห้องแขก""แล้วชุดใหม่นี่ล่ะ""เขาให้คนไปซื้อมาให้เมื่อเช้า" อลิซตอบเสียงอ้อมแอ้มโคลอี้หรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด "แกแน่ใจนะว่าแค่ทำรายงาน ผู้ชายคนนั้นน่ะอันตรายระดับที่ไม่มีใครกล้ายุ่งด้วยนะเว้ย แกกำลังเล่นกับไฟอยู่รู้ตัวไหม""ฉันรู้ แต่เขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนอื่นคิดหรอกแก" อลิซยิ้มบางๆ ให้เพื่อน "ฉันดูแลตัวเองได้ แกไม่ต้องห่วงนะ"โคลอี้ถอนหายใจยาว ยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นของเพื่อน "เออๆ ห้ามให้ไม่ได้ก็ต้องปล่อยแหละ แต่ถ้าไอ้หมอนั่นมันทำแกเสียใจเมื่อไหร่ ฉันจะเ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบเปลือกตาบาง อลิซขยับตัวพลิกหนีแสงแดดอย่างเกียจคร้าน ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความนุ่มสบายของฟูกนอนและกลิ่นหอมสะอาดที่ไม่ใช่กลิ่นหอพักของตัวเอง หญิงสาวลืมตาขึ้นช้าๆ กวาดสายตามองเพดานห้องที่แปลกตา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเธอผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้หลังจากที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนตักของผู้ชายคนนั้นอลิซรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง สำรวจเสื้อผ้าบนร่างกายตัวเอง ทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกปนความรู้สึกแปลกประหลาด เขาแค่กอดเธอไว้แล้วหลับไปจริงๆ หรือนี่เสียงเครื่องครัวกระทบกันดังแว่วมาจากด้านนอกเรียกความสนใจของเธอ อลิซตวัดขาลงจากเตียง เดินออกจากห้องนอนด้วยความระมัดระวัง กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดและเบคอนทอดลอยเตะจมูกภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้อลิซต้องหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ครอสในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกกับกางเกงสแล็กสีดำสนิทกำลังยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าเตาแก๊ส มือข้างหนึ่งถือตะหลิวพลิกเบคอนในกระทะ ส่วนมืออีกข้างกำลังคนกาแฟในแก้วมัค ท่วงท่าทะมัดทะแมงนั้นดูขัดกับหน้าตาโหดๆ และรังสีความน่าเกรงขามที่เขามักจะแผ่ออกมา
เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ ชายหนุ่มเดินตรงไปยังห้องนอนส่วนตัว ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับเสื้อยืดสีดำตัวใหญ่และกางเกงขาสั้นเนื้อนิ่ม ยัดมันใส่มือเธอ"ห้องน้ำอยู่ตรงนั้น อาบน้ำซะ แล้วก็ล็อกประตูให้ดี" ครอสสั่งเสียงเข้ม "ถ้าเธอเดินเพ่นพ่านออกมาตอนดึก ฉันจะไม่รับประกันความปลอดภัยของเธออีกต่อไป"พูดจบเขาก็เดินหายเข้าไปในโซนห้องครัว ทิ้งให้อลิซยืนมองเสื้อผ้าในมือด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้ว่าเขาพูดจริง และเธอก็รู้ตัวดีว่าการอยู่ในห้องนี้สองต่อสองกับผู้ชายที่เพิ่งจะทำให้เธอเกือบหยุดหายใจเมื่อครู่ เป็นเรื่องที่อันตรายแค่ไหนแต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เลือกที่จะเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองโดยไม่คิดจะหาข้ออ้างหนีกลับหอพักอีกสายน้ำเย็นฉ่ำช่วยเรียกสติของอลิซให้กลับคืนมาได้บ้าง เธอใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ เมื่อเช็ดตัวจนแห้งและสวมเสื้อยืดสีดำของครอส เธอพบว่ามันใหญ่เกินไปมาก ชายเสื้อยาวคลุมลงมาจนถึงช่วงต้นขาด้านล่าง บังทับกางเกงขาสั้นที่เขาส่งมาให้จนมิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ติดอยู่บนเนื้อผ้า ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเขาโอบกอดไว้ตลอดเวลาอลิซเดินออกจากห้องน้ำด้วยความระมัดระวัง ไฟในห้องนั่งเล่นถู







