LOGINเลือดสีสดไหลซึมออกจากมุมปากของมันทันที ทว่าครอสยังไม่หยุดแค่นั้น เขาใช้เข่ากระแทกเข้าที่หน้าท้องของมันอย่างจังจนมันตัวงอเป็นกุ้ง ก่อนจะเหวี่ยงร่างหนานั้นไปกระแทกกับผนังร้านอย่างแรง
ชายคนที่โดนเก้าอี้ฟาดตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน มันคว้าขวดแก้วบนโต๊ะใกล้ๆ ขึ้นมาฟาดกับขอบโต๊ะจนแตกเป็นปากฉลาม เล็งปลายแหลมตรงมาที่ครอส
"มึงแส่เรื่องของพวกกูอีกแล้วนะไอ้เด็กเวร! วันนี้กูจะแทงมึงให้ไส้ไหลเลย!" มันตะโกนก้องพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามาหาครอส
อลิซเบิกตากว้าง ร้องห้ามด้วยความตกใจสุดขีด "พี่ครอส ระวัง!"
ครอสไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งรอจังหวะที่มันพุ่งเข้ามาใกล้ ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบปลายแหลมของขวดแก้วได้อย่างเฉียดฉิว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของมัน บีบจุดเส้นประสาทอย่างแม่นยำและรุนแรงจนมันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ขวดแก้วในมือร่วงหล่นลงพื้น
เขาตวัดขาเตะตัดพับในของมันจนล้มลงไปคุกเข่า ก่อนจะใช้หลังเท้าเตะเสยเข้าที่ปลายคางอย่างหนักหน่วง ร่างของมันหงายหลังตึงหมดสติไปทันที
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมร้านกาแฟ ลูกค้าคนอื่นและพนักงานต่างพากันยืนตัวสั่นอยู่หลังเคาน์เตอร์ ไม่มีใครกล้าขยับตัวหรือส่งเสียงร้องใดๆ ออกมา
ครอสยืนหอบหายใจเพียงเล็กน้อย สันกรามคมนูนขึ้นจากการขบกัด เขาปรายตามองร่างสองร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นด้วยแววตาสมเพช ก่อนจะหันกลับมามองอลิซที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่มุมหน้าต่าง
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หยาดน้ำตาคลอหน่วยอยู่ที่หางตา เธอสั่นไปทั้งตัวกับภาพความรุนแรงและดิบเถื่อนที่เกิดขึ้นตรงหน้า ผู้ชายคนนี้ลงมือจัดการคนได้อย่างเลือดเย็นและไร้ความปรานีราวกับมันเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเขา
ครอสเดินตรงเข้ามาหาเธอ ท่วงท่าของเขาไม่ได้รีบร้อน แต่ทุกย่างก้าวกลับสร้างความกดดันให้คนมองจนอลิซเผลอก้าวถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะ
เขาไม่ได้พูดปลอบประโลม ไม่ได้ถามว่าเธอเจ็บตรงไหน มือหนาที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่จางๆ คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของเธออย่างแรง บีบแน่นจนอลิซนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
"เก็บของ" น้ำเสียงกดต่ำสั่งการสั้นๆ เด็ดขาด
อลิซรีบก้มหน้าก้มตาเก็บอุปกรณ์วาดภาพและผืนผ้าใบใส่กระเป๋าผ้าใบใหญ่ มือของเธอสั่นจนแทบจะจับพู่กันไม่อยู่ ครอสยืนมองการกระทำของเธอด้วยความหงุดหงิด เขาแย่งกระเป๋าผ้าใบนั้นมาถือไว้เองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างยังคงกำข้อมือของเธอไว้แน่น
เขาออกแรงกระตุกเบาๆ เพื่อให้เธอเดินตาม กึ่งลากกึ่งจูงเธอออกจากร้านกาแฟ ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของผู้คนรอบข้าง ไม่มีใครกล้าเข้ามาห้ามปรามหรือสอบถามใดๆ
ครอสพาอลิซเดินมาจนถึงลานจอดรถด้านหลังร้าน เขาเปิดประตูด้านข้างคนขับของรถสปอร์ตสีดำสนิท ดันตัวเธอเข้าไปนั่งด้านในและปิดประตูเสียงดังปัง ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ
ภายในห้องโดยสารตกอยู่ในความเงียบที่น่าอึดอัด อลิซนั่งกอดกระเป๋าของตัวเองแน่น ก้มหน้ามองมือที่ประสานกันอยู่บนตัก ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ เธอรับรู้ได้ถึงรังสีความโกรธที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันรุนแรงจนทำให้เครื่องปรับอากาศในรถดูเหมือนจะเย็นจัดขึ้นกะทันหัน
ครอสสตาร์ทเครื่องยนต์ แต่เขายังไม่ออกรถ ชายหนุ่มทุบพวงมาลัยรถอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์ จนอลิซสะดุ้งสุดตัว
เขาโกรธ โกรธที่เห็นพวกมันเข้ามารังแกเธอ โกรธที่เธอเอาแต่ยืนสั่นโดยไม่ยอมสู้กลับ และโกรธตัวเองที่ปล่อยให้สัญชาตญาณความต้องการปกป้องเธอควบคุมสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น
ครอสหันหน้าขวับมามองอลิซ แขนแกร่งเอื้อมข้ามคอนโซลกลางมาจับที่พนักพิงเบาะของเธอ ดึงตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้ากับเขากันตรงๆ
ระยะห่างที่ลดลงอย่างกะทันหันทำให้อลิซต้องเบิกตากว้าง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมของเขาลอยมาแตะจมูก นัยน์ตาสีเข้มดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างคาดคั้น
"เธอคิดว่าตัวเองเก่งนักหรือไง ถึงได้ปล่อยให้พวกมันเข้ามารังแกถึงที่แบบนี้" ครอสกกดเสียงต่ำถามอย่างเอาเรื่อง
"หนูไม่ได้เก่ง... แต่หนูไม่มีทางเลือก" อลิซตอบเสียงสั่น พยายามควบคุมน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา "หนูต้องทำงาน หนูต้องหาเงิน"
"เงินแค่นั้นมันคุ้มกับชีวิตเธอไหมฮะอลิซ!" ครอสขึ้นเสียงใส่เป็นครั้งแรก ความอดทนของเขาขาดผึงเมื่อเห็นความดื้อรั้นในตาของเธอ "ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้บังเอิญไปกินกาแฟร้านนั้น เธอคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมานั่งเถียงฉันแบบนี้ไหม"
อลิซเม้มริมฝีปากแน่น คำพูดของเขาแทงใจดำจนเธอเถียงไม่ออก เธอรู้ดีว่าถ้าไม่มีเขา เธออาจจะบาดเจ็บหรือสูญเสียงานชิ้นสำคัญไปแล้ว แต่เธอไม่อยากเป็นภาระของใคร และไม่อยากดึงเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาครอบครัวที่แสนจะเน่าเฟะของตัวเอง
"หนูขอบคุณที่พี่เข้ามาช่วย... แต่พี่ไม่ต้องมาสนใจหนูหรอกค่ะ ปัญหาของหนู หนูจัดการเองได้" หญิงสาวพยายามเบี่ยงตัวหลบสายตาคุกคามของเขา
คำตอบของอลิซทำให้เส้นเลือดบนขมับของครอสปูดโปน เขาขบกรามแน่นจนเป็นสัน นัยน์ตาดุดันฉายแวววาวโรจน์ยิ่งกว่าเดิม มือหนาที่จับพนักพิงอยู่เปลี่ยนมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเธอ ออกแรงบีบแน่นจนอลิซนิ่วหน้า
"อลิซ... อลิซ ลืมตามองพี่สิ" เสียงทุ้มสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเรียกชื่อเธอซ้ำๆ แต่คนในอ้อมแขนทำเพียงแค่ครางอืออาในลำคอ ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงจัดเพราะพิษไข้"พี่ครอส พาอลิซไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ สภาพแกไม่ไหวแล้วจริงๆ" โคลอี้วิ่งตามออกมาด้วยความเป็นห่วง"ฉันจัดการเอง เธอไม่ต้องตามมา" ครอสตอบเสียงห้วน ตัดบททุกความช่วยเหลือ เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นและวิ่งกลับไปที่รถ จัดการวางร่างของอลิซลงบนเบาะข้างคนขับ ปรับพนักพิงให้เอนลงเพื่อความสบาย ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้เธออย่างเบามือที่สุด"ไม่เอา... ไม่ไปโรงพยาบาล... หนูเกลียดกลิ่นยา..."เสียงละเมอแหบแห้งหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก อลิซส่ายหน้าไปมา มือเล็กปัดป่ายเปะปะกลางอากาศด้วยความทรมานครอสชะงักมือที่กำลังจะสตาร์ทรถ เขาหันไปมองคนที่กำลังนอนกระสับกระส่าย รู้ดีว่าความทรงจำวัยเด็กที่เลวร้ายของเธอผูกติดอยู่กับโรงพยาบาลตอนที่แม่ของเธอป่วยหนัก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน"โอเค ไม่ไปโรงพยาบาล พี่จะพาหนูกลับบ้านของเรานะ"รถสปอร์ตพุ่งทะยานมุ่งหน้ากลับไปยังเพนต์เฮาส์ส่วนตัว ครอสใช้มือข้างซ้ายบังคับพวงมาลัย ส่วนมือขวาเอื้
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องวาดภาพ อลิซนั่งอยู่หน้าผืนผ้าใบมาตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่ได้ลุกไปไหน มือเล็กที่เปื้อนคราบสีอะคริลิกขยับพู่กันตวัดลงบนผืนผ้าใบอย่างต่อเนื่อง เธอรับงานวาดภาพเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยเงินเก็บที่ร่อยหรอ แม้ปัญหาเรื่องหนี้สินของพ่อจะถูกปัดเป่าไปแล้วด้วยฝีมือของผู้ชายคนนั้น แต่เธอก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อชีวิตของตัวเองอยู่ดีดวงตากลมโตเริ่มพร่ามัว หยาดเหงื่อซึมชื้นตามกรอบหน้าทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานอย่างเต็มที่ อาการปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่ขมับลามไปถึงท้ายทอย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกระพริบตาเพื่อไล่ความเวียนศีรษะ แต่ภาพตรงหน้ากลับยิ่งหมุนเคว้งเธอวางพู่กันลงบนจานสี มือสั่นเทาเอื้อมไปจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น ร่างกายหนักอึ้งเหมือนมีหินถ่วงอยู่ที่ขาทั้งสองข้าง อลิซตัดสินใจเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปล้างหน้าในห้องน้ำ หวังว่าน้ำเย็นๆ จะช่วยเรียกความสดชื่นกลับมาได้บ้างสองเท้าก้าวเดินไปตามทางเดินของคณะอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก เมื่อผลักประตูห้องน้ำหญิงเข้าไปได้ อลิซก็พาร่างที่สั่นเทาของตัวเองไปหยุดอยู่หน้าอ่างล้างหน้า เ
"คุณ... คุณเป็นใคร จับผมมาทำไม" พ่อของอลิซถามเสียงสั่นเทา พยายามถอยกรูดหนีแต่ถูกลูกน้องของครอสเตะสกัดไว้ครอสไม่ได้ตอบคำถาม เขาพยักพเยิดหน้าให้ลูกน้อง ลูกน้องคนสนิทเดินนำแฟ้มเอกสารไปโยนลงตรงหน้าชายวัยกลางคน"ดูซะ ว่ามึงสร้างหนี้อะไรไว้ที่กาสิโนของกู" น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวพ่อของอลิซรีบตะครุบแฟ้มนั้นขึ้นมาเปิดดู ใบหน้าซีดเผือดลงกว่าเดิมเมื่อเห็นตัวเลขหนี้สินหลักล้านและลายเซ็นค้ำประกันที่เป็นชื่อลูกสาวตัวเอง"ผม... ผมไม่รู้เรื่องนะครับ! ผมไม่ได้เป็นคนเซ็นค้ำ เมียผม... เมียผมเป็นคนทำ!" ชายวัยกลางคนรีบแก้ตัวเสียงหลง โยนความผิดให้ภรรยาใหม่ทันที"กูรู้" ครอสตอบหน้าตาย "และกูก็รู้ด้วยว่ามึงเป็นคนอนุญาตให้เมียมึงเอาชื่อลูกสาวมึงมาใช้ เพราะมึงไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้กู""ผมขอโทษครับเสี่ย! ผมขอเวลาหน่อย ผมจะหาเงินมาคืนให้ทุกบาททุกสตางค์เลยครับ ไว้ชีวิตผมเถอะ!" พ่อของอลิซก้มลงกราบแทบเท้าครอสอย่างหมดสภาพครอสมองภาพนั้นด้วยความรังเกียจ เขาใช้ปลายรองเท้าผ้าใบเตะเข้าที่ไหล่ของชายวัยกลางคนอย่างแรงจนล้มหงายหลัง"เงินของมึง กูไม่อยากได้" ครอสผุดลุกขึ้นยืน ก้มหน้าลงมองคนที่นอนตัวสั่นอยู่บนพื้น "แต่ก
"อลิซ! แกใส่ชุดนักศึกษาใหม่มาเรียน! แถมกลิ่นน้ำหอมแกก็เปลี่ยนไป!" โคลอี้ชี้หน้าเพื่อนด้วยความตื่นตระหนก "เมื่อคืนแกไม่ได้กลับหอ แกไปนอนที่ไหนมาฮะ อย่าบอกนะว่า...""ฉันไปนอนคอนโดพี่ครอสมา" อลิซตอบตามตรง เธอรู้ว่าปิดบังเพื่อนไปก็ไม่มีประโยชน์"แกบ้าไปแล้วเหรออลิซ!" โคลอี้แทบจะกรีดร้อง "แกไปนอนคอนโดผู้ชาย! แถมเป็นมาเฟียหน้าตายนั่นอีก แกโดนเขาทำอะไรหรือเปล่า แกเจ็บตรงไหนไหม""เบาๆ สิโคลอี้ คนมองหมดแล้ว" อลิซรีบดึงแขนเพื่อนให้เดินเลี่ยงไปที่มุมเงียบๆ "ไม่ได้มีอะไรแบบนั้นสักหน่อย ฉันแค่ไปทำรายงานแล้วเผลอหลับไป เขาก็เลยให้นอนพักที่ห้องแขก""แล้วชุดใหม่นี่ล่ะ""เขาให้คนไปซื้อมาให้เมื่อเช้า" อลิซตอบเสียงอ้อมแอ้มโคลอี้หรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด "แกแน่ใจนะว่าแค่ทำรายงาน ผู้ชายคนนั้นน่ะอันตรายระดับที่ไม่มีใครกล้ายุ่งด้วยนะเว้ย แกกำลังเล่นกับไฟอยู่รู้ตัวไหม""ฉันรู้ แต่เขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนอื่นคิดหรอกแก" อลิซยิ้มบางๆ ให้เพื่อน "ฉันดูแลตัวเองได้ แกไม่ต้องห่วงนะ"โคลอี้ถอนหายใจยาว ยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นของเพื่อน "เออๆ ห้ามให้ไม่ได้ก็ต้องปล่อยแหละ แต่ถ้าไอ้หมอนั่นมันทำแกเสียใจเมื่อไหร่ ฉันจะเ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบเปลือกตาบาง อลิซขยับตัวพลิกหนีแสงแดดอย่างเกียจคร้าน ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความนุ่มสบายของฟูกนอนและกลิ่นหอมสะอาดที่ไม่ใช่กลิ่นหอพักของตัวเอง หญิงสาวลืมตาขึ้นช้าๆ กวาดสายตามองเพดานห้องที่แปลกตา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเธอผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้หลังจากที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนตักของผู้ชายคนนั้นอลิซรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง สำรวจเสื้อผ้าบนร่างกายตัวเอง ทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกปนความรู้สึกแปลกประหลาด เขาแค่กอดเธอไว้แล้วหลับไปจริงๆ หรือนี่เสียงเครื่องครัวกระทบกันดังแว่วมาจากด้านนอกเรียกความสนใจของเธอ อลิซตวัดขาลงจากเตียง เดินออกจากห้องนอนด้วยความระมัดระวัง กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดและเบคอนทอดลอยเตะจมูกภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้อลิซต้องหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ครอสในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกกับกางเกงสแล็กสีดำสนิทกำลังยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าเตาแก๊ส มือข้างหนึ่งถือตะหลิวพลิกเบคอนในกระทะ ส่วนมืออีกข้างกำลังคนกาแฟในแก้วมัค ท่วงท่าทะมัดทะแมงนั้นดูขัดกับหน้าตาโหดๆ และรังสีความน่าเกรงขามที่เขามักจะแผ่ออกมา
เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ ชายหนุ่มเดินตรงไปยังห้องนอนส่วนตัว ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับเสื้อยืดสีดำตัวใหญ่และกางเกงขาสั้นเนื้อนิ่ม ยัดมันใส่มือเธอ"ห้องน้ำอยู่ตรงนั้น อาบน้ำซะ แล้วก็ล็อกประตูให้ดี" ครอสสั่งเสียงเข้ม "ถ้าเธอเดินเพ่นพ่านออกมาตอนดึก ฉันจะไม่รับประกันความปลอดภัยของเธออีกต่อไป"พูดจบเขาก็เดินหายเข้าไปในโซนห้องครัว ทิ้งให้อลิซยืนมองเสื้อผ้าในมือด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้ว่าเขาพูดจริง และเธอก็รู้ตัวดีว่าการอยู่ในห้องนี้สองต่อสองกับผู้ชายที่เพิ่งจะทำให้เธอเกือบหยุดหายใจเมื่อครู่ เป็นเรื่องที่อันตรายแค่ไหนแต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เลือกที่จะเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองโดยไม่คิดจะหาข้ออ้างหนีกลับหอพักอีกสายน้ำเย็นฉ่ำช่วยเรียกสติของอลิซให้กลับคืนมาได้บ้าง เธอใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ เมื่อเช็ดตัวจนแห้งและสวมเสื้อยืดสีดำของครอส เธอพบว่ามันใหญ่เกินไปมาก ชายเสื้อยาวคลุมลงมาจนถึงช่วงต้นขาด้านล่าง บังทับกางเกงขาสั้นที่เขาส่งมาให้จนมิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ติดอยู่บนเนื้อผ้า ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเขาโอบกอดไว้ตลอดเวลาอลิซเดินออกจากห้องน้ำด้วยความระมัดระวัง ไฟในห้องนั่งเล่นถู







