Masukแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องไปทั่วบริเวณรั้วบ้านที่อยู่ติดกัน พิมมาดาก้าวลงจากรถด้วยความล้าสะสมจากการประชุมที่ตึงเครียดมาทั้งวันแถมยังเผชิญรถติด เธอถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้กับแขน เผยให้เห็นเชิ้ตสีขาวเนื้อนุ่มที่เน้นทรวดทรงองค์เอวคอดกิ่ว ความเหนื่อยล้าพลันจางหายไปเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพตรงหน้า
ที่รั้วบ้านติดกันนั้นเด็กหนุ่มคนเมื่อเช้ากำลังยืนรดน้ำต้นไม้ สายน้ำที่ฉีดพ่นออกมาสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของพิมมาดาที่สุดคือร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดคอกลม เนื้อผ้าที่แนบไปกับลำตัวเผยให้เห็นมัดกล้ามล่ำสันและแผ่นอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เกาะพราวตามไรผมและลำคอแกร่ง ลาดไหล่กว้างนั้นดูแข็งแรงและเต็มไปด้วยพละกำลังของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ชวนให้ใจสั่นไหว
“พี่ฉลาม!” เสียงใสของเจ้าเอยดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งจี๋ไปเกาะขอบรั้ว ฉลามวางสายยางลงทันที เขายิ้มกว้างพลางเดินเข้ามาหาฝั่งรั้วที่กั้นกลางระหว่างเขากับพิมมาดา สายตาคมกริบของเขาไม่ได้มองแค่เด็กน้อย แต่กลับตวัดมองร่างระหงของผู้เป็นแม่ที่กำลังยืนอึ้งอยู่อย่างจงใจ
“เป็นไงบ้างครับเจ้าเอย วันนี้สนุกมั้ยครับ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาฟังดูนุ่มนวลแต่กลับกังวานอยู่ในโสตประสาทของพิมมาดา
“สนุกค่ะ แต่คุณแม่มารับเจ้าเอยช้า...” เด็กน้อยทำหน้างอแงใส่คุณแม่คนสวย ก่อนจะหันไปอ้อนพี่ชายข้างบ้านต่อ
“คุณแม่คะ เจ้าเอยขอไปเล่นบ้านพี่ฉลามนะคะ” พิมมาดาขยับตัวเข้ามาใกล้รั้ว ความร้อนจากผิวกายของชายหนุ่มและกลิ่นอายดินชื้นแฉะผสมกลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ จางออกมาจากตัวเขามันช่างเย้ายวนจนเธอต้องเม้มริมฝีปากแน่น
“เจ้าเอย... จะรบกวนพี่เค้าหรือเปล่าลูก พี่ฉลามเค้าอาจจะมีธุระก็ได้นะคะ”
ฉลามโน้มตัวลงมาหาเจ้าเอย ทว่าสายตายังคงจดจ้องที่ดวงตาคู่หวานของพิมมาดาไม่ลดละ
“ไม่รบกวนหรอกครับ... เอาเป็นว่า เดี๋ยวพี่ไปเล่นกับเจ้าเอยที่บ้านเอง”
“คุณแม่คะ เปิดประตูรั้วให้พี่ฉลามหน่อยสิคะ!” พิมมาดาจำต้องเอื้อมมือไปปลดล็อกประตูรั้วเล็ก ๆ จังหวะที่ฉลามก้าวผ่านเข้ามาในอาณาเขตของบ้านเธอ พิมมาดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายเด็กหนุ่ม และความดิบเถื่อนนั้นก็ทำให้ลมหายใจของเธอติดขัด
ไม่นานนัก ฉลามก็ลงไปวิ่งเล่นหยอกล้อกับเจ้าเอยอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน เสียงหัวใจของพิมมาดาเต้นรัวแรงขณะมองดูแผ่นหลังกว้างของเขาที่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ทุกครั้งที่เขาอุ้มเจ้าเอยขึ้นสูง มัดกล้ามที่แขนจะขึ้นลอนสวยงาม เส้นเลือดที่ปูดนูนขึ้นมาตามลำแขนแกร่งมันช่างดูมีอำนาจและเต็มไปด้วยความเร้าอารมณ์
เขารู้ตัวว่าถูกมอง... ฉลามหันมาสบตาหญิงสาวรุ่นพี่ที่ยืนพิงเสาบ้านมองเขาอยู่ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้ชนะ สายตาที่เขาส่งให้นั้นไม่ใช่สายตาของน้องชายข้างบ้านที่แสนดี แต่มันคือสายตาของนักล่าที่กำลังจดจ้องเหยื่ออันโอชะ
“ถ้ายังไงขอฝากเจ้าเอยสักครู่นะคะ ว่าจะขอตัวไปเตรียมอาหารมื้อเย็น?”
“จะรบกวนมั้ยครับ ถ้าผมจะขอฝากท้องมื้อเย็นที่นี่สักมื้อ” เขาถามพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก เผยให้เห็นวงแขนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางเพศ
“ค่ะ” พิมมาดาตอบสั้น ๆ พลางหลบสายตาเด็กหนุ่มแล้วเดินเข้าบ้านไป
เธอก้าวเท้าเข้าบ้านไปพร้อมกับใจที่สั่นระรัว ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว... ยังไงเธอก็ตั้งใจเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าทุกอย่างที่ทำไปเพียงเพราะการตอบแทนเรื่องไอติมเมื่อเช้านี้
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงภายในบ้านเริ่มอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกรุ่นอาหารที่พิมมาดาตั้งใจตระเตรียม ทว่าท่ามกลางกลิ่นหอมนั้นกลับมีความซาบซ่านบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ซ่อนอยู่ เธอถอดเสื้อสูททิ้งไว้ที่โซฟา เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวนวลเนื้อละเอียดที่บัดนี้เริ่มชื้นเหงื่อเล็กน้อยจนแนบไปกับผิวพรรณเนียนละเอียด เน้นย้ำส่วนโค้งเว้าของสะโพกผึ่งผายยามที่เธอขยับกายหยิบจับอุปกรณ์ในห้องครัว
“คุณแม่ออกมาแล้ว!” เจ้าเอยตะโกนก้องก่อนจะวิ่งนำเข้าบ้านมา ฉลามเดินตามหลังเด็กน้อยมาติด ๆ ท่วงท่าการเดินของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
หลังมื้อค่ำที่แฝงไปด้วยความอึดอัดอันแสนหวานสิ้นสุดลง พิมมาดาเดินออกมาส่งฉลามที่หน้าบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของยามหัวค่ำ ลมเย็น ๆ พัดผ่านส่งผลให้ชายเสื้อเชิ้ตบางเบาของเธอแนบไปกับผิวพรรณที่ยังคงร้อนผ่าว
บรรยากาศยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องแผ่วเบา ยิ่งขับเน้นให้เสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงของพิมมาดาดังชัดเจนขึ้นในโสตประสาท เธอยืนส่งฉลามที่หน้าประตูบ้าน ลมเย็นที่พัดมาปะทะร่างไม่ได้ช่วยให้ความร้อนผ่าวในกายลดลงเลยแม้แต่น้อย เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางที่เปียกชื้นเหงื่อจาง ๆ แนบชิดไปกับแผ่นหลังและทรวดทรงส่วนเว้าส่วนโค้งจนเห็นเงาร่างรำไร
“คุณมารู้จักลูกฉันได้ยังไงคะ” พิมมาดาเอ่ยถาม พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ปลายนิ้วยังสั่นระริก
“ก็ลองถามเจ้าเอยดูสิครับ” ฉลามเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ทว่าแววตาที่จ้องมองมานั้นกลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดเข้มข้น
สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าสวยที่ขึ้นสีระเรื่อ แสงไฟจากรั้วบ้านสาดส่องกระทบริมฝีปากอวบอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ายวน พิมมาดารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด เธอพยายามจะยุติสถานการณ์นี้ด้วยการควักกระเป๋าสตางค์ออกมา
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ คือฉันอยากจ่ายค่าไอติมเมื่อเช้า...” ระหว่างที่เธอส่งเงินให้เขาก็รีบยกมือปฏิเสธทันที
“ผมไม่รับครับ”
“แต่ผมขอมาเล่นกับเจ้าเอยทุกวัน... ได้มั้ยครับ?”
“ถ้าคุณสะดวก... ก็เชิญค่ะ”
“คุณพิมทำงานที่ไหนเหรอครับ” เขาถามเสียงพร่า สายตาจับจ้องไปที่กระดุมเสื้อเชิ้ตของเธอที่รั้งตึงตามจังหวะการหายใจที่หอบกระชั้น
“ถามทำไมคะ ฉันว่าชุดทำงานที่ฉันใส่เมื่อเช้า คุณก็น่าจะพอรู้แล้วมั้ง”
“ครับ คุณพิมทำงานเป็นผู้จัดการธนาคาร... แต่ผมอยากรู้ว่าคุณอยู่สาขาไหน” เขายิ้มกริ่มเมื่อเห็นเธอเริ่มเสียอาการ
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้ค่ะ”
“งั้น... ผมขอเบอร์ติดต่อคุณพิมได้มั้ยครับ”
“บ้านเราอยู่ติดกัน คงไม่จำเป็นหรอกมั้งคะ” หญิงสาวปฏิเสธเสียงสั่นเล็กน้อย
“ทำไมล่ะครับ... หรือว่ากลัวแฟนคุณหึง?” คำถามนั้นราวกับปลายเข็มที่สะกิดโดนจุดอ่อนไหว ความโดดเดี่ยวที่ถูกฉาบไว้ด้วยมาดผู้จัดการสาวผู้แข็งแกร่งพังทลายลงเพียงชั่วครู่ เธอช้อนสายตามองเขา แววตานั้นไหวระริกและเปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาที่ซ่อนเร้น
“ฉันไม่มีแฟนค่ะ” เธอกระซิบตอบ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้แหบพร่าและสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด ฉลามยกยิ้มอย่างผู้ชนะที่รุกคืบเข้าใกล้เป้าหมาย
“งั้นผมขอจีบคุณได้มั้ยครับ” พิมมาดาใจเต้นโครมคราม เธอรวบรวมสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แล้วเอ่ยท้าทายกลับไปด้วยท่าทีที่พยายามจะรักษามาดเอาไว้
“ถ้าคิดว่าจีบติดก็ลองดูสิคะ แต่ฉันว่าคุณอย่าเสียเวลาเลย สู้เอาเวลาไปท่องตำราเรียนจะดีกว่า”
ฉลามไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าสวยนั้นแม้แต่วินาทีเดียว เขายิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะถอยออกมาเพียงก้าวเดียว
“กู๊ดไนท์ครับ คุณพิม...”
“กู๊ดไนท์ค่ะ” พิมมาดารีบหมุนตัวเข้าบ้านทันทีที่สิ้นเสียง ทิ้งให้ความร้อนแรงนั้นยังคงอบอวลอยู่เบื้องหลัง
ท่ามกลางความเงียบสงัดของหยาดน้ำค้างยามดึก แสงจันทร์นวลตาฉาบไล้ลงบนผิวกายขาวกระจ่างของพิมมาดาที่ยืนกลางสนามหญ้าหน้าบ้าน ลมกลางคืนพัดโชยมาเอื่อย ๆ ทว่ากลับไม่ช่วยให้ความร้อนรุ่มภายในใจของเธอลดน้อยลงเลย ชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวสีแชมเปญที่สวมอยู่นั้นแนบไปกับส่วนโค้งเว้าของร่างกายอย่างจงใจ เนื้อผ้าบางเบาจนเผยให้เห็นยอดทรวงอวบหยุ่นที่ขยับเขยื้อนยามเธอผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ บนผืนหญ้าฝั่งตรงข้ามดึงสติของเธอกลับมา พิมมาดาหันไปตามเสียง และพบกับฉลามที่ยืนอยู่ริมรั้วฝั่งบ้านของเขา ชายหนุ่มอยู่ในชุดนอนกางเกงผ้าเนื้อนิ่มเพียงตัวเดียว เปลือยแผงอกล่ำสันที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแกร่ง แสงจันทร์ดวงโตสะท้อนให้เห็นลอนหน้าท้องที่เรียงตัวสวยงามและไรขนอ่อนจาง ๆ ที่พาดผ่านหน้าท้องหายเข้าไปในขอบกางเกง
“เจ้าเอยหลับแล้วเหรอครับ?” เสียงทุ้มพร่ามัวของเขาดังขึ้นในความเงียบ ฉลามขยับกายเข้ามาชิดริมรั้วจนพิมมาดารู้สึกได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายวัยหนุ่มที่แผ่ซ่านออกมา กลิ่นสบู่อ่อน ๆ หลังอาบน้ำผสมกับกลิ่นกายดิบ ๆ ของชายหนุ่มทำให้อะดรีนาลีนในกายของเธอพุ่งพล่าน
“ค่ะ... หลับไปได้สักพักแล้ว” พิมมาดาตอบเสียงแผ่ว ใบหน้าสวยร้อนผ่าวเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมปลาบที่มองเธออย่างลึกซึ้ง... สายตาที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ใบหน้า แต่มันกวาดมองต่ำลงไปยังเนินอกขาวผ่องที่กระเพื่อมไหวอยู่ภายใต้ผ้าซาตินบางกริบ
“ดึกขนาดนี้... ทำไมถึงยังออกมายืนตากลมข้างนอกคนเดียวล่ะครับ?”
“หรือว่า... กำลังรอใครอยู่”
“เปล่าค่ะ แค่เดินมาดูไฟด้านนอกเฉย ๆ ” พิมมาดาพยายามเบือนหน้าหลบ แต่กลิ่นอายความแกร่งกร้าวของเขากลับครอบงำประสาทสัมผัสของเธอไปหมดสิ้น
“ถ้าคุณยังไม่นอน... จะรังเกียจไหมครับ ถ้าผมจะขอเข้าไปคุยด้วย”
“เสียใจค่ะ ฉันกำลังง่วงพอดี”
“เดี๋ยวสิครับคุณพิม”
หลายวันต่อมาพิมมาดาก็ยอมเปิดใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกสาวจะได้มีเพื่อนเล่น บรรยากาศภายในบ้านของสาวสวยดีกรีผู้จัดการธนาคารดูมีชีวิตชีวา แสงไฟสีนวลตาขับเน้นให้ความอ่อนล้าจากการทำงานจางหายไป ทว่าความรู้สึกใหม่ที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความประหม่าที่แสนหวาน
“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ ฉลามที่เดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีสนิทสนม หลังจากลอบมองจนแน่ใจว่าเธอน่าจะทำอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“พี่กำลังทำอาหารเย็นเสร็จพอดีเลยค่ะ” เธอรีบบอกพลางง่วนอยู่กับหน้าเตา ริมฝีปากหยักของชายหนุ่มพยายามซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยามมองแผ่นหลังเนียน
หลายวันมานี้ทั้งสองเปลี่ยนสรรพนามเรียกกันเสียใหม่ โดยพิมมาดาแทนตัวว่าพี่อย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่ได้ข้อสรุปว่าจะอยู่กันแบบพี่น้อง ซึ่งฉลามเองก็ยอมทำตาม แต่เขาไม่เลิกคิดที่จะจีบเธอเพียงแต่ต้องเก็บงำเอาไว้ก่อน
“ผมก็เดาว่าพี่น่าจะทำเสร็จแล้ว เมื่อสักครู่กลิ่นต้มข่าไก่ลอยไปถึงห้องนอนผมพอดีเลย...” เขาเว้นจังหวะพลางสูดกลิ่นหอมชวนฝัน
“หิวหรือเปล่าล่ะ” พิมมาดาถามโดยไม่หันมามอง
“นิดหน่อยครับ” คำตอบนั้นสั้นทว่าหนักแน่น สายตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังและลำคอระหงของเธออย่างเอาจริงเอาจัง จนหญิงสาวรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังและรีบขยับเสื้อเชิ้ตให้มิดชิดขึ้น
“วันนี้มีต้มข่าไก่ ปลากะพงทอดน้ำปลา แล้วก็นึ่งซีอิ๊วใส่ผักกาดขาวกับแครอทพอได้ไหมคะ” เธอเอ่ยเมนูยาวเหยียดเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
“หน้าตาดูน่ากินมากครับ...” เขาขยับเข้ามาใกล้เพื่อช่วยยกจานอาหาร กลิ่นกายชายหนุ่มผสมกลิ่นแป้งอ่อนๆ ทำเอาหัวใจคนมองเต้นผิดจังหวะ
“คุณแม่ขา!!! พี่ฉลาม!!” เสียงใสของเจ้าเอยดังขัดจังหวะ พร้อมร่างเล็กที่วิ่งเข้ามากอดขาพี่ชายคนโปรด
“ว่าไงครับเจ้าเอย” เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นแนบอกด้วยท่าทางอ่อนโยน ก่อนจะส่งแกไปนั่งรอที่โต๊ะเพื่อหาโอกาสอยู่กับคุณแม่คนสวยสองต่อสองในครัว
“พี่ไม่รู้เลยว่า....เดี๋ยวนี้ลูกพี่ไปเชื่อฟังฉลามตั้งแต่ตอนไหน” ฉลามชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจหนุ่มกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำนั้น
ระหว่างที่ช่วยกันยกสำรับอาหารตามกันออกมา พิมพ์มาดาก็เอ่ยถามอย่างกวนๆ
“พี่ถามหน่อยสิ ทำไมเธอถึงชื่อฉลามล่ะ ตอนตั้งท้องคุณแม่ฝันถึงฉลามบ่อยเหรอ”
“ไม่ใช่หรอกครับ” เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ ท่าทางดูอันตรายแต่ก็น่าหลงใหล
“พอดีผมมีพี่สาวคนโตชื่อปลาวาฬ ส่วนผมคนเล็กชื่อฉลาม... คงเพราะตอนเด็กๆ ผมมันแสบมั้งครับ”
เช้าวันหยุดที่ควรจะเงียบสงบ กลับถูกปลุกให้ตื่นฟื้นด้วยมวลความรู้สึกที่ร้อนแรงและเย้ายวนยิ่งกว่าวันไหน ๆ พิมมาดา อยู่ในชุดลำลองสีหวาน เนื้อผ้าคอตตอนบางเบาแนบสนิทไปกับเรือนร่าง อวดผิวพรรณเนียนละเอียดและส่วนโค้งเว้าภายใต้ร่มผ้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ
กลิ่นหอมกรุ่นของเนยและไข่ดาวที่กำลังสุกบนกระทะดูจะจืดจางลงไปในทันที เมื่อเสียงออดที่รั้วหน้าบ้านดังรัวกังวานลัดเลาะเข้าไปถึงภายในครัว พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มข้างบ้านที่ยืนรออยู่ด้วยท่าทีมาดมั่น ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่ขับเน้นเสน่ห์ของเขาให้โดดเด่นจนเธอไม่อาจละสายตา
“ตื่นเช้าจังวันนี้” เธอเอ่ยทัก พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว ขณะที่หัวใจกลับเต้นรัวแรง
“ผมออกไปวิ่งมาครับ” ฉลามตอบพลางใช้ชายเสื้อยืดที่สวมอยู่เลิกขึ้นปาดเหงื่อจาง ๆ บนไรผม ท่วงท่านั้นเผยให้เห็นลอนหน้าท้องแกร่งที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ ผิวเข้มจัดของเขาดูขึ้นเงาเพราะหยาดเหงื่อสะท้อนแสงแดดยามเช้า ชุดกีฬาที่เขาสวมใส่นั้นเน้นย้ำความแข็งแรงของท่อนขาและแขนที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดนูน ดูดิบเถื่อนและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางเพศอย่างจงใจ
“วันหลังพี่ไปวิ่งด้วยกันนะครับ”
“เห็นทีจะไม่ได้ กลัวเจ้าเอยตื่นมาแล้วไม่เห็นแม่จะร้องไห้เอาน่ะสิ” พิมมาดาเปิดประตูรั้วให้ก็รีบเดินเข้าไปในครัวต่อ ระหว่างนั้นเธอต้องแสร้งก้มหน้าก้มตาจัดจานออมเล็ตอย่างเกรง ๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรง ๆ เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นความเผลอไผลในดวงตาของเธอ สายตาที่แอบชื่นชมความหนุ่มแน่นนั้นมันช่างทรยศต่อมาดผู้จัดการธนาคารผู้เย็นชาเหลือเกิน
“แล้วนี่เจ้าเอยยังไม่ตื่นเหรอครับ?”
“จ้ะ วันหยุดก็ตื่นสายเป็นปกติแหละ” มารดาคนสวยตอบ ก่อนจะตักอาหารใส่จานแล้วนั่งลงทานมื้อเช้าไปพร้อมกับเขา ความใกล้ชิดที่เริ่มคุ้นเคยทำให้หัวใจของเธอเต้นในจังหวะที่ผ่อนคลายลง
“วันนี้ผมว่างพอดีเลย... เลยอยากชวนพี่พิมกับเจ้าเอยไปเที่ยวด้วยกัน” ฉลามเอ่ยขึ้นพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ในห้องครัว สายตาคมกริบของเขาจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่กำลังวุ่นวายอยู่กับหน้าเตา
“เที่ยวไหนเหรอ?” พิมมาดาเลิกคิ้วถามพลางหันกลับมา แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ชุดนอนผ้าเนื้อบางของเธอเผยให้เห็นรอยหยักโค้งของเอวคอดรำไร
“วันนี้ผมว่างพอดีเลย... เลยอยากชวนพี่พิมกับเจ้าเอยไปเที่ยวด้วยกัน” ฉลามเอ่ยขึ้นพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ในห้องครัว สายตาคมกริบของเขาจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่กำลังวุ่นวายอยู่กับหน้าเตา
“เที่ยวไหนเหรอ?” พิมมาดาเลิกคิ้วถามพลางหันกลับมา แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ชุดนอนเนื้อบางของเธอเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าชัดเจนจนชายหนุ่มต้องลอบกลืนน้ำลาย
“ถ้าบอกไปก็ไม่เซอร์ไพรส์สิครับ...” ฉลามส่งสายตาอ้อนวอนกึ่งท้าทาย
“แต่ถ้าไม่บอกก่อน พี่ก็ไม่ไปนะคะ” พิมมาดายืนกรานเสียงแข็งแต่แววตากลับสั่นไหวเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คม
ฉลามหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้ามายืนซ้อนหลังเธอจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายแกร่ง เขาโน้มตัวลงกระซิบชิดใบหูจนพิมมาดาขนลุกซู่
“ผมอยากพาพี่พิมกับเจ้าเอยไปทะเลครับ...”
“ก็ต้องแล้วแต่เจ้าเอยนะ รายนั้นไปอยู่ที่ไหนนาน ๆ ไม่ได้หรอก” เธอแบ่งรับแบ่งสู้ พยายามซ่อนความปั่นป่วนด้วยการหยิบจับจานชาม
“งั้นสรุปว่าถ้าเจ้าเอยไป พี่พิมก็ไปใช่มั้ยครับ?” เขาหยั่งเชิงพร้อมรอยยิ้มผู้ชนะ
“อืม...” คำตอบสั้น ๆ ในลำคอเรียกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบนหน้าคม
“งั้นผมขอตัวไปอาบน้ำสักครู่ แล้วจะรีบมาหานะครับ”
พิมมาดาเดินตามมาส่งเขาที่หน้าบ้าน ก่อนจะตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจก่อนเขาจะเดินออกจากบ้านเธอไป
“พี่ถามตรง ๆ นะ ที่ฉลามมาทำความรู้จักพี่... เพราะอะไรเหรอ?” ฉลามชะงักฝีเท้า เขาหันมาสบตาหญิงสาวรุ่นพี่ด้วยแววตาจริงจังที่ทำเอาโลกทั้งใบหยุดหมุน เขาขยับเข้ามาใกล้ริมรั้วจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน
“ผมจะไม่โกหกพี่ ผมยืนยันว่าผมชอบพี่ครับ”
“จริงเหรอ!!! แล้วไม่รังเกียจที่พี่อายุมากกว่าหรือไง?” พิมมาดาถามเสียงสั่น แผ่นอกภายใต้เสื้อเนื้อบางกระเพื่อมไหวตามจังหวะหัวใจที่เต้นรัว
“ไม่ครับ... ผมชอบพี่”
“แต่ว่าพี่เคยมีสามีมาแล้ว แถมยังมีลูกอีกหนึ่งคน... เธอจะรับได้จริง ๆ เหรอ?”
ฉลามยกยิ้มอย่างมาดมั่น เขาเอื้อมมือหนามากุมมือบางของเธอผ่านช่องว่างของรั้ว บีบกระชับจนความอบอุ่นซึมลึกเข้าสู่หัวใจ
“รับได้สิครับ... แล้วผมจะพิสูจน์ให้พี่เห็นเองครับว่าผมรับได้ทุกอย่างที่เป็นพี่”
พิมมาดายืนนิ่งอยู่ตรงริมรั้ว แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องทะลุเนื้อผ้าคอตตอนบางเบาของชุดลำลองที่เธอสวมใส่ จนเผยให้เห็นไรผมและเรียวขานวลเนียนรำไร เธอเฝ้ามองแผ่นหลังกว้างของเด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของความเป็นชาย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัว
“พี่ถามอะไรหน่อยสิ... ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว?” น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความสงสัยแกมอาทร ใบหน้าสวยหวานเอียงเล็กน้อยอย่างรอคอยคำตอบ
“ครอบครัวผมย้ายไปอยู่ต่างประเทศครับ... เหลือผมเฝ้าบ้านคนเดียว” ฉลามหยุดก้าวเดินแล้วหันกลับมาสบตาเธออย่างเรียบง่าย ทว่าแววตาคมกริบคู่นั้นกลับกวาดมองร่างระหงของหญิงสาวรุ่นพี่อย่างสำรวจจนเธอรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว
“แปลกเนอะ... บ้านออกจะหลังใหญ่โต” พิมมาดาเลิกคิ้วประหลาดใจ พลางจินตนาการถึงความอ้างว้างในบ้านหลังนั้นที่เขาต้องเผชิญเพียงลำพัง
ฉลามยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นดูอบอุ่นทว่าแฝงไปด้วยความนัยลึกซึ้ง เขาขยับกายเข้ามาใกล้รั้วอีกนิดจนได้กลิ่นหอมกรุ่นจากผิวกายสาวที่ลอยมาตามลม
“อันที่จริงผมอยากอยู่หอมากกว่าครับ... แต่พ่อกับแม่เขาไม่อยากขายบ้าน แล้วอีกอย่างเวลาท่านบินมาหาผม จะได้ไม่ต้องไปนอนโรงแรม”
“อยู่บ้านคนเดียวแบบนี้... ไม่เหงาเหรอเหรอคะ?” เธอถามออกไปโดยไม่ทันคิด แต่พอเห็นสายตาที่วาววับขึ้นของเขาเธอก็แทบจะอยากถอนคำพูด
“เหงาสิครับ...ถึงต้องมาหาพี่นี่ไง” ฉลามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย ลมหายใจทุ้มต่ำพร่ามัวลง
“แต่ตั้งแต่มีพี่พิมกับเจ้าเอยมาอยู่ข้างบ้าน... ผมก็เริ่มรู้สึกว่าบ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นมากเลยครับผมไม่ค่อยเหงาแล้ว” สายตาที่เขามองมานั้นไม่ได้บอกแค่ความเหงา พิมมาดาหน้าแดงซ่าน เธอรู้สึกเหมือนชุดลำลองที่สวมอยู่มันบางเกินไปจนไม่อาจปกปิดความสั่นไหวของหัวใจได้เลย
“ไปอาบน้ำเถอะ...” เธอรีบตัดบทก่อนที่อารมณ์จะเตลิดไปไกลกว่านี้
“ครับ...พี่พิมอย่าลืมเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยนะครับ” ฉลามทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ชวนให้คิดลึกซึ้งและสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงปรารถนา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยท่วงท่าองอาจ ทิ้งให้พิมมาดายืนใจสั่นระรัวอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง... ทะเลที่เขากำลังจะพาเธอไปในวันนี้ คงจะไม่ใช่แค่การพักผ่อนธรรมดาเสียแล้ว
“เจ้าเอย ตื่นได้แล้วลูก วันนี้พี่ฉลามจะพาเราไปเที่ยวทะเลนะคะ” พิมมาดาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูเล็กของลูกสาวที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา ชุดลำลองคอกว้างของเธอทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วง เผยให้เห็นเนินอกขาวสล้างที่ยังคงกรุ่นไปด้วยกลิ่นกายหอมละมุนยามเช้า
“จริงเหรอคะคุณแม่!!!” ทันทีที่ได้ยินชื่อของพี่ชายข้างบ้านเด็กน้อยที่เคยงัวเงียก็เบิกตาโพลงแล้วเด้งตัวขึ้นจากที่นอนราวกับติดสปริง ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนพิมมาดาอดที่จะหมั่นไส้ในเสน่ห์ของหนุ่มรุ่นน้องคนนั้นไม่ได้
“จริงค่ะ... แต่เจ้าเอยต้องทานข้าวก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นแม่ไม่ให้ไปจริงๆ ด้วย”
“ค่ะคุณแม่! เจ้าเอยจะรีบทานให้หมดเลย”
พิมมาดาใช้เวลาช่วงที่ลูกสาวตัวน้อยกำลังจัดการกับมื้อเช้าปรนเปรอความประหม่าของตัวเองในห้องแต่งตัว เธอเลือกสวมเดรสผ้าพริ้วสีขาวสะอาดตา เนื้อผ้าบางเบาที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายทว่ากลับจงใจตัดเย็บให้เน้นเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของเอวคอดและสะโพกผึ่งผาย ทุกจังหวะที่เธอขยับกาย ผ้าเนื้อนุ่มจะแนบสนิทไปกับผิวพรรณจนดูเย้ายวนใจ ลมหายใจของหญิงสาวติดขัดเล็กน้อยยามที่นึกถึงสายตาคมกริบคู่นั้นที่จะคอยจ้องมองเธอ
ไม่นานนัก ฉลามที่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ออกมานั่งรออยู่บริเวณม้านั่งหินอ่อนหน้าบ้านของเขา ชายหนุ่มอยู่ในชุดเชิ้ตลายฮาวายเนื้อบางเบาที่จงใจปลดกระดุมบนออกสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกรำไรและมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังวัยหนุ่ม แว่นกันแดดสีดำที่เขาสวมอยู่ยิ่งขับให้ใบหน้าคมเข้มดูดุดันและทรงเสน่ห์
ทันทีที่เห็นพิมมาดาเดินจูงมือเจ้าเอยออกมา ฉลามก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายหนุ่มฉกรรจ์ทำให้พิมมาดาต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความเขินอาย
“เตรียมตัวเสร็จแล้วเหรอครับ... พี่พิม” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นประสาทส่วนลึกของเธอได้อย่างประหลาด สายตาภายใต้เลนส์สีเข้มกวาดมองร่างระหงในชุดเดรสขาวอย่างอ้อยอิ่ง จนพิมมาดารู้สึกเหมือนเสื้อผ้าที่สวมอยู่มันบางลงไปถนัดตาต่อหน้าเขา
“ไปรถผมนะครับพี่” เขาบอกพลางเดินมาเปิดประตูรั้วให้
“ค่ะ... รบกวนด้วยนะคะ” พิมมาดาตอบเบา ๆ
“ไม่รบกวนเลยครับ ผมเต็มใจ... โดยเฉพาะวันนี้ ผมเตรียมโปรแกรมพิเศษ ไว้ให้พี่พิมกับเจ้าเอยโดยเฉพาะเลย”
“โปรแกรมพิเศษอะไรคะพี่ฉลาม! มีของเล่นให้เจ้าเอยด้วยมั้ยคะ” เด็กน้อยถามขึ้นด้วยความตื่นเต้นพลางเขย่าแขนชายหนุ่ม ฉลามยิ้มกว้างพลางย่อตัวลงมาคุยกับเด็กน้อย
“มีแน่นอนครับเจ้าเอย พี่เตรียมเรือลำใหญ่ที่มีปลาเยอะ ๆ ไว้ให้เจ้าเอยดูด้วย ดีมั้ยครับ?”
“ดีค่ะ! เย้... คุณแม่ขา พี่ฉลามใจดีจังเลยค่ะ” เจ้าเอยหันไปยิ้มร่าให้ผู้เป็นแม่
ฉลามเอื้อมมือไปเปิดประตูรถคันหรูให้หญิงสาว จังหวะที่พิมมาดาก้าวขึ้นไปนั่ง กายหนาของเขาขยับเข้ามาประชิดจนแผ่นหลังของเธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากอกกว้าง กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกลิ่นกายเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาช่างปลุกเร้าอารมณ์ให้เตลิดไปไกลเกินกว่าคำว่าพี่น้องข้างบ้าน
“เจ้าเอย พร้อมไปดูทะเลกับพี่ฉลามหรือยังครับ?” เขาหันไปถามเด็กน้อยที่รีบปีนขึ้นไปนั่งเบาะหลังอย่างคล่องแคล่ว
“พร้อมแล้วค่ะพี่ฉลาม! เจ้าเอยอยากเห็นปลาการ์ตูนแล้ว รีบ ๆ นะคะ เดี๋ยวปลาหนีหมด!”
“รับทราบครับผม! พี่จะรีบพาไปให้ถึงเร็วที่สุดเลย” ฉลามหัวเราะร่วน
เขาปิดประตูรถอย่างแผ่วเบา ก่อนจะอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับ ฉลามลอบมองใบหน้าสวยที่ขึ้นสีระเรื่อของพิมมาดาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มุมปากยกยิ้มอย่างผู้ชนะที่รู้ดีว่าเหยื่อแสนสวยคนนี้เริ่มจะหวั่นไหวไปกับกับดักเสน่ห์ที่เขาขุดไว้
บนรถเอสยูวีคันโตที่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางมุ่งสู่ชายหาด บรรยากาศภายในห้องโดยสารกลับเต็มไปด้วยมวลความร้อนแรงที่มองไม่เห็น มันอบอวลและเข้มข้นเสียจนไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่สามารถเจือจางได้ ฉลามทำหน้าที่สารถีได้อย่างไร้ที่ติ มือหนาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดนูนและมัดกล้ามเนื้อชายหนุ่มบังคับพวงมาลัยด้วยท่าทางผ่อนคลาย ทว่าเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เขามองกระจกเห็นเด็กน้อยหลับไปแล้วพร้อมกับตุ๊กตาตัวโปรด
สายตาคมกริบของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่เพียงแค่ถนนเบื้องหน้า แต่กลับคอยลอบสังเกตพิมมาดาที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ เป็นระยะ เดรสสีขาวพริ้วไหวของเธอพาดผ่านส่วนโค้งเว้าของร่างกายอย่างหมิ่นเหม่ ยามที่เธอนั่งลง ชายกระโปรงเลิกขึ้นมาสูงจนเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนละเอียดที่เบียดชิดกันอยู่อย่างน่ามอง
พิมมาดารู้สึกกระสับกระส่าย ผิวเนื้อของเธอร้อนผ่าวคล้ายคนเป็นไข้เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาคู่นั้นที่กวาดมองเธอราวกับจะทะลุเข้าไปใต้เนื้อผ้าบางกริบ เธอต้องคอยขยับตัวและดึงชายกระโปรงลงมาปิดเพื่อข่มความประหม่าที่จู่โจมหัวใจจนเต้นผิดจังหวะ
“แอร์ในรถเย็นไปหรือเปล่าครับพี่พิม?” ฉลามเอ่ยขึ้นทลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขามีความแหบพร่าซ่อนอยู่ลึก ๆ เขาแกล้งเอื้อมมือซ้ายมาปรับช่องลมแอร์ แต่ปลายนิ้วกลับเฉียดผ่านหน้าขาเนียนของเธออย่างตั้งใจ
“ปะ...เปล่า กำลังดี” พิมมาดาตอบเสียงแผ่ว สัมผัสเพียงชั่วครู่นั้นทำให้เธอเผลอหดเกร็งหน้าท้องจนอกอวบหยุ่นสะท้อนขึ้นลงแรงกว่าปกติ
จังหวะที่รถติดไฟแดง เขาจงใจลากสายตาจากใบหน้าสวย ลงมาที่ลำคระหง ผ่านเนินอกที่ขยับไหว จนไปหยุดอยู่ที่ต้นขาขาวที่พ้นขอบเดรสออกมาเล็กน้อย พิมมาดารู้สึกเหมือนถูกเปลวไฟลามเลียไปทั่วร่าง ความเย็นของแอร์กลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อความปรารถนาในอกกำลังปะทุขึ้นตามความเร็วของรถที่พุ่งทะยานสู่จุดหมาย
พิมมาดาพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา เธอแสร้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่าง ทั้งที่ในใจสั่นระรัวดั่งกลองรบ เมื่อสัมผัสได้ว่าสายตาคมกริบคู่นั้นยังคงวนเวียนอยู่แถวเรียวขาและเนินอกของเธอไม่เลิกรา
“พี่ว่าฉลามตั้งใจขับรถจะดีกว่านะ” หญิงสาวเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบที่สุด ทว่ากลับมีความแหบพร่าแฝงอยู่จนคนฟังรู้สึกวูบวาบ
“ผมขอโทษครับ...” ฉลามตอบพลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ เป็นเสียงหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์หนุ่มฉกรรจ์
“ก็พี่ทั้งสวยทั้งหุ่นดีขนาดนี้... ขนาดผมใส่แว่นตาดำปกปิด พี่ก็ยังจะรู้ทันผมอีกนะครับ”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเขาทำให้พิมมาดาหน้าร้อนผ่าว ผิวขาวเนียนละเอียดขึ้นสีระเรื่อจนเห็นได้ชัด เธอหันกลับมามองสบตาเขาผ่านเลนส์สีเข้ม แววตาของเธอวาววับด้วยมาดผู้จัดการสาวที่พยายามจะคุมเกม
“พี่ผ่านมาหมดแล้วฉลาม... เธอคิดอะไรอยู่พี่รู้หมดแหละ อยู่ที่ว่าพี่จะพูดหรือเปล่า” ฉลามยกยิ้มกริ่มที่มุมปาก มือหนาที่กุมพวงมาลัยบีบกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ท่าทางของเขาไม่ได้ดูเกรงกลัวต่อคำขู่ของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่กลับดูคึกคะนองเหมือนนักล่าที่เจอเหยื่อที่มีเขี้ยวเล็บ
“รู้หมดเลยเหรอครับ?” เขาแกล้งลากเสียงยาวพลางลดความเร็วรถลงเล็กน้อยเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดเธอในพื้นที่จำกัดนี้ให้นานขึ้น
ภายในรถเอสยูวีที่ยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้า ความเงียบถูกทำลายลงด้วยถ้อยคำสารภาพที่หนักแน่นและดิบเถื่อนจนคนฟังถึงกับใจสั่นสะท้าน ฉลามจงใจละสายตาจากท้องถนนเพียงชั่วครู่เพื่อหันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวที่เขาปรารถนา
“งั้นผมขอบอกพี่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง... ผมโคตรชอบพี่เลย เมื่อไหร่พี่จะยอมให้ผมจีบซะทีครับ?”
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่มีเสน่ห์เหลือร้าย ราวกับค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้าใส่กำแพงน้ำแข็งที่พิมมาดาพยายามสร้างขึ้นจนแตกละเอียด ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคยเม้มแน่นขยับเผยอออกเล็กน้อย ลมหายใจของหญิงสาวสะดุดกึก ความเยือกเย็นในฐานะผู้จัดการธนาคารผู้สุขุมมลายหายไป สิ้นเหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังถูกมวลความต้องการของชายหนุ่มคุกคามจนหน้าร้อนฉ่า
“จะพูดอะไร... เกรงใจลูกพี่บ้าง” เธอกระซิบตอบเสียงพร่า พยายามใช้อ้างถึงเจ้าเอยเพื่อเรียกสติทั้งของเขาและของเธอเอง
“เจ้าเอยหลับไปแล้วครับ...” เขาปรายตาไปทางกระจกหลังก่อนจะเห็นเด็กน้อยพิงศีรษะหลับสนิทไปกับเบาะหนัง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจให้แหบพร่ากว่าเดิม
“ตอนนี้... มีแค่ผมกับพี่เท่านั้น” ผิวเนื้อของพิมมาดาสั่นสะท้าน ความร้อนวูบวาบแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาสู่กึ่งกลางกายสาวอย่างห้ามไม่ได้ มือหนาของฉลามละจากพวงมาลัยมาวางแหมะลงบนหน้าขาเนียนของเธอ แรงกดเบา ๆ ทว่าเน้นย้ำทำเอาเธอเกร็งตัวจนอกอวบกระเพื่อมไหว
“ปล่อยนะฉลาม... ตั้งใจขับรถไป” แม้จะปากจะดุ แต่ขาเรียวกลับไม่ได้ขยับหนีสัมผัสสากระคายที่กำลังลากไล้ช้า ๆ อยู่บนหน้าขาของเธอ
“ผมก็กำลังขับอยู่นี่ไงครับ... แต่ถ้าพี่ไม่อนุญาตให้ผมจีบดี ๆ ผมอาจจะเปลี่ยนจากจีบเป็นทำอย่างอื่นแทน จนพี่ตั้งตัวไม่ติดก็ได้นะ” สายตาของเขาที่ตวัดกลับมามองเธออีกครั้งนั้นเต็มไปด้วยความหิวกระหายและเย้ายวน พิมมาดารู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ ของเด็กหนุ่มอีกต่อไป แต่มันคือเกมเดิมพันที่ใช้ร่างกายและหัวใจเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน และเธอก็กำลังจะพ่ายแพ้ให้กับความเร่าร้อนนี้อย่างราบคาบ
ไม่นานนักเสียงของเด็กน้อยที่งัวเงียตื่นก็เอ่ยขึ้นถาม
“ถึงไหนแล้วคะพี่ฉลาม”
“ครึ่งทางแล้วครับเจ้าเอย”
“เจ้าเอย... คุณแม่ใจร้ายจังเลยครับ รู้ทันพี่ไปหมดทุกเรื่องเลย” เขาหันไปฟ้องเด็กน้อยที่กำลังสนุกกับการมองวิวข้างทางเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่เริ่มจะร้อนระอุเกินไป
“คุณแม่ไม่ใจร้ายหรอกค่ะพี่ฉลาม คุณแม่แค่ชอบดุเวลาเจ้าเอยซน... พี่ฉลามซนเหรอคะ?” เสียงใสไร้เดียงสาของลูกสาวทำให้พิมมาดาถึงกับนิ่งอึ้ง ขณะที่ฉลามหลุดขำออกมาอย่างชอบใจ
“ใช่ครับ... พี่ซนมาก โดยเฉพาะมือ”
“วันหลังพี่ก็อย่าซนสิคะ” สายตาที่เขาส่งมาหาพิมมาดาหลังจากพูดจบนั้นมันเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ทำให้อวัยวะภายในช่องท้องของเธอเบียดเสียดมวนคว้าง ความสัมพันธ์ที่ฉาบหน้าด้วยสถานะพี่น้อง กำลังจะถูกแผดเผาด้วยไฟรักที่ฉลามจงใจจุดขึ้น และพิมมาดาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า... เธออยากจะดับมันจริง ๆ หรืออยากจะปล่อยให้มันมอดไหม้ไปพร้อมกับเขาในทริปนี้กันแน่
เรือยอร์ชลำหรูทะยานแหวกม่านน้ำสีครามมุ่งหน้าสู่จุดหมายที่เส้นขอบฟ้า กลิ่นอายเค็มจางๆ ของทะเลและความร้อนแรงของแสงแดดช่วยขับเน้นบรรยากาศให้เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง พิมมาดายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ พลางทอดสายตามองเกาะสีเขียวมรกตที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในสายตา
“ใกล้ถึงหรือยังคะ” เธอเอ่ยถาม ลมทะเลพัดพาเส้นผมยาวสลวยให้ระไปกับใบหน้าหวาน
“อีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครับ” ฉลามตอบเสียงทุ้ม ขณะที่เขาก้าวเข้ามาประชิดร่างระหงในระยะที่แผ่นหลังของเธอเกือบจะสัมผัสกับแผงอกตึงแน่นของเขา
“เจ้าเอยสงสัยจะเพลีย เมื่อกี้เล่นอยู่ดี ๆ ก็บอกง่วง”
“เด็กก็เงี้ยแหละครับ เล่นมากก็เพลีย ให้แกหลับให้สบายเถอะครับ เย็น ๆ จะได้มีแรงเล่นน้ำทะเลกัน”
พิมมาดาพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าหัวใจกลับเริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อความเงียบสงัดเริ่มครอบงำ และทีมงานบนเรือต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตามโซนต่าง ๆ ทิ้งให้เธออยู่กับชายหนุ่มรุ่นน้องเพียงลำพังบนพื้นที่ส่วนตัวนี้
“เดี๋ยวพี่ขอเข้าไปดูแกก่อนนะคะ”
“ครับ”
ไมนานนักฉลามก็เปลี่ยนลุคเป็นชายหนุ่มนักรักที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันตราย เขาปลดกระดุมเสื้อเปลือยท่อนบนโชว์แผงอกล่ำสันและลอนหน้าท้องที่เรียงตัวสวยงาม ผิวสีแทนเข้มของเขาดูขึ้นเงายามต้องแสงอาทิตย์ ขณะที่พิมมาดาก้าวออกมาจากห้องรับรองในชุดบิกินี่สีสวยที่คลุมทับด้วยผ้าลูกไม้เนื้อบางเบา
ฉลามที่ยืนพิงราวเรือจิบเครื่องดื่มอยู่ถึงกับชะงัก สายตาคมกริบของเขาจ้องมองผ่านเนื้อผ้าลูกไม้สีขาวเข้าไปยังสัดส่วนอวบหยุ่นอย่างเปิดเผย จนพิมมาดาต้องหดไหล่ด้วยความประหม่า
“แดดที่เกาะแรงกว่าที่อื่นนะครับ...” เขาพูดเสียงพร่าขณะเดินเข้าหาเธออย่างช้า ๆ ท่วงท่าของเขามั่นคงและคุกคามจนเธอถอยหลังไปจนชิดขอบเรือ
มือหนาเอื้อมมาหยิบปมผ้าคลุมไหล่ของเธอ ก่อนจะค่อย ๆ ปลดมันออกอย่างเบามือ ผ้าลูกไม้ร่วงลงไปกองกับพื้นหญ้าเทียมบนดาดฟ้าเรือ เผยให้เห็นผิวขาวจัดที่ตัดกับบิกินี่ตัวจิ๋ว พิมมาดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลงจนต้องหอบหายใจ
“นั่งก่อนสิครับ เดี๋ยวผมช่วยทาครีมกันแดดให้... เดี๋ยวผิวสวย ๆ จะไหม้เอา”
“จะดีเหรอฉลาม...” เสียงของเธอสั่นพร่า มือบางพยายามจะยันแผงอกเขาไว้ แต่กลับสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและหัวใจของเขาที่เต้นรัวแรงไม่แพ้กัน
“อย่าคิดมากสิครับ... ผมแค่ไม่อยากให้ผิวขาว ๆ ของพี่ต้องมีรอยไหม้เพราะแดดแรง ๆ แบบนี้” พิมมาดาไม่ยอมนั่งตามที่เด็กหนุ่มบอก
เขาไม่รอคำตอบ ฝ่ามือหนาที่ชโลมด้วยครีมเย็นเหยียบวางลงบนไหล่เนียนละเอียด ก่อนจะลากไล้ผ่านแผ่นหลังนวลเนียน สัมผัสที่หนักแน่นทว่านุ่มนวลนั้นจงใจลากผ่านส่วนเว้าโค้งของเอวคอดลงไปยังบั้นท้ายกลมมน จนพิมมาดาสั่นสะท้านไปกับสัมผัสรุกรานที่ชวนให้วาบหวามใจ
เรือยอร์ชลำหรูลอยลำอยู่นิ่งท่ามกลางน้ำทะเลใสราวกระจก แสงแดดจัดจ้าแผดเผาให้ทุกสัมผัสร้อนระอุยิ่งกว่าเดิม ฉลามไม่ยอมถอยห่าง แต่กลับรุกคืบจนแผ่นหลังของพิมมาดาแนบสนิทไปกับราวเหล็กเย็นเฉียบของเรือ ทว่าร่างกายด้านหน้ากลับถูกความร้อนจากกายแกร่งของชายหนุ่มโอบล้อมไว้จนไร้ทางหนี
ฉลามโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนปลายจมูกโด่งโดนเคล้าคลออยู่กับซอกคอขาวกรุ่น กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นกายสาวที่เริ่มร้อนผ่าวเพราะฤทธิ์แดดทำเอาชายหนุ่มแทบคลั่ง ฝ่ามือหนาที่เปื้อนคราบครีมอาบแดดลื่นไหลลากไล้จากแผ่นหลังลงมายังช่วงล่างอย่างหยอกเย้า สัมผัสที่เน้นย้ำอยู่แถวสะโพกผึ่งผายและรอยหยักโค้งของบั้นท้ายทำเอาพิมมาดาเผลอแอ่นกายเข้าหาอย่างลืมตัว
“ผิวพี่นุ่มกว่าที่ผมจินตนาการไว้ซะอีก... รู้ไหมครับ ว่าผมต้องใช้ความอดทนแค่ไหนเวลาที่อยู่ใกล้พี่” เสียงของเขาแหบพร่า พ่นลมหายใจร้อนๆ รดผิวเนื้ออ่อนบางจนเธอขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
“งั้นก็อดทนต่อไปเถอะ...” พิมมาดาเค้นเสียงตอบพลางเชิดหน้าขึ้น แม้ริมฝีปากจะเอ่ยปฏิเสธทว่าดวงตาคู่สวยกลับฉ่ำปรือและสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด มือบางที่พยายามดันอกเขาไว้ในตอนแรกบัดนี้กลับขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว
“อย่าใจแข็งนักซิครับ...” ฉลามเอ่ยพลางยกยิ้มกริ่มที่มุมปาก สายตาคมกริบเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอวบอิ่มที่เผยอขึ้นน้อยๆ เขาขยับปลายนิ้ววนเวียนอยู่ใกล้ขอบบิกินี่ตัวจิ๋วอย่างจงใจ สัมผัสรุกรานที่เฉียดกรายผ่านผิวเนื้ออ่อนนุ่มทำเอาพิมมาดาสะท้านเฮือก ความเสียวซ่านแล่นปราดไปทั่วร่างจนขาเรียวงามเริ่มอ่อนแรง
“ฉลาม!!!... อย่าซนซิ...” เธอพยายามเตือนเสียงสั่น ทว่าหัวใจกลับเรียกร้องสัมผัสจากเด็กหนุ่มมากกว่าที่เคย
“ไม่ได้ซนเลย แค่อยากให้ครีมกันแดดมันซึมเข้าผิวของพี่จนทั่ว” ฉลามกดจูบลงบนลำคระหงอย่างหนักแน่น ทิ้งรอยรักจางๆ ไว้บนผิวเนียน ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นมาประคองใบหน้าสวยให้สบตาเขาตรงๆ เพลิงปรารถนาในแววตาของเด็กหนุ่มรุ่นน้องแผดเผาจนพิมมาดารู้สึกเหมือนจะหลอมละลายลงไปกับพื้นเรือในวินาทีนั้นเอง
“พอแล้วฉลาม ห้ามเกินกว่านี้”
“ครับ” ฉลามโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกโด่งคมคลอเคลียอยู่กับซอกคอหอมกรุ่น เขาขยับฝ้ามือวนเวียนอยู่ตรงบั้นเอวงามอย่างหยอกเย้า
ความร้อนแรงของลมทะเลบวกกับสัมผัสรุกเร้าจากชายหนุ่มรุ่นน้อง กำลังจะทำให้ผู้จัดการสาวผู้เคร่งขรึมหลอมละลายลงตรงหน้าเขาในไม่ช้า สายตาที่เขามองมานั้นเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้มอดไหม้ไปพร้อมกับเขาบนเกาะส่วนที่กำลังจะเดินทางไปถึง
เรือยอร์ชลำหรูค่อย ๆ ชะลอเครื่องยนต์ลงจนเงียบสนิท ก่อนที่หัวเรือจะเกยเข้ากับหาดทรายขาวละเอียดราวกับแป้งพิมมาดาก้าวลงจากเรือด้วยความรู้สึกทึ่งในความงามเบื้องหน้า เกาะทั้งเกาะดูราวกับภาพวาดที่หลุดออกมาจากนิตยสารท่องเที่ยวระดับโลก ต้นมะพร้าวสูงสง่าเอนลู่ลมรับกับวิลล่าหรูสไตล์โมเดิร์นที่ตั้งโดดเด่นอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีมรกตที่ใสจนมองเห็นฝูงปลา
“พ่อแม่ของฉลามคงต้องรวยขนาดไหนเนี่ย ถึงได้ครอบครองเกาะส่วนตัวที่สวยงามได้ขนาดนี้” พิมมาดาพึมพำคิดในใจ ทว่าเผลอเอ่ยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนัก สายตาของเธอทอดมองไปรอบ ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“คุณปู่ผมเป็นนักธุรกิจครับ ท่านซื้อที่นี่ไว้เมื่อ 40 กว่าปีก่อนแล้ว” ฉลามเดินเข้ามาขนาบข้าง น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาฟังดูผ่อนคลาย
“ตอนนั้นที่นี่ยังเป็นเกาะร้างอยู่เลยมั้งครับ แต่ท่านมองการณ์ไกล เลยสร้างวิลล่าหลังนี้ไว้ให้ครอบครัวมาพักผ่อน”
“แต่พี่ว่าที่นี่สวยนะ เงียบสงบ... และเป็นส่วนตัวมากจริง ๆ” เธอหันไปสบตาชายหนุ่ม ลมทะเลหอบเอาไอเย็นมาปะทะผิวหน้า แต่กลับทำให้พิมมาดารู้สึกประหม่าเมื่อรู้ว่าบนเกาะที่กว้างขวางแห่งนี้มีเพียงเธอ ลูกสาว และชายหนุ่มรุ่นน้องที่อันตรายต่อหัวใจคนนี้เท่านั้น
เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี เจ้าเอยในชุดว่ายน้ำตัวจิ๋ววิ่งร่าลงไปเล่นน้ำทะเลอย่างเริงร่า โดยมีฉลามที่เปลือยท่อนบนอวดแผงอกล่ำสันและซิกแพ็กที่ขึ้นลอนชัดเจนคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ผิวสีแทนเข้มของเขาเมื่อต้องหยดน้ำและแสงอาทิตย์ยามเย็นดูราวกับรูปสลักที่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างความรู้สึกของพิมมาดา
พิมมาดานั่งอยู่บนโขดหินริมชายหาด เธอสวมบิกินี่สีน้ำเงินเข้มที่ขับให้ผิวขาวจั๊วะดูสว่างวาบจนตาพร่า มือบางคอยปัดทรายออกจากหน้าขาเนียนละเอียด
“คุณแม่ขา! มาเล่นน้ำด้วยกันสิคะ น้ำเย็นสบายมากเลย!” เจ้าเอยตะโกนเรียกพลางกวักน้ำใส่แม่ด้วยรอยยิ้มสดใส
พิมมาดาได้แต่นั่งยิ้มและโบกมือปฏิเสธลูกสาวของเธอ สายตาคอยเฝ้าดูลูกสาวอย่างอาทร ทว่าในใจกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นฉลามในสภาพกึ่งเปลือยท่อนบน ยืนตระหง่านอยู่กลางเกลียวคลื่น ผิวสีแทนของเขาดูเซ็กซี่อย่างเหลือร้ายเมื่อต้องหยดน้ำและแสงอาทิตย์ยามเย็น
“แม่ขอนั่งดูอยู่ตรงนี้ดีกว่าค่ะเจ้าเอย แม่ไม่อยากตัวเปียก” พิมมาดาตอบเลี่ยง พยายามรวบรวมชายผ้าคลุมที่เหลือเพียงน้อยนิดมาปิดบังเรียวขานวลเนียน เธอรู้ดีว่าหากบิกินี่ตัวจิ๋วนี้เปียกน้ำ มันจะแนบสนิทจนเผยสัดส่วนทุกตารางนิ้วให้สายตาคมกริบคู่นั้นเห็นจนหมดเปลือก
“คุณแม่ขา มาเล่นกับเจ้าเอยเถอะค่ะ!” เด็กน้อยเริ่มอ้อนวอน เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ยังคงนิ่งเฉย แกจึงหันไปหาที่พึ่งสุดท้าย
“พี่ฉลามคะ! คุณแม่ไม่ยอมลงมาค่ะ พี่ฉลามช่วยไปอุ้มคุณแม่ลงมาเล่นน้ำกับเจ้าเอยหน่อยได้มั้ยคะ?”
เมื่อได้รับบัญชาจากลูกสาวตัวน้อยของเธอ มีหรือเขาจะกล้าขัด ฉลามหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาเปลี่ยนจากขี้เล่นเป็นเร่าร้อนในทันที
“ไม่นะฉลาม! อย่า!!!...” พิมมาดาร้องอุทานพลางจะลุกหนี แต่ไม่ทันเสียแล้ว
ชายหนุ่มสาวเท้าขึ้นจากน้ำเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวเธอ เขาโน้มกายลงช้อนร่างระหงขึ้นแนบอกด้วยพละกำลังมหาศาล อ้อมแขนแกร่งโอบรัดใต้พับขาและแผ่นหลังของเธอจนหน้าอกอวบอิ่มเบียดชิดกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ พิมมาดาสะดุ้งเฮือก มือบางเผลอคว้าไหล่กว้างที่มีหยดน้ำเกาะพราวไว้แน่น
“ปล่อยพี่ลงนะฉลาม!...” เธอซบหน้าลงกระซิบชิดแผงอกเขา กลิ่นฟีโรโมนชายหนุ่มผสมกลิ่นไอทะเลทำให้อารมณ์ของเธอเตลิดไปไกล
“เจ้าเอยเป็นคนอนุญาตเองนะครับ... พี่พิมอย่าขัดใจเด็กเลย” เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบตอบ ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดข้างแก้มเนียน
ฉลามก้าวยาว ๆ กลับลงไปในน้ำทะเล ขณะที่เจ้าเอยกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจพลางร้องเสียงใส
“เย้! พี่ฉลามเก่งที่สุดเลย!”
“ฉลามอ่า...ว้ายยย!!!” เสียงอุทานหวานล้ำขาดห้วงไปพร้อมกับร่างระหงที่ถูกปล่อยลงสู่ผืนน้ำสีคราม แม้จะเป็นเพียงการหยอกเย้าและฉลามก็ประคองเธอลงอย่างนุ่มนวล ทว่าแรงกระเพื่อมของน้ำทะเลกลับทำให้พิมมาดาเสียการทรงตัวสั้น ๆ จนร่างทั้งร่างถลาเข้าหาอ้อมกอดแกร่งที่รอรับอยู่ก่อนแล้ว
ความนุ่มหยุ่นอวบตึงของเต้านมคู่สวยที่เบียดอัดอยู่ภายใต้ผ้าบิกินี่เนื้อบาง ปะทะเข้ากับแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของชายหนุ่มเข้าอย่างจัง สัมผัสที่แนบชิดชนิดไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่านทำเอาทั้งคู่ชะงักงันไปชั่วขณะ
พิมมาดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ผิวเนื้อที่เย็นเฉียบจากน้ำทะเลกลับร้อนฉ่าขึ้นมาทันทีในจุดที่ร่างกายเสียดสีกัน ยิ่งเมื่อเธอพยายามจะดันตัวออก มือบางกลับสัมผัสได้ถึงหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนผิวกายร้อนระอุของเด็กหนุ่มรุ่นน้อง ความแข็งแกร่งของร่างกายเขาทำเอาเธอใจสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่
น้ำทะเลเย็นเฉียบที่โอบล้อมกายกลับไม่ได้ช่วยดับอุณหภูมิในร่างกายของพิมมาดาให้ลดลงได้เลย เมื่อวงแขนแกร่งของฉลามยังคงเกี่ยวกระหวัดเอวคอดของเธอไว้มั่น สายตาคมกริบของเขาจ้องมองหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนลาดไหล่เนียนและยอดอกอวบอิ่มที่สะท้อนขึ้นลงภายใต้บิกินี่เปียกชุ่ม
“พี่พิมว่ายน้ำเป็นมั้ยครับ?” ฉลามกระซิบถาม เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นพร่าอยู่ชิดใบหู ขณะที่เขาแกล้งขยับกายพาเธอมุ่งหน้าออกสู่ส่วนที่ลึกขึ้นจนน้ำปริ่มอยู่ระดับอก
“พี่ว่ายน้ำไม่เป็นฉลาม! อย่าพาพี่ลงไปลึกซิ...” พิมมาดาอุทานเสียงหลง มือบางทั้งสองข้างรีบคว้าเกาะไหล่กว้างของเขาไว้แน่น ร่างกายของเธอเบียดเสียดเข้าหาความแข็งแกร่งของเขาโดยสัญชาตญาณของการกลัวจมน้ำ
“ไม่ต้องกลัวครับ... ผมไม่ปล่อยให้พี่จมหรอก” ฉลามตอบพลางรั้งร่างระหงเข้ามาจนไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน สัมผัสจากแผงอกเปลือยเปล่าที่บดเบียดกับความนุ่มหยุ่นของทรวงอกสาวทำให้พิมมาดาสะท้านเฮือก เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวจากกายชายหนุ่มที่แผ่ซ่านออกมาผ่านสายน้ำ
“ปล่อยพี่นะฉลาม... พี่ใจคอไม่ดีเลย” เธอประท้วงพลางช้อนสายตาฉ่ำปรือขึ้นมองเขา ผิวขาวจัดของเธอตอนนี้ขึ้นสีระเรื่อน่ามองไปทั้งตัว
“ใจไม่ดี... หรือใจสั่นเพราะผมกันแน่ครับ?” เขาไม่พูดเปล่า แต่กลับใช้มือหนาที่อยู่ใต้ผิวน้ำลากไล้จากสะโพกผึ่งผายขึ้นมาตามสีข้าง จนปลายนิ้วเฉียดกรายไปโดนฐานปทุมถันที่ชูชันเพราะความเย็นและอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
พิมมาดาเผลอแอ่นกายเข้าหาอย่างลืมตัว ปล่อยให้ชายหนุ่มรุ่นน้องเป็นผู้ควบคุมจังหวะหัวใจของเธอในวินาทีนี้
“คุณแม่คะ เจ้าเอยขอไปก่อกองทรายก่อนนะคะ พี่ฉลามดูแลคุณแม่ดี ๆ นะคะ!” เสียงใสของเจ้าเอยที่ดังมาจากชายหาดทำให้พิมมาดาได้สติ เธอรีบซบหน้าลงกับบ่ากว้างเพื่อซ่อนใบหน้าที่ร้อนฉ่า
“รับรองครับเจ้าเอย... พี่จะดูแลคุณแม่อย่างดี” ฉลามยกยิ้มกริ่ม แววตาของเขาเต็มไปด้วยแผนการร้ายที่เย้ายวนใจ เขาโน้มลงมาเม้มติ่งหูของพิมมาดาเบา ๆ เป็นการทิ้งท้าย
“พี่ฉลามสอนคุณแม่เจ้าเอยว่ายน้ำด้วยสิคะ”
“ครับเจ้าเอย”
“ตรงนี้น้ำไม่ลึกครับพี่ มาเถอะ” พิมมาดาเม้มปากแน่น เธอรู้ตัวว่ากำลังติดกับดักเสน่ห์ของเด็กหนุ่มคนนี้เข้าเต็มเปา และดูเหมือนว่าทริปเกาะส่วนตัวครั้งนี้ เธอจะเปลืองตัวมากที่สุด
น้ำทะเลมรกตสะท้อนแสงแดดสุดท้ายของวันเป็นประกายระยิบระยับ ทว่าความร้อนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างสองร่างที่กอดรัดกันอยู่ใต้ผิวน้ำนั้นกลับพุ่งสูงยิ่งกว่า แววตาคมกริบของฉลามที่จ้องมองมาในระยะประชิดดูเข้มขึ้นจนน่ากลัว มันเต็มไปด้วยความโหยหาและแรงขับเคลื่อนทางเพศที่เด็กหนุ่มไม่คิดจะปกปิด
มือหนาของเขาไม่ได้ปล่อยให้เธอเป็นอิสระ แต่กลับกระชับเอวคอดกิ่วไว้แน่น บังคับให้หน้าอกอวบหยุ่นที่ชูชันภายใต้บิกินี่เปียกชื้นเบียดชิดกับแผงอกแกร่งของเขาจนเนื้อนุ่มหลอมรวมไปกับกล้ามเนื้อแน่นขนัด
“ปะ...ปล่อยก่อนฉลาม เจ้าเอยดูอยู่” พิมมาดาท้วงเสียงสั่นพร่า ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากหยักลึกของเขาอย่างเผลอไผล
“เจ้าเอยมัวแต่ตักทรายเล่น... เขาไม่สนใจเราหรอกครับ” ฉลามกระซิบตอบขณะโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกโด่งคมคลอเคลียอยู่กับปรางแก้มใส กลิ่นกายชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยฟีโรโมนผสมกับกลิ่นเกลือทะเลปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกายสาวให้ตื่นเพริดจนลืมสิ้นความเหนียมอาย
“พี่หุ่นดีมากเลย... ผมโคตรชอบ” เขาเอ่ยชื่นชมเสียงต่ำพลางบดเบียดร่างกายท่อนล่างเข้าหาเธออย่างจงใจ
“ฉลาม... อย่าเอาน้องชายมาถูสิ” พิมมาดาสะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงความแข็งขึงที่ดุนดันอยู่ตรงหน้าขาเนียนใต้ผิวน้ำ สัมผัสที่รุกรานนั้นทำเอาเธอเสียวซ่านจนใจสั่น
“ก็พี่ทำมันแข็งนี่ครับ...” ฉลามสารภาพอย่างดิบเถื่อน สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำปรือของรุ่นพี่สาว
“พี่ต้องทำให้มันอ่อนลง...”
“แต่ลูกพี่อยู่นะ!!!” พิมมาดาเอ่ยเสียงแผ่ว ความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายในเริ่มเปิดเผยออกมาผ่านแววตา
“งั้นคืนนี้ได้มั้ยครับ?” คำถามนั้นมาพร้อมกับมือหนาที่ลากไล้อยู่ใต้ผิวน้ำอย่างหยอกเย้า พิมมาดาสูดลมหายใจเข้าลึก อารมณ์ปรารถนาที่ถูกจุดติดยากจะดับลงเสียแล้วในนาทีนี้
“ได้... แต่ต้องตอนเจ้าเอยหลับแล้วเท่านั้นนะ พี่ไม่อยากทำอะไรให้ลูกเห็นเด็ดขาด”
“ครับ...” สิ้นเสียงคำรับสัญญาทุ้มต่ำ ฉลามก็โน้มลงหอมแก้มเนียนฟอดใหญ่จนเกิดเสียงดัง สัมผัสจากจมูกและริมฝีปากที่กดลงมานั้นทำให้พิมมาดาหน้าแดงซ่านไปถึงลำคอ
“อื้อ! คนฉวยโอกาส...” เธอประท้วงพลางใช้มือบางดันหน้าอกเขาออกเบา ๆ
“พอแล้ว... เดี๋ยวเจ้าเอยก็เห็นหรอก”
ฉลามยกยิ้มอย่างผู้ชนะ แววตาพึงพอใจฉายชัดขณะที่เขาค่อย ๆ คลายอ้อมกอดออกเพียงเล็กน้อย แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ยอดอกอวบที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจของเธออย่างไม่วางตา
สายตาของเขาหลุบลงมองร่องอกลึกที่มีหยดน้ำใสไหลผ่านเนินเนื้อขาวผ่องที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจหอบถี่ พิมมาดารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แข็งขึงอยู่ใต้ผิวน้ำที่เบียดเสียดอยู่กับหน้าขาของเธอ มันคือความสัตย์จริงของร่างกายชายหนุ่มที่ไม่ได้ซ่อนเร้นความต้องการเอาเสียเลย
“ฉลาม... อย่าซนซิ...” เธอประท้วงด้วยประโยคเดิม ทว่าคราวนี้กลับนุ่มนวลราวกับคำเชิญชวนเสียมากกว่า พิมมาดาได้แต่ภาวนาให้เจ้าเอยหันไปทางอื่นนานกว่านี้อีกสักนิด เพราะสัมผัสรุกรานที่ฉลามจงใจใช้ปลายนิ้วเขี่ยวนเวียนอยู่แถวขอบบิกินี่ด้านหลังนั้น กำลังจะทำให้เธอลืมเลือนสิ้นทุกความถูกต้อง เหลือเพียงแรงดึงดูดทางกายที่ร้อนแรงกว่าแสงอาทิตย์ยามอัสดง
ชายหนุ่มค่อย ๆ ย่อตัวลงจนน้ำทะเลเย็นฉ่ำไล่ระดับขึ้นมาถึงเอวของพิมมาดา ความเย็นของน้ำตัดกับความร้อนจากฝ่ามือหนาที่จงใจลูบไล้บั้นท้ายงอนงามใต้ผิวน้ำอย่างเงียบเชียบ พิมมาดาสะท้านเฮือก เธอเผลอจิกเล็บลงบนไหล่แกร่งเมื่อรับรู้ถึงความนุ่มหยุ่นของหน้าอกตัวเองที่เสียดสีไปกับอกของเขาตามจังหวะการเคลื่อนไหว
“เสียวเหรอครับ” ฉลามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำปรือของเธอ มุมปากยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ในขณะที่พิมมาดารู้สึกว่าน้ำทะเลรอบกายที่เย็นเฉียบ กลับสู้ไฟปรารถนาที่กำลังปะทุอยู่ในอกตอนนี้ไม่ได้เลยสักนิด
ผิวกายที่ร้อนผ่าวและเปียกชื้นของเขาเบียดเสียดกับผิวเนียนละเอียดของเธอ พิมมาดาสะดุ้งโหยง มือบางเผลอคว้าลำคอหนาไว้เพื่อยึดเหนี่ยว กลิ่นอายทะเลผสมกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ของชายหนุ่มทำให้อารมณ์ของเธอกระเจิดกระเจิง
“ปล่อยนะ! เดี๋ยวลูกพี่เห็น...” เธอระซิบเสียงพร่า พยายามขัดขืนแบบไม่จริงจังนัก
“เจ้าเอยเป็นคนบอกให้ผมสอนพี่ว่ายน้ำเองนี่ครับ...” ฉลามก้มลงกระซิบชิดริมหูจนสัมผัสได้ถึงความร้อนจากลมหายใจ
“แถมตอนนี้แกก็กำลังสนุกกับการก่อปราสาททรายอยู่ทางโน้น... พี่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะหน้าที่ของผมตอนนี้ คือต้องสอนพี่ว่ายน้ำให้เป็น”
“ก็บอกแล้วไงว่าคืนนี้” ฉลามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของพิมมาดาที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความหวั่นไหว เขาลดระดับแขนลงช้า ๆ จนร่างกายของเธอจมลงสู่ผิวน้ำที่เย็นฉ่ำ ทว่าความร้อนจากมือของเขาที่ยังคงประคองเอวคอดของเธอไว้ใต้ผิวน้ำนั้น กลับทำให้พิมมาดารู้สึกเหมือนกำลังจะมอดไหม้ไปกับสัมผัสที่จงใจลากไล้อยู่ใต้ร่มผ้าบิกินี่ตัวจิ๋วของเธอ
“แต่ผมแทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว”
“พิม... คุณแพ้ท้องหรือเปล่า?” ฉลามเอ่ยถามขณะที่มองใบหน้าซีดเซียวของภรรยา พิมมาดาตวัดหางตาค้อนเขา แต่สายตานั้นไม่อาจทำให้เขารู้สึกเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย“ยังไม่แน่ใจค่ะ”“ผมอยากมีลูกกับคุณจังเลย พิมจ๋า” เขากระซิบเสียงพร่า พลางซุกหน้าเข้าหาซอกคอหอมกรุ่น“มีน้ำยาก็ทำสิคะ แต่เดี๋ยวค่ะ... ยังไม่ใช่ตอนนี้นะคะ” หญิงสาวพยายามดันใบหน้าของสามีออกห่างจากร่องอกอวบอิ่มของเธอ“โธ่... ผมก็อุตส่าห์ดีใจ” ฉลามถอนหายใจช้า ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตู เขาเดินไปเปิดก็เห็นปลาวาฬยืนอยู่ตรงหน้า มือถือจานมะม่วงส่องประกายยั่วยวน“พี่เตรียมมาให้แล้ว เห็นบอกว่าอยากทานของเปรี้ยวใช่ไหม!” ปลาวาฬตะโกนบอกน้องสะใภ้ที่นั่งหน้าซีดอยู่บนโซฟาด้านใน ฉลามรีบรับจานมะม่วงมาถือไว้ก่อนที่พี่สาวจะได้เดินเข้ามาในห้อง“ขอบคุณครับพี่ เดี๋ยวผมป้อนเมียผมเอง” เขาพูดพลางส่งยิ้มกวน ๆ“แหม่! บริการทุกระดับเชียวนะ” ปลาวาฬอดแซวไม่ได้ ก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้สองสามีภรรยาได้อยู่กันตามลำพังฉลามเดินกลับมานั่งข้างพิมมาดา ป้อนมะม่วงเปรี้ยวจี๊ดเข้าปากภรรยาอย่างเอาใจ ไม่นานนักคุณพราวตะวันก็เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเป็นห่วง“เป็นอะไรหรือเปล่าพิม ด
การฮันนีมูนที่ฟินแลนด์ไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่คือการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของเมืองเฮลซิงกิ พิมมาดาทอดสายตามองมหาวิหารสีขาวโดดเด่นและสถาปัตยกรรมสไตล์ออโธดอกซ์ขณะล่องเรือท่องเที่ยว ความสงบของทะเลบอลติกทำให้นึกถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงที่นี่ถาวร“ถ้าช่วงใกล้คริสต์มาส คุณพาพิมไปเที่ยวทางเหนือได้มั้ยคะ”“ได้สิครับ แต่ก่อนหน้านั้นผมน่าจะกลับไปรับปริญญาพอดี เสร็จงานแล้วเราจะมาอยู่กันที่นี่ถาวรเลย คุณว่าไงครับ?” ฉลามถามพลางโอบไหล่ภรรยาไว้แน่น“ก็แล้วแต่คุณสิคะ พิมอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้ามีคุณ” เธอตอบเสียงหวาน“หึหึ...ฉลามจะกินคุณทุกวันเลย?” สามีหนุ่มหยอดมุกเสี่ยวพลางยิ้มกริ่ม“ไม่หรอกค่ะ กินบ่อยเท่าไหร่ก็ได้ แต่ห้ามเบื่อ... โอเคไหมคะ?” พิมมาดาหันไปจ้องตาเขาอย่างจริงจัง จนฉลามต้องดึงเธอเข้ามากอดแนบอก “ผมไม่มีวันเบื่อคุณหรอกครับพิม ผมรักคุณแล้วก็เจ้าเอย และอีกอย่างผมก็อยากให้คุณอยู่ใกล้ๆ ลูก ขอบคุณที่ยอมทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทยเพื่อมาสร้างครอบครัวกับผมนะครับ”ทั้งคู่คุยกันถึงแผนการท่องเที่ยวฤดูหนาวที่แลปแลนด์ ความตื่นเต้นที่จะได้พาเจ้าเอยไปดูแสงเหนือและนั่งรถลา
“โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮิ้ววว!” เสียงโห่ร้องกึกก้องกังวาลไปทั่วคุ้งน้ำดำเนินสะดวก ขบวนกลองยาวรัวจังหวะสนุกสนานเร้าใจ นำขบวนโดยเรือพายลำใหญ่ที่มี เพชรตะวัน หรือ ฉลาม ในชุดไทยประยุกต์สีขาวครีมดูหล่อเหลาสง่างามราวกับพระเอกวรรณคดี เขานั่งอยู่บนหัวเรือด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่สุดในชีวิต เบื้องหลังคือขบวนเรือนับสิบลำที่บรรทุกขันหมาก เงินทองสินสอดมหาศาล และพานพุ่มคาวหวานที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงมุ่งตรงสู่คุ้มรีสอร์ตไม้สักทองภายในงานพิมมาดา เจ้าสาวที่สวยสง่าในชุดไทยจักรีสีชมพูกลีบบัว ยืนกระวนกระวายด้วยความตื่นเต้นอยู่หลังบานเฟี้ยมไม้ นี่คืองานวิวาห์ครั้งที่สองที่เธอเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ หัวใจดวงน้อยสั่นรัวเมื่อได้ยินเสียงกลองยาวที่ใกล้เข้ามาทุกที“มาแล้วครับ! ขบวนเจ้าบ่าวมาแล้ววว!”เตโช เพื่อนสนิทของฉลามที่เป็นต้นเสียงตะโกนอย่างคึกคะนองอยู่บนเรือลำหนึ่ง เขาตื่นเต้นจนรีบยืนขึ้นกวักมือเรียกแขกเหรื่อ แต่ด้วยจังหวะที่เรือโครงเครงบวกกับการทรงตัวที่ไม่ดีพอ ร่างสูงหนาของเตโชจึงเสียหลักเซไปกระแทกกับหญิงสาวร่างเพรียวระหงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จนพากันล้มตึงตูมมมม!เสียงน้ำแตกกระจายพร้อมกับ
บรรยากาศตึงเครียดภายในคฤหาสน์เมื่อค่ำคืนก่อนดูจะมลายหายไปพร้อมกับไอหมอกยามเช้า พิมมาดาส่งยิ้มละไมพลางเดินเคียงข้างร่างสูงสง่าลงมาจากบันไดวนหินอ่อน กลิ่นอายความรักจากการพลอดรักเมื่อครู่ยังคงอบอวลอยู่รอบตัวจนพวงแก้มของเธอซับสีระเรื่อ ฉลามอุ้มเจ้าเอยเอาไว้แนบอกกว้างอย่างหวงแหน ราวกับจะประกาศให้ทุกคนในบ้านรู้ว่านี่คือแก้วตาดวงใจของเขาทว่าที่เชิงบันได ทั้งสองกลับต้องชะงักเมื่อเห็น คุณพราวตะวัน ยืนรออยู่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับอ่อนเชื่อมลงอย่างประหลาด“คุณแม่จะไปไหนครับ?” ฉลามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งสงสัยกึ่งระแวดระวัง เขาขยับตัวเข้าใกล้พิมมาดาเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ“แม่ก็จะมาชวนฉลาม กับหนูพิม แล้วก็เจ้าเอยไปทานมื้อเช้าด้วยกันไงลูก” พราวตะวันแย้มรอยยิ้มที่พิมมาดาสัมผัสได้ถึงความจริงใจเป็นครั้งแรก ก่อนที่ผู้ใหญ่สาวจะหันมาหาว่าที่ลูกสะใภ้โดยตรง“หนูพิมจ๊ะ... เรื่องเมื่อวานแม่ต้องขอโทษด้วยนะลูกที่แม่พูดจาไม่ดีออกไปแบบนั้น เป็นเพราะแม่คิดน้อยไปหน่อย แม่ห่วงลูกชายจนหลงลืมความรู้สึกของหนู”คำกล่าวขอโทษที่ไม่มีใครคาดคิดทำเอาพิมมาดาตื้นตันจนขอบตาเกือบเบลอด้วยน้ำตา เธอรีบส่ายหน้าเบาๆ อย่างถ่อมต
ภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับระอุไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรงจากการโต้เถียงของคุณพงษ์เพชรและคุณพราวตะวัน แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นใบหน้าดุดันของผู้เป็นสามีที่ยืนจ้องมองภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง“ก็ลูกอุตส่าห์พาแฟนกลับบ้านมาหาเราทั้งที แล้วเจ้าฉลามก็ไม่ได้มาคนเดียวสักหน่อย พาพิมกับลูกมาหาเราด้วย แล้วคุณไปพูดแบบนั้นได้ยังไง! คิดถึงหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันบ้างสิพราว! และอีกอย่างเจ้าฉลามก็ไม่ได้รักยัยหนูเลน่าของคุณเลยสักนิด ผมบอกไว้ตรงนี้เลย” พงษ์เพชรตวาดเสียงกร้าว“แต่ผู้หญิงคนนั้น... เธอกำลังจะหลอกลูกชายเรานะคะ” พราวตะวันเริ่มเสียงสั่น ยอมออ่อนข้อลงเมื่อเห็นสามีเอาจริง“คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาหลอก! หนูพิมอาจจะรักลูกเราจริง ๆ ก็ได้ แล้วมันก็คือความสุขของลูก คุณไม่ควรเข้าไปขวาง” พงษ์เพชรเอ่ยถึงพิมมาดาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เขาเห็นความอ่อนน้อมและกิริยาที่พิมมาดาสอนเจ้าเอยมาอย่างดี เด็กน้อยน่ารักไร้เดียงสาคนนั้นทำให้เขารู้สึกถูกชะตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เล่นด้วย“ก็ปลาวาฬบอกว่าเธออายุมากกว่าลูกเรานะคะพราวว่าแม่คนนี้ต้องเป็นไก่แก่แม่ปลาช่อนแน่ ๆ เจ้าฉลามคงไม่ทันเล
ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังนิ่งสงบ เจ้าเอยตัวน้อยที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ขยับกายตื่นขึ้นมา พิมมาดารีบหันไปโอบกอดลูกสาวไว้แน่นเพื่อปลอบประโลม ฉลามเองก็เอื้อมวงแขนแกร่งไปโอบกอดทั้งคุณแม่และคุณลูกไว้พร้อมกัน เจ้าเอยเอานิ้วก้อยของเขาไปกุมไว้แน่น ก่อนจะดึงมือบางของมารดามาสัมผัสประสานนิ้วก้อยของเขาเข้าด้วยกัน“คุณพ่อฉลามอย่าดุคุณแม่นะคะ วันนี้คุณแม่ร้องไห้ไม่หยุดเลย” เสียงใสไร้เดียงสาทำเอาหัวใจคนฟังสะท้าน“คุณพ่อไม่ได้ดุคุณแม่นะครับ และตอนนี้คุณพ่อกับคุณแม่ก็เข้าใจกันแล้ว” เขาตอบพลางสบตาพิมมาดา“จริงเหรอคะ... ถ้างั้นคุณแม่กับคุณพ่อห้ามปล่อยมือออกจากกันนะคะ”“ได้สิครับเจ้าเอย พ่อให้สัญญา” ฉลามรีบบอกก่อนจะก้มลงหอมแก้มทั้งคู่คนละฟอดใหญ่ เพียงไม่นานเด็กน้อยก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกครั้ง“ลูกหลับแล้ว... งั้นก็คงถึงเวลาของเราแล้วล่ะ” ครั้งนี้ฉลามไม่รอช้าและไม่สนเสียงค้านแผ่วเบา เขาโผเข้าหาพิมมาดาอย่างหิวโหย ริมฝีปากหยักประกบลงบนเรียวปากบาง ดูดซับความหวานอย่างหนักหน่วงจนเกิดเสียงน่าอาย ลิ้นร้อนสอดลึกเข้าสู่โพรงปากนุ่มอย่างชำนาญ มือหนาเริ่มดึงทึ้งชุดนอนบางเบาจนขาดพ้นร่างระหง ก่อนจะขยับกายหนาขึ้นทาบทับลงบนตัว







