เข้าสู่ระบบ"คุณรุจคะ ลิลท้อง" ทันทีที่ลลินาพูดจบก็เหมือนเกิดเดดแอร์ชั่วขณะ มาวัชร์ที่กำลังแต่งตัวชะงักมือเขามองเธออย่างไม่อยากเชื่อ "อะไรนะลิล คุณพูดเล่นหรือเปล่า" ชายหนุ่มหัวเราะแต่แล้วก็ต้องเงียบเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเธอ มันคือที่ตรวจครรภ์ด้วยตัวเองและสองขีดแดงนั่นก็ชัดยิ่งกว่าคำพูดใดใด ชายหนุ่มนิ่งไป ครู่หนึ่งเขายกมือขึ้นลูบหน้าก่อนจะหาเสียงตัวเองเจอ "ไปตรวจกันอีกทีไหม ไปโรงพยาบาลกันเดี๋ยวผมพาไป" "ไม่เป็นไรค่ะ ลิลไปเองได้ว่าแต่คุณ... คิดยังไงคะ" ถามไปแล้วลลินาก็ต้องกัดริมฝีปากเมื่อเห็นเขาชะงักและไม่รู้จะตอบเธออย่างไร เสียงเรียกเข้าขัดจังหวะ มาวัชร์รีบกดรับสายทันทีเหมือนกลัวมันจะเงียบไป "ครับ สวัสดีครับ" เขาฟังทางนั้นพูดอะไรก่อนจะทำหน้าตกใจ "ครับๆ ผมไปเดี๋ยวนี้" เขายกนาฬิกาข้อมือดูเวลาแล้วพูดต่อ "ไม่เกินครึ่งชั่วโมงผมไปถึงครับ" ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหน้าเธอ "เอาไว้เดี๋ยวเราคุยกันนะลิล ผมมีงานด่วนต้องไปตอนนี้เลย" เขาไม่ได้รอฟังเธอตอบด้วยซ้ำ มาวัชร์รีบร้อนหยิบสูทแล้วออกไปจากห้องทันที ลลินามองตามเขา ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอเองก็เช่นกัน
ดูเพิ่มเติมต่อจากนั้น ปีย์มงคลพี่เขยของมาวัชร์ถูกเชิญขึ้นมาพูดเป็นตัวแทนของพี่ๆ น้องๆ ในครอบครัวใหญ่เขามองเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วหัวเราะเบาๆ อย่างคนที่ผ่านชีวิตคู่มาแล้วพอสมควร“ผมมีข้อคิดเดียวให้ชีวิตคู่ครับ” เขาพูดเสียงเรียบ “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้จำไว้ว่า…เมียถูกเสมอ”เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วงาน บรรยากาศผ่อนคลายลงทันที ปรมะที่ยืนอยู่ด้านล่างยกมือถามเสียงดัง“แล้วถ้าเมียผิดล่ะพี่ปีย์”ปีย์มงคลยิ้มก่อนจะตอบอย่างไม่ต้องคิด “ก็ย้อนกลับไปดูข้อหนึ่งนะครับน้องปลื้ม”เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง มาวัชร์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ลลินาที่หัวเราะกับมุกห้าบาทสิบบาทของพวกพี่ๆช่วงโยนช่อดอกไม้ ลลินาหันกลับไปมองกลุ่มแขกผู้หญิง ในมือเธอมีช่อดอกไม้ที่กระชับไว้แน่นเพื่อให้โยนได้ไกลที่สุด เมื่อได้รับสัญญาณว่าโยนได้ ช่อดอกไม้ก็ลอยข้ามอากาศไปตกลงในมือของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ข้างเหมวัต ลูกพี่ลูกน้องของมาวัชร์ เสียงแซวดังขึ้นทันทีจนหญิงสาวหน้าแดง เหมวัตยิ้มจนหุบไม่ลง “คนที่ได้ ใครเหรอคะคุณรุจ” ลลินากระซิบถามสามี มาวัชร์ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าญาติหนุ่มลูกชายน้าหั
ในงานมีเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวเพียงคู่เดียว ฝ่ายหญิงคือนีนนาราที่เต็มใจมาช่วยงานเพื่อนอย่างยิ่ง ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็คือหมอณรัฐ เพื่อนสมัยวัยเด็กของเจ้าบ่าวเช่นกันโถงกว้างทางเข้างานถูกเนรมิตให้เป็นเหมือนอยู่กลางสวนดอกไม้สีขาวสะอาดตา มีน้ำแข็งแกะสลักเป็นรูปเด็กผู้หญิงมีปีกเหมือนเทพแห่งความรักตั้งแสดงที่หน้างาน แทนตัวเด็กหญิงมิลินที่เป็นเหมือนกามเทพแห่งความรักของพ่อและแม่ตรงข้ามกันเป็นรูปถ่ายครอบครัวขนาดใหญ่ตั้งไว้ตรงทางเข้า เป็นภาพมาวัชร์ ลลินาและลูกสาวของพวกเขาหลายภาพในอิริยาบถที่ต่างกัน เช่นภาพในวันที่เด็กหญิงเพิ่งหัดยืนเกาะโซฟา กับรอยยิ้มที่ทำให้แขกแทบทุกคนต้องหยุดมอง“นางเอกตัวจริงของงานนี้เลยนะ” ปรมะพูดเมื่อเดินมาถึงจุดนี้“เสาหลักของบ้านเลยล่ะ เจ้าหนูลีล่า” ปริญน้องชายตอบ ในมือเขาก็อุ้มเด็กหญิงวัยประมาณสี่ขวบมาด้วยกัน“วันนี้พวกแกเอาลูกมาประชันกันเหรอ แต่ละคนมีแต่ลูกสาวสวยๆ น่ารักๆ แล้วดูลูกฉันสิ” ปรมะหันไปมองลูกชาย แจ็คสันในวัย 11 ขวบที่แต่งตัวหล่อแต่เดินหน้าหงิกเข้างานไปโน่นแล้วลีล่าในชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวฟูฟ่องราวเจ้าหญิง ก้าวเดินเตาะแตะอยู่กลางงาน ขาสั้นๆ ที่ย
เมื่อปทุมถันคู่งามเป็นอิสระ เขาใช้ลิ้นสากเลียไปตามเนินอกและปลายยอดทีละข้างอย่างคลั่งไคล้ ลลินาได้แต่อำนวยความสะดวกยกตัวขึ้นจากที่นอนเพื่อให้เขาปลดเสื้อผ้าออกจากร่างเธอได้ง่ายขึ้น“คุณสวยมาก สวยกว่าเดิมอีกลิล” เขาพึมพำขณะที่เลื่อนตัวไปจูบที่หน้าท้องราบไร้ไขมันส่วนเกินจนเขาไม่อยากเชื่อว่านี่คือคุณแม่ลูกหนึ่งที่เพิ่งคลอดไม่ถึงปี เขาขยับมือลงมาที่ต้นขารูดกางเกงนอนพร้อมกับแพนตี้ลงไปคอดลำขายาวเรียวในคราวเดียวกัน และไม่ทันที่หญิงสาวจะเตรียมใจ เธอก็สะดุ้งเมื่ออยู่ๆ เขาก็เลื่อนตัวลงไปใช้ลิ้นปาดเลียไปตามกลีบเนื้อกลางตัว จนความชุ่มฉ่ำของเธอเอ่อล้นรวดเร็วลลินาหลับตาสะโพกยกขึ้นไม่ติดเตียงด้วยความกระสับกระส่าย อยากให้เขาช่วยปลดปล่อยเธอจากความทรมานนี้เสียที จนกระทั่งร่างงามกระตุกตัวเกร็งด้วยเธอสามารถไปถึงฝั่งได้แล้ว เธอจิกมือลงบนที่นอนอย่างต้องการระบายความเสียวซ่าน ลมหายใจหอบคลายลงอย่างช้าๆมาวัชร์ผละออกห่างเพียงเพื่อถอดเสื้อผ้าออกจากตัว เขาเปิดลิ้นชักหยิบซองฟอยล์ออกมาฉีกอย่างรวดเร็ว เสียงสวบสาบทำให้ลลินาหน้าแดงก่ำเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังทำอะไร ชายหนุ่มกลับมาหาร่างที่นอนร
คืนนั้นลลินานั่งลงบนเบาะที่ปูลงบนระเบียงด้านหันลงทะเล เป็นมุมส่วนตัวของบ้านพักที่ค่อนข้างห่างไกลสายตาผู้คน เธอและมาวัชร์อยู่ร่วมงานเลี้ยงพนักงานประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ขอตัวกลับมาที่พักเพื่อโทรหาลูกที่กรุงเทพฯ ได้คุยกับลีล่าและคุณย่าอยู่ครู่หนึ่งก็วางสาย “หิวอีกไหมลิล” มาวัชร์ถามขณะยกจานของว่างเข้ามาวางบนโต๊ะ เป็นสแน็กประเภทเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกินเล่นกันเพลินๆ“ไม่ค่ะ แต่ไม่แน่ดึกๆ อาจจะหิวก็ได้” ลลินาเอื้อมมือมาหยิบเม็ดมะม่วงเข้าปาก“สั่งอะไรมาเผื่อกินตอนดึกๆ ไหม เดี๋ยวครัวน่าจะปิดเที่ยงคืน” มาวัชร์ถามขณะที่นั่งข้างๆ เธอ“ไม่ต้องหรอกค่ะ กินพวกนี้ก็พอ”“พอไม่มีลีล่า นึกถึงวันที่เราเคยไปเที่ยวทะเลกันสองคนเลยเนอะ” มาวัชร์ชวนคุย เขาจับมือเธอมาคลึงเล่นรู้สึกเพลินดีเหมือนกัน“ค่ะ ตอนนั้นเราไปที่ไหนนะที่ไปทะเลครั้งแรก” เธอหันมาถาม“จะทดสอบเหรอว่าผมจำได้ไหม” มาวัชร์หัวเราะ“แล้วจำได้ไหมล่ะ” เธอเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังขึ้น“จำได้ก็แปลกแล้ว ตั้งหลายปี” มาวัชร์พูดหน้าตาเฉยๆ ส่วนลลินาดึงมือออกทำให้ชายหนุ่มรีบตระครุบมือเธอไว้ ไปๆ มาๆ ก็ก
หลังจากเข้ามาในห้องรับรองพิเศษ กลิ่นอ่อนๆ ของชา Earl Grey ลอยออกมาจากชุดน้ำที่เตรียมไว้ เขาช่วยประคองให้เธอนั่งบนโซฟานุ่มๆ ก่อนจะถาม“ลิลเวียนหัวไหมครับ ห้องนี้แอร์เย็นไปหรือเปล่า”“ไม่ค่ะ ปกติดีค่ะ”เพียงครู่เดียว เลขาหนุ่มคนหนึ่งเคาะประตูและก้มศีรษะให้เขาอย่างนอบน้อม“คุณรุจครับ ต้องรบกวนเรื่องเ
“อย่าถึงขนาดนั้นเลยค่ะ ถ้ามีอะไรดึกๆ ฉันบอกเพื่อนข้างห้องก็ได้ ไม่อยากรบกวนคุณให้มาไกลขนาดนั้น” เธอพูดตามตรง เขาเองก็ทำงานจะรบกวนกันไม่ดูเวลาคงไม่ได้ แต่แล้วก็ต้องงงเมื่อมาวัชร์พูดต่อ“ไม่หรอก ผมไม่ได้มาไกลสักหน่อย” ลลินาจ้องหน้าเขา เมื่อมาวัชร์ทำท่าจะสารภาพบางอย่าง “คือว่า... ผมย้ายมาอย
“ลิล ผมขอขึ้นไปหาบนห้องได้ไหมครับ ผมซื้อโจ๊กกับผลไม้มาฝาก” ลลินาไม่เคยคิดว่าประโยคง่ายๆ อย่างนี้ จะทำให้เธอถอนหายใจจนเริ่มปวดหัวเพราะว่าตลอดเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มาวัชร์ส่งข้อความทางไลน์มาทุกวัน บางวันโทรหา บางวันแค่ส่งสติกเกอร์รูปแมวหันหลังคอตกบางวันก็แค่ส่งรูปข้าวว่ากินแล้วนะ แต่ประโ
คำถามนั้นเหมือนมีใครหยุดลมหายใจในห้องทั้งห้อง ลลินากัดริมฝีปากแน่น ก่อนพยักหน้ายอมรับเบาๆ เธอไม่อยากโกหกตัวเอง และไม่อยากโกหกใคร“แม่ไม่ได้บังคับลิลนะคะ แค่แม่อยากให้หนูลิลรู้ว่า… พวกเราทุกคนยินดีต้อนรับลิลและลูกเป็นสมาชิกครอบครัว เป็นโชติภิวรรธคนหนึ่ง และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่จะดูแลหนูลิลแ