“จากเลือดที่หมอเจาะไปเมื่อกี้พบว่าโลหิตมันจางนะคะ แล้วความดันวันนี้ก็ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติด้วยแถมน้ำหนักก็ลดลงกว่าครั้งที่แล้วอีก...เอาไงดี นอนดูอาการที่โรงพยาบาลสักคืนสองคืนไหมคะ”
เมียไอ้เธียรบอกผลตรวจพร้อมกับเปิดดูแฟ้มประวัติของชฎาเปรียบเทียบกับรอบที่แล้วที่ผมพาเธอมา ก่อนจะเงยหน้าจากแฟ้มประวัติแล้วมองผมกับชฎาที่นั่งเงียบกริบเป็นป่าช้ากันอยู่สองคน
เพราะเมื่อกี้เมียไอ้เธียรเธอพึ่งบอกว่าจะให้ชฎานอนดูอาการที่โรงพยาบาล ผมเลยเงียบไปต่อไม่ถูกเลย ส่วนชฎาที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมก็น่าจะอาการเดียวกับผม เผลอๆ อาจจะหนักกว่าผมอีกเพราะเธอเป็นคนไม่ชอบโรงพยาบาลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“ต้องแอดมิดเลยเหรอคะ”
“ค่ะ เพราะอาการที่เป็นตอนนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนแล้วตัวของคนไข้เองก็ดูเหมือนจะควบคุมอาการอาเจียนไม่ได้ด้วย”
อันนี้จริงเลยผมเห็นด้วย หลายวันที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าชฎาเธอคุมอาการไม่ได้จริงๆ กินอะไรเข้าไปก็อ้วกออกมาหมดอ้วกหนักกว่าวันแรกที่มาอยู่กับผมอีกแถมสีหน้าก็ซีดเป็นไก่ต้มด้วย แต่พอผมถามว่าไปโรงพยาบาลไหมเธอก็เอาแต่ตอบว่าเธอยังไหวเธอยังโอเคอยู่ ซึ่งตอนนั้นก็ทำเอาผมหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่เธอโคตรดื้อเลย
“คือหนู...”
“ทำตามที่หมอบอกเถอะ” ผมพูดขึ้นหลังจากที่เห็นสีหน้าไม่ค่อยดีบวกกับอาการอึกอักของชฎาที่ดูเหมือนจะกังวลใจ ผมรู้แหละว่าเธอไม่อยากนอนโรงพยาบาล แต่ตอนนี้อาการเธอน่าเป็นห่วงไงก็ต้องอยู่ใกล้ชิดกับหมอไหมวะ
“คุณชฎาไม่ต้องกังวลใจนะคะที่หมอให้นอนพักที่โรงพยาบาลก็เพื่อดูอาการเท่านั้นจะได้เป็นแนวการรักษาและปรับตัวยาให้เข้ากับตัวคนไข้ด้วย”
“นายจะอยู่กับฉันใช่ไหม” ชฎาหันมาจับมือผมแล้วเอ่ยถามผมด้วยสีหน้ากังวล เธอกลัวโรงพยาบาลหรือเธอกลัวว่าผมจะทิ้งให้เธออยู่คนเดียวกันแน่ว่ะ
“ฉันบอกแล้วว่าจะคอยดูแลเธอ ถ้าเธอต้องนอนโรงพยาบาลฉันก็ต้องมาเฝ้านั่นแหละหรือจะให้ฉันจ้างพยาบาลดูแล”
“ไม่เอา ถ้าฉันต้องนอนโรงพยาบาลฉันจะให้นายเฝ้าคนเดียว”
“อืม ตามนั้นแหละ”
“งั้นหมอทำเรื่องแอดมิดเลยนะคะ”
“ค่ะ”
หลังจากที่เมียไอ้เธียรทำเรื่องแอดมิดให้ชฎาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เข็นเปลที่เธอนั่งขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นแปดที่เป็นห้องพักพิเศษของเธอต่อทันทีโดยมีผมเดินล้วงกระเป๋าตามอยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างไปไหน
หึ โคตรได้ฟิลผัวดูแลเมียฉิบหาย
ปึก! แอ๊ด~
"ถึงแล้วครับ" ใช้เวลาเดินไม่นานเจ้าหน้าที่ก็เข็นเปลมาถึงห้องพักของชฎา ผมเลยยืนดูชฎาค่อยๆลุกจากรถเข็นเตรียมขึ้นไปนอนบนเตียงคนไข้อย่างช้าๆ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อชฎาดันสะดุดที่วางขาของรถเข็นเกือบหน้าคะมำไปกับเตียงผมก็เลยรีบขยับตัวไปรับหน้าท้องของเธอไว้ก่อนเพราะกลัวจะไปโดนขอบเตียงเอา
"ระวังหน่อยสิ"
"...โทษทีเมื่อกี้อยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอะ" ชฎาบอกผมพร้อมกับทำหน้าหงอยที่โดนผมดุไป ผมที่ไม่อยากเห็นสายตาและใบหน้าที่หงอยๆนั้นของเธอก็เลยจัดการอุ้มตัวเธอขึ้นไปวางบนเตียงเองซะเลย ไม่นานก็มีพยาบาลสาวสวยเดินเข้ามาดูเธอ ผมเลยย้ายตัวเองไปนั่งที่โซฟาแทนปล่อยให้พยาบาลทำหน้าที่ไป
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรกดปุ่มเรียกพยาบาลได้ตลอดเลยนะคะ” พยาบาลสาวสวยที่ต่อสายน้ำเกลือเข้ากับแขนของชฎาเสร็จแล้วหันมาบอกผม ละพอเธอพูดจบก็ยิ้มหวานให้ผมหนึ่งแมทช์ ผมก็เลยพยักหน้าตอบกลับไปสั้นๆ “ครับ”
จากนั้นเธอก็เดินออกไป และทันทีที่พยาบาลสาวสวยคนเมื่อกี้เดินผ่านหน้าผมไป สายตาของผมก็ปะทะเข้ากับชฎาที่นั่งจ้องหน้าผมตาเขียวอยู่บนเตียงคนป่วยพอดี
"..."
อะไรอีกว่ะ ท่าทางแบบนั้นคืออะไร เมื่อกี้ยังทำหน้าหงอยอยู่เลย...องค์ไหนเข้าสิงอีกว่ะเนี้ย
“เป็นอะไร” ผมถามชฎาด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมกับจ้องตาเธอกลับอย่างนิ่งๆเช่นกัน
“เปล่า” ชฎาไม่พูดเปล่าแต่เธอกลับล้มตัวนอนแล้วดึงผ้าห่มคลุมตัวหันหลังให้ผมด้วยท่าทางขึงขังแทน
เนี่ยปากบอกว่าเปล่าแต่การกระทำโคตรย้อนแย้งกันเลย แล้วแบบนี้ผมจะรู้ไหมว่ะว่าตกลงแล้วเปล่าจริงหรือเปล่าปลอม
“เป็นอะไรก็พูดมาดิ ถ้าเธอไม่พูดฉันก็ไม่รู้นะ” ผมบอกเธอ
“ไม่ได้เป็นอะไร”
“ก็เห็นอยู่ว่าเป็น”
ขวับ!
“ก็บอกว่าไม่ได้เป็นไงจะถามเซ้าซี้ทำไมเนี่ย!” เอ้า! ใส่อารมณ์ว่ะ ไม่เป็นแล้วจะหงุดหงิดใส่ผมทำไมวะ
“ไม่เป็นแล้วจะหงุดหงิดใส่ฉันทำไม”
“ไม่ได้หงุดหงิดสักหน่อย”
“เออ แล้วแต่เธอละกันไม่เป็นก็ไม่เป็น จะกินอะไรไหมฉันจะลงไปข้างล่าง” ปวดหัวว่ะ ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ตอบแล้วยังมาใส่อารมณ์อีก
“จะลงไปข้างล่างหรือจะตามไปจีบพยาบาล”
ฮะ? อะไรของยัยนี้ว่ะ ผมจะลงไปซื้อกาแฟข้างล่างไม่ได้จะตามไปจีบพยาบาล ถึงพยาบาลจะสวยมากจนอยากแลกไลน์ก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้ป่าวว่ะ อีกอย่างผมเองก็ไม่ชอบทำอะไรที่มันประเจิดประเจ้อให้คนอื่นเห็นด้วยไง
...แต่ถ้าเจอกันที่ผับก็ว่าไปอย่าง
“จะไปซื้อกาแฟจบไหม เป็นอะไรเนี่ย”
“ก็ไปสิ ฝากซื้อส้มมาด้วยละกัน”
อะไรของยัยนี้ว่ะ อารมณ์แม่งสวิงฉิบหายเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงจนผมตามไม่ทันแล้วนะเว้ย ขอร้องเถอะช่วยสงสารคนปกติอย่างกูหน่อยเถอะครับที่ต้องมาเป็นสนามอารมณ์รองรับความแปรปรวนไปมาไม่ต่ำกว่าสี่อารมณ์ในหนึ่งวันเนี้ย
-_-
.
.
@marketing
พลั่ก!
หลังจากที่ผมเดินลงมาถึงชั้นล่างและแวะซื้อของบางอย่างเสร็จแล้วผมก็ผลักประตูเข้าไปในร้านกาแฟของทางโรงพยาบาลต่อ จากนั้นก็เดินไปสั่งออเดอร์กาแฟที่อยากดื่มกับพนักงานที่เคาน์เตอร์
“ไอซ์อเมริกาโน่แก้วหนึ่งครับ”
“ค่ะ เชิญคุณลูกค้านั่งรอสักครู่นะคะ”
“ครับ”
หลังจากที่พนักงานรับออเดอร์ของผมไปแล้ว ผมก็เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ยกเท้าไขว่ห้างหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นชิว ๆระหว่างที่รอกาแฟเสร็จแต่ระหว่างที่นั่งไถโทรศัพท์อยู่ จู่ ๆ ผมก็เหลือบมองไปที่ถุงส้มของชฎาที่วางอยู่ตรงหน้า
ใช่ครับเมื่อกี้ผมไปซื้อส้มให้เธอมาแล้วซื้อเสร็จก็มาสั่งกาแฟต่อ ผมนั่งจ้องถุงส้มของชฎาอย่างใช้ความคิด
คือผมกำลังคิดว่า...ทำไมผมต้องมานั่งอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะเธอด้วยว่ะ เอาจริงๆก็จ้างพยาบาลดูแลก็ได้ อีกอย่างผมก็ไม่จำเป็นต้องดูแลและก็ทำตามที่ปากพูดทุกอย่างกับเธอดีขนาดนี้ก็ได้นี่หว่า
แต่...เฮ้อ~ ผมรับปากเธอไปแล้ว พอมานั่งคิดๆแล้วก็ไม่น่าไปรับปากแบบนั้นเลย เพราะแม่งเหนื่อยฉิบหาย
อยากเป็นคนเลวที่ไม่แคร์ห่าอะไรได้ไหมวะ แต่ก็ไม่ได้อีกเพราะผมคือพระเอกใช่ไหมว่ะ พระเอกก็ต้องห้ามทำตัวเลว ต้องทำตัวดีๆใช่ไหม
แต่...
โธ่โว้ย! หงุดหงิดวะ!
ที่สำคัญผมหงุดหงิดเพราะแม่งไม่ได้เอาใครมาหลายคืนแล้วด้วยไงประเด็น วันๆ อุดอู้อยู่แต่ในห้องฟังเสียงชฎาอ้วกทั้งวันทั้งคืน ชีวิตน่าหดหู่ฉิบหายเลย
พรึ่บ!
ตุบ!
“โอ๊ะ! ขอโทษค่ะ”
หลังจากที่ผมนั่งหงุดหงิดอยู่กับตัวเองไปสักพักผมก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปเคาน์เตอร์พนักงานแต่ด้วยความที่ผมไม่ทันได้ดูทางก็เลยชนเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินถือแก้วกาแฟเดินมาทางผมพอดี ทำให้น้ำกาแฟที่เธอถืออยู่หกใส่เสื้อผ้าผมเต็มๆ
อ่า~ เปียกหมดเลยสัส
“ขอโทษด้วยนะคะ...เสื้อคุณเลอะหมดเลยอะ” เธอที่กำลังตกใจอยู่รีบวางแก้วกาแฟลงแล้วหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดเสื้อให้ผมอย่างลุกลี้ลุกลนจนมือพันกันเป็นระวิงไปหมด
“ไม่เป็นไรครับ” ผมพูดพร้อมกับพยายามจับมือของเธอที่กำลังเช็ดเสื้อของผมให้หยุดลงเพราะยิ่งเช็ดก็ยิ่งเลอะ
“ไม่เป็นไรค่ะซินผิดเองที่เดินไม่ดูทาง”
“ผมเองก็ลุกขึ้นไม่ระวังด้วยเหมือนกันครับ ไม่เป็นไรครับ”
หมับ!
“อุ๊ปส์! แน่นจังเลยนะคะ” ผู้หญิงที่แทนตัวเองว่าซินชะงักมือที่กำลังจะขยับเมื่อกี้ลง แล้วมองที่หน้าอกของผมซึ่งมีมือของเธอจับอยู่ด้วยสายตาแพรวพราว
เหี้ยล่ะ!
พรึบ!
“เอ๋อ...พอแค่นี้ก็ได้ครับ” ผมถอยร่นไปด้านหลังแล้วมองเธอด้วยสายตาหวาดระแวงหน่อยๆ ที่เมื่อกี้เธอแม่งบีบหน้าอกของผมด้วย ผู้หญิงอะไรว่ะน่ากลัวฉิบหาย
“ค่ะ...เอ๋อ...ซินดี้นะคะ”
“ครับ”
หมับ!
“เดี๋ยวสิคะ ฉันยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย” ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองชื่อซินดี้ดึงแขนผมไว้เมื่อผมทำท่าจะหันหลังเดินหนีเธอ แต่พอผมหันไปหาเธอใหม่เธอก็ยืนกะพริบตาปริบ ๆ ทำตาหวานใส่ผมสะงั้น
มึงเจอของแรงใส่แล้วละไอ้ตฤณ ปกติล่าแต่เขา วันนี้โดนเขาล่าแล้วมึง
“เอ๋อ...พอดีผมรีบอะ ขอตัวก่อนนะครับ” ว่าจบผมก็ดึงมือเธอออกจากแขนของผมจากนั้นก็เดินไปจ่ายเงินค่ากาแฟทันที ก่อนจะย้อนกลับไปหยิบถุงส้มของชฎาต่ออย่างรีบๆ แล้วเดินออกไปจากร้านกาแฟในที่สุด ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็มองตามผมพร้อมรอยยิ้มสยดสยองนั้นตลอดความเคลื่อนไหวของผม
คือเธอแม่ง...ทำให้ผมขนลุกซู่ไปหมด ยิ่งไอ้ปากแดงๆ เหมือนแดกเลือดไก่นั้นแล้วผมยิ่งขยาดกลัวเข้าไปใหญ่
ปากนะ...แดงได้แต่ไม่ใช่แดงแบบนั้นไอ้สัส...
ขวัญเอ่ยขวัญมานะไอ้ตฤณ
ปึก! แอ๊ด~
“เฮ้ย!”
เชี้ยไรว่ะเนี้ย ยัยบ้าเอ๊ยแล้วใครเขามายืนหน้านิ่งตาเขียวปั๊ดหน้าประตูแบบนี้กันว่ะ
ใช่ครับหลังจากที่ผมเดินขึ้นมาแล้วผมก็เปิดประตูเตรียมจะเข้าห้องพักของชฎา แต่ดูยัยนี้สิมายืนหน้านิ่งเป็นผีเฝ้าประตูซะงั้น
คือนึกภาพกันออกใช่ไหม หน้านิ่ง ๆ ตาเขียวปั๊ดผมยาวอยู่ในชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลยืนจับเสาน้ำเกลือ เป็นพวกคุณจะตกใจไหม แม่งเอ๊ยหัวใจเกือบจะวาย
“ยืนทำบ้าอะไรของเธอตรงนี้วะชฎา”
“ไปไหนมา” เสียงแข็งเชียว เป็นอะไรอีกละ
“ไปซื้อกาแฟกับส้มของเธอมาไง” ผมตอบเธอกลับไป
“โกหก”
โกหก? ผมเนี้ยน่ะโกหก กูไปโกหกตอนไหนวะ ก็เห็นอยู่ว่าถือถุงส้มกับกาแฟอยู่เนี้ย
“นี่ไงหลักฐาน เข้าห้องไปได้แล้วยืนนานๆ เดี๋ยวก็หน้ามืดอีกหรอก”
ผมเบื่อที่จะยืนตอบคำถามของชฎาก็เลยยกถุงส้มไปจ่อหน้าเธอให้ดูเต็ม ๆ สองลูกตาแม่งเลยจะได้รู้ว่าผมไม่ได้โกหกซึ่งเธอก็ปัดมือผมลงแล้วทำหน้างอตาขวางใส่ผมที่ผมทำแบบนั้น ผมก็เลยจับเสาน้ำเกลือของเธอเพื่อจะช่วยเข็นเข้าไปในห้อง แต่ชฎาแม่งกลับออกแรงยึดเสาน้ำเกลือไม่ให้เคลื่อนที่สู้กับผม
จะเอาแบบนี้ใช่ใหม่ว่ะ ไม่โดนผมดุนี้แม่งจะดื้อแบบนี้ใช่ไหมว่ะ
"บอกให้เข้าไปข้างในไง เดี๋ยวก็หน้ามืดอีกหรอก"
ยัง...ยังไม่ขยับอีก จับตัวหมุนแม่งเลย ใช่ครับผมจับตัวของชฎาหมุนให้เดินกลับเข้าไปในห้องพร้อมกับช่วยลากไอ้เครื่องน้ำเกลือของเธอตามไปด้วยให้มันจบๆ ผมจะได้เข้าไปนั่งพักสักที ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว เจอเรื่องเหี้ยไรไม่รู้วัน ๆ