หลายวันผ่านไป...
Trin part
“อ้วก!!! อ้วก!!!”
“...”
ผมลืมตาขึ้นมองเพดานห้องแล้วนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นอยู่สักพักหลังจากที่ได้ยินเสียงของชฎากำลังอ้วกอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ห้องข้างๆ
ผมค่อนข้างที่จะชินแล้วกับเสียงอ้วกของเธอในยามเช้าตรู่แบบนี้ ใช่ครับเพราะเธอมักจะลุกมาอ้วกเวลานี้เป็นประจำแล้วก็เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้วนับตั้งแต่มาอยู่กับผม
ทำให้ผมเริ่มที่จะชินและเข้าใจเพื่อนของเธอแล้วว่าทำไมถึงไม่อยากให้เธออยู่คนเดียว และหลายวันก่อนก็ถือว่าโชคดีมากๆ ที่ผมไม่ปล่อยให้เธอกลับไปอยู่คนเดียวตามที่เธอประชดประชันผมไว้
ก็ที่เธอโมโหผมเพราะผมเอาทุเรียนเธอไปทิ้งนั่นแหละ แต่ตอนนี้ปัญหานั้นมันจบแล้วเพราะเราได้ทำการตกลงอย่างสันติแล้ว
“วันนี้ไปหาหมอสักหน่อยไหม อ้วกแบบนี้มาหลายวันแล้วนะ”
ผมเดินเข้ามาในห้องของชฎาแล้วเข้าไปช่วยลูบหลังให้เธอที่ยังนั่งอ้วกกับโถส้วมไม่ไปไหน เห็นสภาพของเธอแล้วผมก็อดที่จะสงสารและตั้งคำถามขึ้นมาไม่ได้จริงๆ ว่าผู้หญิงแม่งเป็นเพศที่ต้องเจอบททดสอบเยอะเกินไปหรือเปล่าว่ะ
โดยเฉพาะชฎา...
ชีวิตของเธอเท่าที่ผมรู้มาคือมีแต่เรื่องแย่ๆ แต่ผมไม่นับเป็นเรื่องแย่ของเธอน่ะ เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ได้ผลักไสเธอให้อุ้มท้องคนเดียว ถึงแม้ว่าคืนนั้นจะปากหมาไปหน่อยก็เถอะ แต่เพราะความตกใจแล้วก็งงว่าทำไมเธอถึงได้ท้องทั้ง ๆ ที่ผมก็ป้องกันถึงได้พูดแบบนั้นออกไป
แต่พอกลับมานอนคิดคนเดียวผมก็ไม่ได้เป็นคนใจจืดใจดำไง ไม่งั้นผมจะยอมให้เธอมาอยู่กับผมง่าย ๆ ทำไม...จริงไหม? ก็คือยังพอหลงเหลือความเป็นคนอยู่ถึงจะน้อยเท่าเศษขี้เล็บก็ตาม
“แค่กๆ ฉันไม่ชอบโรงพยาบาลนายก็รู้” เสียงที่แผ่วเบาบวกกับเสียงหายใจที่เหนื่อยหอบหน่อยๆ ของชฎาพยายามเปล่งเสียงบอกกับผม ผมที่ได้ยินดังนั้นก็เลยนั่งลงข้างหลังเธอแล้วช่วยปัดผมที่เกะกะของเธอมาไว้ด้านหลังหู
ก่อนจะพูดว่า...
“ไปให้หมอตรวจสักหน่อยเถอะ อ้วกหนักขนาดนี้ให้หมอดูอาการหน่อย”
“...”
“...นายเป็นห่วงฉันเหรอ?”
“...”
!!!
ชฎาว่าไงนะ? ผมเป็นห่วงเหรอว่ะ ไม่น่ะ ผมก็แค่... แค่อะไรวะ แค่...แค่ทำหน้าที่ของตัวเองที่รับปากว่าจะดูแลเธอไง
เออใช่ ผมแค่ทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ
“...เปล่า ฉันแค่ทำหน้าที่คนดูแลเธอให้ดีที่สุดไง” นี่ผมไม่ได้เลิ่กลั่กเลยนะเว้ย ทุกอย่างปกติหมด
“...”
“เหรอ”
“อืม”
“...”
อะไรกันว่ะ บรรยากาศชวนน่าอึดอัดแบบนี้มันคืออะไร คือผมไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ ก็รู้สึกอึดอัดกับท่าทีของชฎาที่เงียบไปและสีหน้าที่ดูเจื่อนลงดูเหมือนกำลังน้อยใจผมอย่างอย่างไงอย่างงั้น
เธอเป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าเพราะฮอร์โมนคนท้องอย่างที่เมียไอ้เธียรบอกผมกำลังครอบงำเธออีกแล้วเหรอวะ
“เธอ...โอเคหรือเปล่า ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วไปนอนพักที่เตียงสักหน่อยไหม”
“ฉันโอเค แต่แค่รู้สึกหน่วงๆ อะ”
“โอเคแต่รู้สึกหน่วง ตกลงโอเคหรือไม่โอเค” ผมถามชฎาเพราะตอนนี้เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าตกลงเธอโอเคหรือไม่โอเค
“โอเคนั่นแหละแต่แค่หน่วง” อะไรของยัยนี้ว่ะ ตกลงจะโอเคหรือไม่โอเคกันแน่
“แล้วมันจะหน่วงอะไรกัน” ผมถามเธอเสียงแข็ง คือเริ่มจะหงุดหงิดแล้วไงที่ชฎาเริ่มจะเข้าใจยากขึ้นทุกวัน
คือผมก็ไม่เคยมีแฟนไง มีแค่ผู้หญิงที่เข้ามาสนุกกันเฉยๆ ก็เลยไม่รู้ว่าอารมณ์ของผู้หญิงมันเป็นยังไง แล้วไอ้อารมณ์หน่วงอะไรของเธอเนี้ยผมก็ไม่รู้ด้วยว่ามันรู้สึกยังไง
“ก็หน่วงที่นายพูดว่าไม่ได้เป็นห่วงแต่ดูแลเพราะรับปากฉันไง!” เอ้า! มันก็ถูกแล้วนี่หว่า แล้วจะมาใส่อารมณ์กับผมทำไมวะ
“แล้วฉันพูดผิดตรงไหน”
“ผิด ผิดตรงที่นายไม่พูดว่าเป็นห่วงฉันไง!”
โธ่เว้ย! แล้วผมต้องทำไงว่ะต้องพูดว่าเป็นห่วงใช่ไหมเธอถึงจะพอใจ
“...”
เอ้อ! พูดก็ได้ว่ะ ผู้หญิงนี่แม่งเข้าใจยากฉิบหายเลย
“ก็เป็นห่วงนั่นแหละถึงได้ชวนไปหาหมอไง”
“มันสายไปละ ฉันเสียใจไปแล้ว แล้วมันก็ไม่สามารถย้อนความรู้สึกของฉันให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ด้วย”
อะไรอีกว่ะ ผมแค่ไม่พูดว่าเป็นห่วงแค่นี้มันต้องดราม่าขนาดนี้เลยเหรอว่ะ กูจะบ้าตายรายวัน
ถามหน่อยว่าคนท้องมันเป็นแบบนี้ทุกคนไหมหรือเป็นเฉพาะกับชฎาคนเดียว
“เออๆ จะเอาไงก็เอาเถอะเอาที่เธอสบายใจละกัน” พูดจบผมก็ลุกขึ้นเท้าเอวหลุบตาต่ำมองชฎาที่ยังนั่งอยู่ข้างล่างด้วยความเหนื่อยใจอย่างปลงตกที่ไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์หน่วงห่าอะไรของเธอได้
เฮ้อ~ บางทีกูก็อยากไปฆ่าตัวตายแล้วถามข้างบนว่าใครเป็นคนกำหนดชีวิตกูให้เป็นแบบนี้จังครับไอ้สัส โคตรวุ่นวายฉิบหาย แล้วไอ้ถุงยางเวรนั้นก็ด้วย ทำไมมันถึงได้ไร้ประสิทธิภาพและห่วยแตกแบบนั้นด้วยว่ะ
หลายชั่วโมงผ่านไป...
บนรถของตฤณ...
หลังจากที่ผมสู้รบกับชฎาเมื่อเช้าจนไมเกรนถามหาแล้วจากนั้นก็แยกย้ายกันอยู่ห้องใครห้องมัน พอสาย ๆ หน่อยผมก็เข้าไปหาเธออีกครั้งเพื่อบอกเธอว่าผมจะพาเธอไปหาหมอ แต่ด้วยความที่เธอไม่ยอมไปง่าย ๆ ผมก็เลยต้องจัดการอุ้มลงจากคอนโดแล้วยัดใส่รถแม่ง พร้อมกับชี้นิ้วข่มขู่ไว้ว่าถ้าลงจากรถผมจะจับเธอมัดแขนมัดขาแล้วเอาถุงเท้ายัดปากแม่ง
ตอนนี้ก็เลยนั่งเงียบเป็นป่าช้าอยู่บนเบาะข้างๆ ผมอย่างดีเลย ส่วนผมก็ตั้งใจขับรถต่อไป...
ขับมาได้ไม่นานก็ถึงโรงพยาบาลที่ผมพาชฎามาเมื่อหลายวันก่อนและในขณะที่ผมกำลังจะเลี้ยวรถเข้าทางเข้าโรงพยาบาลนั้น จู่ ๆ ก็มีรถตู้สีดำจากอีกฝั่งขับออกมาไม่ดูตาม้าตาเรือเกือบเฉี่ยวรถของผม จนผมต้องหักหลบอย่างหวุดหวิด
“เฮ้ย!!!”
เอี๊ยด!
“ขับรถภาษาอะไรของมันว่ะ!” ผมเหยียบเบรกรถสุดตัวจนหน้าเกือบทิ่มไปกับพวงมาลัยรถด้วยความตกใจที่รถตู้ตรงหน้าผมมันขับได้ห่วยแตกมาก ก่อนจะหันไปถามชฎาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
“เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร” ชฎาตอบผมในขณะที่สายตาของเธอก็จ้องแต่รถตู้ข้างนอกรถไม่วางตา เธอดูจะตกใจไม่ใช่น้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ถึงได้ดูหน้าตาตื่นขนาดนั้น
ผมก็เลยยื่นมือไปจับมือเธอเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบโยนเธอ ก่อนจะบอกเธอว่าให้นั่งรออยู่ในรถเพราะผมจะลงไปคุยกับรถตู้คันนั้นก่อน
“รอฉันอยู่ในรถนะ เดี๋ยวลงไปเคลียร์กับรถตู้คันนั้นก่อน”
“อื้ม” พอเห็นว่าชฎาพยักหน้าแล้วผมก็หันไปเปิดประตูลงจากรถ จากนั้นก็เดินเข้าไปหารถตู้คันตรงหน้าที่ไม่มีใครลงมาจากรถสักคน
ขับออกมาเฉี่ยวรถคนอื่นขนาดนี้แล้วยังไม่คิดจะลงมาดูดำดูดีกันอีกเหรอว่ะ
เจอสักหน่อยไหม
คิดได้ดังนั้นแล้วผมก็เดินตรงไปที่ประตูผู้โดยสารแม่งเลยพร้อมกับเปิดประตูออกกะจะเอาเรื่องแม่งตรงนั้นเลย
แต่พอประตูเปิดออกเห็นคนในรถเท่านั้นแหละ ผมก็อึ้งแดกทันทีเพราะคนที่นั่งอยู่ในรถคือ...
“แม่!!”
ใช่ครับ คนที่นั่งอยู่ในรถคือแม่ของผม คุณหญิงพิสมัยผู้เป็นมารดาของผมนั้นเอง
ซวยแล้วไอ้ตฤณ
ผมหันขวับไปที่รถของตัวเองทันทีเพราะในนั้นมีชฎานั่งรออยู่และผมก็จะให้แม่ผมเห็นชฎาไม่ได้ด้วย ผมเลยจัดการโดดขึ้นรถของแม่แล้วปิดประตูแม่ง
“ตฤณ”
“ครับ ผมเองครับแม่”
“นั้นรถแกใช่ไหมที่เกือบจะเฉี่ยวรถแม่เมื่อกี้” ผมรีบจับใบหน้าอันสวยงามและเตงตึงของแม่ให้หันกลับมาทางเดิมก่อนเมื่อเห็นว่าท่านกำลังจะหันไปที่รถของผมซึ่งมีชฎานั่งอยู่ในนั้น
แล้วเมื่อกี้แม่ว่าอะไรน่ะ รถผมจะเฉี่ยวรถท่านเหรอว่ะ ไม่ใช่ละ รถแม่นั้นแหละจะมาเฉี่ยวรถผม
“ใช่ครับรถผมเอง แล้วรถผมก็ไม่ได้เฉี่ยวรถแม่ก่อนด้วย รถของแม่ต่างหากที่ขับพุ่งออกมาจะเฉี่ยวรถของผม”
“นี่แกว่าคนขับรถของแม่ขับรถไม่ได้เรื่องเหรอตฤณ” เอ้า! อะไรของแม่ว่ะ แต่เออผมว่าอย่าเถียงแม่ดีกว่าเดี๋ยวเรื่องแม่งจะยาว
“แล้วแต่แม่จะตีความหมายละกันครับ” พอผมพูดแบบนั้นออกไปแม่ก็เงียบแล้วมองผมด้วยสายตาเคืองหน่อยๆ ก่อนจะทำเป็นปล่อยผ่านแล้วพูดกับผมต่อ
“ช่างเรื่องนั้นก่อน แล้วนี่แกมาทำอะไรที่โรงพยาบาล” นั้นไง ซวยแล้วไง แล้วแม่ผมก็ดันเป็นพวกที่ชอบหรี่ตาจับผิดเก่งซะด้วยสิ
“เอ๋อ ผมมาหาหมอครับช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่” ผมตอบพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ให้แม่ วินาทีนี้คงต้องยอมโกหกไปก่อนแล้วละ เพราะถ้าแม่จับได้เมื่อไหร่ ผมซวยแน่
“หาหมอ...เป็นอะไร? นี่แกอย่าบอกนะว่าสำส่อนจนติดโรคมาอะตฤณ” โห่ นี่แม่ผมจริงๆ ใช่ไหมว่ะ ใช้คำพูดได้แบบทำผมจุกจนเลี้ยวกลับมาทางเดิมแทบไม่ทัน
สำส่อนเลยเหรอว่ะ ผมแค่สนุกกับการมีเพศสัมพันธ์เฉยๆ ไหมวะ
“แม่ก็พูดเกินไป ผมป่วยเฉยๆ ครับไม่ได้ติดโรคอะไรจากใครทั้งนั้นแหละ ที่สำคัญผมป้องกันอย่างดีทุกครั้งแม่หายห่วงได้ครับ”
“ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ป้องกันแล้วแต่ไปทำผู้หญิงเขาท้องไปทั่วนะตฤณ ไม่งั้นแม่เอาแกถึงตายแน่ แล้วแม่ก็จะไม่ยกมรดกให้แกสักสลึงเดียวด้วย”
ผมแอบกลืนน้ำลายดังอึกเลยที่แม่ลั่นวาจาออกมาแบบนั้น เพราะตอนนี้ผมพลาดไปแล้วไง ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าแม่ของผมรู้ผมซวยแน่
นี่ไง ผมจะซวยก็ตรงนี้นี่แหละ ตรงที่ไม่มีมรดกแม่ให้ผลาญเล่น
“ครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นเลยครับเพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอนครับ งั้นผมขอตัวไปหาหมอก่อนนะครับ”
ผมรีบตัดบทแล้วโกหกแม่ว่าจะขอตัวไปหาหมอก่อนเพราะตอนนี้ผมรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ยังไงไม่รู้ว่ะ ยิ่งนั่งคุยกับแม่ไปนานๆ ก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยกลัวความลับที่ผมเก็บแม่ไว้มันจะแตกเสียก่อน
“อืม แล้วสัปดาห์หน้าแกอย่าลืมกลับบ้านด้วยล่ะถ้ายังอยากได้ตำแหน่งท่านประธานอยู่”
“ครับ”
หลังจากที่คุยกับแม่เสร็จผมก็ลงมาจากรถของแม่แล้วรอให้รถของแม่ขับออกไปก่อน ผมจึงเดินกลับไปที่รถของตัวเอง
ปึก!
“มีอะไรกันหรือเปล่าทำไมไปคุยนานจัง” ทันทีที่ผมเข้าไปนั่งในรถ ชฎาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็หันมาถามผมทันที ผมก็เลยหันไปมองเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันมาขับรถต่อ
“เปล่าไม่มีอะไรหรอก แค่เคลียร์ไม่ลงกันนิดหน่อยว่าตกลงใครผิด”
“แน่ใจนะ หน้านายดูไม่โอเคเลยอะ”
“หน้าฉันดูออกขนาดนั้นเลย?”
“ก็ออกอะ อีกอย่างคิ้วนายก็ขมวดเกือบติดกันด้วย” จริงเหรอว่ะ หน้าผมมันแสดงออกขนาดนั้นเลย ปกติผมเป็นพวกไม่แสดงอาการน่ะ สงสัยจะกลัวที่แม่ขู่ว่าจะไม่ยกมรดกให้มากเกินไป
“อากาศข้างนอกมันร้อนอะ ฉันว่าเราเลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะ”
ผมรีบตัดบทชฎาอีกคนเมื่อเธอเริ่มสาวไส้เรื่องที่ผมลงไปนานเมื่อกี้ ไม่เชิงว่ารำคาญแต่ผมแค่ไม่อยากพูดเรื่องนั้นตอนนี้อีกอย่างตอนนี้ผมกำลังจอดรถแล้วด้วย