FAZER LOGINวันสุดท้ายของการลาพักร้อน หญิงสาวร่ำร้องขอดูดาวอีกครั้ง เขาจึงพาหล่อนขึ้นไปนอนบนดาดฟ้า คิดว่าพอตกดึกจะกลับลงไปนอนที่ห้อง เพราะอากาศวันนี้หนาวกว่าทุกวันที่ผ่านมา เขากลัวหล่อนจะไม่สบายไปเสียก่อน “ช้อยเคยคิดอยากจะกลับไปหาตากับยายบ้างไหม” จู่ๆ ชายหนุ่มก็เอ่ยถามหญิงสาวขึ้นมา ทำให้คนที่ซุกกายอยู่ในอ้อมแขนอุ่นแล้วใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูดาวนิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนจะลดกล้องลงแล้วหันไปสบตาคนถาม “ไม่ค่ะ แม่เล่าว่าถูกตากับยายตัดขาด เลยไม่คิดจะกลับไปอีก ช้อยเองก็คิดเหมือนกับแม่ ก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็มีกันแค่สองคนมาได้ตั้งนาน จะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงไม่เป็นอะไร แต่สุดท้าย...แม่ก็มาจากช้อยไปอีกคน จากสองคนเลยเหลือแค่คนเดียว” หญิงสาวนิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนเอ่ยออกมาอีก “แต่ถึงจะเหลือตัวคนเดียวในโลก ช้อยก็ไม่คิดจะกลับไปหาญาติพี่น้องของแม่ เพราะไม่เคยมีความผูกพัน ไม่เคยรู้จัก ไปหาก็รังแต่จะถูกมองเหมือนคนแปลกหน้าเสียเปล่าๆ แล้วอีกอย่าง ใช่ว่าช้อยจะอยู่ตัวคนเดียวเสียเมื่อไร ช้อยยังมีเพื่อนๆ ที่ดีกับช้อยมากอีกสามคน...ก่อนจะมาเจอ...” หญิงสาวละไว้แค่นั้น เพรา
๑๓มันคือความรักไม่ว่าในอดีตนั้นนาตาชาจะต้องพบเจอกับอุปสรรคในชีวิตมามากสักเท่าใด แต่ในตอนนี้หญิงสาวกลับพบเจอแต่ความสุข มันมากเสียจนเจ้าหล่อนเริ่มหวาดกลัวว่าหากวันหนึ่งไม่เป็นเช่นนี้หล่อนจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่ แต่เมื่อมองไปยังร่างสูงที่วันนี้สวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงวอร์มสีน้ำเงินเข้มมีตราสัญลักษณ์ระดับโลกโชว์ข้างกระเป๋ากางเกงกำลังชู้ตบอลลงห่วง ความรู้สึกก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ จางหาย หญิงสาวบอกตัวเองในวินาทีนั้นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หล่อนจะไม่เสียใจ เพราะได้ตัดสินใจแล้วว่าจะรักเขาแบบที่เป็นเขา ต่อให้สักวันหนึ่งข้างหน้าต้องจากไกล ก็จะขอจดจำเรื่องราวดีๆ ที่เคยมีต่อกันเอาไว้ในหัวใจ ชายหนุ่มชู้ตบอลลงห่วงได้อย่างแม่นยำ เสร็จแล้วก็เลี้ยงลูกตรงมาหาหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างสนาม ซึ่งเป็นสนามเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างของบ้านพักตากอากาศ “น้ำค่ะ” หญิงสาวส่งขวดน้ำที่เปิดฝาไว้เรียบร้อยให้ร่างสูงที่มาหยุดตรงหน้า “ขอบใจ” เขาจูบแก้มนุ่มทีหนึ่งแล้วรับขวดน้ำไปยกดื่ม น้ำพร่องไปครึ่งขวดก่อนถูกวางลงบนโต๊ะพร้อมกับร่างสูงที่นั่งลงบนเก้าอี้ “เย็นนี้
“แล้วตอนนี้กล้องไม่อยู่แล้วเหรอคะ” หญิงสาวถามหากล้องเมื่อมีดาวหางดวงหนึ่งพุ่งผ่านสายตาของหล่อนไปแล้วหายลับไปที่ไหนสักแห่งตรงสุดโค้งฟ้า อชิระคิดถึงกล้องส่องดวงดาวแล้วนิ่งเงียบ นานจนนาตาชาคิดว่าเขาคงไม่ตอบ “พังไปแล้วละ” หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ “ตอนนั้นพี่ทะเลาะกับพ่อแรงมาก ก็เรื่องที่พ่อกับแม่จะหย่ากันนั่นแหละ พี่เลยเอากล้องที่พ่อซื้อเป็นของขวัญวันเกิดฟาดลงกับพื้นจนพังยับ พี่โคตรสะใจเลยตอนนั้น แต่พอเวลาผ่านไปแล้วพี่เติบโตขึ้น ถึงได้รู้ว่าพี่ทำเรื่องที่โง่มากจริงๆ” หญิงสาวขยับตัวแล้วหันไปมองเขาอย่างสงสาร ทำให้คนที่หันมามองหล่อนหัวเราะเบาๆ “พี่ไม่เป็นอะไรหรอก เรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว ตอนนั้นพี่ยังเด็ก แล้วถูกตามใจมาตลอดก็เลยอารมณ์รุนแรง แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร พอเราเติบโตขึ้น พบเจอผู้คนมากขึ้น ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ก็เลยรู้ว่าการที่คนสองคนจะอยู่ด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่งนั้นไม่ใช่แค่รักกันอย่างเดียว แต่มันมีปัจจัยอื่นอีกมากมาเป็นตัวกำหนด เช่นสภาพแวดล้อมหรือทัศนคติ แล้วพ่อกับแม่ของพี่ก็มีปัจจัยอื่นๆ เหล่านั้นเข้ามาเป็นบทบาทสำคัญทำให้สุดท้ายก็ต้องจบช
หัวใจของชายหนุ่มพองโต เขาจำต้องยอมรับกับตัวเองอยู่เงียบๆ ว่ารักหล่อนเต็มหัวใจเสียแล้ว ใบหน้าคมคายหล่อเหล่าเจือยิ้มขณะรินกาแฟให้ตัวเองแล้วยกขึ้นดื่ม ขนาดความขมของกาแฟยังไม่อาจกลบความหวานที่แผ่ซ่านออกมาจากความรู้สึกได้เลย กลิ่นหอมๆ ของแป้งเด็กและเตียงที่ยวบยาบลงมาทำให้ชายหนุ่มหันไปมอง แล้วเขาก็ต้องยกแขนข้างหนึ่งขึ้นโอบรัดร่างเล็กที่กอดเขาเอาไว้พลางเกยคางกับอกของกว้างพร้อมแหงนหน้ามองย้ิมๆ “แปรงฟันแล้ว” หญิงสาวรายงาน ชายหนุ่มจึงหัวเราะหึๆ ก่อนจะก้มลงจูบหญิงสาวอย่างดูดดื่มอีกครั้ง เขาไม่เคยรังเกียจเลยสักนิด แต่หญิงสาวคงคิดไปเองเพราะความเขินอายของหล่อน พอจูบเสร็จเขาก็เลยเอ่ยออกมาว่า “พี่ก็ยังไม่ได้แปรงเหมือนกัน” นาตาชาได้ฟังถึงกับชะงักกึก ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มออกมาพร้อมเสียงหัวเราะขบขัน ชายหนุ่มจึงบอกกลั้วเสียงหัวเราะเช่นเดียวกัน “พี่ล้อเล่น เติมเองนะ” เขาบุ้ยปากไปที่กาแฟ “พี่ไม่รู้ว่าช้อยชอบรสไหน แต่รู้ว่าชอบใส่อะไรบ้าง” นาตาชายิ้มหวานขอบคุณเขาไปทางสายตา แล้วขยับไปนั่งขัดสมาธิตรงหน้ารถเข็น เทนมสดใส่กาแฟตามด้วยน้ำตาลสองก้อน
๑๒วิวาห์ใต้แสงดาวหลังจากรู้เหตุผลที่ทำให้นาตาชาเสียน้ำตาอชิระก็ถึงกับนิ่งอึ้ง ก่อนหน้านี้เขารู้แค่ว่าหล่อนอยู่กับแม่เพียงลำพัง พอเรียนจบมีงานทำได้ไม่นานแม่ก็มาด่วนจากไป หลังจากนั้นหญิงสาวก็อยู่ตัวคนเดียว มีสามสาวที่เป็นเพื่อนรักคอยอยู่เคียงข้างและช่วยดูแลกันและกัน ไม่คิดว่าเรื่องราวที่ลึกลงไปกว่าที่เขารับรู้มาจะชวนหดหู่ใจไม่น้อย ทำให้ชายหนุ่มเกิดความสงสารหญิงสาวมากขึ้นไปอีก เพราะประสบการณ์รักไม่สมหวังทั้งของมารดาและของหล่อนอาจเป็นเหตุทำให้หญิงสาวไม่เชื่อในสถาบันครอบครัว เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยสิ้นศรัทธา ครั้นได้พบหล่อน ได้รู้จัก ได้ใกล้ชิด ก็เริ่มรับรู้ถึงความสุข ความอ่อนโยนและความอบอุ่นในใจ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ร้ายๆ คำว่าครอบครัวก็ผุดขึ้นในความคิดของเขาเป็นครั้งแรก ยิ่งพอรับรู้ที่มาของหญิงสาวความรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวก็ยิ่งรุนแรง สุดท้ายเขาบอกกับตัวเองว่าอยากเป็นครอบครัวให้กับหล่อน และอยากให้หล่อนเป็นครอบครัวของเขาเช่นกัน อชิระตัดสินใจลาพักร้อนพร้อมกับนาตาชา เขาโทรศัพท์ไปขอยืมบ้านพักส่วนตัวของบิดาที่จังหวัดน่าน จากนั้นก็พาหญิงสาวออกเดินทางในเย็นวันศุกร์ห
พอเขาหยุดพูดหญิงสาวก็เลิกเสื้อยืดขึ้น แล้วใช้ปลายนิ้วไล้รอยแผลที่เป็นทางยาวตรงซี่โครงพลางเงยหน้าถามเขาด้วยคำพูดและสายตา “งั้นแผลนี่ก็เกิดจากความเกเรของพี่ใช่ไหมคะ” อชิระยิ้มก่อนจะส่ายหน้า “อ้าว” หญิงสาวมุ่นคิ้วด้วยความงุนงง จนชายหนุ่มต้องหัวเราะออกมา “ตอนนั้นพี่เฟี้ยวมากก็จริง แต่ไม่เคยเสียท่าคู่อริคนไหนทั้งนั้น ส่วนแผลนี่พี่ได้มาจากตอนไปเล่นสกีกับเพื่อน แล้วดันมีฝรังขี้เมาตัวเท่าหมีควายพุ่งมาทางพี่อย่างแรง พี่กระเด็นไปชนกับต้นไม้จนซี่โครงหัก บ้าฉิบ” คำตอบที่ได้รับทำให้หญิงสาวตาโตอ้าปากค้าง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ตีรันฟังแทงมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำไม่เสียท่า ดันไปเสียท่าตอนเล่นสกี เวรกรรม! อชิระอดหัวเราะไปด้วยไม่ได้ คิดๆ แล้วก็ขำ เขานอนแบ็บอยู่นานกว่าจะหายดี เรียกว่าหายซ่าไปอีกนานเลยในตอนนั้น “เพราะแบบนี้พี่อิงก็เลยไม่ค่อยไปหาคุณพ่อแล้วไม่ค่อยเอ่ยถึงคุณแม่ใช่ไหม” ชายหนุ่มนิ่งเงียบ ทว่าดวงหน้าคมคายเจือยิ้มบางๆ “พวกเขาต่างก็มีครอบครัวใหม่ที่มีความสุขดีแล้ว พี่ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่พ







