Masukเมื่อเดินมาถึงที่ห้องทรมานพวกคนทรยศเอริคนั่งลงที่โซฟาด้านหน้าไอ้คนที่มันกล้ามาลวงความลับเขาร่างกายมันสะบักสะบอมตัวเขียวช้ำ เอริคหยิบมีดที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมา กระชากผมมันให้เชิดหน้าขึ้น
“มึงกล้ามากที่อยากจะเจอกู” “แอ่ก ผมขอร้อง ไว้ชีวิตผมเถอะครับ แอ่กๆ ผมมีสิ่งที่ท่านต้องการ” “สิ่งที่กูต้องการงั้นเหรอ” “สิ่งนั้นมันคืออะไร ถ้ามึงพูดมาแล้วมันทำให้กูจะไว้ชีวิตมึงได้กูก็จะฟัง” “ผมรู้เรื่องของผู้หญิงที่นายท่านกำลังตามหา” “หึ จับมันใส่โซ่”เอริคแสยะยิ้มคำพูดที่ออกจากปากไอ้พวกนี้นับสิบนับร้อยคนที่ใช้เรื่องนี้มาอ้างกี่ครั้งที่เขาเชื่อแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไอ้พวกนี้พูดความจริงเลยสักครั้ง เรเน่หาทางเปิดประตูห้องนอนอยู่นานใช้สารพัดพิธีแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าประตูห้องนอนจะยอมเปิดมันเป็นระบบสแกนหน้าและนิ้ว เธอคงไม่มีทางหนีออกไปจากที่นี่ได้ ความสิ้นหวังเข้าเกาะกินหัวใจ เรเน่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างประตูมีทางเดียวคงต้องรอให้เขามาเปิดให้ ติ๊ด ติ๊ด เสียงจากด้านนอกประตูว่ามีคนกำลังจะเข้ามาด้านใน เรเน่รีบเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียว่ามีคนกำลังจะเปิดประตูเข้ามา คงจะเป็นเขา เขาคงตั้งที่จะมาปล่อยเธอออกไปแล้วสินะ แต่เมื่อคนที่เปิดประตูเข้ามากลับเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่สวมใส่ชุดสาวใช้อย่างเรียบมาพร้อมกับถาดอาหารแต่หัวเธอตอนนี้โฟกัสแค่ประตูเท่านั้นเมื่อเห็นว่าประตูกำลังจะปิดลงเธอจึงใช้มือจับมันไว้แล้วผลักให้สาวใช้ที่เดินเข้ามาให้ออกห่างเธอ เธอใช้จังหวะนั้นแทรกตัวออกจากประตูแล้วปิดมัน แต่แค่ออกมาเธอก็มาเจอกับลูกน้องของเขาที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าแต่เธอทำตัวปกติ แม้ว่าตอนนี้หัวใจเธอจะเต้นแรงเหมือนจะระเบิดทะลุออกมาจากหน้าอกก็ตาม “จะไปไหนครับ” ลูกน้องข้างหน้าเอ่ยถามเธอเสียงเข้ม เพราะเมื่อกี้สาวใช้เพิ่งจะเข้าไปเธอก็ออกมาเลย “เจ้านายคุณเรียกให้ฉันไปหาค่ะ” “นายท่าน?” “ใช่ค่ะ!” ผู้ชายร่างใหญ่สองคนที่ได้ยินสิ่งที่เธอบอกมองหน้ากันสลับไปมาอย่างไม่อยากเชื่อแต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะเธอกล้าเอาชื่อนายท่านมาอ้างแบบนี้พวกเขาคงต้องก้มหน้าทำตาม “ผมจะพาคุณไปเองครับคุณผู้หญิง” “แม้จะไม่มีอะไรจะพูดแต่บอกว่าไปหาเขานี่นะ โอ๊ยสมองฉันถ้าไม่รู้จะพูดอะไรก็อย่าพูดออกมาโง่ๆแบบนี้ได้ไหม” ถึงแม้จะกลัวแค่ไหนเรเน่ก็ยังคงเชิดหน้ายิ้มสู้ทำเหมือนว่าเธอไม่ได้กลัวหรือโกหกอะไร ลูกน้องร่างโตหนึ่งในคนที่เฝ้าหน้าห้องพาเรเน่เข้ามาในลิฟต์ และกดรหัสอะไรสักอย่างที่ลิฟต์จากนั้นลิฟต์ค่อยๆเคลื่อนตัวลงมาช้าภายในลิฟต์เงียบสงบมีเพียงแอร์ของลิฟต์เท่านั้นที่ส่งความเย็นมากระทบผิวเธอ เรเน่กอดตัวเองไปพลางๆ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ด้านหน้าเป็นทางยาวพื้นปูไปด้วยกระเบื้องสีดำมันวาวที่มีไฟสีขาวติดอยู่ข้างบนเป็นไฟหลอดเล็ก ๆ ติดไล่ไปตลอดทางถ้าไม่มีหลอดไฟพวกนี้คงจะมองไม่เห็นทางด้วยความที่มันมืดสนิท “เจ้านายคุณอยู่ที่นี่เหรอคะ” “ครับ นายท่านไม่ได้บอกคุณเหรอครับ” “เอ่อคือ ว่าแต่ที่นี่เป็นที่นี่แบบไหนเหรอคะ” “คุณผู้หญิงเห็นเองก็คงจะรู้” “อ้ากกก โอ๊ยยย” เมื่อเดินเข้ามาใกล้ทางออกเรเน่ต้องหยุดฝีเท้าที่กำลังจะเดินทันที เพราะเธอได้ยินเสียงร้องโหยหวนเหมือนเสียงสัตว์ที่โดนทรมานเธอเคยได้ยินตอนดูภาพยนตร์เกี่ยวกับการฆาตกรรม “เดินต่อสิครับ นายท่านรออยู่ไม่ใช่เหรอครับ” เรเน่ก้าวเท้าเดินต่อช่วงจังหวะก้าวเดินเธอจะได้ยินเสียงร้องโอดโอยด้วยความทรมาน หัวใจเธอเต้นระรัวมือไม้เริ่มสั่นเธอกำมือตัวเองไว้แน่น เมื่อเดินมาพ้นขอบประตูทางเข้าภาพที่ปรากฏขึ้นสู่สายตาของเธอคือ เป็นภาพที่มีผู้ชายนอนอยู่ที่พื้นแขนและขาถูกโซ่ตรึงกางออกลักษณะเหมือนเครื่องหมายกากบาท ตามเนื้อตัวของผู้ชายคนนั้นมีเลือดไหลออกมาตามร่างกายเต็มพื้นไปหมด และยังมีเอริคที่ยืนเหยียบที่หน้าอกของชายคนนั้น โค้งตัวพูดอะไรกันบางอย่าง ความเข้าใจของลูกน้องที่พาเรเน่มาที่นี่ก็คิดว่านายท่านจะทรมานเธอเพราะไอ้คนที่จับมามันเป็นคนที่ทำงานที่เดียวกันกับเธอเขาเลยดึงกระชากแขนเธอแล้วจับเธอเหวี่ยงลงไปบนพื้นด้านหน้าอย่างแรง เรเน่ล้มลงห่างจากเอริคประมาณสามเมตร ส่วนเอริคนั้นยังไม่อาจทราบว่ามีบุคคลใหม่เข้ามาเขากำลังสนุกกับการทรมานไอ้คนที่มันกล้าเข้ามาในถิ่นเขาเพื่อสืบหาข้อมูลไปให้ศัตรูคู่อาฆาต “ดึงโซ่ จนกว่าร่างมันจะขาด” สิ้นเสียงคำสั่งเครื่องจักรสี่มุมก็เริ่มดึงโซ่กลับไปเรื่อย ๆ นั่นเป็นการทรมานที่โหดเหี้ยมมาก “อ้ากก ช่วยด้วย อ้าก เจ็บ ช่วยด้วย” เสียงร้องโอดครวญซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นด้วยความทรมานสุดแสนเจ็บปวด “เอาประวัติผู้หญิงคนนั้นมาให้ฉันอ่าน” เอริคไม่สนใจเสียงร้องขอความเมตตาจากมันแม้แต่น้อย แต่กลับหันไปพูดกับนิคเรื่องประวัติของผู้หญิงที่เขาพากลับมาด้วยเมื่อคืน นิคยื่นซองเอกสารให้กับเจ้านาย เอริคกลับไปนั่งที่โซฟาอ่านประวัติของเธอไปพลาง “เรเน่ นิชานันท์ ศิริไพบูลย์” “บ้านเด็กกำพร้าโอบอุ้ม?” อ่านประวัติของเธออยู่ครูหนึ่งเอริคก็ลุกขึ้นยืนเดินตรงมาหามันแล้วเหยียบลงไปที่อก “จะขอชีวิตจากกูก็ต้องรู้ว่ากูต้องการอะไรไม่ใช่มึงจะมาพูดจาส่งเดช” “เร่งให้เร็วขึ้น” เสียงแข็งเอ่ยสั่งลูกน้องจากนั้นโซ่ที่ตรึงตามแขนขาผู้ชายคนนั้นก็ถูกดึงจนตรึง ร่างที่นอนจมกองเลือดร้องออกมาด้วยความทรมานคนที่ได้ยินได้ฟังต้องรู้สึกหดหู่ ร่างกายที่โดนโซ่ดึงเพื่อให้ร่างกายขาดออกจากกันในสายตาของเรเน่เสียงผู้ชายที่ร้องมันคุ้นหูเหมือนเธอเคยได้ยินจากที่ไหนสักที่ “นายท่านครับ” นิคที่เพิ่งเห็นว่าเรเน่เข้ามาแล้วยังกำลังจดจ้องภาพโหดเหี้ยมก็เอ่ยปากเรียกเอริคแล้วหันไปมองข้างหลังผู้เป็นนาย เอริคหันกลับไปมองก็เห็นว่าเรเน่นั่งตัวสั่นอยู่ที่พื้นมือเธอกำแน่นจนแผลที่มือปริจนมีเลือดไหลซึมออกมา ร่างหนาที่ตอนนี้ใส่เพียงกางเกงยีนขายาวตามเนื้อตัวแปดเปื้อนไปด้วยเลือดเดินย่างสามขุมเข้าไปหาร่างบาง เรเน่แม้จะกลัวแต่ก็ยังพอมีสติเมื่อเห็นเอริคหน้าเดินเข้ามาใกล้ “ยะอย่าเข้ามาค่ะ ฉันขอร้อง! ออกไป!” เสียงหวานใสตะโกนออกมาสุดเสียงเมื่อร่างหนาย่างกายเข้ามาหาเธอแต่ก็ไม่เป็นผลเขาเข้ามาจับที่ไล่เธอทั้งสองด้าน มือเล็กที่กำแน่นดันอยู่ที่หน้าท้องแกร่ง “เรเน่! นั่นเสียงเรเน่ใช่ไหมอ้ากก” ผู้ชายที่โดนโซ่ดึงนั้นก็ตะโกนร้องขึ้นมา “ปิดเครื่องดึง!”10:00 AMสองวันถัดมา ทุกคนก็ยังคงอยู่เที่ยวเล่นพักผ่อนกันที่กระบี่ และแน่นอนว่าเอริคไม่เพียงพาเรเน่มาฉลองเรียบจบอย่างเดียว เขาได้เตรียมแผนเซอร์ไพรส์ใหญ่ไว้สำหรับเย็นวันนี้ เป็นแผนที่เขาคิดเองคนเดียว วางแพลนไว้นานมาก นานมากตั้งแต่ที่เริ่มรู้หัวใจตัวเองว่าเป็นของใคร เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขอเธอแต่งงาน เอริคคิดมานานมากจริงๆ เรื่องที่อยากแต่งงานกับเธอ เคยคิดจะขอเรเน่อยู่หลายครั้ง อยากคุกเข่าขอตั้งแต่เคลียร์ปัญหาครอบครัวกับทุกเรื่องที่ผ่านจบแล้วด้วยซ้ำแต่ตอนนั้นติดปัญหาเรื่องที่เรเน่ยังเรียนไม่จบ และเอริคเองก็ไม่ได้อยากจะเร่งรัดอะไรเธอ เขาเองก็มองออกว่าเธออยากเรียนให้จบก่อน ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสม โอกาสที่เอริคจะได้ขอเรเน่แต่งงาน ก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะว่าร่างบางจะตอบตกลง ?แค่ตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงตอนเย็นไม่ไหวแล้วก็เท่านั้นน่ะสิ…“ยัยขี้เซา”เอริคนอนตะแคงข้างมองหน้าหญิงสาวอันเป็นที่รัก นิ้วเรียวเขี่ยแก้มใสไปมา “อื้ม ตื่นเช้าจังค่ะ ฮ้าวว”ลืมตามามองเอริคแป๊บนึงก็หลับตาหาว“อยากตื่นมามองหน้าคนขี้เซา”“โห ฉันไมาได้ขี้เซาสักหน่อย”แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ตาก็ยังไม่ลืม มาเฟียหนุ่มดึงบางเข้ามาก
จับขาเรียววางลงแนบไปกับเตียงนอนสีขาว มือจับมาที่เอวบางพร้อมขยับแก่นกายใหญ่กระแทกแรงๆ มือหนาเลื่อนมาบีบขย้ำหน้าอกใหญ่ “อ๊างง เดินทางมาทั้งวัน อ๊างง ไม่เหนื่อยบ้างเหรอคะ อ๊ะ”ครางไปพร้อมกับแรงกระแทกจากร่างหนา แทบจะพูดไม่เป็นคำ “ให้พี่ทำทั้งวันทั้งคืนยังได้เลยครับ”เอริคก้มมองดูแก่นกายตัวเองที่มันเข้าออก น้ำหวานใสของเรเน่ที่ผสมกับน้ำเชื้อสีขาวเหมือนนมข้นหวานของเขา เป็นภาพที่น่าดูยิ่งนัก ก่อนจะไปถึงปลายทางเส้นชัยทางความรู้สึกที่จะปลดปล่อยออกมา เขาเปลี่ยนลุกขึ้นยืนอุ้มเธอขึ้น เรเน่จับไหล่เขาแน่นกลัวจะตกลงไป “อ๊างง ลึกมากค่ะ” “ลึกๆแบบนี้แหละพี่ชอบ” ยกสะโพกเธอขึ้นแล้วกระแทกลงมาแรงๆทีเดียว ปัก! “อึก อ๊างง”ร่างบางซบลงที่บ่าแกร่งอย่างหมดแรง “อื้ม สุดยอด”กระตุกแก่นกายรีดน้ำรักออก อัดแน่นเข้าไปในตัวเธอ เอริคปลดปล่อยลูกรักนับล้านเขาไปในตัวเธอ ล้นทะลักไหลเยิ้มออกมาผสมกันกับเลือดของเธอเล็กน้อย ไหนบอกจะทำเบาๆไงล่ะ ไปสุดไม่ยั้งแรงเลยนะพ่อหนุ่มมาเฟีย หรือเพราะขนาดห้าสิบแปดของเขานะ… “รีบๆมีตัวน้อยให้พี่นะครับ” จุ๊บ เอริคจูบลงบนปากเล็กเบาๆ เรเน่จูบตอบ ทั้งสองค่อยจูบอย่างละเมียดละไม เสียงด
หลังจากผลักร่างบางนอนลงไปบนเตียงใหญ่ขนาดคิงไซส์แล้วนั้น มาเฟียหนุ่มก็จัดการถอดเสื้อผ้าของตัวเองปลดเปลื้องมันออกทุกชิ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นล่ำสัน ซิกแพคเรียงกันบ่งบอกว่าออกกำลังกายมาอย่างหนัก เรเน่จ้องมองร่างกายกำยำนั้นก็ถึงกับต้องซี้ดปาก ยิ่งได้มองแก่นกายใหญ่ตั้งผงาดยิ่งทำเธอเสียวซ่านไปทั่วร่างกาย เอริคไม่รอช้าคลานเข่าขึ้นบนเตียง เข้าไปแทรกตรงหว่างขาเรเน่ ดึงขาเธอให้เข้ามาแนบชิดกับตัว เอริคดึงแก่นกายใหญ่ชักขึ้นชักลงสองสามทีก่อนจ่อไปยังช่องทางรัก เขาสอดใส่เข้าไปในตัวเธอช้าๆ พยายามไม่อยากทำรุนแรง “อ่าว์ เหมือนครั้งแรกที่ใส่ หืม” “อื้อ พี่เอริค”ร่างบางครางเสียงกระเส่าเมื่อสัมผัสถึงแก่นกายร้อนเข้ามาในร่างกาย “พี่จะทำช้าๆ เราจะได้ไม่เจ็บ”เอริคก้มลงมาจูบหน้าผากมน โน้มตัวลงมาแก่นกายก็ขยับตามไปด้วย เขาขยับสะโพกเข้าออก เป็นจังหวะ เรเน่ก็ขยับตามไปด้วย “อ๊าส์ เสียวจังค่ะ” พั่บ พั่บ “อื้อ แน่นเหมือนเดิมเลยนะครับ อ่าว์”เอริคครางกระเส่า เขาชอบเหลือเกินเวลาที่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับเธอ “อยากให้พี่ขยับแรงขึ้นหรือยังครับ” พั่บๆ พั่บๆ “ขยับแรงๆได้เลยค่ะ” สิ้นเสียงหวานติดแหบพร่าน
“ขอบคุณนะคะที่พี่นึกถึงเพื่อนฉันด้วย” “พี่รู้ไง ว่าเธอรักเพื่อนมากก็คงอยากให้เพื่อนมาเที่ยวด้วย คนเยอะจะได้ไม่เหงา” เขาเป็นประเภทถ้าเป็นเพื่อนหรือคนสนิทจะไม่รู้สึกอึดอัดแต่จะเปิดใจและให้ทุกคนเข้ามาใน คอมฟอร์ท โซน ได้ “เปลี่ยนใส่ชุดบิกินีได้ไหมคะ..” หันมาทำเสียงอ้อน “ตามสบายเลยครับ แต่ใส่เสื้อคลุมด้วยก็ดีนะ” “เย้! ได้ค่ะ ชุดฉันไม่ได้โป๊มากเท่าไหร่” ก่อนจะหยิบชุดออกมาให้เอริคดู เป็นชุดทูพีช ด้านบนเป็นเกาะอกสีขาว ด้านล่างเป็นบิกินีตัวเล็กสีขาวรัดรูปด้านหลังก็อวดโชว์ก้นงอนสวยขาว ทำเอาเอริคแทบกุมขมับเลยก็ว่าได้ “พี่ว่ามันก็ออกจะ..” “ทำไมคะโป๊หรอ ก็มาทะเลทั้งที” “ฮะ ไม่ค่อยโป๊เลยครับ ไม่โป๊…”ขำแห้งไปสิคุณมาเฟียแต่ก็ไม่ได้อยากไปบังคับอะไรเธอหรอก เธออยากทำอยากใส่อะไรแล้วชอบทำแล้วมีความสุขก็ให้เธอทำไป แต่เขาจะคอยดูแลเอง “เดี๋ยวใส่เสื้อคลุมอีกไม่ได้โชว์อะไรหรอก คนเดียวที่ฉันจะโชว์ให้เห็นมีแค่พี่เอริคเท่านั้นแหละ”และส่งสายตายั่วๆ มาให้เขาที่คอยมองดูเธอกำลังแต่งตัว “ถ้าทำแบบนี้ระวังจะไม่ได้ออกไปถ่ายรูปนะ” “ไม่ได้ออกไป แล้วเราจะทำอะไรกันหรอคะ” เธอเหมือนจะไม่สนคำเตือ
“การจดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มันทำให้คนที่ได้รับ รู้สึกดีมากๆเลยค่ะ” “พี่น่ารักแบบนี้ต้องให้รางวัลนะ” ฟอดด! หอมลงไปที่แก้มเนียนนุ่ม “งั้นเรา… เย็นนี้ไปดินเนอร์กันนะคะ ฉันหาร้านไว้แล้ว” เธอพูดไปก็ลูบแขนคนรักไปด้วย ตอนนี้เธอมีความสุขมากเลย “ครับ? แอบไปหาร้านไว้หรอ” เขาก้มหน้ามาหาพร้อมเอ่ยถาม “ใช่ค่ะ ก็พี่เอาแต่เซอร์ไพรส์ฉันอย่างเดียวเลย ฉันก็อยากจะเซอร์ไพรส์อะไรพี่บ้าง” “น่ารักจริงๆเลยนะเรา” ก้มหน้าลงไปจุ๊บที่ปากบาง จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ “พอแล้วค่ะ” เรเน่พูดพร้อมกับขำที่เอริคจูบปากเธอสามทีเป็นการหยอกล้อ เอริคโอบกอดร่างบางมองวิวทะเล แล้วก็คิดว่าถ้าตอนนี้มีเจ้าตัวน้อยสักสองสามคนมาวิ่งเล่นที่ชายหาดตอนนี้ก็คงดี เขาเลื่อนมือลงมาจับที่หน้าท้องแบนราบ “ทะเลครั้งหน้าพี่จะพาเธอกับลูกมาอีก” “ค่ะ ครั้งหน้าเจ้าตัวน้อยจะได้เล่นน้ำทะเล” “พอมีลูกแล้วพี่จะรักฉันน้อยลงไหมคะ” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เธอถามอย่างนั้นออกไป แต่ก็แค่อยากจะลองถามดู พรึ่บ จับร่างบางหันหน้ามาหา “พี่ไม่มีทางที่จะรักเธอน้อยลง แม้แต่วินาทีเดียวก็ไม่เคยมีความรู้สึกนั้น มีแต่จะรักเธอมากขึ้นด้วย!”พูดน้ำ
กระบี่ เอริคทำการเซอร์ไพรส์พาเรเน่มาฉลองไกลถึงกระบี่ หลังจากที่เธอเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยไปหมาดๆ โดยเป็นการจัดทริปเล็กๆ จะเรียกว่าเล็กได้ไหมนะ เพราะเขาก็ได้ที่ชวนเพื่อนสนิทของเธอมาด้วย นั่นก็คือ พริมโรสและลูกแก้ว และยังมีกลุ่มเพื่อนมาเฟียของเขามาด้วย รวมไปถึงภรรยาและว่าที่ภรรยาของเพื่อน และคู่ควง?..กับบางคนที่ยังไม่ยอมรับหัวใจตัวเอง… บ้านพักตากอากาศ เอริคลงทุนซื้อบ้านพักตากอากาศติดทะเลเพราะเขาชอบความเป็นส่วนตัว ไม่อยากวุ่นวายกับใคร หรือให้ใครมาวุ่นวาย เขาซื้อบ้านพักตากอากาศสองหลังติดกัน อีกหลังให้เป็นพื้นที่ของเพื่อนๆใช้เป็นพื้นที่ส่วนรวม บ้านพักตากอากาศหลังฝั่งเพื่อนจะมีห้องนอนมากกว่าหลังนี้สามห้องนอน ส่วนราคาที่เสียไปก็ประมาณ8หลัก…ต่อบ้านหนึ่งหลัง แต่จะมีเพื่อนเขาที่นอนบ้านนี้ด้วยเช่นกันก็จะเป็นครอบครัวของเดม่อน ออสการ์ กับฟานนาร์ ใช่นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือฟานนาร์ได้เข้ากลุ่มวิอิเม็นซ์ (Vehemence) ก็นั่นแหละไม่ใช่ว่าเปิดรับใครง่ายๆแต่เป็นกลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่รู้จักกันมาแต่เด็กแค่มีช่วงที่ไม่เข้าใจกัน…แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้วหลั







