LOGINชั่วโมงต่อมา
รถหรูหลายร้อยคันขับเคลื่อนผ่านประตูด้านหน้า เข้าไปในอาณาเขตของมหาวิทยาลัยสุดเลื่องชื่อ แม้จะรู้สึกอิจฉาเจ้าของรถหรูเหล่านั้น ใบข้าวก็ไม่เคยแสดงมันออกมาให้ใครเห็น เด็กสาววัยยี่สิบเอ็ดปีที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยการคว้าทุน เชิ่ดใบหน้าจิ้มลิ้มขึ้นสูง ดวงตาคู่หวานฉายเพียงความมุ่งมั่นออกมา คนอื่นอาจจะเหยียบย่ำความจนของเธอได้ แต่เธอจะไม่มีวันเหยียบย่ำมันด้วยเท้าของตัวเองเด็ดขาด ใบข้าวเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนค่าเทอมแพงลิบแห่งนี้ ด้วยการสอบชิงทุนเข้ามา และตอนสอบเข้าเธอทำคะแนนได้อันดับที่หนึ่ง และสามารถรักษาอันดับของตัวเองไว้ได้ทุกปี เธอจึงกลายเป็นนักศึกษาพิเศษของมหาวิทยาลัย เพราะไม่มีใครสามารถรักษาอันดับได้อย่างเธอ “มาแล้วเหรอใบข้าว” ร่างสมส่วนในชุดนักศึกษาขนาดพอดีตัวหยุดฝีเท้าลง ใบหน้าจิ้มลิ้มปราศจากเครื่องสำอางแหงนเงยขึ้นมากกว่าหกสิบองศา เพื่อมองคนพูดที่มีส่วนสูงมากถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร หนุ่มหล่อตรงหน้าเธอตอนนี้คือเขตคราม ผู้ชายที่คอยกวนประสาทเธออยู่ทุกวี่วัน แต่คำทักทายที่แปลกไปนั้นทำให้เธอหยุดคิดทบทวน มากกว่าจะสวนกลับไปด้วยถ้อยคำเจ็บแสบอย่างทุกที “ …?” “ … มีแค่ฉันเหรอที่ย้อนกลับมา” เมื่อคนตัวเล็กกว่ามีสีหน้าสับสน เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาก็ฉายความผิดหวังออกมาเลือนลาง มันจางหายไปโดยใช้เวลาเพียงสั้นๆ แค่ไม่นานเขาก็กลายเป็นเขตครามคนเดิม คนที่คอยหาเรื่องชวนเธอทะเลาะ “นี่ยัยประธานนักศึกษา! วันนี้เธอลืมเอาสมองมาด้วยหรือไง ถึงได้ยืนเอ๋ออยู่แบบนี้” “ … เมื่อกี้ นายพูดว่าอะไรนะ ย้อนกลับมา?” ใบข้าวยังคงติดอยู่กับคำพูดแผ่วเบาของศัตรูเบอร์หนึ่ง ย้อนกลับมาที่เขาพูดมันหมายความว่ายังไง แล้วชื่อใบข้าวที่เรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนั้น มันเหมือนกับที่เขตครามในฝันเรียกเลยไม่ใช่เหรอ เขา … เขาใช่เขตครามที่เธอรู้จักไหมเนี่ย? “เธอ …ไม่ใช่ใบข้าวในตอนนั้นงั้นเหรอ?” “ใบข้าวในตอนนั้น? ตอนไหน?” ร่างบอบบางเผลอก้าวถอยหลัง เมื่อร่างสูงใหญ่กำยำอัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม ของหนุ่มหล่อนักกิจกรรมก้าวมาข้างหน้า เขาก้าวต้อนเธอไปข้างหลังอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งแผ่นหลังของเธอแนบกับลำต้นของต้นไม้ใหญ่อย่างต้นจามจุรีอายุมากกว่าร้อยปี เขาถึงได้หยุดฝีเท้าลง “ก็ใบข้าวตอนที่เป็นเมียของฉันไง” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงไปพูดอยู่ด้านข้าง เสียงซ่านสยิวดังก้องอยู่ในหูของคนฟัง “ … ปะ เป็น เป็นเมียนาย ฉะ ฉัน ฉันเนี่ยนะ! บ้าไปแล้ว!” ใบข้าวแทบจะพูดไม่รู้เรื่อง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเพราะความตกใจ แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ภาพต่างๆที่ชัดเจนราวกับมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ก็ฉายวนอยู่ในหัวของเธอ ภาพที่เขากับเธอเดินจับมือกันอย่างสนิทสนมเหมือนกำลังออกเดต ภาพในห้องส่วนตัวที่เขากับเธออิงแอบแนบชิด ภาพที่เขากับเธอประทับริมฝีปากเข้าหากันอย่างเร่าร้อนดูดดื่ม และภาพสุดท้าย ภาพที่เขาเคลื่อนไหวร่างกายเข้าหาเธออย่างเร่าร้อนและรุนแรง “กรี๊ด! อุ๊บ!” ใบข้าวยกมือปิดปากไว้แน่นเพื่อกลั้นเสียงกรีดร้อง ด่าทอสิ่งที่สมองฉายออกมาอยู่ในใจ มองผู้ชายตรงหน้าเพื่อค้นหาคำตอบจากเขา ดวงตาสีเทาเข้มฉายประกายบางอย่าง คงอยู่เนินนาน และมันไม่มีวันเป็นอย่างนี้ได้แน่ ถ้าหากเขาเป็นเพียงแค่เขตครามคนนั้น คนที่อายุยี่สิบเอ็ดปีเท่ากันกับเธอ คนที่เป็นศัตรูคู่กัดของเธอ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น คนตรงหน้าเธอตอนนี้ ร่างกายคือเขตครามก็จริง ข้างในกลับไม่ใช่เขา แต่เป็นเขตครามอีกคนที่คงหลุดมาจากอนาคตอย่างที่เขาบอก “หึ!“ เขตครามพ่นเสียงหึผ่านลำคอ เมื่อมั่นใจว่าเธอเองก็ย้อนกลับมาเหมือนกัน ก็ถามต่อว่าจะเอายังไง “เธอก็เหมือนกันสินะ เอายังไงดีล่ะใบข้าว เราต่างก็ได้รับโอกาสเหมือนกันทั้งคู่ เธอจะเดินตามเส้นทางเดิม หรือจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่?” “ถึงนั่นจะเป็นอนาคตก็ตาม... ฉันไม่ต้องการหรอก” น้ำเสียงของใบข้าวหนักแน่นและเด็ดขาด เธอต้องการใช้มันเป็นกำแพงปกป้องหัวใจของตัวเอง “ …“ เขตครามชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินความต้องการของภรรยาในโลกอนาคต ความจุกเสียดแล่นขึ้นมาถึงในอก ความผิดหวังเสียใจตีตื้นขึ้นมาจนเกือบหลุดแสดงสีหน้าออกไป แต่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น เขาก็สามารถกดอารมณ์ทั้งหมดไว้ได้ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกวนประสาท ร่างสูงกำยำในชุดช็อปของคณะวิศวกรรมค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ ยกมือยันต้นไม้ด้านหลังของเธอไว้ ปิดกั้นทางหนีทั้งหมด ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลง ตั้งใจปล่อยลมหายใจอุ่นร้อนกระทบข้างใบหูเล็ก จงใจใช้เสียงต่ำในการพูด “หึ... ประธานนักศึกษาของเรา เย็นชาเหลือเกินนะ“ หัวใจของใบข้าวสั่นสะท้าน ไม่นานก็เต้นระส่ำรัวเร็ว เผลอเอนแผ่นหลังแนบกับต้นไม้ผิวขรุขระโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจทั้งหมดแทบหยุดนิ่งลง ราวกับห้วงเวลาหยุดนิ่ง เธอเผลอจ้องตากับเขา ดวงตาเรียวยาวแฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แต่กลับมีแรงกดดันบางอย่างที่แฝงความอันตรายแผ่ซ่านออกมา ในขณะที่หัวใจรู้สึกหวาดกลัว แต่ก็อบอุ่นอย่างน่าประหลาด “นั่นสินะ นักเรียนทุนอย่างเธอ คงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบมากกว่า“ นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมด้านหน้าอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็เกลี่ยไปด้านข้างทัดมันไว้หลังใบหู ใบหน้าสวยหวานถูกเปิดเผยสู่สายตาคม น้ำเสียงที่เอ่ยต่อจากนั้น แหบพร่าและแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ “ส่วนฉัน …“ สายตาของเขาเปลี่ยนไปคล้ายมีความมืดปกคลุมอยู่ด้านใน คำที่อยากพูดดันติดอยู่ในลำคอ ไม่มีถ้อยคำหลุดออกมาอีก “ฮ่าๆ” เขตครามระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เยาะหยันความคิดของตัวเอง เมื่อหัวเราะเยาะจนพอใจแล้ว ก็เอื้อนเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ต้องห่วง คนอย่างฉันไม่มีคุณสมบัติจะอยู่ในอนาคตของเธอหรอก ถ้ามีก็คงเพราะเธอเป็นฝ่ายตามฉันมาเอง” คำพูดของเขากวนประสาทและเสียดแทงใจ แต่ก็ไม่อาจปกปิดเงาหม่นที่วูบผ่านในดวงตาคู่นั้นได้ แก้มของเธอร้อนผ่าวขึ้นทันที โมโหและไม่เข้าใจจนอยากผลักเขาออก แต่ความใกล้ชิดกลับทำให้หัวใจเต้นแรงจนควบคุมไม่ได้ ทำไม ... แววตาของเขาถึงทำให้รู้สึกเจ็บปวดได้ขนาดนี้ เมื่อเห็นว่าเธอกำลังแสดงด้านที่อ่อนไหวออกมา ความรู้สึกท้าทายก็เกิดขึ้น เขตครามดึงมือกลับมาอย่างรวดเร็ว หมุนตัวเดินจากไปด้วยท่วงท่าสบายๆ แต่ฝีเท้ากลับถี่เร็วราวกับคนกำลังวิ่งหนีจากบางสิ่ง ก้าวไปได้ระยะหนึ่ง เขาก็หันกลับไปทิ้งความยียวนไว้ให้เธอ ทำเหมือนเขตครามคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก “อย่าเข้าเรียนสายล่ะคุณประธาน ระวังจะพลาดทุนเอานะ“ สวนหย่อมที่เงียบสนิทและทางเดินเชื่อมระหว่างตึกคณะ หลงเหลือเพียงแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ไม่นานเงาร่างกำยำก็หายไปจากสายตา ใบข้าวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม หัวใจเต้นระส่ำ สองมือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว พยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่การล้อเล่นของเขา เขาก็เป็นได้แค่หนุ่มเจ้าชู้ปากดีเหมือนทุกครั้ง แต่ในวินาทีนั้น ภาพจาก “อนาคต” ก็แวบขึ้นมา ร่างแกร่งที่โผลเข้าหาเธออย่างแผ่วเบา ทว่าอ้อมกอดของเขากลับร้อนผ่าวราวกับไฟลน ริมฝีปากที่สัมผัสรุกล้ำเข้าหา ก็เร่าร้อนและหวาบหวิว หัวใจของใบข้าวสะท้านหนัก ลมหายใจติดขัดขึ้นในทันที “ไม่ใช่เรื่องจริง... แต่ทำไม... ถึงต้องเป็นเขาด้วย?” เมื่อไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ ใบข้าวก็จำใจต้องสลัดมันทิ้งไปเสียก่อน สับสนได้แต่ไม่อยากเสียเวลากับมันมาก เพราะมีสิ่งที่สำคัญกว่าที่ต้องทำ นั่นก็คือการเข้าเรียน ซึ่งมันเป็นอย่างที่เขาเตือน ถ้าเธอสาย … เธอจะพลาดทุนการศึกษานะสิวันสุดท้ายของทริปฮันนีมูน มินตราทอดสายตามองไปยังร่างของสามี ที่กำลังเดินย้ำพื้นทรายเข้ามาใกล้บริเวณบ้านพัก เธอเก็บงำความลับไปมาตลอด จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของทริปฮันนีมูน ถึงเวลาที่ต้องบอกให้เขารู้สักที ว่ากลับไปจากตรงนี้ ชีวิตของเขากับเธอมันจะไม่เหมือนเดิม “ยิ้มอะไรหืม? พี่หล่อละสิ” หมอหนุ่มเอ่ยถามภรรยาที่นั่งยิ้มอยู่บนเก้าอี้ “ก็หล่อค่ะ แต่ที่มินยิ้ม ไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้น” มินตราตอบยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมอีก “แล้วยิ้มเพราะอะไร ดีใจที่จะได้กลับบ้าน” หมอหนุ่มคาดเดาอาการ จากนั้นก็เข้าไปสวมกอดภรรยาไว้ รู้สึกได้ว่าเธอมีน้ำมีนวลขึ้น สงสัยจะเป็นเพราะว่า เขาให้เธอกินเยอะไปหน่อย ก็นะ เอาเปรียบเธอซะขนาดนั้น ก็ต้องบำรุงหน่อยสิ “พี่คริสจะย้ายบ้านไหมคะ?” มินตรายังคงพูดอ้อมค้อม เพราะอยากทำให้สามีประทับใจ เธอรู้ว่าเขาชอบเด็ก แต่ยังไม่มั่นใจว่าเขาพร้อมจะเลี้ยงเด็กหรือยัง “เราอยากย้ายหรือเปล่า พี่มีบ้านนะแต่มันอยู่ไกล” หมอหนุ่มนึกตาม บ้านเขามีพร้อมและมีหลายหลัง แต่คอนโดมันสะดวกกว่า ใกล้ที่ทำงานด้วย “ไกลมากไหมคะ?”มินตราเริ่มกังวลเพราะถ้าไกลมาก มันอาจจะกระทบกับงานของเธอด้วย “ไม่นะ ท
สองชั่วโมงต่อมา เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่หมอหนุ่มจึงกลับไปชวนภรรยาออกมาทานข้าวข้างนอก ทานเสร็จก็เดินเล่นกันอยู่สักพัก เมื่อความรู้สึกบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมา คนหื่นห่ามก็รีบชวนภรรยากลับไปที่บ้านพัก ตั้งใจว่ามาฮันนีมูนครั้งนี้ต้องได้เบบี้กลับไปด้วย ปึ่ง! เพียงแค่ประตูบ้านพักปิดสนิทลง บทรักหอมหวานก็เริ่มขึ้นทันที เสื้อผ้าที่ร่างบางสวมใส่ ถูกมือหนาถอดออกอย่างเร่งรีบ ริมฝีปากกดลงจนแนบชิด ลากไล้ลิ้นจนริมฝีปากสีสดแยกออกจากกัน กวาดต้อนลิ้นเล็กหวังให้เธอตอบสนองด้วยจังหวะที่เร่าร้อนขึ้นกว่านั้ร“อืม พี่คริส จะทำตรงนี้เลยเหรอคะ?”ดวงตาคู่หวานเต็มไปด้วยแรงสิเน่หา มองใบหน้าสามีด้วยแววหยาดเยิ้ม จนคนตัวโตทนไม่ไหว ละมือออกไปปลดตะขอกางเกงลง ปลดปล่อยตัวตนแข็งขืนออกมาเผชิญกับโลกภายนอก ชักรูดขึ้นลงช้าๆ ในขณะที่ริมฝีปากดูดดึงกับปากจิ้มลิ้มไม่ห่าง “อื้อ อ๊ะ อีกนิดสิคะ มินยังไม่พร้อมเลย”ผลักอกสามีออกห่างเพื่อบอกว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะมีอะไรกันตอนนี้ สามีที่ได้ยินอย่างนั้นรีบทรุดตัวลงนั่งคลุกเข่า มองจุดซ่อนเร้นแสนสวยพลางกลืนน้ำลายลงคอ เขาติดใจตรงนี้มาก ชอบเหลือเกินที่ลิ้นและมือของตัวเอง สามารถท
วันต่อมา 10:00 น. มินตรากับสามีเดินทางมาถึงชลบุรีตั้งแต่เช้า เพราะสามีเป็นบุคคลกรสำคัญทางการแพทย์ จึงไปไหนไกลกว่านี้ไม่ได้ ทั้งที่ลาหยุดกว่าห้าวันเพื่อพาภรรยาไปเที่ยวเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งพระจันทร์แสนหวานหลังแต่งงาน แต่เพราะศัลยแพทย์เฉพาะทางมีน้อย เลยมาได้ไกลสุดแค่นี้ “ขอโทษนะครับที่พี่พามาได้ไกลสุดแค่นี้” “ไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้เรามีเวลามากกว่านี้ เราค่อยไปที่ๆไกลกว่านี้ก็ได้” พูดจบก็เตะทรายแรงๆเป็นการระบายความโกรธ หมอหนุ่มมองภรรยาก่อนจะอมยิ้ม รู้แหละว่าเมียไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรที่แสดงออกว่าไม่พอใจออกมา คงกลัวว่าเขาจะคิดมาก มุมนี้ของเธอเขาก็ชอบสุดๆเลย “ตอนนั้นพี่คิดว่าจะเลิกเป็นหมอแล้วนะ” นั่นคือสิ่งที่เขาเคยคิดแต่ไม่กล้าทำ วันนั้นเขาบอกมันกับพ่อ อยากไปทำหน้าที่อาจารย์มากกว่า ผลสรุปคือเขาทะเลาะกับพ่ออย่างหนัก แต่วันนี้ที่เลือกบอกกับภรรยาว่าตัวเองไม่อินกับอาชีพหมอแล้ว นั่นก็เพราะอยากจะเลิกทำอาชีพนี้จริงๆ “ไม่เป็นหมอแล้วจะหาเลี้ยงหนูกับลูกยังไงล่ะ” คนตัวเล็กโดดขึ้นกอดรอบลำคอของสามี ดึงใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้ อะไรทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้ คิดว่าบอกเธอแล้
สองเดือนต่อมา วันแต่งงานของมินตรากับหมอคริส พิธีแต่งงานในช่วงเช้าจัดขึ้นที่บ้านของเจ้าสาว หลังจากแห่ขบวนขันหมากเสร็จ แขกเหรื่อก็มานั่งในห้องรับรองกันพร้อมหน้า โดยมีเพียงแค่ญาติของทั้งสองฝ่าย เพื่อนสนิท และนักข่าวที่ขอมาทำข่าวเพียงไม่กี่คน เป็นงานแต่งเรียบง่ายตามความต้องการของเจ้าสาว พิธีตักบาตรเช้าและแห่ขันหมากเสร็จลง ตอนนี้จึงเหลือเพียงพิธีสู่ขอและพิธีสวมแหวนแต่งงาน จากนั้นก็จะมีพิธีรับไหว้ผู้ใหญ่ พิธีรดน้ำสังข์ และจบด้วยพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าเรือนหอ เป็นพิธีแต่งงานตามขนบธรรมเนียม ที่ถูกรวบรัดให้กระชับขึ้นกว่าสมัยก่อน เจ้าสาวของงานสวมชุดไทยสีขาวปักดิ้นสีทองทั้งชุด ฝีมือสุดประณีตโดยช่างตัดเย็บชื่อดัง แม้จะมีเวลาเพียงแค่ไม่นาน แต่ชุดที่ได้จากห้องเสื้อก็สวยงามมาก จนได้รับความสนใจจากคนที่กำลังจะมีแพลนจัดงานวิวาห์พิธีสู่ขอดำเนินไปจนถึงพิธีสวมแหวน มินตรายื่นมือข้างซ้ายไปให้คนตัวโตจับ แหวนเพชรขนาดหลายกะรัตมีเพชรเล็กๆล้อมรอบตัวเรือน ถูกสวมเข้าไปในนิ้วนางข้างซ้ายของเจ้าสาว หลังจากสวมเสร็จเธอก็ยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าบ่าว ด้วยกิริยานอบน้อม จากนั้นก็หยิบแหวนมาสวมให้เจ้าบ่าวบ้าง ซึ
“จะบ้าเหรอค่ะ เตรียมงานไม่ทันหรอก”“งั้นเธอก็ยอมพี่หน่อยสิ นะๆ เดี๋ยวจะรีบๆเสร็จให้” “ทำไมวนกลับมาเรื่องนี้อีกแล้ว” “ก็กลิ่นเรามันหอมน่ากิน” กลิ่นตัวของเธอหอมจริงๆ ทั้งกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่เธอเลือกใช้ กลิ่นแชมพูจากเส้นผม กลิ่นสบู่ รวมทั้งกลิ่นกายเนื้อของเธอที่มันผสมกับครีมบำรุงผิว กลิ่นอ่อนๆพวกนั้น มันหอมติดจมูกทุกครั้งที่เอาตัวเข้าไปคลอเคลีย “ละ เลิกดมได้แล้วค่ะ ไม่ใช่หมาสักหน่อย แล้วมืออะ จะไต่ลงไปถึงไหนเนี่ย” มินตรารีบหยุดมือที่ไต่หายเข้าไปในกางเกงของตัวเองไว้เขามือไวมาก เผลอแป๊บเดียวเกือบจะสอดเข้าไปในกลีบเนื้อของเธอ อยากจะตีมือให้หัก ถ้าไม่ติดว่ามือนี้ใช้ช่วยชีวิตคนนะ เธอจะตีมันให้หักจริงๆ “นิดเดียวนะ” “ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวไม่ทัน” มินตราห่วงงานของเขา เวลาครึ่งชั่วโมงน้อยลงเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเวลาเพียงไม่กี่นาทีเอง ถ้าเขาได้ใส่มันเข้ามา บอกได้เลยว่าเวลาแค่นี้มันไม่พอ “เรานี่นะ ฝากไว้ก่อนเถอะ!” หมอคริสพูดจบก็ฝากฝังรอยฟันไว้ที่ลาดไหล่ขาวเนียน ไม่ได้ออกแรงมากนัก แต่ตั้งใจให้มันมีร่องรอยฟันชัดเจน กดคนที่พยายามดิ้นหนีคมเขี้ยวไว้แน่น เพื่อให้เธอซึมซับความรู้สึกเ
สามเดือนต่อมา มินตราใช้ชีวิตในฐานะคนรักของศัลยแพทย์ชื่อดังมาร่วมหนึ่งเดือนแล้ว สถานะคนรักที่ถูกเปลี่ยนถ่ายมายังเธอตอนคาบเกี่ยว ไม่ได้ส่งผลเสียอย่างที่เคยคิดไว้ มันส่งผลในทางตรงข้ามกัน ทั้งยังช่วยหนุนบริษัทก่อสร้างที่กำลังซบเซาของครอบครัวเธอให้รุ่งเรืองขึ้น “วันนี้น้องมินไม่ไปหาคุณหมอเหรอคะ”มะนาวถามเจ้านายที่กำลังจะขึ้นนั่งตำแหน่งผู้บริหารแทนพ่อ ด้วยการทำผลกำไรมากกว่าที่เคยทำมาให้แก่บริษัท คนถูกถามยุ่งมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเสียสละเวลาเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามของเลขาคู่ใจ “คุณหมอมีเคสผ่าตัดค่ะ เห็นว่ามีเคสยาวถึงวันพรุ่งนี้เลย”“อื้อหือ ขยันจนไม่อยากเชื่อว่านั่นคือเพื่อนของตัวเอง”“ฮ่าๆ นั่นนะสิคะ มินเองก็คิดแบบนั้น”“ถ้าคิดถึงจะแอบไปหาก็ได้นะคะ เดี๋ยวพี่เคลียร์ที่เหลือเอง”“อ่า ถ้าอย่างนั้นเคลียร์ตรงนี้เสร็จมินไปนะคะ”ไม่ได้เจอกันครบหนึ่งสัปดาห์พอดี มินตราคิดว่าแว๊บเข้าไปให้กำลังใจคนทำงานหนักบ้าง เขาจะได้ไม่งอแงตอนที่ว่างกับร่างกายเธอ คนที่เชียร์คู่นี้มาตลอดยิ้มอ่อน ดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นใบหน้าแบบนี้ของคนที่เธอรักเหมือนน้องสาว สี่ชั่วโมงต่อมา หลังจากตรวจอาการคนไข้ และส่







