LOGIN“เมาหรือเปล่า?”ริกกี้เอ่ยถามระหว่างอยู่ในลิฟต์ มือโอบเอวบางเอาไว้หลวมๆ“หือ เปล่า นิ้งไม่ได้แตะเลย”“ไม่ได้ดื่มเหรอ”“ไม่สิ เนี่ยมีกลิ่นเหล้าที่ไหน”สาวเจ้าไม่พูดเปล่าแต่เขย่งเท้าขึ้นคว้าต้นคออีกฝ่ายลงมาประกบริมฝีปาก รสจูบที่เต็มไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนทำคิ้วเข้มขมวดมุ่น ไหนว่าไม่ได้ดื่มไง ทำไมกลิ่
“เหมยไปเมืองนอกแล้วอ่า... สงสารหนูมีน”คะนิ้งพูดขึ้นมาระหว่างเดินเข้าสู่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยพร้อมกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม เลโอซึ่งเป็นคู่สนทนาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“เทียน!”ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเทียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เพื่อนๆ ในกลุ่มที่กำลังฟังเรื่องเหมยจากคะนิ้งและเลโอหันไปมองเจ้าของเสียงทันที“พี
“อย่าพาภามมาที่นี่อีก ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆ ด้วย”“เพนนี... ทำไม ฮาน...”คะนิ้งมองท่าทีโกรธกรุ่นของเพนนีด้วยความสับสน กำลังจะถามว่ามันเรื่องอะไร ทำไมต้องโกรธหนักแบบนั้น ร่างสูงของฮานก็เดินตามออกมาเฉลยข้อข้องใจของคะนิ้งทันทีฮานไม่พูดอะไร เพนนีก็เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยท่าทางพะอืดพะอมทนหายใจร่วมกับอีกฝ่า
“ครับเฮีย ได้ครับ” ปริ๊นซ์พยักหน้าหงึกหงักแบบตั้งตัวไม่ทัน มองใบหน้าที่กำลังหลับสนิทของภามอย่างรู้สึกเอ็นดู “ถ้ามีอะไรก็โทรมานะปริ๊นซ์”คะนิ้งหยิบกระเป๋าขึ้นจะเดินตามริกกี้ออกไปก็ยังพะวักพะวนไม่หาย ฝากฝังโน่นนี่นั่นอยู่หลายคำราวกลับว่าไปไหนไกลทั้งที่ริกกี้จะพาไปร้านข้าวหน้าปา
“อ่อ เร็วๆ นะ” ริกกี้คว้าร่างภามขึ้นอุ้ม พาเดินลงมาบันไดหน้าตึงเล็กน้อย ตรงมาที่โซฟาแล้วเปิดทีวีดู แต่ดูไม่เป็นสุขหรอกเพราะน้องไม่อยู่เฉยๆ ต้องจับเอาไว้ตลอดไม่งั้นได้กลิ้งตกโซฟาแน่นอน “อยู่นิ่งๆ สิวะ เฮ้อ...” “มาแล้ว” คะนิ้งวิ่งลงบันไดมาอย่างร่าเริงมอง
“คะนิ้ง!” ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูผสมโรงกับเสียงเรียกทำให้คนบนเตียงพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างทนนอนต่อไปไม่ไหว หันไปมองทางประตูที่ยังมีเสียงตะโกนเรียกไม่หยุด “เพนนี...” คะนิ้งพึมพำชื่อน้องสาวต่างสายเลือด ผ่อนลมหายใจยาวฝืนใจลุกออกจากเตียงมาเปิดประตู
ปลายลิ้นของคลื่นแทรกเร้นเข้ามาในโพรงปาก กวาดซอนทุกซอกทุกมุมแบบไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พักร่างกายฉันอ่อนยวบ นอนหายใจกระเส่าใต้ร่างของคลื่น จ้องมองแววตาคมกริบตรงหน้าอย่างรู้สึกสับสน เราไม่ค่อยจูบกันแต่สัมผัสของคลื่นเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนไป“จะเอาแบบนุ่มนวลหรือแบบซาดิสม์”“ไม่เอา ง่วง”ฉันหลบสายตาชวนใจส
:: เหมย ::“หมวย....”“อือ”“หมวย ตื่น กลับไปนอนห้อง”“หือ?”เสียงคุ้นๆ เหมือนคลื่นเลย ฉันปรือตาขึ้นมอง รู้สึกงัวเงียกึ่งหัวเสีย ดวงตาคมกริบที่สะท้อนไหวอยู่ในระยะประชิดทำฉันเบิกตาโพลง ผวาลุกขึ้นมองด้วยความสับสน“คลื่น?”ความฝันเหรอ.... ไม่สิ หรือไม่ได้ฝัน...ถ้างั้นเขามาอยู่นี่ได้ไง?สายตาฉันเหลือบลง
“ริกกี้!” ฉันเขย่าเรียกคนข้างๆ ให้ตื่น ใบหน้าหล่อเหลาขมวดเกร็งมีเหงื่อผุดขึ้นตามรูขุมขนเต็มไปหมด ทั้งที่อากาศภายในห้องเย็นจนแทบสะท้าน แพรขนตายาวหนาแบบไม่เกรงใจผู้หญิงขยับไหว เปลือกตาเขาเปิดโพลงขึ้นทันที ริกกี้ผวาลุกขึ้นนั่งมองฉันด้วยแววตาแตกตื่น “คะนิ้ง....”
“เอาหน้ากากนั่นให้ไรเนอร์ซะ”แน่นอนว่าริกกี้ตอบปฏิเสธทันควัน “ไม่!”“ฉันบอกให้นายเอาหน้ากากให้ไรเนอร์”“ไม่!”“เอาหน้ากากให้ไรเนอร์!” มาซารุตบะแตก ปรี่เข้าไปแย่งหน้ากากเสือในมือริกกี้ อีกฝ่ายยอมดีๆ ที่ไหน เอี้ยวหลบอย่างเดียวไม่พอผลักนายน้อยแห่งตระกูลมิยาโมโตะทีเดียวล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นโครม!เด็กน้อ







