Mag-log inหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
"ไปก่อนนะคะป๊า" น้ำชาบอกลาพ่อของตนก่อนออกเดินทางไปทำงานแต่เช้า เมษมองลูกสาวของตนวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบโดยที่ลืมทานอาหารเช้าที่เขาเตรียมไว้ให้ซะอย่างนั้น
"ชา! แล้วกับข้าว-" แน่นอนว่าคำพูดของเขานั้นช้ากว่าลูกสาวเขานัก เพราะตอนนี้ชาได้หายลับไปจากสายตาของเมษเรียบร้อยแล้ว
เสียงประตูรั้วที่ปิดสนิททิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วห้องครัว เมษมองตามแผ่นหลังของลูกสาวที่ลับหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะจับความรู้สึกไม่ทัน เขาก้มลงมองแซนด์วิชแฮมชีสและกาแฟร้อนที่เตรียมไว้ให้บนโต๊ะ ควันสีจางยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือแก้ว แต่มันกลับดูอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเจ้าของของมันไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย
มือหนาเลื่อนจานอาหารเข้าไปไว้ตรงกลางโต๊ะอย่างเชื่องช้า ความร้อนจากถ้วยกาแฟที่เขาเตรียมไว้ยังคงแผ่กระจายออกมาจางๆ สัมผัสถึงความตั้งใจที่ถูกละเลย เมษถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางดึงเก้าอี้นั่งลงในตำแหน่งประจำของเขาที่ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหมือนเคย
"รีบขนาดนั้นเลยเหรอ…" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนาฬิกาแขวนผนังส่งเสียง กริ๊ก กริ๊ก เป็นจังหวะตอกย้ำความเงียบที่ปกคลุมบ้านหลังนี้
หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ชีวิตของน้ำชาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกพัดพาด้วยพายุแห่งการทำงาน เธอตื่นเช้าขึ้น กลับดึกขึ้น และใช้เวลาอยู่ในโลกที่มีชื่อว่า 'Rose & Design' มากกว่าโลกที่เขาสร้างไว้ให้ที่นี่ เมษรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ที่สถานีรถไฟ มองดูขบวนรถที่น้ำชานั่งอยู่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปไกลขึ้นทุกที
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิด มือถือบนโต๊ะก็ส่งเสียงแจ้งเตือนสั้นๆ ตื๊ด เขาหยิบมันขึ้นมาดู พบว่าเป็นข้อความจาก 'ฐา' เพื่อนสนิทที่เป็นที่ปรึกษาจำเป็นของเขาในพักหลัง
'เป็นไงบ้างเรื่องลูกสาวน่ะ ใจเย็นลงหรือยัง'
เมษขยับปลายนิ้วพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว "เพิ่งวิ่งออกไปเมื่อกี้ ข้าวปลาไม่กินสักคำ เห็นว่าช่วงนี้งานเยอะจนหัวหมุน"
'วัยรุ่นไฟแรงก็แบบนี้แหละ แต่อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ ไม่ใช่ไปนั่งเฝ้าประตูรอเขากลับบ้านจนตาเป็นแพนด้า'
"ไม่ได้รอขนาดนั้นสักหน่อย" เขาพิมพ์กลับไปแบบนั้น ทั้งที่ความจริงเมื่อคืนเขาก็นั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นจนกระทั่งได้ยินเสียงรถของ 'เพื่อน' ของเธอมาจอดส่งที่หน้าบ้านตอนกลางค่ำกลางคืน
เมษเก็บโทรศัพท์ลงแล้วมองไปที่ประตูอีกครั้ง ความรู้สึกอึดอัดที่เขาพยายามกดทับเอาไว้มันเริ่มประท้วงขึ้นมาในอก เขาไม่ได้อยากเป็นพ่อที่จู้จี้ หรือพ่อที่ขัดขวางอนาคตของลูก แต่ความรู้สึกที่ว่าตนเองกำลังสูญเสีย 'พื้นที่' สำคัญในชีวิตของน้ำชาไปให้กับคนอื่น..โดยเฉพาะกับผู้ชายอีกคน มันกลับรบกวนจิตใจเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เขาตัดสินใจลุกขึ้น เก็บจานแซนด์วิชแผ่นนั้นเข้ากล่องพลาสติก
"เอาไปให้ที่ออฟฟิศดีไหมนะ…"
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว แต่มันก็ถูกยับยั้งด้วยความลังเล เขาไม่อยากให้เธออายเพื่อนร่วมงาน แต่ภาพที่เธอยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้ามันก็น่าเป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปได้ ซึ่งสุดท้ายเมษก็เลือกที่จะหยิบกุญแจรถและเสื้อคลุมมาสวม เขาตัดสินใจขับรถออกไปมุ่งหน้าสู่ตึกสำนักงานใจกลางเมืองที่น้ำชาทำงานอยู่ ท่ามกลางการจราจรที่เริ่มหนาตา แสงแดดจัดจ้าในยามเช้าสะท้อนเข้าตาจนเขาต้องหรี่ลง
เมื่อมาถึงหน้าตึก Rose & Design เมษมองเห็นกลุ่มพนักงานที่กำลังเดินขวักไขว่เข้าตึก และนั่นเองที่เขามองเห็นน้ำชา เธอกำลังยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่หน้าลิฟต์ และข้างๆ เธอคือ 'เพื่อน' ชายหนุ่มคนเดิมที่มาส่งเธอเมื่อคืน ทั้งคู่กำลังคุยกันเรื่องเอกสารในมือ น้ำชาดูมีสีหน้าเคร่งเครียดแต่ก็ผ่อนคลายลงเมื่ออีกฝ่ายแตะบ่าเธอเบาๆ แล้วพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอยิ้มออกมาได้
รอยยิ้มแบบที่เขาไม่ได้เห็นมาหลายวันแล้ว
เมษที่นั่งอยู่ในรถกระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความตั้งใจที่จะเดินลงไปส่งกล่องแซนด์วิชหยุดชะงักลงที่ตรงนั้น
ตื๊ด ตื๊ด
คราวนี้เป็นสายเรียกเข้าจากที่ทำงานของเขาเอง เมษมองหน้าจอก่อนจะถอนหายใจทิ้ง
"ครับ… ผมกำลังไปครับ"
เขาวางกล่องอาหารลงที่เบาะข้างคนขับ ก่อนจะหักพวงมาลัยถอยรถออกมาจากตรงนั้น โลกของน้ำชากำลังหมุนไปข้างหน้าด้วยฟันเฟืองที่เขาไม่ได้เป็นส่วนประกอบ และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับ.. แม้ว่ามันจะทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นเพียงเงาที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็ตาม
"ฝากดูแลยัยเด็กดื้อนั่นด้วยแล้วกัน.. ไอ้หนุ่ม"
เขาพึมพำลอดไรฟัน สายตามองผ่านกระจกหลังเห็นภาพทั้งสองเดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกัน ก่อนที่ประตูบานนั้นจะปิดลงอย่างถาวรสำหรับเช้าวันนี้
- - - - - -
"เกือบไปแล้ว.."
น้ำชาพึมพำพลางจัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ขณะก้าวฉับๆ เข้าไปในลิฟต์ที่กำลังจะปิด เสียงรองเท้าส้นสูงกของเธอกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก ตึก จนคนข้างๆ ต้องหันมามอง
"มาช้าไปวินาทีเดียวคือสายเลยนะชา" คิมยิ้มล้อเลียนพลางยื่นแฟ้มงานมาให้
"ขอบคุณนะคิม ถ้าไม่มีนายช่วยไว้ฉันตายแน่"
เธอรับแฟ้มมาถือไว้พลางถอนหายใจยาว ในใจแอบนึกย้อนไปถึงบ้าน…
'ป๊าจะโกรธไหมนะที่ฉันวิ่งออกมาแบบนั้น แถมตอนนี้ท้องก็เริ่มประท้วงหิวซะแล้วสิ..'
เสียง ติ๊ง! ของลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูสเตนเลสที่แยกออกจากกัน เมื่อน้ำชาก้าวออกมาพร้อมกับคิม ทั้งสองก็ถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของออฟฟิศที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งรีบ กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมปนเปกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอและเสียงเคาะคีย์บอร์ดกับเสียงตัดผ้าที่ดังรัวจากหลายมุมห้อง
"ขอบคุณจริงๆ นะคิม ถ้าวันนี้มาไม่ทันประชุมบ่ายโมงพี่ลินดาต้องดุฉันแน่ๆ" น้ำชาพูดขณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง เธอวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้พลางจัดแฟ้มงานที่ถือมาอย่างรีบเร่ง หัวใจยังคงเต้นตุบตับด้วยความตื่นเต้นผสมกับความเหนื่อยหอบจากการวิ่งหนีสายนาฬิกา
"บอกแล้วว่าอย่าโหมงานดึกน่ะ เห็นนะว่าเมื่อคืนเธอยังแก้แบบอยู่ที่ห้องตัดอยู่เลย" คิมวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะข้างๆ พลางเลิกคิ้วมองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาว
"แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง? หน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ"
คำถามนั้นทำให้กระเพาะของน้ำชาส่งเสียงประท้วงขึ้นมาเบาๆ รสสัมผัสที่ว่างเปล่าในลำคอตอกย้ำว่าเธอละเลยมื้อเช้าที่ป๊าเตรียมไว้ให้ ภาพของเมษที่ยืนถือจานอาหารอยู่ในห้องครัววูบเข้ามาในความคิด แววตาที่เป็นห่วงคู่นั้นและความเงียบที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลังมันทำให้ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนเธอต้องเม้มปากแน่น
"ยังเลย… พอดีรีบออกมาน่ะ" เธอตอบสั้นๆ พลางหลบสายตาคิมแล้วก้มหน้าเปิดคอมพิวเตอร์
"ป๊าเตรียมไว้ให้แล้วล่ะ แต่ฉันดื้อเองที่ไม่ได้กิน"
"งั้นพักเที่ยงนี้ต้องจัดหนักหน่อยแล้วล่ะ เดี๋ยวไม่มีแรงแก้แบบชุดราตรีนะ" คิมตบไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจก่อนจะเดินแยกไปที่โต๊ะของตัวเอง ทิ้งให้น้ำชาจมอยู่กับโต๊ะที่มีภาพสเกตและหนังสือรีเสิร์สมากมาย แต่ในใจของเธอกลับวนเวียนอยู่แต่เรื่องที่บ้าน
มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ลังเลอยู่นานว่าจะพิมพ์ข้อความไปหาเมษดีไหม ความเงียบระหว่างเธอกับเขามันเริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เธอเริ่มทำงานที่นี่ ความใกล้ชิดที่เคยมีกลับถูกแทนที่ด้วยความห่างเหินของเวลาและภาระหน้าที่ เธอพิมพ์ข้อความว่า "ขอโทษนะป๊าที่เมื่อเช้าไม่ทันได้กินข้าวด้วย" แต่แล้วก็กดลบไป
"ชารบกวนช่วยเช็กตัวอย่างผ้าลินินในห้องคลังหน่อยสิ พี่ว่าสีมันดรอปไปนิดหนึ่งนะ" เสียงของรุ่นพี่ดีไซเนอร์เรียกสติเธอกลับมา
"ค่ะพี่ลินดา จะไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ!" น้ำชารับคำพลางรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบเร่งฝีเท้าที่ไปคลังเก็บผ้าทันที
ตลอดทั้งช่วงเช้าน้ำชาวิ่งวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมวัสดุและประสานงานกับทีมงานฝ่ายผลิต ความเหนื่อยล้าทางกายเริ่มรุกราน แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือความเงียบจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ เมษไม่ได้ส่งข้อความมาหา และนั่นยิ่งทำให้ความกังวลในใจของเธอเพิ่มพูนขึ้นราวกับตะกอนที่ก้นแก้ว
ป๊าจะกำลังเหงาอยู่ไหม? หรือป๊าจะโกรธที่เธอทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโตที่เอาแต่จะวิ่งตามความฝันจนลืมคนที่อยู่ข้างหลัง?
โครก…
เสียงท้องร้องที่ดังขึ้นในจังหวะที่ออฟฟิศเงียบสงบลงครู่หนึ่งทำให้น้ำชาหน้าแดงซ่าน เธอเอามือกุมท้องไว้พลางถอนหายใจยาว ความหิวในตอนนี้มันช่างขัดแย้งกับความทะเยอทะยานในหัวใจเสียเหลือเกิน
"ช่างเถอะ คิดมากไปคงไม่มีประโยชน์.." น้ำชาสะบัดความคิดที่มีอยู่ทิ้งไปแล้วเริ่มโฟกัสกับงานอีกครั้ง เธอพยายามท่องเอาไว้ในใจอยู่เสมอว่าการยุ่งกับงานคือหนทางเดียวที่เธอจะได้หลุดพ้นจากความคิดของเธอที่เกี่ยวโยงกับป๊า.. แล้วตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีของเธอ
"ไหวไหมชา? หน้าเธอดูซีดกว่ากระดาษอีกนะ" คิมที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ทักขึ้นพร้อมกับยื่นขนมปังขนาดเล็กซองหนึ่งมาให้
"รองท้องไปก่อน พี่ลินดาบอกว่าถ้าดีไซน์ตรงนี้ไม่เสร็จ เที่ยงนี้คงไม่ได้ไปไหนกันแน่"
"ขอบใจนะ ฉันแค่..มึนหัวนิดหน่อยน่ะ" น้ำชาพยายามคลี่ยิ้มตอบ แต่อาการสั่นจางๆ ที่ปลายนิ้วมือเป็นตัวบ่งบอกว่าร่างกายเธอกำลังจะถึงขีดจำกัด เธอรับขนมปังมาแล้วแกะเข้าปากอย่างรวดเร็ว รสชาติหวานๆ ของขนมปังเนยสดมันช่วยกระตุ้นพลังงานให้เธอได้เพียงชั่วครู่ แต่มันไม่ได้ช่วยลดความรู้สึกผิดที่ยังคงตกค้างอยู่ในใจได้เลย
'ป๊าจะทานข้าวหรือยังนะ…' ความคิดถึงที่แล่นเข้ามากลางคันทำให้เธอเผลอพิมพ์ชื่อเมษลงในช่องค้นหาข้อความ แต่แล้วเสียงเรียกจากหัวหน้างานก็ดึงเธอกลับสู่โลกความจริงที่โหดร้ายอีกครั้ง
"น้ำชา! มาช่วยกันตัดผ้าตรงนี้ที!"
"ค- ค่ะ!" ยังไม่ทันที่ขนมปังที่คิมให้มาหมด เธอก็ถูกรุ่นพี่ในทีมเรียกให้ไปตัดผ้าต่อเสียแล้ว ทำให้เธอต้องจำใจพักขนมปังใส่ซองไว้ก่อนแล้วรีบลุกไปช่วยรุ่นพี่ตัดผ้าโดยทันที
- - - - - -
ช่วงบ่ายที่แสนยาวนานผ่านไปอย่างทุลักทุเล เมษที่เพิ่งเสร็จจากการประชุมเคร่งเครียดนั่งเอนหลังลงบนเก้าอี้หนังในห้องทำงานของตน สายตาเขามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นวิวตึกระฟ้าด้านนอกอย่างเหม่อลอยพลางคิดถึงน้ำชาไปด้วย
'หิวแย่แล้วมั้งเนี่ย.. ได้ออกไปหาอะไรกินบ้างหรือยังนะ'
เจ้าตัวถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วนึกย้อนไปยังอาหารบนโต๊ะที่ไร้คนนั่งที่บ้านอีกหน ภาพจำที่เมษเคยสัมผัสหลังจากที่น้ำชาเดินทางไปเรียนที่ต่างประเทศหวนคืนกลับมาอย่างช้าๆ โต๊ะที่ว่างเปล่ากับเขาที่นั่งจิบกาแฟคนเดียวราวกับคนหมดอาลัยตายอยากได้ย้อนคืนมาในห้วงความคิดของเมษราวกับม้วนหนังที่ถูกฉายซ้ำ
เมื่อลูกโตขึ้น ก็ถึงคราวที่คนเป็นผู้ปกครองต้อง 'ปล่อย' ให้พวกเขาโบยบินออกไปด้วยตัวเอง ทว่าในความรู้สึกภายในอกนั้นกลับบีบรัดเขามากกว่าเดิมอย่างไม่รู้สาเหตุ
บางทีอาจเป็นเพราะเขายังไม่พร้อมที่จะ 'ปล่อย' น้ำชาไป
หรือบางทีอาจเป็นเพราะว่าเขาไม่อยากกลับไปอยู่คนเดียวอีกครั้ง..
ความสับสนนี้เริ่มล่องลอยอยู่ในจิตใจของเมษเหมือนกับหมอกควันที่เริ่มก่อตัวขึ้นโดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะดับลง..
แสงแดดรำไรยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างกระจกทรงสูงของคฤหาสน์หลังงามที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่จนดูโอ่อ่ากว่าที่เคยเป็นมา ความเงียบเชียบภายในบ้านไม่ได้ทำให้รู้สึกอ้างว้างอีกต่อไปนับตั้งแต่ ‘เขา’ กลับมา น้ำชาขยับกายภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์เนื้อนุ่มที่โอบล้อมร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอไว้ แผ่นหลังบางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและรอยแผลเป็นจางๆ หลักฐานของการถูกจองจำในอดีตที่คอยย้ำเตือนถึงความเสียสละอันบิดเบี้ยวของชายผู้เป็นเจ้าของลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่เหนือลาดไหล่ของเธอในเวลานี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจของเธอไว้ บัดนี้ถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้นด้วยเปลวไฟแห่งความโหยหาตลอดสี่ปีเต็มที่ผ่านมา น้ำชาหลับตาลงรับสัมผัสจากวงแขนแกร่งที่กระชับโอบกอดเธอไว้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปเป็นเพียงภาพฝันยามเช้า เธอแอบหลงรักผู้ชายคนที่คนทั้งโลกประณามว่าปีศาจมาเนิ่นนาน และยิ่งนานไปความรักนั้นก็ยิ่งหยั่งรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ ความรักที่สังคมมองว่าวิปริตและเป็นพิษร้าย แต่สำหรับเธอมันคือหยาดน้ำที่หล่อเลี้ยงกุหลาบสีน้ำเงินให้ยังคงเบ่งบานอย่างสง่างามท่าม
แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัววูบวาบสะท้อนกับผนังกระจกของอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่น้ำชาสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและเศษเสี้ยวของหัวใจที่แตกสลายเมื่อสี่ปีก่อน กลิ่นอายของความสำเร็จที่ฉาบไว้ด้วยน้ำหอมราคาแพงและดอกกุหลาบสีน้ำเงินสายพันธุ์พิเศษที่ส่งกลิ่นหอมเย็นยะเยือกตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องจัดแสดง เสียงรองเท้าส้นสูงยี่ห้อดังกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก ตึก เป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง ต่างจากเด็กสาวที่เคยเดินตัวสั่นเทาอยู่หลังม่านเวทีเดินแบบในอดีตอย่างสิ้นเชิงน้ำชายืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักข่าวและนักลงทุนในชุดราตรีสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดีไซน์ของมันยังคงเน้นความแข็งแกร่งของโครงสร้างแต่กลับซ่อนความพริ้วไหวที่ดูเยือกเย็นไว้ภายใน มันคือเอกลักษณ์ของดีไซเนอร์หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบปี ใบหน้าของเธอที่ผ่านการแต่งแต้มมาอย่างดีดูไร้ที่ติ แต่ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยมีประกายความหวังบัดนี้กลับดูเรียบเฉยและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะอ่านออก“คุณน้ำชาคะ การเปิดตัวคอลเลคชั่น ‘อิสระที่ถวิลหา’ ในครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเปล่าคะ?” นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมโครโฟนเข้ามาถามด้วยส
สิงห์ขยับเข้ามาใกล้เมษทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เขามองดูเพื่อนเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยสง่างามและเป็นที่ยอมรับของสังคม บัดนี้กลับดูแตกสลายและยอมสยบต่อข้อเสนอที่ไร้มนุษยธรรมที่สุด“ถ้านายตกลงตามนี้ ฉันจะลบคลิปนั่นทิ้ง และชีวิตของน้ำชาก็จะราบรื่นอย่างที่นายต้องการ” สิงห์พูดพลางพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นนิโคตินใส่หน้าเมษ “แต่นายต้องเล่นบทบาทนี้ให้สมบูรณ์แบบนะเมษ นายต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่านายคือปีศาจที่กักขังและครอบงำเด็กสาวคนหนึ่งไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”เมษขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนาที่เปื้อนคราบเลือดกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เขารู้ดีว่าข้อเสนอของสิงห์คือการฆ่าตัวตายทางสังคม แต่นี่คือทางเดียวที่น้ำชาของเขาจะยังคงเบ่งบานได้อย่างงดงามในโลกภายนอก เขาไม่อาจปล่อยให้น้ำชาต้องมาจมปลักอยู่ในนรกที่เขาสร้างขึ้น หากความลับเรื่องความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวถูกเปิดเผยออกไป น้ำชาจะถูกตราหน้าและหมดอนาคตทันที ซึ่งเขาไม่อยากเห็นภาพนั้นมากที่สุด ภาพที่อนาคตของคนที่เขารักพังทลายไปเพราะตัวเขา “ฉันจะทำ” เมษเค้นเสียงพูดออกมา น้ำเสียงของเขามั่นคงอย่า
เสียงเคาะคีย์บอร์ดในออฟฟิศของเมษวันนี้ดูจะหนักอึ้งเป็นพิเศษ หลังจากสิ่งที่เมษเจอเมื่อวานมันทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจเอาเสียเลย วันเวลาที่ผ่านไปทุกนาทีคือความกลัวที่ว่าสิงฆ์จะเล่นสกปรกใส่เขากับน้ำชาตอนไหน นิ้วมือที่เริ่มชากดแป้นพิมพ์บนดัง แต่ก แต่ก อย่างเชื่องช้ากว่าทุกวัน เสียงนาฬิกาบนผนังออฟฟิศส่งเสียงฟังดูดังกว่าทุกทีแม้มันจะเสียงเบาเท่าเดิม เมษถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมใช้มือเสยผมขึ้น เจ้าตัวเอนพิงไปกับเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดานสีขาวด้วยแววตาที่ไร้จุดหมาย เขาต้องคิดหาทางปกป้องน้ำชาสักทางไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ความสัมพันธ์ของเขาและน้ำชาที่ปกปิดเป็นความลับมาตลอดอาจตกอยู่ในอันตรายได้ และนั่นก็รวมถึงอนาคตของตัวของน้ำชาเองดด้วย.. เขาน่ะไม่เป็นอะไรหรอก เพราะอย่างน้อยสังคมก็อาจมองเขาเป็นพ่อโหดเหี้ยมที่คุกคามลูกสาวของตนเอง แต่น้ำชา..หากน้ำชายืนกรานจะยืนข้างเขาต่อไป มันจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอเลยแม้แต่น้อย "เฮ้อ..ฉันจะทำยังไงดี.."ทำไมสิงฆ์ต้องมาปรากฏตัวที่งานของน้ำชาด้วย ทำไมหมอนั่นถึงไม่ยอมปล่อยเขาไปสักทีเสียงแจ้งเตือนของมือถือที่ถูกวางไว้บนโต
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดภายในโรงรถของบ้านที่เงียบสงัด น้ำชาดับเครื่องยนต์แต่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในความมืด แสงไฟอัตโนมัติหน้าบ้านส่องเข้ามาจางๆ ทำให้เห็นคราบเลือดที่แห้งกรังบนใบหน้าของเขา น้ำชาเปิดประตูลงจากรถและเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่เมษนั่งอยู่ เธอประคองเมษให้ลงจากรถและพาเขาเดินเข้าบ้านอย่างระมัดระวังกลิ่นสบู่และน้ำหอมจาง ๆ จากตัวน้ำชาที่อบอวลอยู่ในบ้านที่คุ้นเคยทำให้เมษรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในกรงขังที่สวยงาม เขาถูกพานั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น น้ำชาวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มลงมือทำแผลให้เขาด้วยความชำนาญ มือเรียวที่หยิบจับสำลีชุบแอลกอฮอล์สัมผัสลงบนบาดแผลของเขาอย่างแผ่วเบาจนเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ"เจ็บหน่อยนะคะป๊า" น้ำชาพูดพลางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นเมษขมวดคิ้วด้วยความแสบ"ป๊าเจ็บที่ใจมากกว่าชา" เมษคว้าข้อมือของน้ำชาไว้ขณะที่เธอจะผละออกไปทิ้งสำลี เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาในตอนนี้ไม่ได้มีความเกรงใจในฐานะพ่อลูกเหลืออยู่อีกต่อไป "สิงห์มันจะทำลายชา มันจะแฉทุกอย่าง ป๊าควรจะทำยังไงดี"น้ำชาวางกล่องปฐมพยาบาลลงแล้วขยับเข้าไปนั่งข้าง ๆ
คำพูดของสิงห์เหมือนคีมเหล็กที่คอยคีบเอาความทรงจำที่เมษอยากจะฝังกลบไว้ให้ลึกที่สุดย้อนกลับมา ความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อนในรั้วมหาวิทยาลัยเซนต์เกรกอรี สถานที่ที่ความทะเยอทะยานของชายหนุ่มสองคนเริ่มต้นขึ้น เมษและสิงห์เคยเป็นเพื่อนที่เดินเคียงข้างกันในฐานะนักศึกษาดาวรุ่งของคณะบริหารธุรกิจ แต่ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ เมษมักจะได้ในสิ่งที่สิงห์ปรารถนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบที่เหนือกว่าเพียงเสี้ยวคะแนน ทุนการศึกษาที่ถูกหยิบยื่นให้ หรือแม้แต่คำชื่นชมจากอาจารย์ที่สิงห์เคารพรักแต่จุดแตกหักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการเรียน แต่มันคือโปรเจกต์ระดมทุนครั้งใหญ่ของนักศึกษาที่สิงห์เป็นคนริเริ่มและทุ่มเททุกอย่างลงไป ทว่าในวันที่โปรเจกต์กำลังจะประสบความสำเร็จ เมษกลับมองเห็นช่องโหว่ร้ายแรงทางกฎหมายที่อาจทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน เขาตัดสินใจเข้าแจ้งความและระงับทุกอย่างโดยไม่บอกกล่าวสิงห์ล่วงหน้า ผลลัพธ์ในครั้งนั้นทำให้สิงห์ถูกตราหน้าว่าเป็นคนฉ้อโกงและต้องพ้นสภาพนักศึกษา ในขณะที่เมษได้รับคำชมว่าเป็นผู้ผดุงความถูกต้องและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษาแทน“แกพังชีวิตฉันในตอนนั้น แกทำให้บริษัท เอส เอ็น แ







![ภรรยา[ไม่]ร้ายของนักแข่ง](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)