Masukหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
"ไปก่อนนะคะป๊า" น้ำชาบอกลาพ่อของตนก่อนออกเดินทางไปทำงานแต่เช้า เมษมองลูกสาวของตนวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบโดยที่ลืมทานอาหารเช้าที่เขาเตรียมไว้ให้ซะอย่างนั้น
"ชา! แล้วกับข้าว-" แน่นอนว่าคำพูดของเขานั้นช้ากว่าลูกสาวเขานัก เพราะตอนนี้ชาได้หายลับไปจากสายตาของเมษเรียบร้อยแล้ว
เสียงประตูรั้วที่ปิดสนิททิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วห้องครัว เมษมองตามแผ่นหลังของลูกสาวที่ลับหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะจับความรู้สึกไม่ทัน เขาก้มลงมองแซนด์วิชแฮมชีสและกาแฟร้อนที่เตรียมไว้ให้บนโต๊ะ ควันสีจางยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือแก้ว แต่มันกลับดูอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเจ้าของของมันไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย
มือหนาเลื่อนจานอาหารเข้าไปไว้ตรงกลางโต๊ะอย่างเชื่องช้า ความร้อนจากถ้วยกาแฟที่เขาเตรียมไว้ยังคงแผ่กระจายออกมาจางๆ สัมผัสถึงความตั้งใจที่ถูกละเลย เมษถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางดึงเก้าอี้นั่งลงในตำแหน่งประจำของเขาที่ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหมือนเคย
"รีบขนาดนั้นเลยเหรอ…" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนาฬิกาแขวนผนังส่งเสียง กริ๊ก กริ๊ก เป็นจังหวะตอกย้ำความเงียบที่ปกคลุมบ้านหลังนี้
หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ชีวิตของน้ำชาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกพัดพาด้วยพายุแห่งการทำงาน เธอตื่นเช้าขึ้น กลับดึกขึ้น และใช้เวลาอยู่ในโลกที่มีชื่อว่า 'Rose & Design' มากกว่าโลกที่เขาสร้างไว้ให้ที่นี่ เมษรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ที่สถานีรถไฟ มองดูขบวนรถที่น้ำชานั่งอยู่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปไกลขึ้นทุกที
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิด มือถือบนโต๊ะก็ส่งเสียงแจ้งเตือนสั้นๆ ตื๊ด เขาหยิบมันขึ้นมาดู พบว่าเป็นข้อความจาก 'ฐา' เพื่อนสนิทที่เป็นที่ปรึกษาจำเป็นของเขาในพักหลัง
'เป็นไงบ้างเรื่องลูกสาวน่ะ ใจเย็นลงหรือยัง'
เมษขยับปลายนิ้วพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว "เพิ่งวิ่งออกไปเมื่อกี้ ข้าวปลาไม่กินสักคำ เห็นว่าช่วงนี้งานเยอะจนหัวหมุน"
'วัยรุ่นไฟแรงก็แบบนี้แหละ แต่อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ ไม่ใช่ไปนั่งเฝ้าประตูรอเขากลับบ้านจนตาเป็นแพนด้า'
"ไม่ได้รอขนาดนั้นสักหน่อย" เขาพิมพ์กลับไปแบบนั้น ทั้งที่ความจริงเมื่อคืนเขาก็นั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นจนกระทั่งได้ยินเสียงรถของ 'เพื่อน' ของเธอมาจอดส่งที่หน้าบ้านตอนกลางค่ำกลางคืน
เมษเก็บโทรศัพท์ลงแล้วมองไปที่ประตูอีกครั้ง ความรู้สึกอึดอัดที่เขาพยายามกดทับเอาไว้มันเริ่มประท้วงขึ้นมาในอก เขาไม่ได้อยากเป็นพ่อที่จู้จี้ หรือพ่อที่ขัดขวางอนาคตของลูก แต่ความรู้สึกที่ว่าตนเองกำลังสูญเสีย 'พื้นที่' สำคัญในชีวิตของน้ำชาไปให้กับคนอื่น..โดยเฉพาะกับผู้ชายอีกคน มันกลับรบกวนจิตใจเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เขาตัดสินใจลุกขึ้น เก็บจานแซนด์วิชแผ่นนั้นเข้ากล่องพลาสติก
"เอาไปให้ที่ออฟฟิศดีไหมนะ…"
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว แต่มันก็ถูกยับยั้งด้วยความลังเล เขาไม่อยากให้เธออายเพื่อนร่วมงาน แต่ภาพที่เธอยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้ามันก็น่าเป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปได้ ซึ่งสุดท้ายเมษก็เลือกที่จะหยิบกุญแจรถและเสื้อคลุมมาสวม เขาตัดสินใจขับรถออกไปมุ่งหน้าสู่ตึกสำนักงานใจกลางเมืองที่น้ำชาทำงานอยู่ ท่ามกลางการจราจรที่เริ่มหนาตา แสงแดดจัดจ้าในยามเช้าสะท้อนเข้าตาจนเขาต้องหรี่ลง
เมื่อมาถึงหน้าตึก Rose & Design เมษมองเห็นกลุ่มพนักงานที่กำลังเดินขวักไขว่เข้าตึก และนั่นเองที่เขามองเห็นน้ำชา เธอกำลังยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่หน้าลิฟต์ และข้างๆ เธอคือ 'เพื่อน' ชายหนุ่มคนเดิมที่มาส่งเธอเมื่อคืน ทั้งคู่กำลังคุยกันเรื่องเอกสารในมือ น้ำชาดูมีสีหน้าเคร่งเครียดแต่ก็ผ่อนคลายลงเมื่ออีกฝ่ายแตะบ่าเธอเบาๆ แล้วพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอยิ้มออกมาได้
รอยยิ้มแบบที่เขาไม่ได้เห็นมาหลายวันแล้ว
เมษที่นั่งอยู่ในรถกระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความตั้งใจที่จะเดินลงไปส่งกล่องแซนด์วิชหยุดชะงักลงที่ตรงนั้น
ตื๊ด ตื๊ด
คราวนี้เป็นสายเรียกเข้าจากที่ทำงานของเขาเอง เมษมองหน้าจอก่อนจะถอนหายใจทิ้ง
"ครับ… ผมกำลังไปครับ"
เขาวางกล่องอาหารลงที่เบาะข้างคนขับ ก่อนจะหักพวงมาลัยถอยรถออกมาจากตรงนั้น โลกของน้ำชากำลังหมุนไปข้างหน้าด้วยฟันเฟืองที่เขาไม่ได้เป็นส่วนประกอบ และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับ.. แม้ว่ามันจะทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นเพียงเงาที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็ตาม
"ฝากดูแลยัยเด็กดื้อนั่นด้วยแล้วกัน.. ไอ้หนุ่ม"
เขาพึมพำลอดไรฟัน สายตามองผ่านกระจกหลังเห็นภาพทั้งสองเดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกัน ก่อนที่ประตูบานนั้นจะปิดลงอย่างถาวรสำหรับเช้าวันนี้
- - - - - -
"เกือบไปแล้ว.."
น้ำชาพึมพำพลางจัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ขณะก้าวฉับๆ เข้าไปในลิฟต์ที่กำลังจะปิด เสียงรองเท้าส้นสูงกของเธอกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก ตึก จนคนข้างๆ ต้องหันมามอง
"มาช้าไปวินาทีเดียวคือสายเลยนะชา" คิมยิ้มล้อเลียนพลางยื่นแฟ้มงานมาให้
"ขอบคุณนะคิม ถ้าไม่มีนายช่วยไว้ฉันตายแน่"
เธอรับแฟ้มมาถือไว้พลางถอนหายใจยาว ในใจแอบนึกย้อนไปถึงบ้าน…
'ป๊าจะโกรธไหมนะที่ฉันวิ่งออกมาแบบนั้น แถมตอนนี้ท้องก็เริ่มประท้วงหิวซะแล้วสิ..'
เสียง ติ๊ง! ของลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูสเตนเลสที่แยกออกจากกัน เมื่อน้ำชาก้าวออกมาพร้อมกับคิม ทั้งสองก็ถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของออฟฟิศที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งรีบ กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมปนเปกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอและเสียงเคาะคีย์บอร์ดกับเสียงตัดผ้าที่ดังรัวจากหลายมุมห้อง
"ขอบคุณจริงๆ นะคิม ถ้าวันนี้มาไม่ทันประชุมบ่ายโมงพี่ลินดาต้องดุฉันแน่ๆ" น้ำชาพูดขณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง เธอวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้พลางจัดแฟ้มงานที่ถือมาอย่างรีบเร่ง หัวใจยังคงเต้นตุบตับด้วยความตื่นเต้นผสมกับความเหนื่อยหอบจากการวิ่งหนีสายนาฬิกา
"บอกแล้วว่าอย่าโหมงานดึกน่ะ เห็นนะว่าเมื่อคืนเธอยังแก้แบบอยู่ที่ห้องตัดอยู่เลย" คิมวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะข้างๆ พลางเลิกคิ้วมองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาว
"แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง? หน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ"
คำถามนั้นทำให้กระเพาะของน้ำชาส่งเสียงประท้วงขึ้นมาเบาๆ รสสัมผัสที่ว่างเปล่าในลำคอตอกย้ำว่าเธอละเลยมื้อเช้าที่ป๊าเตรียมไว้ให้ ภาพของเมษที่ยืนถือจานอาหารอยู่ในห้องครัววูบเข้ามาในความคิด แววตาที่เป็นห่วงคู่นั้นและความเงียบที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลังมันทำให้ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนเธอต้องเม้มปากแน่น
"ยังเลย… พอดีรีบออกมาน่ะ" เธอตอบสั้นๆ พลางหลบสายตาคิมแล้วก้มหน้าเปิดคอมพิวเตอร์
"ป๊าเตรียมไว้ให้แล้วล่ะ แต่ฉันดื้อเองที่ไม่ได้กิน"
"งั้นพักเที่ยงนี้ต้องจัดหนักหน่อยแล้วล่ะ เดี๋ยวไม่มีแรงแก้แบบชุดราตรีนะ" คิมตบไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจก่อนจะเดินแยกไปที่โต๊ะของตัวเอง ทิ้งให้น้ำชาจมอยู่กับโต๊ะที่มีภาพสเกตและหนังสือรีเสิร์สมากมาย แต่ในใจของเธอกลับวนเวียนอยู่แต่เรื่องที่บ้าน
มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ลังเลอยู่นานว่าจะพิมพ์ข้อความไปหาเมษดีไหม ความเงียบระหว่างเธอกับเขามันเริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เธอเริ่มทำงานที่นี่ ความใกล้ชิดที่เคยมีกลับถูกแทนที่ด้วยความห่างเหินของเวลาและภาระหน้าที่ เธอพิมพ์ข้อความว่า "ขอโทษนะป๊าที่เมื่อเช้าไม่ทันได้กินข้าวด้วย" แต่แล้วก็กดลบไป
"ชารบกวนช่วยเช็กตัวอย่างผ้าลินินในห้องคลังหน่อยสิ พี่ว่าสีมันดรอปไปนิดหนึ่งนะ" เสียงของรุ่นพี่ดีไซเนอร์เรียกสติเธอกลับมา
"ค่ะพี่ลินดา จะไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ!" น้ำชารับคำพลางรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบเร่งฝีเท้าที่ไปคลังเก็บผ้าทันที
ตลอดทั้งช่วงเช้าน้ำชาวิ่งวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมวัสดุและประสานงานกับทีมงานฝ่ายผลิต ความเหนื่อยล้าทางกายเริ่มรุกราน แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือความเงียบจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ เมษไม่ได้ส่งข้อความมาหา และนั่นยิ่งทำให้ความกังวลในใจของเธอเพิ่มพูนขึ้นราวกับตะกอนที่ก้นแก้ว
ป๊าจะกำลังเหงาอยู่ไหม? หรือป๊าจะโกรธที่เธอทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโตที่เอาแต่จะวิ่งตามความฝันจนลืมคนที่อยู่ข้างหลัง?
โครก…
เสียงท้องร้องที่ดังขึ้นในจังหวะที่ออฟฟิศเงียบสงบลงครู่หนึ่งทำให้น้ำชาหน้าแดงซ่าน เธอเอามือกุมท้องไว้พลางถอนหายใจยาว ความหิวในตอนนี้มันช่างขัดแย้งกับความทะเยอทะยานในหัวใจเสียเหลือเกิน
"ช่างเถอะ คิดมากไปคงไม่มีประโยชน์.." น้ำชาสะบัดความคิดที่มีอยู่ทิ้งไปแล้วเริ่มโฟกัสกับงานอีกครั้ง เธอพยายามท่องเอาไว้ในใจอยู่เสมอว่าการยุ่งกับงานคือหนทางเดียวที่เธอจะได้หลุดพ้นจากความคิดของเธอที่เกี่ยวโยงกับป๊า.. แล้วตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีของเธอ
"ไหวไหมชา? หน้าเธอดูซีดกว่ากระดาษอีกนะ" คิมที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ทักขึ้นพร้อมกับยื่นขนมปังขนาดเล็กซองหนึ่งมาให้
"รองท้องไปก่อน พี่ลินดาบอกว่าถ้าดีไซน์ตรงนี้ไม่เสร็จ เที่ยงนี้คงไม่ได้ไปไหนกันแน่"
"ขอบใจนะ ฉันแค่..มึนหัวนิดหน่อยน่ะ" น้ำชาพยายามคลี่ยิ้มตอบ แต่อาการสั่นจางๆ ที่ปลายนิ้วมือเป็นตัวบ่งบอกว่าร่างกายเธอกำลังจะถึงขีดจำกัด เธอรับขนมปังมาแล้วแกะเข้าปากอย่างรวดเร็ว รสชาติหวานๆ ของขนมปังเนยสดมันช่วยกระตุ้นพลังงานให้เธอได้เพียงชั่วครู่ แต่มันไม่ได้ช่วยลดความรู้สึกผิดที่ยังคงตกค้างอยู่ในใจได้เลย
'ป๊าจะทานข้าวหรือยังนะ…' ความคิดถึงที่แล่นเข้ามากลางคันทำให้เธอเผลอพิมพ์ชื่อเมษลงในช่องค้นหาข้อความ แต่แล้วเสียงเรียกจากหัวหน้างานก็ดึงเธอกลับสู่โลกความจริงที่โหดร้ายอีกครั้ง
"น้ำชา! มาช่วยกันตัดผ้าตรงนี้ที!"
"ค- ค่ะ!" ยังไม่ทันที่ขนมปังที่คิมให้มาหมด เธอก็ถูกรุ่นพี่ในทีมเรียกให้ไปตัดผ้าต่อเสียแล้ว ทำให้เธอต้องจำใจพักขนมปังใส่ซองไว้ก่อนแล้วรีบลุกไปช่วยรุ่นพี่ตัดผ้าโดยทันที
- - - - - -
ช่วงบ่ายที่แสนยาวนานผ่านไปอย่างทุลักทุเล เมษที่เพิ่งเสร็จจากการประชุมเคร่งเครียดนั่งเอนหลังลงบนเก้าอี้หนังในห้องทำงานของตน สายตาเขามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นวิวตึกระฟ้าด้านนอกอย่างเหม่อลอยพลางคิดถึงน้ำชาไปด้วย
'หิวแย่แล้วมั้งเนี่ย.. ได้ออกไปหาอะไรกินบ้างหรือยังนะ'
เจ้าตัวถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วนึกย้อนไปยังอาหารบนโต๊ะที่ไร้คนนั่งที่บ้านอีกหน ภาพจำที่เมษเคยสัมผัสหลังจากที่น้ำชาเดินทางไปเรียนที่ต่างประเทศหวนคืนกลับมาอย่างช้าๆ โต๊ะที่ว่างเปล่ากับเขาที่นั่งจิบกาแฟคนเดียวราวกับคนหมดอาลัยตายอยากได้ย้อนคืนมาในห้วงความคิดของเมษราวกับม้วนหนังที่ถูกฉายซ้ำ
เมื่อลูกโตขึ้น ก็ถึงคราวที่คนเป็นผู้ปกครองต้อง 'ปล่อย' ให้พวกเขาโบยบินออกไปด้วยตัวเอง ทว่าในความรู้สึกภายในอกนั้นกลับบีบรัดเขามากกว่าเดิมอย่างไม่รู้สาเหตุ
บางทีอาจเป็นเพราะเขายังไม่พร้อมที่จะ 'ปล่อย' น้ำชาไป
หรือบางทีอาจเป็นเพราะว่าเขาไม่อยากกลับไปอยู่คนเดียวอีกครั้ง..
ความสับสนนี้เริ่มล่องลอยอยู่ในจิตใจของเมษเหมือนกับหมอกควันที่เริ่มก่อตัวขึ้นโดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะดับลง..
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป"ไปก่อนนะคะป๊า" น้ำชาบอกลาพ่อของตนก่อนออกเดินทางไปทำงานแต่เช้า เมษมองลูกสาวของตนวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบโดยที่ลืมทานอาหารเช้าที่เขาเตรียมไว้ให้ซะอย่างนั้น"ชา! แล้วกับข้าว-" แน่นอนว่าคำพูดของเขานั้นช้ากว่าลูกสาวเขานัก เพราะตอนนี้ชาได้หายลับไปจากสายตาของเมษเรียบร้อยแล้วเสียงประตูรั้วที่ปิดสนิททิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วห้องครัว เมษมองตามแผ่นหลังของลูกสาวที่ลับหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะจับความรู้สึกไม่ทัน เขาก้มลงมองแซนด์วิชแฮมชีสและกาแฟร้อนที่เตรียมไว้ให้บนโต๊ะ ควันสีจางยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือแก้ว แต่มันกลับดูอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเจ้าของของมันไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อยมือหนาเลื่อนจานอาหารเข้าไปไว้ตรงกลางโต๊ะอย่างเชื่องช้า ความร้อนจากถ้วยกาแฟที่เขาเตรียมไว้ยังคงแผ่กระจายออกมาจางๆ สัมผัสถึงความตั้งใจที่ถูกละเลย เมษถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางดึงเก้าอี้นั่งลงในตำแหน่งประจำของเขาที่ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหมือนเคย"รีบขนาดนั้นเลยเหรอ…" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนาฬิกาแขวนผนังส่งเสียง กริ๊ก กริ๊ก เป็นจังหวะตอกย้ำความเงียบที่ปกคลุมบ้านหลังนี้หนึ่
และแล้ววันที่น้ำชารอคอยก็มาถึง เมื่อมีอีเมลตอบกลับ HR เกี่ยวกับการรับเธอเข้าทำงานที่บริษัทออกแบบที่เธอใฝ่ฝัน น้ำชาจ้องหน้าจอโน๊ตบุ๊คอยู่พักหนึ่งอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองก่อนจะรีบอ่านข้อมูลของรายละเอียดงานและวันเวลานัดหมายอย่างถี่ถ้วน "ได้แล้ววว!" เธอเอนหลังลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เสียงถอนหายใจดังยาวเหมือนปล่อยภาระที่แบกไว้ทั้งชีวิต ต่อไปนี้ เธอจะได้ก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว และต่อจากนี้เธอจะไม่ใช่นักศึกษา หรือ เด็กฝึกงานอีกต่อไป แต่เป็น 'พนักงาน' ในบริษัทที่เธอใฝ่ฝัน บริษัทออกแบบที่เธออยากจะเข้าไปทำงานด้วยมากที่สุดRose & Design คือบริษัทออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำที่โด่งดังไปทั่วโลกในไทย ตอนนี้เธอกำลังจะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองที่เงาวับนี้แล้ว ทว่าคืนก่อนวันเริ่มงาน น้ำชากลับนอนไม่ค่อยหลับ คำถามสารพัดกำลังโลดแล่นอยู่ในหัวของเธอราวกับกระแสน้ำเฉี่ยวที่ไม่อาจหยุดได้'จะทำได้ไหม' 'จะโดนมองว่าไม่เก่งพอหรือเปล่า' 'จะตามคนอื่นทันไหม' 'แล้วถ้าพลาดขึ้นมาฉันจะรับความกดดันไหม'ความคิดเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัวน้ำชาราวกับเป็นเข็มที่กำลังทิ่มแทงความมั่นใจเมื่อเช้าของเธอ กระนั้นเอ
รุ่งอรุณได้มาถึง แสงแดดอ่อนๆ ลอดเข้าผ่านทางต่างต่างห้องนั่งเล่นของบ้านอย่างอ่อนโยน น้ำชานั่งอยู่บนโซฟา ในมือถือดินสอและสมุดสเก็ตภาพเอาไว้แล้วบรรจงร่างภาพชุดสวมใส่ลงบนสมุดอย่างเป็นมืออาชีพและรวดเร็ว รูปแล้วรูปเล่าที่เธอวาด เธอขีดเขียนมันออกมาอย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็นชุดลำลอง ชุดเดรส ชุดออกกำลังกาย หรือชุดในรูปแบบทางการก็ตาม ในขณะที่เธอกำลังดำดิ่งอยู่กับการเสก็ตภาพนั้น กลิ่นหอมๆ จากห้องครัวก็ลอยมาแตะจมูกของเธอพร้อมกับเสียงเรียกอันคุ้นเคย"ชา มากินข้าวเร็ว" เมษเรียกลูกสาวของตนพร้อมกับวางจานอาหารลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ และมั่นคง จากนั้นเจ้าตัวก็นั่งลงพร้อมยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเหมือนเคย ตอนนี้เขาอยู่ในชุดสูทพร้อมไปทำงาน ดวงตาฉายแววเหนื่อยล้าจากการนอนลึกเกินควรของชายวันกลางคนอย่างเด่นชัดน้ำชาวางสมุดสเก็ตของตัวเองลงแล้วเดินมายังโต๊ะทานอาหาร เมื่อมองอาหารบนโต๊ะเธอก็พบว่าท้ังหมดนั่นคืออาหารที่เธอชอบกินทั้งนั้น "โห ป๊าจำได้ด้วยเหรอว่าหนูชอบกินอะไร"เมษเหลือบมองลูกสาวของตนแว๊บหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ "ทำไมป๊าจะทำไม่ได้ ดูซะก่อนว่าใครเป็นคนเลี้ยงมา" เมษพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจในฐานะ 'พ่อ' คนหนึ่ง น้
กลิ่นของกาแฟอ่อนๆ ลอยมาตามสายลมพร้อมกับเสียงของนกกระจิบร้อง จิ๊บ จิ๊บ อยู่นอกหน้าต่างอย่างไพเราะ แสงอาทิตย์ยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาตกกระทบผมสีดำเงาของชายวัยกลางคนอย่างเมษที่นั่งพิมพ์งานของเขาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เจ้าตัวยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบไปหนึ่งอึกขณะที่สายตายังคงมองหน้าจอไม่ห่าง ขณะนั้นเองเสียงมือถือของเขาก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น มันคือข้อความของลูกสาวของเขาที่ส่งข้อความมานั่นเอง "ป๊าดูนี่" ลูกสาวของเขาทักมาหาด้วยข้อความง่ายๆ จากนั้นก็ส่งรูปชุดเดรสชุดหนึ่งมาให้เขาได้ดู ถ้าเดาไม่ผิด ชุดนี้คงเป็นชุดที่เธอได้ออกแบบเองเป็นแน่ ยังไงซะน้ำชาก็ไปเรียนต่อด้านดีไซน์เนอร์นี่นา "สวยไหมม หนูออกแบบเอง วันนี้จะมีนางแบบใส่ชุดของหนูเดินแบบด้วยแหละ"เมษอมยิ้มให้กับข้อความนั้นก่อนจะหยิบแว่นมาสวมเพื่อพิมพ์อบกลับอย่างช้าๆ "สวยมาก คนที่ได้ใส่ชุดที่หนูออกแบบต้องดีใจมากแน่ :D""ถ้าแม่ยังอยู่ แม่ต้องไปนั่งดูโชว์เดินแบบของหนูอยู่แถวหน้าสุดแล้วก็ยกมือมือายรูปไม่หยุดแน่"น้ำชามองข้อความที่ 'ป๊า' ตอบกลับมาแล้วพยายามพิมพ์ข้อความตอบกลับ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พิมพ์แล้วลบอยู่อย่างนั้นประมาณสามรอบได้ราวกับจมอยู่ใน
บ่ายวันหนึ่ง ณ ตึกสูงตระง่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ แสงอาทิตย์อ่อนๆสาดส่องเข้ามายังออฟฟิศอย่างนุ่มนวลเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่หัวหน้าแผนกอย่าง 'เมษ' ต้องลุกไปประชุมงานอีกรอบได้แล้ว ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารใบสุดท้ายที่กำลังเซ็นอยู่ทันที "เข้ามาได้เลย" เลขาของเขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเอกสารและตารางงานในมือ พร้อมดันแว่นของเธอขึ้นเล็กน้อย กระนั้นในมือของเธอก็ไม่ได้มีแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่กลับมีกล้องสี่เหลี่ยมใบเล็กๆที่ถูกห่อไว้อย่างสวยงามพร้อมริบบิ้นสีชมพูมากับเธอด้วย "คุณเมษคะ นี่เป็นรายงานการประชุมรอบถัดไปค่ะ อ่ะ แล้วก็นี่ค่ะ" เลขาของเขาวางกล่องสี่เหลี่ยมใบนั้นลงบนโต๊ะของเขา เมษหยิบขึ้นมาดูแล้วก็อดที่จะเอ่ยถามขึ้นไม่ได้ "อันนี้ใครฝากมาเหรอครับ?" เมษหมุนกล่องเล่นไปมาระหว่างดูไปด้วย มันคือกล่องเค้กที่ถูกห่อมาอย่างน่ารักจริงๆ "ฮิฮิ แฟนคุณฝากมาให้น่ะค่ะ วันนี้เขามาเยี่ยม แต่พอรู้ว่าคุณมีประชุมรอบบ่ายเธอก็ฝากให้ฉันเอามาให้" "พลอยมาเหรอ? โธ่ แล้วทำไมไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้เล่า ผมจะได้ไปทักทายเธอสักหน่อย" เมษวางกล่องลงพร้อมทำหน







