Masukเพราะความรำคาญปนหงุดหงิดทำให้หมอแสง หมอเสน่ห์หน้าหล่อ เอาแต่ใจ และไม่คิดจะมีเมียเป็นตัวเป็นตน เผลอปากพล่อยท้าทายผู้หญิงกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างจันทรให้มาเป็นเมีย ใครจะไปคิดเล่าว่านังผู้หญิงบ้าจะเอาจริง "อย่างนั้นอีกห้าราตรีก็ไปรับฉันที่เรือนเถิด" ถึงจะเรียกว่าเรือนแต่แท้จริงเป็นเพียงกระต๊อบเล็ก ๆ ข้างป่าช้าเท่านั้น "ฉันจะแต่งตัวสวยงามประพรมน้ำอบรอพ่อหมอไปรับ" ตอนนั้นหมอแสงได้เพียงยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก เกิดมาไม่เคยเห็นแม่หญิงหน้าด้านหน้าทนน่าโมโหเยี่ยงจันทรมาก่อน แต่เอาเถอะ ถ้ามันกล้ามา เขาจะทรมานมัน จะใช้มันทำงานเยี่ยงทาส กดขี่ข่มเหงให้มันทนไม่ไหว ต้องระเห็จเร่ร่อนออกจากเรือนนี้ไปด้วยตัวเอง !!!!
Lihat lebih banyakหากจะนับเรื่องที่โด่งดังเป็นขี้ปากชาวบ้านชุมชนริมแม่น้ำจระเข้สามพันแห่งสุพรรณบุรีในตอนนี้ คงไม่มีเรื่องไหนเกินเรื่องของไอ้กล่ำกับจันทรเป็นแน่ ชาวบ้านร้านตลาดจับกลุ่มนินทากันสนุกปากว่าไอ้กล่ำลูกชายคนเดียวของท่านหมื่นกล้า ชายหนุ่มผู้ไม่เป็นที่หมายปองของผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านทั้งสิ้น เลี้ยวขบวนขันหมากจากกระต๊อบแม่หญิงปากดีอย่างจันทร ผู้ช่วยปลงศพของสัปเหร่อเชย ไปยังเรือนของดวงเดือน สาวสวยประจำหมู่บ้าน ทั้งยังหอบทองคำแท่งเอยเครื่องประดับและผ้าพับจากอินเดียเอย เปอร์เซียเอย ไปเป็นหีบ ๆ ปล่อยว่าที่เจ้าสาวคนแรกให้กลายเป็นหญิงผู้น่าสมเพชแห่งสุพรรณบุรีไปเสียนี่
แน่นอนว่าหากชาวบ้านคนไหนมีเวลาว่างเมื่อใดหัวข้อนี้ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาสนทนากันอย่างสนุกปาก โดยเฉพาะเวลาที่ทุกคนมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายอย่างเช่นวันนี้ยามบ่ายคล้อยเช่นนี้ วันที่หมอแสง หมอเสน่ห์ผู้มีวิชาอาคมจะเปิดชานเรือนให้ชาวบ้านขึ้นมาขอความช่วยเหลือหรือของขลังได้ตามที่ต้องการ
“โอ้ย! อีจันมันคิดเองเออหรือไม่หรอก เขาเรียกมันไปช่วยยกหีบของกำนัลก็เข้าใจไปว่าเขาจะไปสู่ขอหรือเปล่า” ยายน้อมแม่ค้าขายผ้าในตลาดวัยกลางคนตอนปลาย หัวเราะร่วนถูกอกถูกใจ สะกิดเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้ผสมโรงกับตัวเอง แล้วพูดต่อ “ถึงไอ้กล่ำมันจะหน้าตาไม่เอาอ่าว แต่ท่านหมื่นน่ะ ใครก็รู้ว่าร่ำรวยมีหน้ามีตา ท่านไม่เอาหรอกสะใภ้ไม่มีหัวนอนปลายตีนแบบอีจันทร”
คนนินทาไม่รู้เลยว่าเจ้าของเรื่องกำลังก้าวขึ้นมา ทันได้ยินคนนินทาตัวเองพอดี
“ทำไมเหรอจ๊ะ ไม่มีหัวนอนปลายตีนแบบฉันมันทำไมเหรอจ๊ะ” ฟังเพียงน้ำเสียงก้รู้ว่าประชดประชัน เจ้าของชื่อจันทรหยุดยืนบนชานเรือนหมอแสง จากนั้นเดินแหวกฝูงชนที่กำลังนั่งรอเครื่องรางของขลังจากหมอแสงให้แยกออกเป็นทาง
หญิงสาวใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ หน้าตาเนื้อตัวกระมอมกระแมม ผมเผ้ารุงรังรวบด้วยเศษไม้ปักยึดไว้แทนปิ่นปักผม เหตุเพราะเจ้าตัวไม่ได้มีเงินทองมากมายขนาดจะซื้อเครื่องประดับได้แม้เพียงชิ้นเดียว ดวงตากลมโตลูกกะตาดำขลับกวาดไปมองไปทั่วบริเวณ หญิงสาวจำได้แทบจะทุกคนบนเรือนนี้ ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว ล้วนแวะเวียนไปสถานที่ทำงานของเธอแล้วทั้งนั้น
วัด...
บางคนก็พ่อตาย แม่ตาย ลูกตาย ญาติตาย เพื่อนฝูงโหติกาตาย ต่างก็ไปขอร้องอ้อนวอนให้เธอกับสัปเหร่อเชยช่วยทำศพให้ จบงานศพก็แสดงท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ได้ราวกับว่าไม่เคยอ้าปากร้องขอสิ่งใดกันมาก่อน บางคนไม่ยัดเงินปากผีเอาไว้ให้เป็นค่าทำปลงศพด้วยซ้ำ
งกฉิบหาย..
กลุ่มคนบนเรือนหมอแสงกว่ายี่สิบชีวิตออกอาการเลิ่กลั่ก ทำหน้าตาท่าทางไม่ถูก ก็นินทาเขาอยู่หลัด ๆ ใครจะไปคิดเล่าว่าเจ้าของเรื่องจะมา
“ข้าน่ะไม่อะไรหรอก" ยายน้อมเปลี่ยนท่าทีไวยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี สลับขาข้างพับเพียบกระพริบตาปริบ ๆ ส่ายศีรษะดุกดิกไปมา “แค่จะว่าพ่อกล่ำเขาทำไม่ถูก ตกลงกันไว้ คุยกันไว้ดิบดีแล้วมาเปลี่ยนใจอย่างนี้ไม่เป็นลูกผู้ชายเลย”
“เมื่อกี้ฉันไม่ได้ยินป้าพูดอย่างนี้เลยจ้ะ” จันทรยื่นหน้าเข้ามาถาม คนอย่างยายน้อมต้องสู้กันซึ่ง ๆ หน้านี่แหละถึงจะสนุก “ป้าบอกว่าฉันไม่มีหัวนอนปลายตีน จะไม่มีได้อย่างไรจ้ะ” จันทรยื่นหัวเข้าไปตรงหน้า ยายน้อมตกใจผงะหนี หัวใจเกือบจะวาย” หัวฉันอยู่นี่” จากนั้นยกเท้ายื่นไปตรงหน้าแทบจะยันยายน้อมหน้าหงาย “ส่วนตีนฉันก็อยู่นี่”
“ว้าย!” ยายน้อมเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ถูกกระทำทันที “นังจันเอ็งมาทำอย่างนี้ได้อย่างไร ข้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่มายื่นหัวยื่นเท้าให้ข้าแบบนี้ ตกนรกหมกไหม้ขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“ถ้าฉันตกนรกฉันจะเอาป้าลงไปด้วย ข้อหาผิดศีลข้อสี่ มุสาวาทาพูดจาส่อเสียดว่าร้าย”
“ข้าไปว่าร้ายอะไรเอ็ง”
“ก็ว่าฉันไม่มีหัวนอนปลายตีนน่ะสิ ฉันถึงได้เอาให้เห็นไงว่ามี หรือจะดูอีก” จันทรทำท่าจะยกเท้าขึ้นอีกรอบ ยายน้อมรีบโวยวายโหวกเหวกห้ามปราม
“ข้าไม่ดูแล้ว ไม่ดู”
ใคร ๆ ก็รู้กิตติศัพท์ความ ‘เอาเรื่อง’ ของจันทร ผู้ได้ชื่อว่าเป็นหญิงแปลกของชุมชนแห่งนี้ หญิงสาวเข้ามาอาศัยที่วัดในชุมชนตั้งแต่แปดขวบ กินข้าวก้นบาตรพระ และช่วยสัปเหร่อเชย สัปเหร่อคนเดียวของวัดในชุมชนปลงศพอย่างไม่กลัวเกรงน้ำเหลืองหรือความเละเทะของซากศพใดใดทั้งสิ้น
ยายน้อมหันหน้าหนีไปอีกทาง จันทรเดินแหวกชาวบ้านไปหน้าแท่นนั่งของตำหนักหมอแสง หมอหนุ่มชื่อดังแห่งสุพรรณบุรี เพียงแต่ตอนนี้แท่นนั่งว่างเปล่า ยังไม่ใช่เวลาที่หมอแสงจะปรากฏตัว
“หมอแสงไปไหน” จันทรถามไอ้ชิดกับไอ้ชมลูกสมุนคนสนิททั้งสองของหมอแสง
ไอ้ชิดกับไอ้ชมเป็นพี่น้องกัน คนหนึ่งสูงใหญ่ไหล่กว้างหน้าตาดุดัน แต่คนหนึ่งกลับผอมแห้งแรงน้อยไหล่ลู่ดูไม่มีสง่าราศี พูดจาเสียงเบาเสียงค่อยจนต้องตะคอกถามซ้ำบ่อย ๆ
“ยังไม่มาหรอก ไปนั่งรอโน่น” ไอ้ชิดส่งเสียงดุ คิ้วขมวดหน้าเข้ม
“เอ็งไปตามมาให้หน่อย”
“จะมากไปแล้วอีจัน” ไอ้ชิดปรามผู้มาใหม่ “คนอื่นเขาก็รอพ่อหมอกันทั้งนั้น เอ็งเป็นใครเสร่อมาแซงคิว”
“ฉันไม่ได้แซง ฉันมีเรื่องด่วน”
“เรื่องด่วนอะไรของแม่จ๊ะ” ไอ้ชมถามเสียงนุ่ม กระลิ้มกะเหลี่ย หน้าตาหลุกหลิกตามบุคลิก
ไอ้ชิดหันไปด่าน้องทางสายตา เรื่องว่ามันจะทำเสียงเล็กเสียงน้อยนุ่มนวลอ่อนหวานทำไม ต้องทำเสียงห้าวหาญให้สมชายชาตรีต่างหากจึงจะควบคุมคนอื่นได้
“เรื่องที่นังเดือนมันทำน้ำมันพรายใส่ไอ้กล่ำจนฉันต้องเป็นหม้ายขันหมากน่ะสิ ฉันจะให้พ่อหมอไปถอนของออกให้ฉัน ไม่อย่างนั้นพ่อหมอคงจะบาปหนักตกนรกหมกไหม้เป็นแน่”
สิ้นคำบอกเล่าของจันทร ชาวบ้านบนเรือนสำนักหมอแสงก็ส่งเสียงฮือฮาไปตาม ๆ กัน ไหนหมอแสงบอกว่างดปลุกเสกน้ำมันพรายชั่วคราว แล้วอย่างไรถึงไปทำน้ำมันพรายให้ดวงเดือน สาวสวยประจำหมู่บ้านเล่า
อย่างนี้มันโกหกกันนี่หว่า!!
#นิยายรัก #นิยายคอเมดี้
หมอแสงตั้งชื่อลูกสาวคนแรกว่า ‘อิ่ม’ เพราะแม่ชอบเวลากินอิ่มที่สุด ยามอิ่มท้องจะได้ไม่ทนทรมาน เป็นคำอวยพรอวยชัยให้ลูกได้กินอิ่มนอนหลับตลอดไปหลังคลอดลูกจันทรก็กลับมากระทบกระทั่งกับแม่ผัวตามเคย นางอบเชยคอยเข้ามาวุ่นวายกับหลานไม่เว้นวายประสาคนว่าง งานการก็ไม่ต้องทำ งานบ้านงานเรือนแม่ลออก็คอยจัดการให้ ส่วนการดูแลลูกชายตน จันทรก็รับหน้าที่นี้ในฐานะเมียไปแล้ว นางอบเชยจะเหลืออะไรให้ทำเล่านอกจากเลี้ยงหลานตอนแรกหมอแสงคิดว่าหากมีหลาน เด็กน้อยคงจะเป็นกาวใจให้แม่กับเมียเขาได้ใกล้ชิดช่วยกันเลี้ยงหลาน แล้วที่ขัดแย้งกันมานานนมอาจจะดีขึ้นปรากฏว่าไม่ !เขาอาจจะคิดดีมากเกินไป เพราะความเป็นจริงคือ ยิ่งมีหลาน รอยแตกร้าวยิ่งพินาศไปใหญ่“เจ้าให้ลูกไปนั่งเล่นกองดินกองทรายได้อย่างไรเล่า ลูกเป็นหญิงเนื้อตัวผิวพรรณบอบบาง หากเป็นริ้วเป็นรอยไปจะทำอย่างไร”ตอนแม่อิ่มได้เกือบสองขวบ จันทรเพียงพาลูกออกไปนั่งเล่นกับพวกบ่าว เด็กน้อยหัดเดินมีเสียงพวกบ่าวร้องเรียกให้กำลังใจ ความที่ขายังไม่แข็งแรงสักเท่าไหร่ เดินไปสักหน่อยก็ล้มเผละลงบนดินอยู่อย่างนั้น เนื้อตัวเปรอะเปื้อนตามประสาสำหรับจันทร หญิงสาวไม่ได้คิดอะไรมากมาย มอ
เรไรเตรียมข้าวของแต่เช้า พาบ่าวไพร่ยกขบวนมาที่เรือนหมอแสง ตอนนั้นจันทรช่วยผัวตระเตรียมข้าวของอยู่ในห้องพิธี หมอแสงบ่นเมียเล็กน้อย เรื่องสร้างเรื่องสร้างราวให้วุ่นวาย คนเป็นเมียค้อนขวับ หมอแสงจึงเงียบปากไป นั่งม้วนสายสิญจน์เงียบ ๆ ไปน่าจะปลอดภัยกว่า“คุณพี่บอกว่าให้ฉันตอบคุณแม่แค่ว่า ได้เจ้าค่ะ นี่เจ้าคะ”ก็จริงอยู่ว่าเขาให้ตอบอย่างนั้น แต่เขาหมายถึงเรื่องเตรียมสำรับ เก็บผัก เย็บผ้า ร้อยดอกไม้นั่น ไม่ใช่เรื่องมีเมียเพิ่ม“แล้วหากปฏิเสธ คุณแม่ท่านก็ไม่จบอีกนะเจ้าคะ”เรื่องนี้หมอแสงก็เห็นด้วย นั่นก็แม่ นี่ก็เมีย ไม่รู้จะโอนเอนไปทางไหน ก็รักทั้งคู่นั่นแหละ“ให้ฝ่ายแม่เรไรปฏิเสธเองไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”“แล้วหากนางลนน้ำมันพรายได้อย่างเอ็งเล่า”จันทรหลุดหัวเราะ มองหน้าผัวแล้วก็เกิดขำ หมอแสงตาวาว เข้าใจความหมายสายตาของเมียดี สายตาแบบนี้มันเหมือนจะบอกว่า ขนาดเขาที่เป็นหมอเสน่ห์ยังลนไม่ได้ นับประสาอะไรคนอื่นจะลนได้เล่าอย่างไรอย่างนั้นเลย“เอ็งนี่มันร้ายนัก”“ฉันไม่ได้อะไรนะเจ้าคะ”จันทรไม่รับหรอกว่าเย้ยเขาทางสายตา หมอแสงเห็นว่าบ่นไปก็รังแต่จะเข้าตัว สู้เตรียมของไปเงียบ ๆ เสียดีกว่าเรไรชะเง้อชะแ
นับตั้งแต่จันทรกลับมาอยู่ที่สุพรรณบุรี หมอแสงก็ยังไม่ได้อยู่อย่างสงบเลยสักวัน หลังจากหมดปัญหาระหว่างผัวเมีย ก็เข้าสู่ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ต่อ ตัวหมอแสงเองไม่ได้สนใจไยดีสายตาชาวบ้านสักเท่าไหร่แล้ว แต่กับมารดาเขาก็ยังเกรงอกเกรงใจ แลแน่ใจด้วยว่าจันทรเองก็คงเกรงอกเกรงใจเหมือนกัน เพียงแต่ว่ารูปแบบของการเกรงใจของผู้เป็นเมีย ไม่ใคร่จะเหมือนเขาสักเท่าไหร่“บอกกี่ครั้งแล้วว่ากำลังท้องกำลังไส้อย่ามาร้อยมาลัย ผีจะผลัก ไม่เข้าใจรึแม่จันทร” เสียงบ่นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังขึ้นจากชานบ้านเป็นประจำ นางอบเชยส่งสายตาไม่พอใจดุสะใภ้จนบังเกิดเป็นความเคยชินของคนบนเรือนไปเสียแล้ว“ตอนกลางวันไม่มีผีดอกเจ้าค่ะ” ขนาดเจ้าจุกยังหายหัวไปเลย“ข้าบอกอะไรเจ้าก็ทำ ไม่ต้องมาเถียงฉอด ๆ นี่จะไม่เกรงอกเกรงใจกันแล้วใช่หรือไม่”“พรุ่งนี้ฉันว่าจะใส่บาตรให้พ่อกับแม่น่ะเจ้าค่ะ” จันทรอ้างเหตุผล พอเป็นของพ่อของแม่ก็อยากทำเอง“ก็ให้พวกบาวไพร่มันทำ”หมอแสงชำเลืองมองเมีย จังหวะนั้นเมียก็มองมาพอดี หมอแสงเลยจำต้องลุกจากชานหน้าเรือนมานั่งลงข้าง ๆ ดึงเอาพานดอกไม้มาทำเสียเอง“พ่อแสงหยุดเดี๋ยวนี้” คนเป็นแม่ออกคำสั่ง “เป็นชายมาร้อยมาลัยได้อ
“เอ็งเป็นอะไรรึ สีหน้าดูกังวล”“ฉันคิดเรื่องที่สุพรรณ”คนเป็นผัวค่อนข้างแปลกใจเมื่อเมียบอกว่าคิดถึงเรื่องที่สุพรรณ ก็แต่ไหนแต่ไรมาคนอย่างจันทรไม่เคยคิดมากเกินกว่าเวลาที่ตนอยู่ เรียกได้ว่าเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบันล้วน ๆ“คิดว่ากระไร” เขาลูบผมดำขลับด้วยความรักใคร่ กดจมูกลงข้างขมับหนัก ๆ ทีนึง“ถึงที่นั่นพ่อหมอไม่อายคนอื่นหรือจ้ะ ที่พาฉันกลับไป”“อาย” หมอแสงยอมรับโดยดุษฎี คนเราไม่ได้เปลี่ยนกันได้ชั่วพริบตาขนาดนั้น เขายังกังวลเรื่องสายคนอื่นอยู่มาก“อย่างนั้นไม่ดีกว่าหรือจ้ะ ถ้าพ่อหมอจะกลับไปเพียงลำพัง”“เอ็งวนไปวนมาอีกแล้ว” หมอแสงว่า “ข้าอายก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของข้า เอ็งเป็นเมียข้า ข้าให้สิทธิ์เอ็งเต็มที่ เอ็งมีหน้าที่ดูแลเรือน ดูแลบ่าวไพร่ก็ทำไป ข้ามีหน้าที่หน้าด้านหน้าทนให้คนต่อว่าต่อขานก็เท่านั้น”“ฉันไม่เข้าใจเลยเจ้าค่ะ” จันทรไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น เพราะเธอไม่ได้อับอายที่มีเขา“เรามันมนุษย์ธรรมดาจันทร บางเรื่องเอ็งปล่อยข้ารู้สึกแล้วอย่าถือสาได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะดูแลเอ็งอย่างดี เท่าที่ข้าจะทำได้”“แล้วฉันจะตอบแทนสิ่งใดพ่อหมอได้หรือไม่”หมอแสงเม้มปากครุ่นคิด หากจะมีอะไรสักอย่






![โฉมงามร้อนราคะ [BDSM] + [NC30+] + [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




