LOGINหลังจากทำงานมาได้สักพัก น้ำชาก็มีวันหยุดพักหายใจเสียที หลังจากได้รับหน้าที่ให้เป็นคนคุมการออกแบบดีไซน์ เธอก็แทบไม่ได้พักเลย ไหน ๆ วันนี้ก็เป็นวันหยุด เห็นทีเธอต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายเสียหน่อย
"ชา กับข้าวเสร็จแล้ว" เสียงเรียกของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อเอ่ยเรียกเธอให้ไปทานอาหารที่ตัวเขาเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ กลิ่นหอมฟุ้งลอยมาแะจมูกของเธอจนน้ำลายแทบไหล น้ำชาไม่รีรอ ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารทันที บนโต๊ะมีแกงจืดเต้าหู้หมูสับ ไข่เจียวฟูสีทอง และผัดผักง่าย ๆ แต่หน้าตาดูตั้งใจเกินกว่าจะเรียกว่าอาหารธรรมดา ไอน้ำอุ่นลอยขึ้นบาง ๆ คล้ายเชื้อเชิญให้หัวใจที่เหนื่อยล้าได้พักพิง "วันนี้ป๊าทำกับข้าวเยอะกว่าปกตินะเนี่ย" "ไหน ๆ ก็วันหยุดทั้งที เลยอยากให้กินเยอะหน่อยไง" เมษตอบเรียบ ๆ แต่แววตากลับอ่อนลงกว่าปกติ น้ำชาตักไข่เจียวเข้าปาก คำแรกทำให้เธอเงียบไปแปปหนึ่งก่อนยิ้มจะออกมา "อร่อยขึ้นนะป๊า เมื่อก่อนเค็มกว่านี้อีก" "อ้าว นี่ชมใช่ไหม" "ฮะฮะ! ชมสิคะ" เธอหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอุ่นขึ้นโดยไม่ต้องเปิดแอร์เพิ่ม ทั้งคู่กินไปเงียบ ๆ สลับคุยเรื่องทั่วไป น้ำชาเล่าเรื่องที่ออฟฟิศบ้าง เรื่องผ้าล็อตใหม่ที่เธอกำลังรอ เรื่องลูกค้าที่เรื่องมากแต่ก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ เมษฟังมากกว่าพูดเหมือนเคย แต่วันนี้เขาฟังด้วยความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ เขาสังเกตว่าเวลาน้ำชาพูดถึงงาน ดวงตาเธอมีประกายบางอย่าง เหมือนคนที่เริ่มยืนได้ด้วยขาของตัวเองแล้ว "เหนื่อยไหมช่วงนี้" เขาถามขึ้นลอย ๆ น้ำชาชะงักช้อนเล็กน้อย ก่อนตอบยิ้ม ๆ "เหนื่อยค่ะ แต่เป็นความเหนื่อยที่อยากเหนื่อยต่อ" คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้เมษเงียบไปครู่หนึ่ง เด็กที่เคยร้องไห้เพราะทำการบ้านไม่ได้ ตอนนี้กำลังพูดถึงความเหนื่อยของโลกผู้ใหญ่ด้วยรอยยิ้ม หลังมื้ออาหาร น้ำชาอาสาล้างจาน เมษไม่ได้ห้าม เขาเพียงยืนพิงเคาน์เตอร์มองเธอจัดการทุกอย่างคล่องแคล่วเหมือนเป็นเรื่องปกติ "วันนี้มีแพลนจะทำอะไรไหม" เมษเอ่ยถาม "ว่าจะนั่งสเก็ตช์งานเล่น ๆ นิดหน่อยค่ะ" "ถ้าอยากออกไปข้างนอกบอกปําได้นะ" น้ำชาที่ได้ยินดังนั้นเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังลังเลในอะไรบางอย่่่งก่อนจะเอ่ยออกไป "งั้น..บ่ายนี้ชาอยากไปห้างค่ะ" เมษเบิกตากว้างขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเจ้าตัวเองก็ไม่คิดว่าลูกสาวของเขาจะอยากไปไหน หรือไม่ก็ตอบปฎิเสธว่ายังอยากสเก็ตซ์งานอยู่บ้าน .. "อืม ได้สิ" - - - - - - เมื่อทั้งคู่เดินทางมาถึงห้งดังในตัวเมือง น้ำชาก็มุ่งตรงไปยังชั้นที่มีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นจัดจำหน่ายเยอะที่สุุุด จากนั้นก็ไล่ดูไปทีละร้าน ๆ "อยากได้เหรอชา" "อ้อ เปล่าหรอกคะ ชาอยากดูเนื้อผ้าแล้วก็ดีไซน์ไปเป็นแรงบันดาลใจสักหน่อย" "งั้นเหรอ? อย่าไปลอกของเขานะ เดี๋ยวโดนฟ้องมาป๊าช่วยไม่ไหวนะเออ" เมษเอ่ยแซวเล็กน้อย "หนูไม่ได้ลอกสักหน่อย เดี๋ยวเถอะ ป๊าก็!" เมษและน้ำชาส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันเล็กน้อยก่อนจะเงียบเสียงลงหลังจากคนอื่น ๆ ภายในร้านหันมามอง "จะว่าไปมันคือโปรเจคของชาใช่ไหม ที่ว่า..กุหลาบสีน้ำเงิน" เมษเอ่ยถาม "ค่ะ ความจริงแล้วชาออกแบบไว้แล้วชุดหนึ่ง ตอนนี้เหลืออีกสามคอลเลคชั่นที่ยังคิดไม่ออก.." "ถ้าป๊าช่วยได้ก็คงดี น่าเสียดายที่ป๊าไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับการออกแบบเลย" เมษถอนหายใจพลางเกาหัวแกร่ก ๆ ดูเหมือนว่าวันที่เขามีเรื่องที่รู้ไม่ทันลูกสาวจะมาถึงแลเวสินะ ต่อไปนี้คงเป็นตัวเขาเองที่ต้องมานั่งจำศัพท์เฉพาะที่น้ำชาพูดบ่อย ๆ ซะแล้วถึงจะพูดรู้เรื่อง น้ำชาเดินไล่ดูเสื้อผ้าไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่ชุดสูทสำหรับผู้ชายชุดหนึ่ง ตัวเสื้อนั้นมีสีน่ำเงินที่ค่อนข้างนุ่มลึก และมีเนื้อผ้าที่หยาบแต่ก็ไม่กระด้างจนเกินไป น้ำชาดูเสื้อสูทนั้นพักหนึ่งก่อนจะหยิบมันมาให้เมษ "ป๊า ลองใส่ให้หนูหน่อย" "หือ? ตัวนี้น่ะหรอ? ทำไมล่ะ" "ชาอยากเห็นชุดนี้ตอนคนใส่จริง อยากรู้ว่าเสื้อมันจะออกมาเป็นแบบไหนน่ะค่ะ นะป๊า ใส่ให้หนูดูหน่อยนะ!" เมษมองเสื้อสูทราคาแพงสลับกับใบหน้าของลูกสาวไปมาก่อนจะตอบตกลงแล้วเดินเข้าไปในห้องลองเสื้อ เมื่อเปลี่ยนเสร็เมษก็มองดูตัวเองในกระจกอีกค้ง เสื้อสูทนั้นพอดีตัวเขาอย่างน่าประหลาด ตอนนี้เขาดูเหมือนกับคุณชายบ้านรวยที่เมษเห็นบ่อย ๆ ในทีวีก็ไม่ปาน แต่ก่อนที่เจ้าตัวขะได้ออกไปหาลูกสาว อีกฝ่ายก็ดันเข้าห้องลองเสื้อมาพร้อมกับเสื้ออีกหลายตัวพร้อมสมุดเก็็็ตซ์ "ป๊า! ลองใส่อีกนะ" "ชาเดี๋ยว- ห้องนี้มันแคบนะ" แกร๊ก อยู่ ๆ เสียงประตูห้องลองเสื้อก็ปิดเข้ามาจนทั้งคู่สะดุ้งโหยง เมื่อน้ำชาลอฃขยับกลอนประตูดูก็พบว่า.. มันเปิดไม่ได้ "แย่แล้วแบบนี้ เดี๋ยวลองตะโกนหาคนช่วยดูก็แล้วกัน- ขอโทษนะคะ! ใครที่อยู่ด้านนอกช่วยเปิดประตูได้ไหมคะ มีคนติดอยู่ในนี้-!" เงียบไร้เสียงตอบรับ ซึ่งขัดกับเสียงเพลงภายในห้างที่ดังก้องไปทั่วเสียจริง "เหมือนจะมีอะไรมากั้นที่ด้านนอกนะชา" เมษขยับเข้ามาใกล้แล้วเอื้อมเอามือมาขยับกลอนประตู ซึ่งทำให้ระยะห่างของทั้งสองในตอนนี้ใกล้กันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจซึ่งกันและกัน กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากตัวเมษ และจังหวะหัวใจที่ไม่รู้ของใครดังชัดกว่าใคร น้ำชาพยายามตั้งสติ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเคาะประตูอีกครั้ง "ขอโทษนะคะ มีคนอยู่ไหมคะ ช่วยทีค่ะ!" ยังคงเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงเพลงโปรโมชันจากหน้าร้านลอยมาเบา ๆ "คงมีคนเอารถเข็นหรือราวแขวนเสื้อมาวางขวางไว้" เขาพูดเรียบ ๆ แต่สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้น น้ำชาหัวเราะแห้ง "โชคดีจังเลยนะคะ วันหยุดทั้งที ดันมาติดห้องลองเสื้อ" "ถือว่าได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ แล้วกัน" เมษตอบเชิฃแซวนิดหน่อย พยายามไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป "ประสบการณ์แบบนี้ไม่เอาดีกว่าค่ะ ฮะฮะ.." ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง ความเงียบไม่ได้อึดอัด แต่มันอัดแน่นเหมือนห้องเล็ก ๆ นี้ได้เก็บความรู้สึกบางอย่างไว้มากเกินไป น้ำชาก้มดูสมุดสเก็ตช์ในมือเพื่อกลบความเก้อเขิน สายตาไล่มองลายเส้นกุหลาบสีน้ำเงินที่เธอวาดไว้ เมษมองตามลูกสาวของเขาไม่วางตา "ลายนี้สวยนะ" "แต่..ชาว่ามันยังไม่สุดเท่าไหร่" เธอส่ายหน้า "ชารู้สึกว่ากุหลาบสีน้ำเงินมันไม่ควรดูหวานเกินไป มันต้องให้อารมณ์ลึกลับ สง่างาม แล้วก็..อะไรบางอย่างที่เอื้อมไม่ถึง.." เมษนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ชี้นิ้วลงที่ลายบนสมุดสเก็ตซ์องน้ำชาแล้วไล่ไปทีละแบบ "ปกติแล้วของที่หายากมักจะมีราคาสูง" เขาพูดลอย ๆ ออกมาขณะไล่ชี้แบบชุดที่ลูกสาวเขาออกแบบ "แต่บางที.. คนอาจจะไม่ได้อยากได้มันเพราะราคาที่สูงลิ่ว แต่อยากได้เพราะมันมีแค่ดอกเดียวก็ได้นะ" เมษพูดประโยคนั้นออกมาเบา ๆ ที่ข้างหูของน้ำชา ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย จนเบือนหน้าหนี หัวใจของเธอกลับมาเต้นรัวอีกครั้งอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เธอพยายามทำตัวให้ดูปกติมากที่สุดในฐานะของ 'ลูกสาว' แต่สถานการ์ณในตอนนี้มันกลับทำให้ใบหน้าของเธอเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีชมพูููระเรื่ออย่างช่วยไม่ได้ "ชา เป็นอะไรไป? ทำไมตัวร้อนจัง?" "อ๊ะ ค แค่อากาศในห้องลองเสื้อมันร้อนน่ะค่ะ ก็เลย-" เมษเลื่อนมือหนามาสัมผัสใบหน้าของชาแล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น ตอนนี้อีกฝ่ายนั้นเข้ามาใกล้จนลมหายใจของเขารดต้นคอขาวของชาอย่างชัดเจน "...ไข้ขึ้นแล้วมั้งเนี่ย บอกแล้วให้ดูแลตัวเองดี ๆ" "ป..ป๊า คือว่า.." 'ใกล้ไปแล้ว..!' จู่ ๆ เสียงฝีเท้าดังผ่านหน้าห้องลองเสื้อ ทำให้น้ำชาหลุดออกจากภวังแล้วรีบเคาะประตูทันที "ขอโทษค่ะ! ช่วยเปิดหน่อยได้ไหมคะ!" จากนั้นก็มีเสียงพนักงานตอบกลับมา "สักครู่นะคะ!" ไม่นานประตูก็ถูกเลื่อนออก ทำให้ทั้งคู่ได้ออกมาจากห้องลอฃเสื้ออันคับแคบและอึดอัดทางความรู้สึึึกนั้นเสียที "ขอโทษจริง ๆ นะคะ ไม่รู้ว่ามีคนอยู่.." พนักงานโค้งขอโทษทั้งคู่ "ไม่เป็นไรค่ะ ๆ มันก็แค่อุบัติเหตุ" จากนั้นเมษเปลี่ยนก็เสื้อคืนเป็นตัวเดิม แล้วน้ำชาก็แนะว่าให้ไปนั่งพักที่คาเฟ่แถวนี้ด้วยกัน เมื่อมาถึงและหาที่นั่งได้เธอก็ถอนหายใจยาวแล้วนั่งสเก็ตซ์แบบต่อ "นึกว่าจะติดอยู่ในนั้นจนห้างปิดซะแล้ว โชคดีนะที่มีพนักงานเดินผ่านมา" "ป๊าอย่าพูดเป็นลางอย่างงั้นสิ!" เมษยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่งเหมือนรู้ตัวว่าพูดอะไรไม่เข้าที ก่อนจะยกมือเป็นเชิงยอมแพ้ "โอเค ไม่พูดแล้ว เดี๋ยวโดนดุอีก" น้ำชาส่ายหน้าเบา ๆ แต่รอยยิ้มบางก็หลุดออกมา เธอก้มลงแล้วเริ่มสเก็ตซ์ต่อ ลายดินสอไหลลื่นราวกับหัวใจเริ่มกลับมาอยู่ในจังหวะปกติอีกครั้ง ไม่นานนักเสียงโทรศัพท์ของน้ำชาก็ดังขึ้น บนหน้าจอนั้นได้ปรากฎชื่อขึ้นมาว่า 'คิม' เด่นหรา ซึ่งเมษสังเกตุเห็นชื่อนั้นโดยบังเอิญ..ก็ว่าได้ น้ำชารับสายนั้นทีนที เสียงของเธอเปลี่ยนไปเป็นน้ำเสียงที่ผ่อนคลายเป็นกันเองมากขึ้น "คิมมีอะไรรึเปล่า ? อ้อ คอลเลคชั่นหน้าหนาวอยู่ที่ออฟฟิศ- โอเค ได้ พรุ่งนี้จะเข้าไปนะ โอเค บายนะคิม" "เพื่อนเหรอ?" เมษที่สังเกตุการณ์มาตั้งแต่เมื่อครู่เอ่ยถามออกไปทันทีหลังจากที่น้ำชาคุยกับคนปลายสายเสร็จ "ค่ะป๊า พี่คิมเขาเป็นเพื่อนที่ทำงานหนูเอง เราอยู่ทีมเดียวกัน" น้ำชาตอบกลับไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่คำตอบนั้นมันก็มากพอที่ทำให้ตัวของเมษนั้นเริ่มกำแก้วกาแฟของตนแน่นขึ้น "งั้นเหรอ..ดีแล้ว มีเพื่อนเยอะ ๆ จะได้ไม่ลำบาก" เมษพยายามทำตัวให้ดูปกติมากที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อนจะจิบกาแฟของตนเพืื่ื่อกลบเกลื่อนอารมณ์เมื่อครู่ 'เพื่อน..ก็ดีแล้ว' เมษรู้ว่าเขาไม่สามารถอยู่กับน้ำชาไปได้ตลอด และการที่ลูกสาวของเขาเริ่มมีเพื่อนที่ทำงานมันก็ควรเป็นเรื่องที่ดี เขาควรรู้จักปล่อยวางมากกว่านี้ ซึ่งเมษพยายามแล้ว แต่ว่า... เขาก็ยังรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งอยู่ดี 'ดอกกุหลาบสีน้ำเงินสื่อถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่อาจเอื้อมถึง' ความรู้สึกที่จุกอยู่ในอกนี้ บางที..เมษอาจจะรู้แล้วก็ได้ ว่าทำไมดอกกุหลาบสีน้ำเงินนั้นถึงเป็นสิ่งที่ผู้คนหมายปองนัก เหมือนกับเขาในตอนนี้ ที่กำลังหมายปองสิ่งที่เขาไม่มีวันเอื้อมถึง TBC.แสงแดดรำไรยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างกระจกทรงสูงของคฤหาสน์หลังงามที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่จนดูโอ่อ่ากว่าที่เคยเป็นมา ความเงียบเชียบภายในบ้านไม่ได้ทำให้รู้สึกอ้างว้างอีกต่อไปนับตั้งแต่ ‘เขา’ กลับมา น้ำชาขยับกายภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์เนื้อนุ่มที่โอบล้อมร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอไว้ แผ่นหลังบางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและรอยแผลเป็นจางๆ หลักฐานของการถูกจองจำในอดีตที่คอยย้ำเตือนถึงความเสียสละอันบิดเบี้ยวของชายผู้เป็นเจ้าของลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่เหนือลาดไหล่ของเธอในเวลานี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจของเธอไว้ บัดนี้ถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้นด้วยเปลวไฟแห่งความโหยหาตลอดสี่ปีเต็มที่ผ่านมา น้ำชาหลับตาลงรับสัมผัสจากวงแขนแกร่งที่กระชับโอบกอดเธอไว้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปเป็นเพียงภาพฝันยามเช้า เธอแอบหลงรักผู้ชายคนที่คนทั้งโลกประณามว่าปีศาจมาเนิ่นนาน และยิ่งนานไปความรักนั้นก็ยิ่งหยั่งรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ ความรักที่สังคมมองว่าวิปริตและเป็นพิษร้าย แต่สำหรับเธอมันคือหยาดน้ำที่หล่อเลี้ยงกุหลาบสีน้ำเงินให้ยังคงเบ่งบานอย่างสง่างามท่าม
แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัววูบวาบสะท้อนกับผนังกระจกของอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่น้ำชาสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและเศษเสี้ยวของหัวใจที่แตกสลายเมื่อสี่ปีก่อน กลิ่นอายของความสำเร็จที่ฉาบไว้ด้วยน้ำหอมราคาแพงและดอกกุหลาบสีน้ำเงินสายพันธุ์พิเศษที่ส่งกลิ่นหอมเย็นยะเยือกตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องจัดแสดง เสียงรองเท้าส้นสูงยี่ห้อดังกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก ตึก เป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง ต่างจากเด็กสาวที่เคยเดินตัวสั่นเทาอยู่หลังม่านเวทีเดินแบบในอดีตอย่างสิ้นเชิงน้ำชายืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักข่าวและนักลงทุนในชุดราตรีสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดีไซน์ของมันยังคงเน้นความแข็งแกร่งของโครงสร้างแต่กลับซ่อนความพริ้วไหวที่ดูเยือกเย็นไว้ภายใน มันคือเอกลักษณ์ของดีไซเนอร์หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบปี ใบหน้าของเธอที่ผ่านการแต่งแต้มมาอย่างดีดูไร้ที่ติ แต่ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยมีประกายความหวังบัดนี้กลับดูเรียบเฉยและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะอ่านออก“คุณน้ำชาคะ การเปิดตัวคอลเลคชั่น ‘อิสระที่ถวิลหา’ ในครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเปล่าคะ?” นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมโครโฟนเข้ามาถามด้วยส
สิงห์ขยับเข้ามาใกล้เมษทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เขามองดูเพื่อนเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยสง่างามและเป็นที่ยอมรับของสังคม บัดนี้กลับดูแตกสลายและยอมสยบต่อข้อเสนอที่ไร้มนุษยธรรมที่สุด“ถ้านายตกลงตามนี้ ฉันจะลบคลิปนั่นทิ้ง และชีวิตของน้ำชาก็จะราบรื่นอย่างที่นายต้องการ” สิงห์พูดพลางพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นนิโคตินใส่หน้าเมษ “แต่นายต้องเล่นบทบาทนี้ให้สมบูรณ์แบบนะเมษ นายต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่านายคือปีศาจที่กักขังและครอบงำเด็กสาวคนหนึ่งไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”เมษขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนาที่เปื้อนคราบเลือดกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เขารู้ดีว่าข้อเสนอของสิงห์คือการฆ่าตัวตายทางสังคม แต่นี่คือทางเดียวที่น้ำชาของเขาจะยังคงเบ่งบานได้อย่างงดงามในโลกภายนอก เขาไม่อาจปล่อยให้น้ำชาต้องมาจมปลักอยู่ในนรกที่เขาสร้างขึ้น หากความลับเรื่องความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวถูกเปิดเผยออกไป น้ำชาจะถูกตราหน้าและหมดอนาคตทันที ซึ่งเขาไม่อยากเห็นภาพนั้นมากที่สุด ภาพที่อนาคตของคนที่เขารักพังทลายไปเพราะตัวเขา “ฉันจะทำ” เมษเค้นเสียงพูดออกมา น้ำเสียงของเขามั่นคงอย่า
เสียงเคาะคีย์บอร์ดในออฟฟิศของเมษวันนี้ดูจะหนักอึ้งเป็นพิเศษ หลังจากสิ่งที่เมษเจอเมื่อวานมันทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจเอาเสียเลย วันเวลาที่ผ่านไปทุกนาทีคือความกลัวที่ว่าสิงฆ์จะเล่นสกปรกใส่เขากับน้ำชาตอนไหน นิ้วมือที่เริ่มชากดแป้นพิมพ์บนดัง แต่ก แต่ก อย่างเชื่องช้ากว่าทุกวัน เสียงนาฬิกาบนผนังออฟฟิศส่งเสียงฟังดูดังกว่าทุกทีแม้มันจะเสียงเบาเท่าเดิม เมษถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมใช้มือเสยผมขึ้น เจ้าตัวเอนพิงไปกับเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดานสีขาวด้วยแววตาที่ไร้จุดหมาย เขาต้องคิดหาทางปกป้องน้ำชาสักทางไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ความสัมพันธ์ของเขาและน้ำชาที่ปกปิดเป็นความลับมาตลอดอาจตกอยู่ในอันตรายได้ และนั่นก็รวมถึงอนาคตของตัวของน้ำชาเองดด้วย.. เขาน่ะไม่เป็นอะไรหรอก เพราะอย่างน้อยสังคมก็อาจมองเขาเป็นพ่อโหดเหี้ยมที่คุกคามลูกสาวของตนเอง แต่น้ำชา..หากน้ำชายืนกรานจะยืนข้างเขาต่อไป มันจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอเลยแม้แต่น้อย "เฮ้อ..ฉันจะทำยังไงดี.."ทำไมสิงฆ์ต้องมาปรากฏตัวที่งานของน้ำชาด้วย ทำไมหมอนั่นถึงไม่ยอมปล่อยเขาไปสักทีเสียงแจ้งเตือนของมือถือที่ถูกวางไว้บนโต
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดภายในโรงรถของบ้านที่เงียบสงัด น้ำชาดับเครื่องยนต์แต่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในความมืด แสงไฟอัตโนมัติหน้าบ้านส่องเข้ามาจางๆ ทำให้เห็นคราบเลือดที่แห้งกรังบนใบหน้าของเขา น้ำชาเปิดประตูลงจากรถและเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่เมษนั่งอยู่ เธอประคองเมษให้ลงจากรถและพาเขาเดินเข้าบ้านอย่างระมัดระวังกลิ่นสบู่และน้ำหอมจาง ๆ จากตัวน้ำชาที่อบอวลอยู่ในบ้านที่คุ้นเคยทำให้เมษรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในกรงขังที่สวยงาม เขาถูกพานั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น น้ำชาวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มลงมือทำแผลให้เขาด้วยความชำนาญ มือเรียวที่หยิบจับสำลีชุบแอลกอฮอล์สัมผัสลงบนบาดแผลของเขาอย่างแผ่วเบาจนเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ"เจ็บหน่อยนะคะป๊า" น้ำชาพูดพลางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นเมษขมวดคิ้วด้วยความแสบ"ป๊าเจ็บที่ใจมากกว่าชา" เมษคว้าข้อมือของน้ำชาไว้ขณะที่เธอจะผละออกไปทิ้งสำลี เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาในตอนนี้ไม่ได้มีความเกรงใจในฐานะพ่อลูกเหลืออยู่อีกต่อไป "สิงห์มันจะทำลายชา มันจะแฉทุกอย่าง ป๊าควรจะทำยังไงดี"น้ำชาวางกล่องปฐมพยาบาลลงแล้วขยับเข้าไปนั่งข้าง ๆ
คำพูดของสิงห์เหมือนคีมเหล็กที่คอยคีบเอาความทรงจำที่เมษอยากจะฝังกลบไว้ให้ลึกที่สุดย้อนกลับมา ความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อนในรั้วมหาวิทยาลัยเซนต์เกรกอรี สถานที่ที่ความทะเยอทะยานของชายหนุ่มสองคนเริ่มต้นขึ้น เมษและสิงห์เคยเป็นเพื่อนที่เดินเคียงข้างกันในฐานะนักศึกษาดาวรุ่งของคณะบริหารธุรกิจ แต่ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ เมษมักจะได้ในสิ่งที่สิงห์ปรารถนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบที่เหนือกว่าเพียงเสี้ยวคะแนน ทุนการศึกษาที่ถูกหยิบยื่นให้ หรือแม้แต่คำชื่นชมจากอาจารย์ที่สิงห์เคารพรักแต่จุดแตกหักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการเรียน แต่มันคือโปรเจกต์ระดมทุนครั้งใหญ่ของนักศึกษาที่สิงห์เป็นคนริเริ่มและทุ่มเททุกอย่างลงไป ทว่าในวันที่โปรเจกต์กำลังจะประสบความสำเร็จ เมษกลับมองเห็นช่องโหว่ร้ายแรงทางกฎหมายที่อาจทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน เขาตัดสินใจเข้าแจ้งความและระงับทุกอย่างโดยไม่บอกกล่าวสิงห์ล่วงหน้า ผลลัพธ์ในครั้งนั้นทำให้สิงห์ถูกตราหน้าว่าเป็นคนฉ้อโกงและต้องพ้นสภาพนักศึกษา ในขณะที่เมษได้รับคำชมว่าเป็นผู้ผดุงความถูกต้องและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษาแทน“แกพังชีวิตฉันในตอนนั้น แกทำให้บริษัท เอส เอ็น แ







