LOGIN"ชา รอบนี้เธอลองเป็นหัวดูดีไหม?"
"ค คะ!?"
เสียงอื้ออึงรอบข้างในออฟฟิศ Rose & Design ดูเหมือนจะดับวูบลงในพริบตาเมื่อคำพูดของวศินจบลง น้ำชายืนนิ่งค้างเหมือนถูกสาป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เธอรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนเคว้งด้วยแรงเหวี่ยงของโอกาสที่ถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวจนต้องยกมือขึ้นทาบอกเพื่อพยายามสงบอาการสั่นเทาที่กำลังลามไปทั่วร่าง
"ช- ชาเนี่ยนะคะที่จะได้คุมดีไซน์รอบนี้?" น้ำชาพึมพำซ้ำคำอีกครั้ง เสียงของเธอสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้นผสมความหวาดหวั่นที่ยังไม่อาจสลัดทิ้งได้
"แต่ชาเพิ่งเข้ามาทำงานได้แค่-"
"ฮะ ฮะ! แค่จะได้เป็นคนคุมดีไซน์รอบนี้ถึงกับต้องหยิกแก้มตัวเองเลยเหรอชา" คิมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างเอ็นดู เขาขยับเข้ามาใกล้พลางใช้ข้อศอกดันแขนของเธออย่างหยอกล้อ
"เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิ ฝีมือระดับเธอ ถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะเริ่มตอนไหนล่ะจริงไหม?" น้ำชาหันไปมองคิม แววตาของเพื่อนร่วมงานหนุ่มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและแรงสนับสนุนทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีที่ยึดเหนี่ยวท่ามกลางพายุแห่งความกดดัน
"ขอบใจนะคิม.. แต่ฉันก็ยังแอบกลัวอยู่นิดหน่อยอยู่ดี"
"ไม่ต้องกลัวหรอก มีผมอยู่ทั้งคน" คิมยิ้มกว้างพลางตบไหล่เธอเบา ๆ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากตัวเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลายลงอย่างประหลาด น้ำชารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากสัมผัสนั้น สัมผัสที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของเพื่อนร่วมงาน แต่ในใจของเธอมันกลับเป็นแรงผลักดันชั้นยอดที่ช่วยให้เธอรวบรวมความกล้าพยักหน้ารับคำท้าทายนี้
"อื้อ..โอเค! เป็นไงเป็นกัน!"
ธีมที่ได้รับจากลูกค้าคราวนี้ก็คือธีม [ ความอ่อนโยนภายใต้ความแข็งแกร่ง ] และ [ กุหลาบสีน้ำเงิน ]
"กุหลาบสีน้ำเงิน..กับความอ่อนโยนภายใต้ความแข็งแกร่งอย่างงั้นเหรอ?"
เธอเริ่มมองไปที่บอร์ดสเก็ตช์งานที่ว่างเปล่าในหัว จินตนาการถึงผ้าไหมเนื้อละเอียดสีน้ำเงินเข้มที่ทิ้งตัวอย่างสง่างาม ตัดกับโครงสร้างของชุดที่มีความทะมัดทะแมงและมั่นคง กุหลาบสีน้ำเงินที่ไม่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ แต่มันกำลังจะถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยมือของเธอแล้ว ณ เวลานี้
"เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีไหม?" คิมเอ่ยชวนพลางเดินไปที่โต๊ะทำงานของเขาที่อยู่ติดกัน
"เริ่มจากการเลือกเฉดสีน้ำเงินก่อนเลย มีเป็นร้อยเฉด ชาอยากได้น้ำเงินแบบไหน?"
"อืม.. ฉันอยากได้น้ำเงินที่ดูเหมือนความฝัน น้ำเงินที่ลึกลับแต่ดูแล้วสบายใจน่ะคิม"
ความวุ่นวายในออฟฟิศเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่สำหรับน้ำชาแล้ว ทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เธอเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางลูบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงดับสนิท ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดหลายสัปดาห์ดูจะอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงไฟแห่งแรงบันดาลใจที่กำลังลุกโชน
ทว่าท่ามกลางความตื่นเต้นนั้น ลึก ๆ ในใจของเธอก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงคนที่อยู่ที่บ้าน.. ป๊าจะรู้สึกยังไงนะถ้าเขารู้ว่าลูกสาวคนนี้กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้างาน? เขาจะภูมิใจในตัวเธอไหม? หรือเขาจะยังคงกังวลว่าเธอจะเหนื่อยจนเกินไปเหมือนทุกครั้ง?
'กุหลาบสีน้ำเงินของชา… จะทำให้ป๊าภูมิใจให้ได้เลย' เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะกดเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นสะท้อนในดวงตาที่มุ่งมั่นของเธอ
คิมแอบมองปฏิกิริยาของน้ำชาจากมุมโต๊ะของเขา มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอ จากเด็กสาวที่ดูประหม่าและไม่มั่นใจในวันแรก กลายเป็นหญิงสาวที่มีประกายแห่งความเป็นผู้นำอยู่ในดวงตา
"สู้เขานะ ชา"
เวลาในออฟฟิศเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว กองผ้าตัวอย่างหลากหลายเฉดสีเริ่มถูกนำมาวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะของน้ำชา เธอหยิบผ้าซาตินสีน้ำเงินเข้มขึ้นมาพินิจ สัมผัสที่ลื่นไหลและเย็นเยียบของเนื้อผ้าทำให้เธอนึกถึงความเย็นชาที่แฝงไปด้วยความงามของหัวข้อโจทย์ ความแข็งแกร่งอาจหมายถึงโครงสร้างของผ้าที่อยู่ทรง แต่ความอ่อนโยนคือความพริ้วไหวที่เกิดขึ้นยามผู้สวมใส่เคลื่อนไหว
"ตรงนี้ถ้าเราใช้การปักแบบนูนขึ้นมาเป็นรูปกลีบกุหลาบ น่าจะช่วยให้ดูมีมิตินะ" คิมเดินเข้ามาชี้ที่สเก็ตช์คร่าวๆ ในสมุดของเธอ น้ำชาเงยหน้าขึ้นมองเขา แผ่นหลังของคิมที่โน้มลงมาใกล้ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจในการช่วยเหลือ
"จริงด้วย… ขอบคุณนะคิม นายมองเห็นจุดที่ฉันข้ามไปตลอดเลย"
"ก็เราเป็นทีมเดียวกันนี่นา" เขาตอบพลางขยิบตาให้หนึ่งที
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความหวังและแรงบันดาลใจดำเนินต่อไปท่ามกลางเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงานอย่างสม่ำเสมอ น้ำชารู้ดีว่าเส้นทางต่อจากนี้จะไม่ได้ง่ายดายนัก ความกดดันจากเบื้องบน ความคาดหวังของลูกค้า และความรู้สึกส่วนตัวที่ยังคงพัวพันอยู่ในใจ แต่ในนาทีนี้ เธอพร้อมแล้วที่จะผลิบานเหมือนกุหลาบสีน้ำเงินที่เธอกำลังจะสร้างขึ้น
แข็งแกร่ง งดงาม และลึกลับในคราวเดียวกัน
ตลอดทั้งช่วงเช้าและบ่าย น้ำชาแทบไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะทำงานเลยแม้แต่นาทีเดียว เธอหมกมุ่นอยู่กับการสเก็ตช์ภาพกุหลาบในจินตนาการ ลายเส้นที่ลากผ่านกระดาษดิจิทัลครั้งแล้วครั้งเล่าถูกลบแล้วเขียนใหม่จนกระทั่งมันดูสมบูรณ์แบบที่สุดในสายตาเธอ ความแข็งแกร่งของก้านและหนามถูกซ่อนไว้ภายใต้ความอ่อนนุ่มของกลีบดอกที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ นั่นคือหัวใจหลักที่เธอกำลังพยายามสื่อสารออกมา
"ชา พักกินน้ำหน่อยเถอะ" คิมยื่นขวดน้ำเย็นเจี๊ยบมาแตะที่ข้างแก้มของเธอ สัมผัสเย็นจัดทำให้เธอสะดุ้งตัวโยนจนปากกาแท็บเล็ตเกือบหลุดมือ
"หวา?! คิม ตกใจหมดเลย" เธอบ่นกระปอดกระแปดพลางลูบแก้มตัวเองที่ยังหลงเหลือความเย็นอยู่
"กำลังได้ที่เลยเนี่ย"
"ได้ที่แต่หน้าเธอเริ่มจะกลายเป็นสีน้ำเงินตามกุหลาบแล้วนะ" เขาหัวเราะร่วนพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ
"เป็นไงบ้าง คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?" น้ำชาเลื่อนแท็บเล็ตไปให้เขาดู รูปทรงของชุดราตรีสีน้ำเงินที่มีการตัดเย็บแบบอสมมาตร มีงานปักลายกุหลาบที่ดูเหมือนจะพันรอบตัวผู้สวมใส่ดั่งเกราะป้องกันที่สวยงาม
"ประมาณนี้… นายคิดว่ายังไง?"
คิมจ้องมองผลงานของเธออยู่นาน ความเงียบของเขาทำให้น้ำชาเริ่มรู้สึกกังวลอีกครั้ง เธอเม้มปากแน่นพลางลุ้นระทึกว่าเขาจะพูดอะไรออกมา
"สวยมาก…" คิมพึมพำด้วยน้ำเสียงทึ่ง
"มันดู… มีชีวิตชีวามากเลยนะชา โดยเฉพาะตรงส่วนเอวที่ดูเหมือนกุหลาบกำลังจะบานออกมาจริง ๆ เธอเก่งกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยนะเนี่ย"
คำชมที่เรียบง่ายแต่มั่นคงของเขาเหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมใจที่เหนื่อยล้า น้ำชายิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
"ฮะฮะ ขอบใจนะคิม ถ้าไม่ได้นายช่วยเตือนเรื่องคู่สีเมื่อเช้า ฉันคงหลงทางไปไกลกว่านี้แน่ ๆ"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจมดิ่งอยู่กับโลกของงานออกแบบ บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มเปลี่ยนไป แสงแดดที่เคยสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเริ่มจางลง เปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพูของยามโพล้เพล้ พนักงานคนอื่นๆ เริ่มทยอยเก็บของกลับบ้าน แต่สำหรับหัวหน้าทีมคนใหม่และผู้ช่วยส่วนตัวของเธอ งานในวันนี้เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเริ่มต้นไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
"เย็นนี้.. ชาอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม?" คิมถามขึ้นพลางยืดเส้นยืดสาย
"วันนี้ทำงานหนักขนาดนี้ ต้องให้รางวัลตัวเองหน่อยนะ"
น้ำชานิ่งไปครู่หนึ่ง ภาพของโต๊ะอาหารที่บ้านที่มีเมษนั่งรออยู่คนเดียวผุดขึ้นมาในหัว ความรู้สึกผิดที่เคยพยายามสะกดไว้เริ่มทำงานอีกครั้ง
"ฉัน.. ไม่แน่ใจว่าวันนี้จะกลับดึกแค่ไหนน่ะคิม ป๊าคงรอทานข้าวอยู่"
"งั้นเหรอ.. ไม่เป็นไรนะ ถ้าเธออยากกลับเร็วเดี๋ยวฉันช่วยเร่งตรงส่วนสเปคผ้าให้" คิมยิ้มอย่างเข้าใจ ไม่มีการบีบคั้นหรือทำให้เธอรู้สึกลำบากใจ
"ครอบครัวต้องมาก่อนเสมอแหละเนอะ"
คำพูดของคิมทำให้น้ำชารู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เธอพยักหน้าขอบคุณเขาเบาๆ ก่อนจะกลับไปโฟกัสกับงานตรงหน้าอีกครั้ง เธอตัดสินใจว่าจะรีบเคลียร์งานส่วนที่เหลือให้เสร็จก่อนหนึ่งทุ่ม เพื่อที่จะได้กลับไปทานข้าวกับป๊า อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากเห็นเขานั่งมองจานอาหารที่ว่างเปล่าอีกแล้ว
ทางด้านบ้านหลังใหญ่ที่เงียบเชียบ เมษเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าบ้านมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง เขาโยนกุญแจรถลงบนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่นก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้ที่ทำงานของเขามีปัญหาเรื่องเอกสารสัญญาที่ล่าช้าจนเขาต้องนั่งคุยกับลูกค้าจนเกือบหมดวัน แต่ความเหนื่อยจากการทำงานกลับเทียบไม่ได้เลยกับความกังวลที่เขามีต่อลูกสาว
เขามองไปที่นาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว น้ำชายังไม่ส่งข้อความมาบอกว่าจะกลับตอนไหน
เมษหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลังเลที่จะพิมพ์หาเธอ เขาไม่อยากทำตัวเป็นพ่อที่คอยตามจิก แต่ใจหนึ่งก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเธอจะหิวหรือเปล่า หรือเธอจะยังอยู่ที่ออฟฟิศกับ 'คิม' คนนั้น
"ฟู่.. ใจเย็น ๆ น้ำชาโตแล้ว" เขาพึมพำเตือนตัวเองพลางหลับตาลงแล้วตอนเอนหลังบนโซฟา
ความรักที่เขามีต่อน้ำชามันเริ่มกลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการตัวเขาเองไว้ ยิ่งเขาพยายามจะดึงเธอเข้ามาใกล้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอกำลังห่างไกลออกไปทุกที ในโลกของน้ำชาตอนนี้มีสิ่งใหม่ ๆ เข้ามามากมาย มีความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ มีเพื่อนร่วมงานที่คอยสนับสนุน… และในอนาคตอันใกล้ อาจจะมี 'ความรัก' ในแบบที่เขาให้เธอไม่ได้
เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัว เขาตัดสินใจว่าจะทำเมนูโปรดของน้ำชาเตรียมไว้รอ อย่างน้อยถ้าเธอกลับมาเห็นอาหารที่เธอชอบวางรออยู่เธออาจจะรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่เขาไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำพูดได้
ติ๊ง
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวทำให้เขารีบคว้ามาดู
"ป๊า วันนี้ชาน่าจะกลับถึงบ้านประมาณสองทุ่มนะคะ ป๊ารอทานข้าวกับชานะ มีข่าวดีจะบอกด้วยล่ะ!"
ประโยคสั้น ๆ ที่ลงท้ายด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ทำให้น้ำตาของเมษเกือบจะเอ่อล้นออกมา ความเครียดที่สะสมมาทั้งวันมลายหายไปเพียงเพราะข้อความไม่กี่คำ เขายิ้มออกมาด้วยความโล่งอก รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
"ข่าวดีงั้นเหรอ…" เขาพึมพำพลางหั่นผักใครครัวอย่างอารมณ์ดี
"จะข่าวอะไรก็ช่างเถอะ แค่ชากลับมาทานข้าวด้วยกัน ป๊าก็ดีใจแล้วล่ะ" เมษจ้องมองข้อความนั้นอย่างอารมณ์ดีก่อนจะวางมือถือลงแล้วกลับไปทำอาหารรอลูกสาวของเขาอีกครั้ง
ขณะเดียวกันที่ออฟฟิศ น้ำชาเริ่มเก็บข้าวของลงกระเป๋าด้วยความเร่งรีบ เธอหันไปหาคิมที่ยังคงนั่งดูแบบงานอยู่
"คิม… ฉันขอกลับก่อนนะ งานที่เหลือเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันมารีบเคลียร์ให้"
"ได้เลยชา กลับดี ๆ ล่ะ" คิมเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เธอ
"อย่าลืมบอกข่าวดีกับคุณพ่อด้วยนะ ท่านต้องภูมิใจในตัวเธอแน่ ๆ"
"อื้อ! ขอบใจนะคิม เจอกันพรุ่งนี้นะ!" น้ำชาวิ่งออกไปจากออฟฟิศด้วยหัวใจที่พองโต ความตื่นเต้นที่จะได้แชร์ความสำเร็จครั้งแรกในฐานะหัวหน้างานกับป๊ามันทำให้เธอแทบจะรอให้ถึงบ้านไม่ไหว
บนรถไฟฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนในเวลาเลิกงาน น้ำชายืนพิงเสาพลางมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าต่าง แววตาของเธอสะท้อนความมุ่งมั่นและความกังวลไปพร้อม ๆ กัน เธอหวังว่ากุหลาบสีน้ำเงินของเธอจะไม่เพียงแต่สวยงามในที่ทำงานเท่านั้น แต่มันจะสามารถผลิบานได้อย่างมั่นคงในบ้านหลังนั้นด้วยเช่นกัน.. บ้านที่มีความลับสีน้ำเงินซ่อนอยู่ลึกสุดในหัวใจของชายที่เฝ้ารอเธออยู่เพียงลำพัง
TBC.
แสงแดดรำไรยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างกระจกทรงสูงของคฤหาสน์หลังงามที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่จนดูโอ่อ่ากว่าที่เคยเป็นมา ความเงียบเชียบภายในบ้านไม่ได้ทำให้รู้สึกอ้างว้างอีกต่อไปนับตั้งแต่ ‘เขา’ กลับมา น้ำชาขยับกายภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์เนื้อนุ่มที่โอบล้อมร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอไว้ แผ่นหลังบางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและรอยแผลเป็นจางๆ หลักฐานของการถูกจองจำในอดีตที่คอยย้ำเตือนถึงความเสียสละอันบิดเบี้ยวของชายผู้เป็นเจ้าของลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่เหนือลาดไหล่ของเธอในเวลานี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจของเธอไว้ บัดนี้ถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้นด้วยเปลวไฟแห่งความโหยหาตลอดสี่ปีเต็มที่ผ่านมา น้ำชาหลับตาลงรับสัมผัสจากวงแขนแกร่งที่กระชับโอบกอดเธอไว้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปเป็นเพียงภาพฝันยามเช้า เธอแอบหลงรักผู้ชายคนที่คนทั้งโลกประณามว่าปีศาจมาเนิ่นนาน และยิ่งนานไปความรักนั้นก็ยิ่งหยั่งรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ ความรักที่สังคมมองว่าวิปริตและเป็นพิษร้าย แต่สำหรับเธอมันคือหยาดน้ำที่หล่อเลี้ยงกุหลาบสีน้ำเงินให้ยังคงเบ่งบานอย่างสง่างามท่าม
แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัววูบวาบสะท้อนกับผนังกระจกของอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่น้ำชาสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและเศษเสี้ยวของหัวใจที่แตกสลายเมื่อสี่ปีก่อน กลิ่นอายของความสำเร็จที่ฉาบไว้ด้วยน้ำหอมราคาแพงและดอกกุหลาบสีน้ำเงินสายพันธุ์พิเศษที่ส่งกลิ่นหอมเย็นยะเยือกตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องจัดแสดง เสียงรองเท้าส้นสูงยี่ห้อดังกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก ตึก เป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง ต่างจากเด็กสาวที่เคยเดินตัวสั่นเทาอยู่หลังม่านเวทีเดินแบบในอดีตอย่างสิ้นเชิงน้ำชายืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักข่าวและนักลงทุนในชุดราตรีสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดีไซน์ของมันยังคงเน้นความแข็งแกร่งของโครงสร้างแต่กลับซ่อนความพริ้วไหวที่ดูเยือกเย็นไว้ภายใน มันคือเอกลักษณ์ของดีไซเนอร์หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบปี ใบหน้าของเธอที่ผ่านการแต่งแต้มมาอย่างดีดูไร้ที่ติ แต่ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยมีประกายความหวังบัดนี้กลับดูเรียบเฉยและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะอ่านออก“คุณน้ำชาคะ การเปิดตัวคอลเลคชั่น ‘อิสระที่ถวิลหา’ ในครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเปล่าคะ?” นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมโครโฟนเข้ามาถามด้วยส
สิงห์ขยับเข้ามาใกล้เมษทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เขามองดูเพื่อนเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยสง่างามและเป็นที่ยอมรับของสังคม บัดนี้กลับดูแตกสลายและยอมสยบต่อข้อเสนอที่ไร้มนุษยธรรมที่สุด“ถ้านายตกลงตามนี้ ฉันจะลบคลิปนั่นทิ้ง และชีวิตของน้ำชาก็จะราบรื่นอย่างที่นายต้องการ” สิงห์พูดพลางพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นนิโคตินใส่หน้าเมษ “แต่นายต้องเล่นบทบาทนี้ให้สมบูรณ์แบบนะเมษ นายต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่านายคือปีศาจที่กักขังและครอบงำเด็กสาวคนหนึ่งไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”เมษขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนาที่เปื้อนคราบเลือดกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เขารู้ดีว่าข้อเสนอของสิงห์คือการฆ่าตัวตายทางสังคม แต่นี่คือทางเดียวที่น้ำชาของเขาจะยังคงเบ่งบานได้อย่างงดงามในโลกภายนอก เขาไม่อาจปล่อยให้น้ำชาต้องมาจมปลักอยู่ในนรกที่เขาสร้างขึ้น หากความลับเรื่องความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวถูกเปิดเผยออกไป น้ำชาจะถูกตราหน้าและหมดอนาคตทันที ซึ่งเขาไม่อยากเห็นภาพนั้นมากที่สุด ภาพที่อนาคตของคนที่เขารักพังทลายไปเพราะตัวเขา “ฉันจะทำ” เมษเค้นเสียงพูดออกมา น้ำเสียงของเขามั่นคงอย่า
เสียงเคาะคีย์บอร์ดในออฟฟิศของเมษวันนี้ดูจะหนักอึ้งเป็นพิเศษ หลังจากสิ่งที่เมษเจอเมื่อวานมันทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจเอาเสียเลย วันเวลาที่ผ่านไปทุกนาทีคือความกลัวที่ว่าสิงฆ์จะเล่นสกปรกใส่เขากับน้ำชาตอนไหน นิ้วมือที่เริ่มชากดแป้นพิมพ์บนดัง แต่ก แต่ก อย่างเชื่องช้ากว่าทุกวัน เสียงนาฬิกาบนผนังออฟฟิศส่งเสียงฟังดูดังกว่าทุกทีแม้มันจะเสียงเบาเท่าเดิม เมษถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมใช้มือเสยผมขึ้น เจ้าตัวเอนพิงไปกับเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดานสีขาวด้วยแววตาที่ไร้จุดหมาย เขาต้องคิดหาทางปกป้องน้ำชาสักทางไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ความสัมพันธ์ของเขาและน้ำชาที่ปกปิดเป็นความลับมาตลอดอาจตกอยู่ในอันตรายได้ และนั่นก็รวมถึงอนาคตของตัวของน้ำชาเองดด้วย.. เขาน่ะไม่เป็นอะไรหรอก เพราะอย่างน้อยสังคมก็อาจมองเขาเป็นพ่อโหดเหี้ยมที่คุกคามลูกสาวของตนเอง แต่น้ำชา..หากน้ำชายืนกรานจะยืนข้างเขาต่อไป มันจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอเลยแม้แต่น้อย "เฮ้อ..ฉันจะทำยังไงดี.."ทำไมสิงฆ์ต้องมาปรากฏตัวที่งานของน้ำชาด้วย ทำไมหมอนั่นถึงไม่ยอมปล่อยเขาไปสักทีเสียงแจ้งเตือนของมือถือที่ถูกวางไว้บนโต
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดภายในโรงรถของบ้านที่เงียบสงัด น้ำชาดับเครื่องยนต์แต่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในความมืด แสงไฟอัตโนมัติหน้าบ้านส่องเข้ามาจางๆ ทำให้เห็นคราบเลือดที่แห้งกรังบนใบหน้าของเขา น้ำชาเปิดประตูลงจากรถและเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่เมษนั่งอยู่ เธอประคองเมษให้ลงจากรถและพาเขาเดินเข้าบ้านอย่างระมัดระวังกลิ่นสบู่และน้ำหอมจาง ๆ จากตัวน้ำชาที่อบอวลอยู่ในบ้านที่คุ้นเคยทำให้เมษรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในกรงขังที่สวยงาม เขาถูกพานั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น น้ำชาวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มลงมือทำแผลให้เขาด้วยความชำนาญ มือเรียวที่หยิบจับสำลีชุบแอลกอฮอล์สัมผัสลงบนบาดแผลของเขาอย่างแผ่วเบาจนเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ"เจ็บหน่อยนะคะป๊า" น้ำชาพูดพลางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นเมษขมวดคิ้วด้วยความแสบ"ป๊าเจ็บที่ใจมากกว่าชา" เมษคว้าข้อมือของน้ำชาไว้ขณะที่เธอจะผละออกไปทิ้งสำลี เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาในตอนนี้ไม่ได้มีความเกรงใจในฐานะพ่อลูกเหลืออยู่อีกต่อไป "สิงห์มันจะทำลายชา มันจะแฉทุกอย่าง ป๊าควรจะทำยังไงดี"น้ำชาวางกล่องปฐมพยาบาลลงแล้วขยับเข้าไปนั่งข้าง ๆ
คำพูดของสิงห์เหมือนคีมเหล็กที่คอยคีบเอาความทรงจำที่เมษอยากจะฝังกลบไว้ให้ลึกที่สุดย้อนกลับมา ความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อนในรั้วมหาวิทยาลัยเซนต์เกรกอรี สถานที่ที่ความทะเยอทะยานของชายหนุ่มสองคนเริ่มต้นขึ้น เมษและสิงห์เคยเป็นเพื่อนที่เดินเคียงข้างกันในฐานะนักศึกษาดาวรุ่งของคณะบริหารธุรกิจ แต่ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ เมษมักจะได้ในสิ่งที่สิงห์ปรารถนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบที่เหนือกว่าเพียงเสี้ยวคะแนน ทุนการศึกษาที่ถูกหยิบยื่นให้ หรือแม้แต่คำชื่นชมจากอาจารย์ที่สิงห์เคารพรักแต่จุดแตกหักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการเรียน แต่มันคือโปรเจกต์ระดมทุนครั้งใหญ่ของนักศึกษาที่สิงห์เป็นคนริเริ่มและทุ่มเททุกอย่างลงไป ทว่าในวันที่โปรเจกต์กำลังจะประสบความสำเร็จ เมษกลับมองเห็นช่องโหว่ร้ายแรงทางกฎหมายที่อาจทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน เขาตัดสินใจเข้าแจ้งความและระงับทุกอย่างโดยไม่บอกกล่าวสิงห์ล่วงหน้า ผลลัพธ์ในครั้งนั้นทำให้สิงห์ถูกตราหน้าว่าเป็นคนฉ้อโกงและต้องพ้นสภาพนักศึกษา ในขณะที่เมษได้รับคำชมว่าเป็นผู้ผดุงความถูกต้องและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษาแทน“แกพังชีวิตฉันในตอนนั้น แกทำให้บริษัท เอส เอ็น แ







