LOGINแม่บ้านจำเป็น
เวลา 16.30 น.
“ค่ะแม่ หนูพึ่งเลิกวิชาสุดท้ายค่ะ” ฉันรับสายของแม่ ขณะที่เดินลงจากรถรับส่งประจำทาง วันนี้มีเรียนสองวิชา วิชาสุดท้ายเป็นวิชาเอกเรียนบ่ายสองถึงสี่โมงเย็น มาถึงปากซอยทางเข้าหอแม่ก็โทรเข้ามาพอดี
(สบายดีนะตัวเล็ก)
“สบายดีค่ะแม่ แม่ล่ะคะ?”
(ช่วงนี้แม่ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ แม่จะโทรมาบอกลูกว่าสิ้นเดือนนี้แม่คงไม่ได้ส่งเงินให้ใช้นะลูก ลูกพอมีเหลือใช้บ้างมั้ย?) ปลายเท้าถึงกับหยุดชะงักทันทีเมื่อได้ยินประโยคนี้ของแม่ ไม่ใช่ว่าไม่เคยได้ยินนะ แต่ได้ยินทีไรขาฉันแทบไม่มีแรงทุกที มันหมายถึงแม่กำลังแบกรับภาระอย่างหนักอึ้ง ฉันก็ไม่ได้อยากจะเป็นภาระของแม่หรอกนะ เคยคิดจะลาออกแล้วไปทำงาน เป็นแม่ที่ไม่ยอมให้ฉันออกจากระบบการศึกษา บอกว่าไม่ว่าจะยากจนแค่ไหน ฉันต้องเรียนให้จบระดับปริญญาตรีให้ได้
แม่ทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนก็พอเลี้ยงชีพและส่งฉันเรียนได้ เพราะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่จึงต้องแบกภาระตัวคนเดียว
เดือนนี้แม่คงช็อตจริง ๆ ฉันคงต้องหาทางออกเอง ปกติก็พึ่งพารายได้จากงานเขียน เดือนละพันสองพันก็พออยู่ได้ แต่ช่วงนี้ผลงานแทบขายไม่ออก เดือนละสองสามร้อยยังยากเลย เกิดปัญหาการเงินติดขัด คนที่ฉันนึกถึงคือพี่โมเม ทว่าที่เคยยืมไปจ่ายค่าเช่าห้องสองเดือนก่อนยังไม่คืนพี่โมหมดเลย จะไปยืมอีกก็เกรงใจ
“มีจ้ะ หนูยังพอมีเงินใช้ แล้วแม่ล่ะมีพอใช้มั้ย เดี๋ยวหนูโอนให้”
(ไม่เป็นไรลูก แม่มีพอใช้ถึงสิ้นเดือน ห่วงก็แต่ลูกสาวแม่)
“หนูมีค่ะ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องคิดมากนะจ๊ะ นิยายขายดีช่วงนี้” ขายดีจนน้ำตาไหลเลยค่ะแม่ เหอะ โกหกเพื่อให้แม่สบายใจ ฉันยังจะบาปอยู่ไหมนะ
(อ้อเหรอ ดีแล้ว แม่ก็คิดว่าตัวเล็กจะลำบาก แกต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่ต้องกังวลอะไร เดือนหน้าก็ใช้หนี้ป้าเจียมหมดแล้วล่ะ)
ป้าเจียมคือพี่สาวของแม่ แม่คงไปยืมเงินกับป้าเพื่อส่งให้ฉันสินะ เฮอ...ผู้หญิงวัยห้าสิบปีต้องมาทำงานหนักถึงเพียงนี้เลยเหรอ สงสารแม่ชะมัด
“จ้า หนูต้องวางละนะ”
(ได้ลูก สู้ ๆ ยัยตัวเล็กของแม่)
ที่ต้องรีบกดวางสายจากแม่ เพราะกลัวกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ เริ่มจุกขึ้นมาที่คอ เดี๋ยวแม่จับได้ว่าแอบน้ำตาคลอ ไม่อยากให้แม่คิดมากเรื่องฉัน
“เมื่อไหร่เราจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังเหมือนคนอื่นบ้างนะ” ฉันถอนหายใจ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อเดินเข้าหอพัก
“มึงช่วยกูหาแม่บ้านให้ได้ก่อนพรุ่งนี้ได้มั้ยวะ”
ขณะเดินผ่านรั้วหอพัก หูฉันได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นเคย หันขวับไปตามเสียงทุ้มเห็นแค่แผ่นหลังก็รู้ว่าเป็นใคร วายุกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้ารถยนต์ของเขา ฉันเหลือบไปเห็นเจ้าหมาขาเป๋ตัวเดิมที่เจอตอนบ่ายนอนอยู่ใกล้ ๆ จึงเข้าไปนั่งทักทายมันสักหน่อย
“ไงเจ้าตูบ” ฉันถามมันเสียงเบา ทว่าหูกลับตั้งใจฟังเสียงเขา
“เร็วหน่อยแล้วกัน ห้องกูรกมาห้าวันแล้ว เพราะพวกมึงนั่นแหละมาทำไว้ ขวดบงขวดเบียร์เต็มไปหมด ฝุ่นก็เขรอะ” เขาบ่น “เออ...แค่นี้แหละ จัดการให้กูด้วย”
“เจอเธออีกแล้วเหรอ?” เขาคุยกับฉันเหรอ ฉันลุกขึ้นยืนกลับหลังหันไปหาคนถาม
“นายหาแม่บ้านจริง ๆ เหรอ?”
เขาขมวดคิ้วย่น “นี่แอบฟัง?”
“เปล่า ฉันนั่งคุยกับหมาตัวนี้ เลยได้ยิน” ที่จริงก็ตั้งใจแอบฟังเขานั่นแหละ ถ้าเขาไม่ได้โกหก งานพิเศษนี้ก็น่าสนใจเลยทีเดียว ช่วงเวลาแบบนี้ยิ่งไม่ควรเลือกงานอย่างยิ่ง
“ก็บอกว่าหาคนทำความสะอาดห้อง ทำไม นึกเปลี่ยนใจอยากมาทำ?”
“อืม” ฉันพยักหน้าตอบ
“ฮึ ทำเป็นเล่นตัว”
“ไม่ได้เล่นตัว แค่ไม่ไว้ใจนาย ให้เท่าไหร่ ต่ำกว่าห้าใบแดงฉันไม่ทำนะ” ขอต่อรองราคานิดนึงเหอะ ช่วงนี้คนมันช็อต
“วันละสิบใบแดง สนใจมั้ย?”
คุณพระ! พันนึงจริงดิ แค่ทำงานบ้านในห้องเล็ก ๆ จ่ายพันนึงเลยเหรอ?
“ดูจากสายตาของเธอแล้ว สนใจล่ะสิท่า ถ้าตกลงก็ขึ้นไปทำตอนนี้เลย ฉันทนมาหลายวันแล้ว”
“ฉันขอขึ้นไปเปลี่ยนชุดก่อนได้มั้ย”
“ได้ หน้าที่คือปัดกวาดเช็ดถูทุกซอกมุมให้สะอาด ฉันจะจ้างเธอเก้าวันเท่านั้น”
เก้าวันก็เก้าพันเลยดิ โฮ...เขาใจป้ำเหมือนกันนะเนี่ย ในความโชคร้ายยังแอบซ่อนความโชคดีเอาไว้อยู่
“ตกลง”
“อะนี่ คีย์การ์ดห้องฉัน ห้อง709 ขึ้นไปทำให้เรียบร้อยก่อนที่ฉันจะกลับมา อ้อ...ไม่ต้องเข้าไปทำในห้องทำงานของฉันนะ ห้องที่อยู่ข้างห้องนอนอะ”
“ได้”
“ฉันไปทำธุระก่อน คงกลับไม่เกินสองทุ่ม หวังว่ากลับมาทุกอย่างจะเป็นระเบียบเรียบร้อย”
“แน่นอน แล้วจะจ่ายค่าแรงให้ตอนไหน ฉันขอรับเป็นรายวันนะ”
“เลขบัญชีอะไร เดี๋ยวโอนให้ตอนนี้เลย”
อุ้ย ไว้ใจกันขนาดนั้นเลย กุญแจก็ให้มา เงินก็จะจ่ายก่อนทำงาน เขาไม่กลัวฉันเบี้ยวเลยเหรอ?
ฉันไม่สนหรอกว่าเขาจะคิดยังไง ในเมื่อมีคนจะป้อนอ้อยเข้าปากช้างแล้ว ไยช้างจะรอช้ายืนบื้ออยู่ทำไมเล่า รีบคว้าไว้เลยละกัน ฉันไม่คิดจะเทงานอยู่แล้ว
ฉันเปิดคิวอาร์โค้ดรับเงินค่าแรงจากเขา
“โอนให้แล้วนะ” เขากดยืนยันเสร็จ ก่อนจะหันมาบอกฉัน
“ขอบใจนะ ฉันไปเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวขึ้นไปทำให้” ฉันหันหลังให้เขาเดินขึ้นหอพักไป ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปชั้นสี่ จึงเปิดเข้าแอปธนาคารเพื่อเช็กยอดเงินเข้า
“เก้าพัน!” ฉันตกใจยอดเงินที่ได้รับมาสด ๆ ร้อน ๆ นี่เขาโอนให้ทีเดียวเก้าวันเลยเหรอ? นี่ต้องรู้สึกดีใช่มั้ย จู่ ๆ ก็มีงานให้ทำ แถมยังรายได้ดีแบบนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ฉันต้องขึ้นไปห้องเขาถึงเก้าวันเลยนะช่วงนี้ แอบหวั่นใจเหมือนกันแฮะ
“แต่เขาก็ไม่อยู่ห้องนี่นา จะคิดเยอะทำไมเนี่ย” บอกกับตัวเองให้มองโลกในแง่ดี
.
.
โอ้มายก๊อด! นี่ห้องหรือกองขยะ
เข่าฉันแทบทรุด เมื่อเปิดเข้ามาในห้องของชายหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาบาดใจใครหลายคน สาว ๆ จะรู้ไหมว่าเขาซกมกขนาดนี้
“เขาหายใจออกได้ยังไงเนี่ย”
ฉันย่างเท้าเข้ามาภายในห้องช้า ๆ ยกมือขึ้นมาปิดรูจมูกเอาไว้ เดินหลบทั้งขวดและกระป๋องเบียร์ที่นอนเกลื่อนเต็มพื้นห้อง อีกทั้งยังมีเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่บนโต๊ะกลางโซฟา ร่องรอยขนมขบเคี้ยวกระจายอยู่เต็มพรมสีเทา บนโซฟาหนังสีดำมีเสื้อผ้าของเขาวางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ
“ก็ว่าทำไมให้ตั้งพันหนึ่ง แบบนี้นี่เอง คิดว่างานง่าย ๆ งานช้างเลยนี่”
ฉันบ่นและถอนหายใจพรืดใหญ่ แต่ต้องรีบตั้งสติและลงมือทำ ก็รับเงินเขามาแล้วนี่ อีกอย่างชีวิตก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ทำแค่นี้ถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับที่แม่ฉันทำ
อึดใจเดียวก็เสร็จน้อยหน่าเอ๊ย
“ว้าย! ถุงยางใช้แล้วเหรอ?” ฉันแทบจะอ้วก เมื่อดูดฝุ่นไปเจอถุงยางที่ผ่านการใช้งานมาแล้วใต้โซฟา ของแบบนี้ไม่น่าลืมทิ้งนะ สกปรกซกมกกว่าที่คิดเยอะเลย หน้าตาดีเสียเปล่า
กว่าสามชั่วโมงที่ฉันขะมักเขม้นทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเขา ห้องที่รกกลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นด้วยหยาดเหงื่อของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างฉัน
“เฮอ” ฉันถอนหายใจพร้อมกับทิ้งร่างกายที่อ่อนแรงลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น “กว่าจะเสร็จ ใช้พลังงานไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย” หลับตาลงช้า ๆ ขอพักสายตาสักครู่ เขาคงยังไม่กลับมาหรอกมั้ง
“เหนื่อยขนาดนั้นเลย?”
กำลังจะงีบหลับ จู่ ๆ ก็สะดุ้งตื่น เพราะเสียงเจ้าของห้อง
“นายเข้ามาตอนไหน ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย” ฉันลุกขึ้นนั่งหลังตรง เห็นเขาเดินเลี้ยวไปที่ห้องครัว ทำท่าทางเหมือนกำลังสำรวจผลงานของฉัน
“เข้ามาเมื่อกี้นี้ ใช้ได้นี่ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบดี คุ้มกับที่จ่ายไป” เขาเอ่ยชมฉัน
“ทำเกินค่าจ้างไปด้วยซ้ำ ห้องรกอย่างกับกองขยะ นายซกมกขนาดนี้ สาว ๆ ในสต๊อกรู้รึเปล่า”
“ฉันไม่ได้สกปรกอย่างที่เธอเห็นนะ เพื่อนมาทำไว้ต่างหาก” ไม่กล้ายอมรับความจริง
“จะใครก็ช่างเถอะ วันนี้ฉันทำงานเสร็จแล้ว ขอตัวนะ”
“เดี๋ยวก่อน”
“อะไรอีก?”
“กินอะไรรึยัง? ฉันซื้อไก่ทอดมาเยอะเลย กินเป็นเพื่อนหน่อยดิ” มาแปลก จู่ ๆ ใจดีชวนกินมื้อค่ำด้วย หรือว่ากำลังเริ่มตามแผน จะวางยาฉันเหรอ?
“ไม่หิวอะ นายกินเถอะ”
“ระวังตัวเก่งจริง ๆ ไม่ทำอะไรหรอกน่า นั่งลงเถอะ” เขาเข้ามาจับไหล่ฉันให้นั่งลงที่เดิม ก่อนจะเดินกลับไปถือถุงหิ้วสองสามถุงมาวางบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา บังคับกันอีกแล้ว จะมาไม้ไหนอีก
“ถือว่าเป็นสวัสดิการจากนายจ้าง กินก่อนค่อยไป” เขาทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ ฉัน รู้สึกได้ถึงไอร้อน จึงเขยิบตัวออกให้ห่างเขา
“อย่าเว่อร์ได้มั้ย รู้หรอกว่าหวงตัว แต่อย่าทำเหมือนรังเกียจกันได้มั้ย เมื่อคืนยังคล้องคอจูบฉันดูดดื่มอยู่เลย”
“พูดบ้าอะไร” ถึงฉันจะเผลอไผลไปบ้าง แต่นั่นเพราะอารมณ์ชั่ววูบหรอกนะ
“ไม่ต้องเขิน อย่างที่บอกไปนั่นแหละ เธอไม่ได้อยู่ในสายตาฉัน งานฉันจบแล้วตั้งแต่เมื่อคืน”
“อืม” ฉันจะลองเชื่อคำพูดเขาสักครั้ง
ดูสิว่าผู้ชายคนนี้มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร เขาเป็นคนที่อ่านใจยากมาก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
บทส่งท้าย@คาเฟ่หนอนชอบจิบชาฝ่ามือเล็กผลักประตูเข้ามาในร้านคาเฟ่ขนาดกลางที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกของนวนิยายแฟนตาซีที่นี่มีชั้นหนังสือที่มีหนังสือให้อ่านฟรีแบบจุใจ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางนวนิยายทุกหมวดหมู่ รวมถึงการ์ตูนทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นกึ่งคาเฟ่กึ่งห้องสมุดก็ว่าได้ต่างกันตรงที่ห้องสมุดจะเงียบสงบ แต่ที่นี่มีเพลงให้ฟังเบา ๆ พร้อมแอร์เย็นฉ่ำตลอดเวลาที่ให้บริการถึงคาเฟ่แห่งนี้จะพึ่งเปิดให้บริการได้เพียงสองเดือนเท่านั้น ทว่า...กลับได้รับการตอบรับที่ดีเกินที่คาดเอาไว้ ยอดขายเกินเป้าหมายไปมาก เจ้าของก็พลอยยิ้มร่าได้ทั้งวัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ติดรั้วมหาวิทยาลัย และอีกเหตุผลหนึ่ง คงเป็นเพราะเจ้าของคาเฟ่เป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควร จึงทำให้คาเฟ่แห่งนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง“วันนี้คนเยอะมั้ยเกล” น้อยหน่าเอ่ยถามพนักงานที่ประจำอยู่ตำแหน่งแคชเชียร์“พี่น้อยหน่าสวัสดีค่ะ เยอะมากค่ะ ตอนนี้มีอยู่สิบกว่าบิลค่ะ ยังมีออเดอร์ที่โทร.มาสั่งอีกนะคะ” พนักงานสาวพนมมือไหว้เจ้าของคาเฟ่ ก่อนจะหันไปชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้าต่อ เธอดูเร่งรีบสุด ๆ“เดี๋ยวพี่ช่วย” เจ้าข
รักอีกครั้ง...มันดีมากBy: Wayuวันเวลาเดินเร็วมาก เร็วจนผมอยากจะกดหยุดมันเอาไว้ กลัวว่าความสุขที่มีเธออยู่ข้าง ๆ มันจะจางหายไปตลอดสามเดือนที่ผ่านมาผมได้พิสูจน์ตัวเองให้น้อยหน่าและคนรอบตัวที่รักเธอเห็นแล้วว่าผมจริงใจและรักเธอมากแค่ไหนผมลาออกจากการเป็นโฮสต์ก็เพราะเธอ แต่ยังคงหาเงินเอาไว้เปย์เธอได้อยู่เรื่อย ๆ จากการรับงานวาดปกนิยายของนักเขียนชื่อดังหลาย ๆ นามปากกา รวมถึงนักเขียนสุดที่รักของผมที่กำลังฮอตในกระแสอยู่ตอนนี้ อย่าง ‘พริ้มงาม’ นักเขียนหน้าใหม่ติดหนึ่งในมาแรงใช่ครับ ตอนนี้น้อยหน่าเปลี่ยนมาใช้นามปากกาใหม่แล้ว เดิมชื่อ ‘นาราเอล’ ที่เขียนนิยายแฟนตาซีเป็นหลัก พอได้ลองเปลี่ยนแนวเขียนใหม่ มันทำให้เธอค้นพบตัวเองและช่องทางทำเงินได้มากขึ้นกม่าเดิมหลายเท่าตัวน้อยหน่าจึงตัดสินใจหันหัวเรือไปอีกทาง เปลี่ยนมาเขียนแนวรักโรแมนติกแบบผู้ใหญ่ มีทั้งชายรักหญิง หญิงรักหญิง และชายรักชาย ใช้เวลาเพียงไม่นานเธอก็สามารถสร้างผลงานพร้อมฐานแฟนคลับได้มากมาย โดยมีผมที่เป็นทั้งแรงใจและแรงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังในทุกผลงานเพราะปกนิยายทุกเรื่องของ พริ้มงาม ผมในนามปากกา Win Kaze เป็นผู้วาดเองกับมือ ผมตั้งใจใ
รักหวนคืน“ว่าไง หรือไม่กล้า” วายุถามย้ำเมื่อเห็นว่าน้อยหน่ายังนั่งนิ่งไม่ยอมขยับตัว ลงมือจุมพิตแฟนใหม่ให้เขาดู“ผมจูบพี่เองดีกว่านะ” เอ็มบอกเธอ และกำลังจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาว ทว่าจังหวะที่ปากหยักเกือบจะแนบชิดริมฝีปากของเธอ ชายหนุ่มต้องชะงักกลางคัน“มึงหยุดเลยนะ!” วายุตะคอกเสียงดังลั่นรถ พร้อมกับหันหลังมาทำตาดุใส่หนุ่มรุ่นน้อง ใจเขาแทบหล่นเกือบเห็นช็อตเด็ดเอ็มกระตุกยิ้มหนึ่งข้าง ก่อนจะผละตัวออกห่างกลับไปนั่งตัวตรง ทำให้หญิงสาวแอบถอนหายใจเบา ๆ ไปด้วย“มีอะไรอีกพี่ พี่ให้เราจูบกันให้ดู ผมกำลังจะรีบทำให้เสร็จ”“กูท้าน้อยหน่า ไม่ได้ท้ามึง อยู่เฉย ๆ อย่าสะเหล่อ” เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อดที่จะเหวี่ยงใส่เอ็มไม่ได้“อ๋อครับ” เอ็มตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน ชายหนุ่มพอจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นแค่ส่วนเกินของอดีตคู่รักของรุ่นพี่ทั้งสอง แต่จะไหลตามน้ำไปก่อน อยากรู้เหมือนกันว่าฝ่ายหญิงจะกล้าแลกไหมหากเธอกล้าจูบเขา ทั้งที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบเขา แสดงว่าเธอคงเกลียดวายุแล้วจริง ๆ แต่ถ้าไม่...“ดูให้เต็มสองตานายเลยนะ” น้อยหน่ายกสองมือขึ้นเข้าไปประคองกรอบหน้าหล่อของคนข้าง ๆ ให้หันมาสบตากันใจเธอเต้นโคร
รู้ทันเกมวันต่อมา@ตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์“เฮ้ยไอ้เวรเดน มึงมีเรียนต่อรึเปล่าวะ?” วายุถามเพื่อน ขณะที่กำลังเดินออกจากห้องเรียนรายวิชาแรกของวัน“มีอีกทีบ่ายสามโมง ทำไมวะ?”“กูมีเรื่องจะปรึกษา ไปคุยกันที่ห้องกูหน่อยสิวะ ซื้อข้าวไปกินด้วย”“ปรึกษาเรื่องอะไรวะ?”“เรื่องน้อยหน่า”เอเดนเลิกคิ้วขึ้นอย่างงง ๆ “ทำไม? มึงยังแก้แค้นเขาไม่สะใจอีกเหรอวะ” เพื่อนถามกลับอย่างยียวน วายุจึงตวัดหางตามองค้อนให้หนึ่งที“อย่ากวน กูจะง้อน้อยหน่าต่างหากล่ะ”“เฮอ” เพื่อนสนิทถอนหายใจแรง ท้อใจกับอาการไบโพลาร์ของเพื่อนรัก“กูจริงจังนะมึง ไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น มึงน่าจะรู้จักนิสัยกูดี”“เพราะกูรู้ไง กูถึงหนักใจเนี่ย มึงมีนิสัยชอบเอาชนะและชอบเอาคืน” เอเดนกลัวว่าเพื่อนจะหลอกใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือทำร้ายใจคนอื่น เหมือนอย่างที่เขื่อนเคยเจอ“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง กูเป็นคนอย่างงั้นเหรอวะ?” เขาถึงกับหันกลับมาสงสัยในตัวเอง“เออดิวะ ไม่รู้ตัวอีก กับคนที่รักมากอย่างน้อยหน่ามึงยังทำเขาลง ไม่เรียกเจ้าคิดเจ้าแค้นให้เรียกอะไรวะ”วายุขมวดคิ้วมุ่น เขามองกลับมาดูตัวตนของตัวเองอีกครั้ง ยืนนิ่งนึกถึงวีรกรรมของตัวเองที่ทำไว้ในอดีตอยู่พักใ
เจ้าแผนการBy: Noina “ฉันคิดถึงเธอ”“เก็บคำนี้ไว้ใช้กับผู้หญิงของนายเถอะ ฉันสะอิดสะเอียนที่ได้ยินจากปากนาย” ฉันสะบัดมือเขาทิ้ง แล้วหยัดกายยืนให้มั่นเหมือนอุดมการณ์ที่ตั้งใจทำให้ได้ ‘เจ็บแล้วต้องจำ โอกาสของเขาใช้ไปหมดแล้ว’ ก่อนจะเดินจากเขาไปแม้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นแค่แผน แต่มันคือแผนที่เลือดเย็นมาก เขาคงหัวเราะเยาะฉันลับหลัง คงสะใจที่ได้เห็นน้ำตาของคนที่ยกใจให้เขาไปจนหมดฉันได้ยินเกือบทุกคำที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมา เพราะแบตเตอรี่ของหูฟังดันหมดพอดี ยอมรับว่าแอบโล่งใจที่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แล้วไง? เจตนาก็เพื่อทำร้ายความรู้สึกกันอยู่ดีย้ายหนีให้ห่างกันแล้วแท้ ๆ ยังตามมากวนใจจนได้ เมื่อเช้าเขาน่าจะตั้งใจมาดักรอฉัน เพราะเช้านี้เขาไม่มีเรียน ต่อไปคงหาทางตามตื๊อฉันอีกแน่ เพราะตอนคบกันเขาเคยขอตารางเรียนทั้งหมดของฉันไป ตอนนั้นรักกันดี อยากได้อะไรฉันก็ยอมเขาหมดเหนื่อยแค่ไหนฉันก็ยอม...โง่จริง ๆ เพราะแบบนี้เขาถึงได้ใจ สมควรเจ็บแล้ว น้อยหน่า“เดี๋ยวสิน้อยหน่า ฟังกันก่อนได้มั้ย?” เขายังเดินตามมาหน้าด้าน ๆ“พอเถอะนะวายุ ระหว่างเราให้มันจบแค่นี้เถอะ ฉันเหนื่อย”“ฉันก็เหนื่อย
หมาโบ้หลายวันผ่านไปถึงเรื่องความรักจะทำให้ดิ่ง แต่เรื่องงานกลับปังขึ้นเรื่อย ๆจากนักเขียนโนเนม ‘นาราเอล’ ที่แทบจะไม่มีใครรู้จักชื่อ ผู้ติดตามไม่ถึงหลักร้อย ปัจจุบันตัวเลขดีดขึ้นมาเกือบแตะไปที่หลักพันต้องขอบคุณเขาใช่ไหม?เธอใช้ประสบการณ์มีความรักจริงจังครั้งแรกมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ แต่งนิยายรักต่ออีกเรื่องตามที่นักอ่านร้องขอถึงเรื่องต่อไปปกนิยายจะไม่ใช่ลายเส้นของวายุ แต่เธอเชื่อว่านักอ่านจะไม่ทิ้งเธอเหมือนอย่างเขาที่บอกว่าทิ้ง เพราะพอจะเดาออกว่า ชายหนุ่มกลับมาเพื่อทำให้เธอเจ็บอย่างที่เขาเคยเจ็บ หากไม่จริงเขาคงรั้งเธอไว้ตั้งแต่วันนั้น แต่เขาปล่อยให้เธอเดินออกไปจากชีวิตง่าย ๆ ไม่ง้อไม่ตามไม่ตื๊อ สุดท้ายก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกหลายวันมานี้น้อยหน่าพอที่จะทำใจได้บ้างแล้ว ทว่า...จะมองไปมุมไหนของห้อง เงาเขายังติดตาอยู่ทุกที่เธอจึงตัดสินใจย้ายออกจากที่นี่ รายได้จากการขายนิยายเรื่องล่าสุดก็พอได้จับเงินก้อนเหมือนคนอื่นอยู่บ้าง มีเงินพอค่ามัดจำห้องใหม่ไม่ได้อยู่ใกล้ก็ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีก เธอต้องลืมเขาได้แน่ เพราะอยู่ที่นี่เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบขึ้นไปมองระเบียงห้องของเขา







