เข้าสู่ระบบวีดับเครื่องยนต์ ถอดหมวกกันน็อกของตัวเองออกแล้วหันมาช่วยถอดหมวกให้อินทิรา มือหนาจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงของเธอให้เข้าที่อย่างลวกๆ
"เข้าไปนั่งข้างใน แอร์เย็นๆ" วีพยักหน้าไปทางออฟฟิศกระจก "อยากกินน้ำอะไรเดี๋ยวให้เด็กไปซื้อให้"
"น้ำเปล่าก็พอค่ะ พี่วีไม่ต้องลำบากหรอก" อินทิรารีบปฏิเสธ เธอเดินตามร่างสูงเข้าไปในออฟฟิศ
ภายในออฟฟิศตกแต่งสไตล์ลอฟต์ เน้นปูนเปลือยและเหล็กสีดำ มีโซฟาหนังสีน้ำตาลตัวใหญ่วางอยู่มุมห้องพร้อมโต๊ะกระจกเตี้ยๆ วีเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำเย็นเฉียบมาบิดเกลียวเปิดฝาแล้วส่งให้เธอ
"นั่งทำงานตรงนั้นไป" เขาชี้ไปที่โซฟา "กูจะออกไปดูไอ้พวกนั้นประกอบเครื่องยนต์แป๊บหนึ่ง หิวก็บอก จะได้สั่งข้าว"
อินทิราพยักหน้ารับ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟานุ่ม จัดแจงหยิบโน้ตบุ๊กออกมาเปิดเครื่อง วีเดินออกไปจากออฟฟิศ ทิ้งให้เธออยู่ในพื้นที่ส่วนตัวที่เงียบสงบกว่าด้านนอก แม้จะมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวผ่านผนังกระจกใส แต่ก็ไม่มีเสียงรบกวนเล็ดลอดเข้ามา
เธอเริ่มลงมือปรับแก้แบบบิลบอร์ดอีกครั้ง สมาธิกลับมาจดจ่ออยู่กับหน้าจอ แต่บางครั้งสายตาก็เผลอละไปมองคนตัวโตที่กำลังยืนคุยกับช่างอยู่ข้างรถสปอร์ตคันหนึ่ง วีในโหมดทำงานดูจริงจังและดุดันกว่าตอนอยู่ห้อง เขาขมวดคิ้ว มือชี้สั่งงานอย่างเด็ดขาด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามขมับและลำคอแกร่ง
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง งานแก้รอบที่ห้าถูกส่งกลับไปให้ลูกค้าพิจารณา อินทิรายืดแขนบิดขี้เกียจ รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อได้เปลี่ยนสถานที่ทำงาน บรรยากาศดิบๆ ของอู่ซ่อมรถกลับทำให้สมองเธอปลอดโปร่งกว่าการนั่งอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยม
ประตูออฟฟิศเปิดออกพร้อมกับร่างของวีที่เดินเข้ามาพร้อมถุงพลาสติกใบใหญ่ เขาวางมันลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเธอ กลิ่นหอมฉุยของอาหารลอยเตะจมูกจนกระเพาะของอินทิราเริ่มประท้วงเสียงดัง
"พักสายตาได้แล้ว กินข้าวก่อน" วีจัดการแกะกล่องข้าวผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวกรอบๆ ออกมาวางเรียง เขาดันกล่องหนึ่งไปตรงหน้าเธอ "กะเพราไม่ใส่พริก ของมึง"
อินทิราชะงักไปนิด เธอเงยหน้ามองเขาด้วยความแปลกใจ "พี่วีจำได้ด้วยเหรอคะว่าอินไม่กินเผ็ด"
"ก็เห็นตอนไปกินข้าวกับไอ้กฤต มึงเขี่ยพริกออกตลอดยังกับเด็ก" วีตอบห้วนๆ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม เริ่มตักข้าวเข้าปากคำโต "กินๆ เข้าไปเถอะ อย่าถามมาก"
หญิงสาวยิ้มกว้าง ความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นมาในใจ ผู้ชายที่ดูหยาบกระด้างและไม่ใส่ใจโลกอย่างเขา กลับจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเธอได้ดีกว่าที่คิด อินทิราตักข้าวผัดกะเพรารสชาติกลมกล่อมเข้าปาก มันอร่อยจนเธอต้องตักกินอย่างรวดเร็ว
"ค่อยๆ กิน เดี๋ยวก็ติดคอหรอก" วีดุเสียงไม่จริงจังนัก เขาดันแก้วน้ำเย็นไปใกล้ๆ มือเธอ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังจัดการกับมื้อกลางวัน ประตูออฟฟิศก็ถูกเปิดออกอีกครั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด แต่งตัวด้วยแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าเดินกร่างเข้ามาในห้อง ใบหน้าติดจะเย่อหยิ่งนั้นมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่
"เฮ้ย ช่างวี รถกูเสร็จหรือยังวะ" ลูกค้าหนุ่มเอ่ยถามเสียงดัง ก่อนที่สายตาจะตวัดมาเห็นหญิงสาวหน้าตาน่ารักที่นั่งอยู่บนโซฟา นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่มทันที "อ้าว... อู่มึงมีพนักงานต้อนรับสวยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย ไม่เห็นเคยบอกกันเลย"
อินทิราวางช้อนลง รู้สึกอึดอัดกับสายตาแทะโลมที่มองมาอย่างโจ่งแจ้ง เธอขยับตัวเข้ามุมโซฟาโดยสัญชาตญาณ
วีรวิชญ์หยุดชะงักมือที่กำลังตักข้าว เขาวางช้อนลงช้าๆ นัยน์ตาดุดันตวัดมองลูกค้าหน้าหม้อด้วยสายตาแข็งกร้าว ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะกระจกมายืนบังหน้าอินทิราไว้มิดชิด แผ่นหลังกว้างของเขากลายเป็นกำแพงมนุษย์ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยขั้นสุด
"รถมึงยังไม่เสร็จ อะไหล่เพิ่งมาถึงเมื่อเช้า" วีตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความคุกคาม "และนี่ไม่ใช่พนักงานต้อนรับ... นี่น้องไอ้กฤต"
"น้อง? น้องสาวไอ้กฤตเหรอวะ" ลูกค้าหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่พอจะรู้จักกฤตและวีอยู่บ้าง "โตเป็นสาวขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย พี่ชื่อเสี่ยโจ้นะ ยินดีที่ได้รู้จัก"
เสี่ยโจ้พยายามจะชะโงกหน้าผ่านไหล่วีเพื่อส่งยิ้มให้อินทิรา แต่วีกลับขยับตัวบังไว้ตามองศาเดิม มือหนาคว้าประแจเลื่อนขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานใกล้ๆ ขึ้นมาควงเล่นในมืออย่างจงใจ
"มองหน้าหาเรื่องเหรอวะ" วีขยับประแจในมือ เสียงเหล็กกระทบกันเบาๆ สร้างความกดดันให้คนฟัง "ถ้ามึงยังอยากได้รถคืนในสภาพสมบูรณ์ ก็หุบปากแล้วออกไปรอด้านนอก"
"เฮ้ยๆ ใจเย็นดิวะช่างวี กูแค่ทักทายตามประสาคนรู้จักกัน แหม... หวงน้องสาวเพื่อนขนาดนี้เลยเหรอวะ" เสี่ยโจ้ถอยหลังไปครึ่งก้าว ยกมือขึ้นระดับอกเชิงยอมแพ้ แม้ปากจะเก่งแต่ลึกๆ เขาก็รู้ดีว่าไม่ควรมีเรื่องกับคนจริงอย่างวีรวิชญ์
"เออ กูหวง" วีกดเสียงต่ำ นัยน์ตาแทบจะพ่นไฟ "ออกไป"
ลูกค้าหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ รีบหันหลังเดินออกจากออฟฟิศไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองอีก
"อินถอยไม่ได้แล้วค่ะพี่กฤต... อินขาดพวกพี่เขาไม่ได้แล้ว"คำตอบของน้องสาวเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจของกฤต ความผิดหวังและความโกรธที่เพิ่งจะสงบลงไปปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เขาดันตัวอินทิราออกห่าง นัยน์ตาคมเข้มวาวโรจน์ด้วยความเด็ดขาด"ได้... ในเมื่อพี่พูดดีๆ แล้วไม่ฟัง งั้นเราก็ต้องมาลองดูกันว่าความรักบ้าๆ ของอินมันจะทนทานได้แค่ไหน" กฤตประกาศเสียงแข็ง "พี่ให้เวลาอินคิดอีกที เลือกระหว่าง 'พี่' คนที่เลี้ยงอินมา หรือ 'ไอ้พวกนั้น' ที่เพิ่งเข้ามาในชีวิตได้ไม่กี่เดือน... ถ้าอินเลือกพวกมัน อินก็ไม่ต้องมาเรียกพี่ว่าพี่อีก
"กินข้าวต้มสิ เมื่อคืนเราร้องไห้หนัก จะได้คล่องคอ" กฤตเลื่อนชามข้าวต้มไปตรงหน้าเธอ"ขอบคุณค่ะพี่กฤต" อินทิราตอบเสียงแผ่ว หยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มเข้าปากอย่างเชื่องช้า ความอร่อยของอาหารระดับโรงแรมห้าดาวไม่สามารถแทรกซึมผ่านลิ้นที่รับรสขมปร่าของเธอได้เลยบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอึดอัด กฤตนั่งจิบกาแฟดำเงียบๆ ปล่อยให้อินทิรากินข้าวไปได้สักพักก่อนจะเริ่มเปิดบทสนทนาที่ทั้งสองคนพยายามหลีกเลี่ยง"อิน... รู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่" กฤตวางแก้วกาแฟลง สอดประสานมือไว้บนโต๊ะ นัยน์ตาคมเข้มจ้องมองน้องสาวอย่างจริงจัง "พี่พยายามคิดทบทวนทั้งคืน พยายามหาเหตุผลว่าทำไมน้องสาวที่พี่เลี้ยงดูมาอย่างดี ถึงยอมลดตัวลงไปทำเรื่องบ้าๆ แบบนั้น... คบกับผู้ชายพร้อมกันสามคนเนี่ยนะ อินคิดว่านี่มันนิยายหรือไง"อินทิราวางช้อนลง ก้มหน้างุด "อินรู้ค่ะว่ามันฟังดูแปลก... แต่มันเกิดขึ้นไปแล้ว และอินก็... รักพวกพี่เขาจริงๆ""รัก?" กฤตแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความสมเพช "อินรู้จักความรักดีแค่ไหนเชียวถึงกล้าพูดคำนี้ออกมา ผู้ชายสามคนนั่นมันเป็นเพลย์บอยตัวพ่อทั้งนั้น โดยเฉพ
กฤตลอบมองน้องสาวผ่านกระจกมองหลังเป็นระยะ ความรู้สึกผิดและสงสารเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเมื่อเห็นสภาพที่บอบช้ำของเธอ เขาไม่ได้อยากทำร้ายจิตใจน้องสาว ไม่ได้อยากบังคับขู่เข็ญ แต่ในฐานะพี่ชายที่ต้องปกป้องดูแลน้องเพียงคนเดียว เขาไม่สามารถปล่อยให้อินทิราจมปลักอยู่กับความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันได้รับการยอมรับจากสังคมได้"อิน... พี่ทำไปก็เพราะรักเรานะ" กฤตทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก "พี่ไม่อยากให้เราต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ผู้ชายพวกนั้นมันไม่ใช่คนดีอะไรหรอก เชื่อพี่เถอะ สักวันพวกมันก็ต้องทิ้งเรา"อินทิรายังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบรับ ไม่โต้เถียง เธอเพียงแค่หลับตาลงและปล่อยให้น้ำตาทำหน้าที่ระบายความเจ็บปวด การที่กฤตดูถูกความรักของพวกเทมส์ มันก็เหมือนการดูถูกการตัดสินใจของเธอเช่นกันความเงียบของน้องสาวทำให้กฤตยิ่งรู้สึกแย่ ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เลิกพยายามที่จะอธิบายเหตุผล เขาหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปจอดยังลานจอดรถของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง จัดการเช็กอินเปิดห้องพักสวีทสองห้องที่เชื่อมต่อกันได้ เพื่อให้อินทิราได้มีพื้นที่ส่วนตัว แต่เขาก็ยังสามารถดูแลความป
"ไม่ไป! พี่กฤตปล่อยอินนะ อินเจ็บ!" หญิงสาวพยายามแกะมือพี่ชายออก แต่แรงของกฤตมีมากกว่าหลายเท่าวีรวิชญ์ทนดูน้องสาวเพื่อนถูกบังคับไม่ไหว ชายหนุ่มร่างหนาพุ่งตัวเข้าไปคว้าคอเสื้อของกฤตอย่างแรง ง้างหมัดขึ้นเตรียมจะซัดเข้าที่ใบหน้าของเพื่อนสนิทอีกรอบ "มึงปล่อยมือน้องเดี๋ยวนี้ไอ้กฤต ก่อนที่กูจะหมดความอดทน!""ไอ้วี หยุด!"เทมส์ตะโกนลั่น รีบถลันเข้าไปจับแขนของวีรวิชญ์เอาไว้แน่น นัยน์ตาคมกริบส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง "มึงจะบ้าเหรอวะ ขืนมึงสู้กันตอนนี้ อินจะยิ่งตกใจแล
"อินทำให้พี่กฤตเสียใจ... พี่กฤตเกลียดอินแล้ว" หญิงสาวสะอื้นอู้อี้อยู่กับอกกว้าง"ไอ้กฤตมันไม่เกลียดหนูหรอก มันแค่กำลังโกรธที่พวกพี่ปิดบังมัน" ไทม์อธิบายอย่างใจเย็น "ให้เวลามันหน่อยนะคนดี เดี๋ยวมันก็คิดได้เองแหละว่าไม่มีใครดูแลหนูได้ดีเท่าพวกพี่อีกแล้ว"วีรวิชญ์ถอนหายใจยาว เขามองดูรอยแดงที่ข้อมือของอินทิราจากการถูกกฤตบีบอย่างแรงเมื่อครู่ ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้ง "มึงเจ็บไหมอิน พรุ่งนี้กูจะเอายามาทาให้... ส่วนเรื่องไอ้กฤต มึงไม่ต้องห่วง กูรับปากว่ากูจะทำให้มันยอมรับให้ได้ ต่อให้กูต้องยอมให้มันกระทืบอีกสิบที กูก็ยอม"คำสัญญาของวีรวิชญ์ทำให้อินทิราเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอเอื้อมมือไปแตะที่มุมปากที่มีรอยเลือดซึมของชายหนุ่มอย่างเบามือ "พี่วีเจ็บไหมคะ... อินขอโทษที่ทำให้พวกพี่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้""กูไม่เจ็บหรอก ไกลหัวใจตั้งเยอะ" วีรวิชญ์จับมือเธอมากดจูบที่ฝ่ามือ "มึงเลิกร้องไห้เถอะ ตาบวมหมดแล้ว คืนนี้ไปนอนพักก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่"เทมส์ช้อนตัวอินทิราขึ้นอุ้มอีกครั้ง เขาพาดินทิราไปวางลงบนเตียงกว้าง จัดการดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเล็กให้จนมิดช
"คนที่ทำร้ายอินก็คือพวกมึงนั่นแหละ!" กฤตสวนกลับทันควัน เขาชี้หน้าไทม์ด้วยมือที่สั่นเทา "มึงมันก็แค่สนุกกับการเอาชนะ มึงมันก็แค่เห็นน้องกูเป็นของแปลกใหม่... พอพวกมึงเบื่อ พวกมึงก็ทิ้งน้องกูไปแต่งงานกับผู้หญิงที่สังคมยอมรับอยู่ดี แล้วคนที่ต้องมานั่งรับกรรมก็คืออิน!"คำพูดของกฤตแทงทะลุเข้าไปในจุดที่เปราะบางที่สุดในใจของอินทิรา มันคือความหวาดระแวงที่เธอเพิ่งจะก้าวข้ามมาได้ไม่กี่ชั่วโมงก่อน หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แต่คราวนี้เธอเลือกที่จะไม่หลบตา เธอหันไปมองผู้ชายทั้งสามคน แววตาของพวกเขาไม่มีความลังเล ไม่มีท่าทีของคนที่จะทิ้งเธอไปไหน"พวกกูไม่แต่งงานกับใครทั้งนั้น" วีรวิชญ์ที่เพิ่งยันตัวลุกขึ้นจากพื้นพูดแทรกขึ้นมา น้ำเสียงหยาบกระด้างแต่แฝงความหนักแน่นอย่างที่สุด "ผู้หญิงคนเดียวที่พวกกูจะอยู่ด้วยคืออิน มึงเป็นพี่ชายมึงก็น่าจะรู้ดีว่าน้องมึงมีค่าแค่ไหน กูไม่โง่ทิ้งของที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปหรอกเว้ย""มึงหุบปากไปเลยไอ้วี! กูไม่อยากฟังคำแก้ตัวตอแหลของพวกมึงอีกแล้ว!" กฤตตัดบทอย่างไม่ไยดี เขาหันกลับมากระชากข้อมือของอินทิรา ออกแรงดึงจนร่างเล็กถลาเข้าหาตัว "ไปเก็บของเดี๋ยวนี้







