Masukเบ็กกี้เป็นเด็กใหม่ของที่นี่ เธอเพิ่งมาถึงหอพักแห่งนี้ยังไม่ครบวันเลยด้วยซ้ำ พอได้ยินว่ามีประกาศข่าวใหม่ เธอเห็นแต่ละคนรีบวิ่งไปที่โทรทัศน์จอยักษ์ เด็กสาวร่างเล็กเดินไหลไปตามกระแสมนุษย์ มือข้างซ้ายกุมข้อมือข้างขวาเอาไว้ เธอเดินค้อมตัว มองซ้ายมองขวาเหมือนกับมีคนกำลังจับผิดอยู่ และถ้าหากเธอทำอะไรผิดแปลกไป ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ เธอจะโดนลงโทษ เมื่อเดินมาถึงข้างหน้าจอทีวี เด็กสาวแหงนหน้ามองข้อความที่เขียนบนนั้น
กำหนดการเคลื่อนย้ายผู้พักอาศัยจะมีขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 3012 กรุณาทิ้งสัมภาระไว้ที่ห้อง และมารวมตัวกันเพื่อรอสัญญาณที่ห้องโถงในเวลา 18 นาฬิกา
หมายเหตุ: ห้ามพกกระเป๋าสัมภาระ
“เคลื่อนย้ายเหรอ หมายความว่าพวกเราต้องย้ายที่อยู่งั้นเหรอ” เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเธอพูดขึ้น เขามีผมสีแดงเช่นกัน แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยกระ เขามากับเพื่อนสาวคนหนึ่ง พอพูดจบ ทั้งสองก็พากันขยับมาข้างหน้า เบ็กกี้จึงมองเห็นแต่แผ่นหลัง เธอไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อย แต่เป็นเด็กสาวที่ร่างเล็กเหมือนเด็กน้อย แม้อายุครบสิบห้าปีเมื่อสองเดือนก่อน แต่เธอหาได้ตัวสูงขึ้นมากกว่าเดิมไม่ ที่สำคัญ ไซส์มินิแบบเบ็กกี้ไม่ได้ทำให้เธอดูน่ารักเหมือนผู้หญิงร่างเล็กคนอื่น และแทนที่จะดึงดูดเพื่อน กลับกลายเป็นว่าเธอมีออร่าดึงดูดพวกอันธพาลแทน ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน ในโรงเรียน สถานพักฟื้น หรือแม้แต่ที่นี่ คนพวกนี้ชอบเข้าหาเธอเสมอ
“ถ้าต้องย้ายที่อยู่ แล้วไปไหนต่อ...ย้ายทำไม อุ๊ย ขอโทษจ้ะ” เด็กสาวที่โตกว่ารีบพูด เพราะเธอเผลอเอาศอกมากระแทกคนที่อยู่ข้างหลัง “ขอโทษจริง ๆ ฉันไม่เห็นเธอ”
ใช่สิ เบ็กกี้ไม่เคยอยู่ในสายตาใครอยู่แล้ว และเธอคุ้นชินกับความรู้สึกนี้ดี สาวน้อยพยักหน้าน้อย ๆ “ไม่เป็นไรหรอก” ทว่าเสียงที่ตอบกลับไปเบาเหมือนเสียงกระซิบ เบ็กกี้แอบมองด้านข้างของเด็กสาวคนนั้น เพียงแค่เห็นเสี้ยวหน้า เธอยังรู้สึกว่าคนข้างหน้ามีโครงหน้าที่สวยมาก สาวน้อยได้แต่เม้มปาก เด็กผู้หญิงทุกคนล้วนอยากมีใบหน้าแบบนั้น เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพระเจ้าถึงเกลียดชังเธอนัก แทนที่จะมอบมันสมองอันปราดเปรื่อง รูปลักษณ์ที่งดงาม หรือ ความรักจากผู้อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังดี พระเจ้ากลับมอบคำสาปมาให้แทน ท่านรักบุตรธิดาไม่เท่ากัน เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าคือตัวอย่างของบุตรธิดาที่พระเจ้ารักยิ่งกว่าคนอื่น
คนส่วนใหญ่ในนี้ต่างรู้จักค่าหน้าค่าตากันดีแล้ว พวกเขาจับกลุ่มกันและเป็นเพื่อนกัน เบ็กกี้มองไปรอบกาย มีคนอยู่ในนี้มากกว่าร้อยคน นับว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เธอไม่เคยผูกมิตรกับใครเลยและไม่เก่งเรื่องนี้ด้วย อาจเป็นเพราะว่า บ้านเกิดของเธอคือเมืองแคสติโมเนีย ซึ่งเป็นเขตหนึ่งในรัฐโลน อัลเลย์ เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสังคมวัฒนธรรมคร่ำครึ เคร่งครัด และสุดโต่ง แคสติโมเนียเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญแบบเมือง ทั้งประเพณีและการใช้ชีวิตจึงต่างจากผู้คนในเมืองใหญ่ คนนอกมักมองว่าชาวแคสติโมเนียนเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งปราศจากมันสมองที่พัฒนาแล้ว ครอบครัวของเบ็กกี้มีสมาชิกทั้งหมดแปดคนกับฝูงแกะอีกหนึ่งฝูง ผู้คนที่นั่นเคร่งครัดในหลักศาสนาอย่างจริงจัง รวมทั้งพ่อแม่ของเธอด้วย และเธอเป็นตัวประหลาดประจำหมู่บ้าน เพราะเหตุนี้ พวกแกะจึงเป็นเพื่อนเพียงกลุ่มเดียว อีกเหตุผลหนึ่งที่เบ็กกี้ไม่มีเพื่อน นั่นคือเธอสามารถทำให้คนรำคาญได้เสมอ ดังนั้นการอยู่ห่างจากคนอื่นจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด
เพราะตัวเล็ก เธอจึงสามารถแทรกออกมาจากกลุ่มคนที่อัดแน่นราวกับปลากระป๋องได้อย่างง่ายดาย ด้วยความที่ไม่เข้าใจข้อความบนจอทีวีเลยแม้แต่นิดเดียว เธอจึงหันมาจดจ่ออยู่กับปัญหาของตัวเอง นั่นคือเจ้าสายรัดข้อมือที่ติดมาตั้งแต่อยู่ในสถานรักษา มันทำจากพลาสติกเหนียวทนทาน เธอเคยพยายามใช้มีดในห้องอาหารตัดแล้ว แต่มันไม่คมพอ หากไม่นับนิสัยขี้อาย การที่เธอไม่กล้าขอให้ใครช่วยก็เพราะกลัวว่าหากคนมองเห็นสายรัดอันนี้ พวกเขาจะมองเธอด้วยสายตาที่แปลกไป ของสิ่งนี้ทำให้เธออับอายจนไม่กล้ามองหน้าใคร
ไม่มีทางเอาออกแล้วล่ะ สาวน้อยถอดใจ ฉันคงต้องอยู่กับแกไปตลอดชีวิต เธอไม่รู้หันหน้าไปทางไหนดี ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่เธอไม่ใช่คนช่างสำรวจเท่าไร
“เบ็กกี้ อยู่ที่นี่เองเหรอ” เด็กหนุ่มดวงตาสีน้ำตาลช็อกโกแลตยืนขวางไว้ พวกเขารู้จักกันมาก่อน ไม่นานนักหรอก และมันไม่น่าประทับใจเลย ทำไมเขามีกลุ่มเพื่อนเป็นของตัวเองทั้ง ๆ ที่พวกเขายังอยู่ที่นี่ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง พวกเจ้าหน้าที่บอกว่ากลุ่มเบ็กกี้เป็นกลุ่มสุดท้าย “ฉันบอกเพื่อน ๆ ว่า เธอมาจากสถานบำบัดอะไรสักอย่าง พวกเขาอยากรู้ว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน”
เขารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน เขารู้อยู่เต็มอก เด็กหนุ่มคนดังกล่าวสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมสะอาดสะอ้าน ในขณะที่เบ็กกี้สวมชุดกระโปรงที่เคยเป็นสีขาวแต่ตอนนี้กลายเป็นสีเหลืองสกปรก อันที่จริงมันไม่ใช่เสื้อผ้าของเธอด้วยซ้ำ แต่เป็นชุดคนไข้ต่างหาก รองเท้าหนังของเขาไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ตรงกันข้ามกับรองเท้าทรงบัลเล่ต์สีเขียวเก่า ๆ ของเธอ เขาคงเป็นลูกคุณหนูจากครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง พลูทักซ์ นั่นคือชื่อของคนคนนี้ ไม่ทันไร เด็กหนุ่มคว้าแขนข้างขวาของเธอ
“ปล่อย!” เธอพยายามดึงแขนกลับ แต่เขาบีบข้อมือเล็กจนเจ็บ คนนิสัยไม่ดีจงใจอ่านตัวอักษรบนสายรัดเสียงดัง “เบ็กกี้ ควินน์ สถานพักฟื้นจิตเวชเมืองแคสติโมเนีย เขตสาม โอ้โห พวกนายได้ยินไหม ยัยนี่เป็นคนไข้จิตเวช”
เบ็กกี้ปิดหน้าตัวเอง อีกส่วนก็พยายามดึงมือกลับออกมา พลูทักซ์คงชอบเห็นเธอร้องไห้งอแง
“อย่าทำแบบนี้”
“ยัยบ้า”
“เธอเป็นบ้าเหรอ เธอมีโรคทางสมองหรือเปล่า”
“เปล่า เป็นบ้าต่างหาก นี่คนไข้โรคจิตนะ”
“มันก็เหมือนกันป่ะวะ มันแปลว่าเธอป่วยทางสมองไม่ใช่เหรอ”
“เป็นบ้าถือว่าเป็นโรคด้วยเหรอ”
“ปล่อยเธอซะ ไอ้พวกเด็กเกเร!”
เบ็กกี้เห็นเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์สีเขียวเดินปรี่เข้ามาช่วย เขาสูงกว่าพลูทักซ์ไม่เท่าไร และไม่ถือว่าเป็นคนสูง น่าจะอายุมากกว่าพวกเบ็กกี้ประมาณสองสามปี เด็กหนุ่มผลักหัวโจกจอมรังแกออกไป เด็กสาวรีบหลบหลังเขา
“ฉันพูดกับเธอ ไม่ใช่กับนายสักหน่อย”
“นี่คือการรังแก โตได้แล้วไอ้หนู”
เด็กคนนั้นดึงเธอออกไปจากที่นั่น เธอเหลือบมองผมสีวอลนัทของเขาแล้วอดฉงนไม่ได้ที่มันตั้งตรงเรียงกันสวยงาม ส่วนผมด้านข้างถูกไถเรียบ เธอคุ้น ๆ ว่ามันเรียกว่าทรงโมฮอว์ก เบ็กกี้ได้ยินเสียงพลูทักซ์ตะโกนด่าเด็กหนุ่มไล่หลัง
พลูทักซ์โตกว่าเธอปีหนึ่ง เขาอายุสิบหก ทั้งสองมาถึงในเวลาเดียวกัน เด็กหนุ่มแนะนำตัวและนั่งร่ายยาวชีวิตของตัวเองจนเธอเกือบหลับ ตอนแรกเธอคิดว่าเขาเป็นคนน่ารักพอใช้ได้และอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทว่าเมื่อเขาเห็นข้อความบนสายรัดข้อมือ ท่าทีก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขากลายเป็นปีศาจอันธพาลที่แสนน่าเกลียด ทำตัวเหมือนพวกหัวโจกในโรงเรียนไม่มีผิด
เด็กหนุ่มที่เพิ่งช่วยเธอหยุดเดินและหันมาคุยกับเธอ “ฉันชื่อ เรมี เธอชื่อเบ็กกี้ใช่ไหม”
สาวน้อยพยักหน้าช้า ๆ พอมองใกล้ ๆ จึงเห็นว่าเขายังเด็กมาก อาจจะอายุใกล้กับเธอด้วยซ้ำ แต่มีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาโตกว่า อาจเป็นเพราะบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่
“เธอไม่ต้องกลัวฉันหรอก พอดี ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวานนี้เอง พอจะบอกได้ไหมว่าที่นี่มีไว้ทำอะไร แล้วข้อความบนจอหมายความว่าอะไร”
“ฉันไม่รู้เหมือนกัน...คือ ฉันก็เพิ่งมาถึงเมื่อวาน” เด็กสาวตอบ เธอก้มหน้า กลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจที่เธอไม่รู้อะไรเลย
“ไม่เป็นไร ๆ ถ้าอย่างนั้นเธอคงเป็นพวกกลุ่มสุดท้ายแน่ ๆ ฉันมาตอนเช้าของเมื่อวานน่ะ” เขาเล่า แต่เหมือนปลอบมากกว่า เรมีพิจารณาสายรัดบนมือของเธอ เขาพยายามจะดึงมันออกโดยไม่ปริปากหรือทำสีหน้าตัดสินแต่อย่างใด ทว่าผลลัพธ์เหมือนเดิม พลาสติกเหนียวเกินไป แต่เบ็กกี้ก็ยังรู้สึกดีที่เขาไม่พูดอะไรเหมือนคนอื่น
“เหนียวจริง ๆ...เอางี้ เฮ้ พวกนาย ใช่แล้ว พวกนายนั่นแหละ ช่วยพวกเราหน่อยได้ไหม” เขาเรียกหนุ่มผมแดงกับสาวหน้าสวยที่เธอเจอตรงหน้าห้องอาหาร
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







