Masukเขาเดินเตร็ดเตร่ไปตามทาง พวกเขาอาจจะถูกปล่อยให้เน่าตายอยู่ในนี้ก็ได้
ทั้งสองคนตกนรกมาเกือบเดือน มันเริ่มมาจากคืนนั้น เบน อเล็กซ์ และซาร่าห์ ดื่มมากเกินไปหน่อย หรืออาจจะเรียกว่า บริโภคแอลกอฮอล์ไปเกือบถัง ไม่ใช่ถังปกติ แต่ระดับถังกักเก็บน้ำก็เป็นได้ ปกติแล้ว เท่าที่เบนศึกษาจากตัวพวกเขาเอง มนุษย์ที่มีพรสวรรค์ต้านทานฤทธิ์แอลกอฮอล์และยาได้ดีกว่าคนทั่วไปมาก หรืออาจจะเรียกว่าของพวกนี้ทำอะไรเขาไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเขาสูบหรือดื่มในปริมาณขนาดนั้น สุดท้าย ร่างกายก็ยอมแพ้อยู่ดี เมื่อสมองถูกแอลกอฮอล์หรือยาสักชนิดเล่นงาน สติค่อย ๆ ลดลง มันเป็นความประมาทเลินเล่อของพวกเขาด้วย วันนั้น ในห้องเพนต์เฮาส์ของอเล็กซ์ (ของอเล็กซ์จริง ๆ ไม่ใช่ของครอบครัว) ด้วยปราศจากสติสัมปชัญญะ พวกเบนทำเรื่องโง่เง่าที่สุดลงไป นั่นก็คือแสดงพลังเพื่อข่มกันและกัน
เบนค้นพบความสามารถเหนือมนุษย์มาตั้งแต่เด็ก ส่วนอเล็กซ์ได้รับพลังพิเศษมาจากอุบัติเหตุ สำหรับซาร่าห์ เขาไม่แน่ใจว่าเธอได้มาได้อย่างไร เพราะเธอไม่เคยเล่าให้ฟัง วันนั้นพวกเขาเพียงแค่แสดงความสามารถที่มี ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคนใกล้ชิดคิดทรยศ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง พวกตำรวจบุกเข้ามาพร้อมกับหมายจับพิเศษ แน่นอนว่าพวกเขาสู้ ไม่ยอมให้จับง่าย ๆ และถ้าหากคิดหนีจริง ๆ เบนเชื่อว่าคงทำได้ไม่ยาก แต่อยู่ ๆ พวกเขาใช้พลังไม่ได้ หรืออาจเป็นเพราะยังมึนงงบวกกับแอลกอฮอล์ เจ้าหน้าที่พวกนั้นข่มขู่ว่าจะดึงครอบครัวของอเล็กซ์และซาร่าห์มาเกี่ยวข้องกับคดี ยิ่งไปกว่านั้น ยังจับน้องชายของอเล็กซ์ไว้เป็นตัวประกัน ทั้งหมดจึงยอมให้จับแต่โดยดี น่าขันตรงที่ว่า พวกเขายอมแพ้เพื่อช่วยคนที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน เพราะน้องชายของอเล็กซ์ หรือนิค กลับเป็นคนที่แจ้งตำรวจ เขาบังเอิญเห็นความลับของพี่ชายเข้า ก็เลยตัดสินใจทำอย่างนั้น
เบนยอมรับว่าเขาแปลกใจมากเมื่อรู้ว่าเป็นฝีมือของนิค เพราะเท่าที่โตมาด้วยกัน นิคเป็นเด็กน่ารัก จิตใจอ่อนโยน...แต่อย่างว่า เป็นความเข้าใจผิดมหันต์ เบนใช้เวลาในห้องขังลองวิเคราะห์ครอบครัวของอเล็กซ์ ไม่นาน เขาพอมองเห็นอะไรบางอย่าง พ่อที่แสนเย็นชาคาดหวังให้ลูกทุกคนมีความสามารถและเก่งกาจในระดับสูงกว่าคนทั่วไป ฟิโอดอร์ โวลคอฟต้องการให้ลูกชายทั้งสามสานต่อกิจการของโวลคอฟทั้งหมด วลาด พี่ชายของอเล็กซ์ไม่ต่างจากพวกมิสเตอร์เพอร์เฟกต์ดี ๆ นี่เอง เขาสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้เป็นพ่อได้ทุกอย่าง อเล็กซ์เกือบจะเป็นมิสเตอร์เพอร์เฟกต์คนที่สอง ถ้าหากเขาไม่ทะเลาะกับบิดาบ่อย ๆ พ่อของอเล็กซ์ไม่ชอบใจที่ลูกชายชื่นชอบการถ่ายรูป อเล็กซ์เป็นคนมีศักยภาพที่ไม่น้อยไปกว่าพี่ชายเลย แต่เพราะมีนิสัยหัวขบถจึงไม่ใช่ลูกชายสมบูรณ์แบบ ในอนาคตอันใกล้ สามพี่น้องต้องช่วยกันบริหารอาณาจักรธุรกิจของบิดา แต่นิคกลับไม่อยากแบ่งสมบัตินั้นกับพี่น้องคนไหน เขามองพี่ชายตัวเองเป็นศัตรู เพราะเหตุนี้ เมื่อนิคมองเห็นโอกาสกำจัดทายาทไปได้คนหนึ่ง เขาจึงไม่ลังเล
เขารู้ดีว่าอเล็กซ์เจ็บปวดขนาดไหนเมื่อรู้ว่าน้องชายหักหลัง กลายเป็นคนที่ไม่รู้จัก แม้แต่เรื่องที่เบนลวงซาร่าห์ให้ตกหลุมเสน่ห์และเธอตัดสินใจตีจากอเล็กซ์เพื่อมาหาเบนก็ยังไม่อาจทำ
อเล็กซ์เจ็บได้เท่ากับคนในครอบครัวหักหลังตัวเอง หากเทียบบาดแผลก็คงเหมือนกับแผลรอยข่วนกับแผลถูกมีดแทง และอาจเป็นเพราะเบนมักล่อลวงแฟนสาวของอเล็กซ์อยู่เสมอ เขาก็คงชินแล้ว สิ่งที่ทำให้อเล็กซ์เจ็บเจียนตายจริง ๆ ก็คือนิค และอีกเหตุผลหนึ่ง เขาอยากกลับไปคืนดีกับพ่อตัวเองใครจะรู้ ว่าพ่อที่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดและใจแข็งที่สุดจะแสดงออกว่ารักลูกมากกว่าที่เข้าใจ พออเล็กซ์ถูกจับ ในฐานะประธานเครือบริษัทโวลคอฟ คอร์เปอเรชั่น กรุ๊ป ฟิโอดอร์ใช้อำนาจทางการเงินและเส้นสาย หรือเรียกว่าทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกชายคนที่สองให้หลุดจากคดีนี้ให้ได้ ทว่าเมื่อเทพบุตรตกสวรรค์แล้ว โอกาสชำระล้างบาปเป็นศูนย์ แม้แต่พระเจ้าแห่งโวลคอฟยังไม่อาจช่วยลูกชายของตัวเองให้พ้นจากขุมนรกได้ เพียงแต่ความพยายามของเขาทำให้อเล็กซ์เพิ่งตระหนักรู้ มันละลายอคติในใจของไปจนหมด เบนคิดว่า นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้อเล็กซ์กลายเป็นคนเก็บตัวเมื่อมาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่แม่ของเขาจากไป อเล็กซ์กับฟิโอดอร์มีปากเสียงกันบ่อยมาก อเล็กซ์คงอยากกลับไปแก้ไขความสัมพันธ์ของตัวเองกับพ่อ หรืออย่างน้อย ก็ได้พูดเปิดใจ พูดในสิ่งที่อยู่ในใจ แต่โอกาสนั้นถูกพรากไปแล้ว และที่สำคัญ ความเจ็บปวดที่เกิดจากน้องชายจอมทรยศก็ไม่อาจลืมได้ลง
“น้องชายของฉันถูกหลอกใช้ เขาไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกหรอก เขาเปลี่ยนไปเพราะป้าแคทแน่ ๆ เธอต้องคอยเสี้ยมให้พวกเราแตกกัน เธอทำให้นิคเปลี่ยนไป” อเล็กซ์บอกกับเบนในเวลาที่ทั้งสองถูกขังอยู่ในห้องขัง
“ถ้านายคิดแบบนั้นแล้วสบายใจ ก็เอาเลย”
เรื่องของอเล็กซ์มีรายละเอียดมากมาย แล้วของเขาเล่า พอคิดถึงครอบครัวตัวเอง เบนอยากจะหัวเราะ เบนเป็นหนึ่งในบุตรนอกสมรสที่พ่อผลิตไว้มากมาย เขาไม่เคยรู้จักแม่ของตัวเอง เธออาจจะเป็นโสเภณีอยู่ที่ไหนสักแห่ง พ่อมักบอกว่าเบนฉลาดที่สุดและมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นทายาทของตระกูลโรซิเยร์ ตั้งแต่เด็ก พ่อพาเบนตัวน้อยไปทำงานด้วยเสมอ เขาเรียนรู้การทำงานจากพ่อ และเขาภูมิใจที่ได้เป็นลูกคนโปรด หลงคิดว่าพ่อเลือกเขาแล้ว และพ่อยอมรับในตัวเขาว่าเป็นลูกเพียงคนเดียว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม คนถึงไม่มองว่าเขาเป็นบุตรนอกสมรสเหมือนเด็กโรซิเยร์คนอื่น แต่เป็น ‘เบนจามิน โรซิเยร์’ ผู้มีสิทธิสืบทอดกิจการของวงศ์ตระกูล ทว่าเมื่อพ่อทราบข่าวว่าลูกชายถูกจับ เขาตัดเบนจากความเป็นลูกทันที วันที่สองหลังจากที่ถูกจับกุม จูเลียน น้องชายต่างแม่มาเยี่ยมที่ห้องขังพร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่สงวนไว้ให้พี่ชายโดยเฉพาะ น้องชายตัวดีมาเพื่อเย้ยว่า ต่อจากนี้ไป เขาเป็นลูกคนโปรดและเป็นว่าที่ทายาทตระกูลแทนเบน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้จูเลียนจมูกหักและฟันแหว่ง เพราะเบนจับหน้าน้องชายสุดที่รักกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะสุดแรง ในวันที่เขาเดินทาง มีเพียงพี่เลี้ยงวัยดึกมาส่งเท่านั้น พ่อคงยุ่งอยู่กับการหาหมอศัลยกรรมหน้าจูเลียน เพราะทายาทที่จมูกหักและฟันโหว่คงไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขามต่อธุรกิจเท่าไร
หมอนั่นควรฟันหักมากกว่านี้อีก หรือน่าจะหมดปาก เบนคิดว่าเขาใจดีเกินไป
เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกรักและกลายเป็นเพียงลูกนอกสมรสที่ไร้ประโยชน์ เขาไม่เสียใจเลยที่ทำกับไอ้จูเลียนเป็นแบบนั้น พ่อไม่เหมือนพ่อแม่คนอื่น มองเด็กเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่เขาผลิตขึ้นมา เด็ก ๆ แต่ละคนเป็นเพียงว่าที่ผู้สืบทอดเท่านั้น หากคนนั้นใช้การไม่ได้ เขาก็คัดทิ้ง แล้ว
คัดสรรตัวใหม่ พอคิดถึงครอบครัวตัวเองทีไร เบนอยากกลับไปหาพวกเขาเสมอ เขาจะกลับไปเอาคืนพ่อและพี่น้องคนไหนก็ตามที่ได้ขึ้นมาแทนที่เขา“นี่นาย!”
โนเอล โธมัสเป็นคนสุดท้ายที่เขาคิดว่าจะเดินเข้ามาหา เบนแปลกใจที่เห็นพี่ชายของเทสซ่า ท่าทีของชายร่างใหญ่สุภาพผิดจากวันนั้น วันที่เขาเข้าใจเบนผิด
“มีเรื่องอะไรอีกล่ะ ฉันยังคงนั่นยัน นอนยัน ว่าน้องสาวนายนั่นแหละที่ยั่วฉัน” เบนโพล่งตอบทันที
โนเอลทำเสียงเหมือนมีอะไรจุกที่คอ แต่แล้วก็บอกว่า “ฉันแค่ต้องการขอโทษนายสำหรับครั้งนั้น ฉัน...หยาบคายใส่นาย ฉันเข้าใจผิดเองว่านายคุกคามน้องสาว แต่ความจริงแล้ว นายถูกแกล้ง...ฉันควรสอบถามให้แน่ใจก่อนกล่าวหานายแบบนั้น”
“แกล้งเหรอ ใช้คำเบาไปมั้ง เธอทำให้ฉันอับอายต่อหน้าทุกคนเลยนะ เธอทำลายชื่อเสียงของฉันเกือบป่นปี้” ชายหนุ่มเบ้ปาก “แล้วนายรู้ความจริงได้อย่างไรล่ะ พ่อหนุ่มน้อย ทำไมไม่ให้เธอมาเองเล่า ถ้าเทสซ่ามาขอโทษด้วยตัวเอง ฉันถึงจะยอมฟังคำขอโทษ”
“นั่นไม่ใช่ประเด็น ฉันแค่มาขอโทษนาย จะรับหรือไม่รับ ก็แล้วแต่ อย่างน้อย ฉันได้ขอโทษนายแล้ว ไม่มีอะไรค้างคาอีก”
เขามาแล้วก็ไป เบนหัวเราะในลำคอ พวกพิลึก แต่ทันใดนั้น เขานึกได้ว่าตัวเองสามารถเข้าหาสาวน้อยที่หน้าเหมือนตุ๊กตาคนนั้นได้ง่ายขึ้น เพราะโนเอลคงรู้แล้วว่าเขาไม่ใช่พวกโรคจิต และเทสซ่าก็เป็นเพียงอีตอแหล ก็เหลือเพียงไอ้หัวทองคนเดียว อเล็กซ์พูดถูก สิ่งเดียวที่ทำให้เบนสนุกขึ้นมาได้ ก็คือการไล่เก็บพวกผู้หญิงให้หมด
ไม่จริงหรอก ไม่ใช่สิ่งเดียว ยังมีอีกสิ่ง นั่นคือการกวนประสาทนายไงล่ะ อเล็กซ์
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







