LOGINท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ กลับมีรัศมีบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องยอมหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ
ภาคินเดินนำหน้ากลุ่มเพื่อนสนิทด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอและมั่นคง เสื้อช็อปสีแดงท่าพับแขนขึ้นอย่างลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งและนาฬิกาเรือนหรูที่ส่องประกายล้อแสงแดด
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักนั้นยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆประหนึ่งว่าโลกทั้งใบไม่มีสิ่งใดสามารถสั่นคลอนสมาธิของเขาได้
ข้างกายเขามีเตโชที่กำลังหัวเราะร่าพลางเล่าเรื่องตลกไร้สาระ และหมอกที่เดินหน้านิ่งเช็กตารางเรียนในไอแพด ทั้งสามคนเปรียบเสมือนกลุ่มอิทธิพลย่อยๆที่ใครก็ต่างเกรงขาม
“ไอ้คิน เมื่อวานมึงหายไปไหนมาวะช่วงบ่าย กูตามหาซะทั่วลานเกียร์” เตโชเอ่ยถามพลางตบไหล่เพื่อนแรงๆตามนิสัย
“ไปหาที่เงียบๆนั่งพัก” ภาคินตอบสั้นๆ ในหัวกลับปรากฏภาพเด็กสาวมัดแกะที่กำลังคุยกับแมวขึ้นมาวูบหนึ่ง เป็นภาพจำที่แปลกประหลาดซึ่งเขาสลัดไม่หลุดตลอดทั้งคืน
“ที่เงียบๆของมึงนี่มันที่ไหนวะ? หรือว่าไปซุ่มดูเครื่องยนต์ตัวใหม่ในแล็บ?” หมอกเลิกคิ้วสงสัย เพราะปกติภาคินไม่ใช่คนที่จะปลีกตัวไปไหนอย่างไร้จุดหมาย
ภาคินไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่กวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ บริเวณ
ความเงียบขรึมของเขาเปรียบเสมือนกำแพงล่องหนที่กั้นขวางไม่ให้ใครกล้าก้าวข้ามเข้ามา และในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
"อย่าตามมานะ!!"
เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นจากทิศทางของตึกกิจกรรม ตามมาด้วยร่างเล็กในชุดนิสิตที่วิ่งหน้าตั้งมาทางกลุ่มของภาคินอย่างรวดเร็ว
พะแพงในสภาพที่ผมมัดแกะหลุดรุ่ย ใบหน้าตื่นกลัวเอาแต่หันกลับไปมองด้านหลังราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง
ซึ่งความจริงเป็นเพียงลูกสมุนของมินตราที่แกล้งทำทีเป็นไล่กวดตามบทที่เตี๊ยมไว้
ด้วยความรีบร้อนและมัวแต่พะวักพะวงกับด้านหลัง ทำให้เธอไม่ทันสังเกตเห็นคนที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
พลั่ก!
ร่างบอบบางปะทะเข้ากับแผงอกกว้างของภาคินอย่างจัง แรงกระแทกส่งผลให้เธอเสียหลักหงายหลังไปตามแรงโน้มถ่วง
เสียงฮือฮาจากนิสิตโดยรอบดังขึ้นทันที ทุกคนต่างหยุดนิ่งเพื่อรอดูฉากจบที่คาดเดาได้ไม่ยาก
“ซวยแล้วน้องคนนั้น พี่ภาคินเกลียดการโดนตัวที่สุด!”
“เดี๋ยวพี่เขาต้องเบี่ยงตัวหลบแน่ๆ เตรียมตัวก้นจ้ำเบ้าได้เลยยัยเด็กนิเทศฯ”
“คอยดูนะ พี่ภาคินคงจะปล่อยให้ล่วงลงพื้นเหมือนคราวที่ดาวคณะพยายามจะแกล้งล้มใส่ชัวร์”
เสียงกระซิบเซ็งแซ่สะท้อนถึงกิตติศัพท์ความไร้หัวใจของชายหนุ่ม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นบทละครที่ไม่มีใครคาดคิด
ในเสี้ยววินาทีที่พะแพงกำลังจะทิ้งตัวลงสู่พื้นซีเมนต์แข็งๆ ฝ่ามือหนาของภาคินกลับเอื้อมออกไปโอบรอบเอวคอดเอาไว้ตามสัญชาตญาณอย่างรวดเร็วและมั่นคง
แขนแกร่งของเขาแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของเธอได้ทั้งหมดโดยไม่ขยับเขยื้อน ราวกับว่าเขาตั้งใจรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
พะแพงเบิกตาโพลง มือเรียวทั้งสองข้างคว้าหมับเข้าที่สาบเสื้อช็อปของเขาเพื่อยึดเหนี่ยว
ใบหน้าของเธอแหงนสบเข้ากับดวงตาคมที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจอุ่นๆของเขาเป่ารดที่แก้มจนความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาถึงใบหู
ความเงียบเข้าปกคลุมลานเกียร์ชั่วขณะ ทุกสายตาจ้องมองมาที่มือของภาคินที่ยังคงกระชับเอวของเด็กสาวเอาไว้แน่น ไม่มีการผลักไส ไม่มีการเดินหนี และไม่มีสายตาเย็นชาที่ใช้ขับไล่ผู้หญิงคนอื่น
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบ บัดนี้กลับมีความอาทรบางอย่างเจือปนอยู่จนเพื่อนสนิททั้งสองคนถึงกับอ้าปากค้าง
ภาคินค่อยๆประคองให้พะแพงยืนขึ้นอย่างนุ่มนวล มือข้างหนึ่งยังคงวางอยู่ที่ต้นแขนของเธอคล้ายกับจะช่วยพยุงไม่ให้เธอล้มลงไปอีกรอบ
“ขะ...ขอโทษค่ะพี่! พะแพงไม่ได้ตั้งใจ พะแพงแค่รีบ...”
พะแพงก้มหน้าพูดเสียงสั่นรัว แสร้งทำเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่น ทั้งที่ลึกๆในใจเธอกลับรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ ไม่ใช่จากบทละคร แต่จากสัมผัสที่ดูจริงใจเกินไปของเขา
ภาคินไม่เพียงแค่ประคองเธอให้ยืนขึ้น แต่เขากลับลดตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อพินิจใบหน้าของเธอให้ชัดเจน
สายตาที่เขามองเธอในตอนนี้... มันไม่ใช่สายตา ‘Zero Absolute’ ที่ทุกคนรู้จัก แต่มันคือสายตาของนักล่าที่เริ่มจะติดบ่วงเสน่หาของเหยื่อที่ดูไร้ทางสู้
“มัดผมใหม่ซะ มันหลุดหมดแล้ว”
เขาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิมมาก มือหนาขยับเหมือนจะเอื้อมไปช่วยจัดทรงผมที่หลุดรุ่ย แต่ก็ชะงักไว้เพียงชั่วครู่ก่อนจะลดมือลง ท่าทางนั้นทำให้เตโชและหมอกมองหน้ากันอย่างมีเลศนัย
“เอ่อ... ขอบคุณค่ะพี่ พะแพงขอโทษจริงๆนะคะที่ทำให้พี่เลอะเทอะ” เธอยกมือไหว้ปลกๆ พลางรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมด้วยท่าทางที่ดูเก้ๆ กังๆ ยิ่งทำให้ดูน่าเอ็นดูในสายตาคนมอง
“ชื่อพะแพงใช่ไหม?” ภาคินถามขึ้นลอยๆ แต่กลับทำให้นางเอกตัวแสบใจหายวาบ
“คะ...คะ? พี่รู้ชื่อพะแพงด้วยเหรอคะ?”
“ป้ายชื่อ” เขาพยักหน้าไปทางป้ายกระดาษลังที่ยังคล้องคออยู่ แม้คราวนี้จะไม่มีรอยปากกาเมจิกบนหน้า แต่ภาพเด็กสาวที่นั่งคุยกับแมวเมื่อวานก็ซ้อนทับขึ้นมาอย่างชัดเจน
"วันหลังวิ่งดูทางด้วย ไม่ใช่ทุกคนจะใจดีรับเอาไว้แบบนี้”
คำพูดที่ดูเหมือนจะดุแต่กลับแฝงไปด้วยความห่วงใยทำให้นิสิตหญิงโดยรอบถึงกับกำหมัดด้วยความอิจฉา
ภาคินที่พวกเขาเคยเห็นมาตลอดสามปี ไม่เคยคุยกับผู้หญิงแปลกหน้าเกินสองประโยค และไม่เคยแตะต้องใครก่อนหากไม่จำเป็น
“ค่ะ... พะแพงจะระวังค่ะ ขอบคุณมากนะคะ!”
พะแพงส่งยิ้มหวานที่ดูซื่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปให้หนึ่งที ก่อนจะแสร้งทำเป็นวิ่งหนีออกไปทางคณะนิเทศทิ้งให้ชายหนุ่มผู้สูงส่งยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อมของสายตานับร้อยคู่
ภาคินมองตามแผ่นหลังเล็กนั้นไปจนสุดสายตา ก่อนจะก้มลงมองฝ่ามือของตัวเองที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นจากเอวบางของเธอ
กลิ่นหอมจางๆคล้ายแป้งเด็กผสมกับกลิ่นดอกไม้อ่อนๆยังคงอบอวลอยู่ที่ปลายจมูก
“ไอ้คิน... เมื่อกี้คือใครวะ?” เตโชเดินเข้ามาตบหลังเพื่อนเสียงดังปึก
"มึงโอบเอวน้องเขา! มึงประคองน้องเขา! แถมยังถามชื่อน้องเขาด้วย! นี่กูยังอยู่ในโลกมนุษย์อยู่ใช่ไหม?”
“กูแค่ทำตามมารยาท”
ภาคินตอบพลางปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดังเดิม แต่มันกลับไม่เนียนพอสำหรับสายตาของเพื่อนที่คบกันมานาน
“มารยาทเหรอ? ปกติคนล้มใส่ มึงขยับหลบจนเขาหน้าทิ่มดินเลยนะมึง” หมอกส่ายหัวอย่างขำๆ
"แต่น้องพะแพงคนนี้ก็น่ารักดีนะ ดูซื่อๆ โก๊ะๆ ดี ไม่เหมือนพวกที่ตั้งใจมาอ่อยมึงวันก่อน”
“ซื่อเกินไปน่ะสิ” ภาคินพึมพำกับตัวเอง
ในใจของเขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้น มันคือความสนใจที่เข้มข้นจนเกือบจะเป็นความโหยหา
ภาคินไม่เคยรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเรื่องของใครเท่านี้มาก่อน เขาอยากรู้ว่าภายใต้มัดแกะยุ่งๆ และรอยยิ้มซื่อๆนั้น เด็กสาวคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่
ทางด้านพะแพงเมื่อวิ่งพ้นสายตาของกลุ่มวิศวะมาได้ เธอก็หยุดพักที่หลังตึกคณะนิเทศทันที ร่างเล็กหอบหายใจถี่พลางเอามือลูบอกที่หัวใจยังคงเต้นรัวระเบิด
“สำเร็จไปอีกขั้น...”
เธอพึมพำ สายตามองดูนาฬิกา ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่มินตรากำหนดไว้เป๊ะๆ ทั้งตำแหน่งการชนและช่วงเวลาที่ภาคินต้องเดินผ่าน
ทว่าความรู้สึกอุ่นวาบที่ช่วงเอวกลับไม่ยอมจางหายไปง่ายๆ ความอบอุ่นจากมือใหญ่ของภาคินในวินาทีนั้น มันให้ความรู้สึกที่ต่างจากสิ่งที่เธอจินตนาการไว้
เธอคิดว่าเขาจะแข็งกระด้างและไร้หัวใจ แต่สัมผัสของเขากลับนุ่มนวลและให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
“อย่าใจอ่อนนะพะแพง... พี่คนนั้นก็แค่เหยื่อ เขาก็แค่หมากสำคัญที่จะพาเธอหลุดพ้นนากหนี้ก้อนนี้”
เธอกระซิบเตือนตัวเองพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความรายงานมินตราว่า ‘ภารกิจขั้นที่สองเรียบร้อย’
แต่ในขณะที่เธอกำลังก้มหน้าพิมพ์ข้อความอยู่นั้น เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากมุมตึก
พะแพงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับเห็นเพียงชายเสื้อช็อปแดงที่ไวๆ หายไปที่หัวมุม
"ใครกันนะ...?"
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
ความสะใจที่ได้เห็นกุหลาบงามอย่างพะแพงแปดเปื้อนกองโคลนยังคงค้างอยู่ในมโนภาพของมินตราตลอดทางกลับบ้าน เธอฮัมเพลงอย่างรื่นเริงใจพลางนึกถึงใบหน้าสะบักสะบอมและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตของนังเด็กแพศยานั่น มันเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับการที่เธอต้องยอมลดตัวลงไปอยู่ในสถานที่อับชื้นเช่นนั้น แต่ความสุขสำราญของเธอกลับพังทลายลงทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูเพี๊ยะ!แรงตบมหาศาลจากฝ่ามือหนาปะทะเข้าที่แก้มซ้ายของมินตราจนใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรง ร่างบอบบางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นพรมหรู มินตราเบิกตากว้างด้วยความช็อก มือเรียวสั่นเทาลูบคลำแก้มที่เริ่มบวมช้ำ เธอเงยหน้ามองพ่อของตัวเองที่ไม่เคยแม้แต่จะดุด่าเธอแรงๆมาก่อน แต่วันนี้เขากลับยืนตัวสั่นด้วยความโกรธจัด“คุณพ่อ... ตบมินทำไมคะ?” เธอถามเสียงสั่นเครือ“ทำไมน่ะเหรอ! แกไปสร้างเรื่องอะไรมา!” พ่อของเธอชี้หน้าตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เมื่อกี้นี้ พ่อของภาคิน โทรมาหาฉันด้วยตัวเอง! เขาบอกว่าธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรทุกตัวของบริษัทเราถูกสั่งระงับการตรวจสอบและระงับการต่อสัญญาซื้อขายทั้งหมด! แกเข้าใจไหมว่าธุรกิจเราจะพังพินาศเพราะความเอาแต่ใจของ
ยามเย็นที่หลังตึกคณะนิเทศศาสตร์กลายเป็นพื้นที่รกร้าง พะแพงเพียงแค่ต้องการกลับมาเอาสมุดโน้ตที่ลืมไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์การแสดง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในมุมอับสายตาหลังอาคาร เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นปูนอย่างเป็นจังหวะจากหลายทิศทางก็ทำให้เธอรู้ตัวว่าหนีไม่พ้นมินตรายืนเด่นอยู่ตรงกลางกลุ่มเพื่อนสาวนับห้าคน ใบหน้าที่เคยพยายามปั้นให้ดูนุ่มนวลบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด ในมือของมินตราถือโทรศัพท์ที่เปิดรูปถ่ายของภาคินเอาไว้ แววตาของเธอดูโกรธเกรี้ยวจนพะแพงต้องถอยหนี“ไง... ยัยนางเอกจอมปลอม” มินตราแค่นหัวเราะเสียงแหลม“วันนี้ไม่มีพี่ภาคินคอยกางปีกปกป้องแล้วนี่นา รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่ต้องกลับมาอยู่ในรูเน่าๆ ที่แกคู่ควร?”“มินตรา... ฉันถอยออกมาตามที่เธอต้องการแล้ว ฉันไม่ได้ยุ่งกับพี่ภาคินแล้ว” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นพยายามจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เพื่อนของมินตรากลับก้าวเข้ามาผลักไหล่เธออย่างแรงจนพะแพงเสียหลักล้มกระแทกพื้นปูนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและน้ำขัง“ถอยออกมาแต่ยังทิ้งเสนียดไว้ให้พี่ภาคินเขาเพ้อถึงแกอยู่ได้ยังไง!” มินตราหวีดเสียงขึ้นพลางก้าวเข้ามา
“ข้อมูลที่มึงอยากได้... กูหามาให้แล้วนะคิน” หมอกเอ่ยเสียงต่ำพลางเลื่อนหน้าจอไอแพดที่มีรูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดมุมไกลและคำบอกเล่าจากนิสิตที่ยังค้างอยู่ในตึกเมื่อคืนไปทางภาคินภาคินไม่ตอบ เขาเพียงแค่ปรายสายตามองรูปเหล่านั้นเพียงแวบเดียว รูปของกลุ่มผู้หญิงสามคนที่เดินออกจากตึกคณะนิเทศศาสตร์ด้วยท่าทางร่
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางกะพริบผ่านหน้าต่างรถยุหรูที่เคลื่อนตัวไปบนท้องถนนยามค่ำคืนอย่างเงียบสนิท สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ถูกปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยมทำให้การขับเคลื่อนนั้นนุ่มนวลราวกับลอยลูบไปบนอากาศ พะแพงนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังแท้สีครีมที่นุ่มนวลจนเธอไม่กล้าทิ้งน้ำหนักตัวลงไปเต็มแรง มือเล็กๆทั้งส
ช่วงเย็นของวันบริเวณโต๊ะม้านั่งใต้ถุนตึกที่ค่อนข้างลับตาคน พะแพงนั่งจดจ่ออยู่กับกองเอกสารและรายงานเล่มหนาหลายเล่มที่วางซ้อนกันจนแทบจะปิดบังใบหน้าเล็กๆ ของเธอ“จำใส่สมองโง่ๆ ของแกไว้พะแพง ว่าที่แกยังมีที่ยืนในมหาลัยนี้ได้ ก็เพราะความเมตตาของฉัน ถ้าแกกล้าขัดคำสั่ง เรื่องหนี้ของพ่อแก ไม่จบแน่”เสียงตว
เสียงอึกทึกของโรงอาหารกลางในช่วงพักเที่ยงเป็นสิ่งที่ภาคินพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิตนักศึกษา กลิ่นอาหารปนเปกันในอากาศ ไอร้อนจากหม้อแกง และเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ที่ดังสะท้อนเพดานสูง ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของความวุ่นวายที่เขามักจะตัดขาดด้วยการสั่งอาหารขึ้นไปกินบนห้องสโมสรนิสิต หรือไม่ก็ร้านอาหารติดแอร







![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)