LOGINช่วงเย็นของวันบริเวณโต๊ะม้านั่งใต้ถุนตึกที่ค่อนข้างลับตาคน พะแพงนั่งจดจ่ออยู่กับกองเอกสารและรายงานเล่มหนาหลายเล่มที่วางซ้อนกันจนแทบจะปิดบังใบหน้าเล็กๆ ของเธอ
“จำใส่สมองโง่ๆ ของแกไว้พะแพง ว่าที่แกยังมีที่ยืนในมหาลัยนี้ได้ ก็เพราะความเมตตาของฉัน ถ้าแกกล้าขัดคำสั่ง เรื่องหนี้ของพ่อแก ไม่จบแน่”
เสียงตวาดแหลมสูงของมินตราดังขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับกองงานปึกใหญ่ที่ถูกโยนลงบนโต๊ะจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ลูกเกดและนัตตี้ยืนขนาบข้างด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม ราวกับกำลังมองดูสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ไร้ทางสู้
“มินตรา... แต่นี่มันงานกลุ่มของพวกเธอนะ แล้วมันก็เยอะเกินไป เราทำไม่ไหวหรอก คืนนี้เราต้องรีบกลับหอ...” พะแพงพยายามรวบรวมความกล้าปฏิเสธ น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือเรียวของมินตราฟาดลงบนแก้มใสของพะแพงอย่างแรงจนใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรงตบ ความเจ็บแสบแล่นริ้วขึ้นมาทันที ทิ้งรอยนิ้วมือแดงก่ำไว้บนผิวขาวละเอียด พะแพงชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัว
“อย่ามาสะเออะปฏิเสธฉัน! แค่ฉันยอมให้แกไปอ่อยภาคินเพื่อใช้หนี้ก็นับว่าเป็นบุญหัวเท่าไหร่แล้ว” มินตราเค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะหยิบแก้วน้ำหวานที่วางอยู่ใกล้ๆ ราดลงบนศีรษะของพะแพงอย่างช้าๆ
ของเหลวสีเหนียวเหนอะหนะไหลซึมผ่านเส้นผมมัดแกะที่เคยดูน่ารัก ลงมาตามใบหน้าและเสื้อนิสิตจนเปียกโชก พะแพงหลับตาแน่น ร่างกายสั่นสะท้อนด้วยความอัปยศที่ยากจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด
“ทำซะ... ทำเสร็จคืนนี้แล้วเอาไปวางไว้ที่โต๊ะอาจารย์ที่ตึก ถ้าพรุ่งนี้เช้าฉันไม่เห็นคะแนนงานนี้ปรากฏในระบบ แกเตรียมบอกลาพ่อแกได้เลย!”
มินตราสะบัดบ๊อบเดินจากไปพร้อมสมุน ทิ้งให้พะแพงนั่งจมอยู่กับความมืดมิดและหยดน้ำตาที่ไหลรินผสมกับน้ำหวานที่เปื้อนหน้า เธอไม่มีทางเลือก... ไม่มีเลยสักทาง
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบห้าทุ่ม แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าในมหาวิทยาลัยส่องให้เห็นร่างเล็กที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบด้วยความเร่งรีบ พะแพงเพิ่งจะวางรายงานเล่มสุดท้ายลงบนโต๊ะอาจารย์ในตึกที่เงียบเชียบปานป่าช้าสำเร็จ เธอเหนื่อยจนแทบขาดใจ เสื้อผ้าที่เคยเปียกชื้นบัดนี้แห้งกรังจนรู้สึกระคายเคืองผิว
‘ต้องทัน... ต้องทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย’
เธอวิ่งสุดฝีเท้าออกไปทางประตูหน้ามหาวิทยาลัย ลมกลางคืนพัดผ่านใบหน้าที่ยังคงทิ้งรอยนิ้วมือจางๆ เอาไว้ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความหวังอันน้อยนิด แต่เมื่อก้าวพ้นประตูรั้วออกมา เธอกลับเห็นเพียงไฟท้ายสีแดงของรถเมล์คันสุดท้ายที่กำลังเคลื่อนตัวห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
“รอด้วยค่ะ! รอก่อน!”
พะแพงตะโกนสุดเสียงพลางวิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิต แต่ทว่าสภาพร่างกายที่อ่อนแอจากการไม่ได้กินข้าวเพียงพอและการทำงานหนักเกินกำลังทำให้ขาของเธออ่อนแรงลงกะทันหัน
โครม!
ร่างของเธอเสียหลักล้มฟาดลงกับพื้นถนนอย่างรุนแรง หัวเข่าและฝ่ามือครูดไปกับพื้นจนได้แผลถลอก ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่ประสาทสัมผัสจนเธอไม่สามารถพยุงตัวขึ้นมาได้ พะแพงซบหน้าลงกับพื้นถนน ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ความกดดันทั้งหมดที่แบกไว้พังทลายลงในวินาทีนี้
“ฮึก... ทำไม... ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย...”
ในขณะเดียวกันที่ประตูหน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ภาคินเดินออกมาพร้อมกับเตโชและหมอก ทั้งสามคนเพิ่งเสร็จสิ้นจากการวิเคราะห์ระบบเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่กินเวลาล่วงเลยมาจนดึกดื่น
“โอย... เครื่องยนต์บ้าอะไรว่ะ รื้อยากรื้อเย็นขนาดนี้ กูนึกว่าจะต้องนอนเฝ้าแล็บซะแล้ว” เตโชบ่นพึมพำพลางบิดขี้เกียจ
“แต่มันก็คุ้มนะ ระบบจ่ายน้ำมันแบบใหม่นั่นถ้าเราพัฒนาต่อยอดได้...” หมอกเริ่มเข้าโหมดวิชาการ แต่ภาคินกลับไม่ได้ฟังสิ่งที่เพื่อนพูด
สายตาคมกริบของเขามองตรงไปยังเงาสลัวที่หน้ามหาลัย แสงไฟจากรถยนต์ที่แล่นผ่านวูบหนึ่งทำให้เขาเห็นร่างเล็กที่หมอบฟุบอยู่บนพื้นถนน ภาคินชะงักงัน หัวใจที่เคยนิ่งสนิทปานน้ำแข็งกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อเห็นกระเป๋าผ้าลายการ์ตูนที่คุ้นตาตกอยู่ข้างๆ ร่างนั้น
“นั่นมัน...” ภาคินไม่รอช้า เขาออกตัววิ่งพุ่งตรงไปยังจุดนั้นทันที ทิ้งให้เพื่อนอีกสองคนมองตามด้วยความฉงน
“เห้ย! ไอ้คิน! มึงจะไปไหนวะ!” เตโชตะโกนไล่หลัง แต่ภาคินไม่ได้ยินเสียงใครอีกแล้ว
เขาเข้าถึงตัวพะแพงในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ภาคินทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ เธออย่างไม่สนว่ากางเกงสแล็กราคาแพงจะเปื้อนดินหรือฝุ่น มือหนาเอื้อมไปแตะที่ไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น
“พะแพง...”
น้ำเสียงที่เรียกชื่อเธอนั้นเต็มไปด้วยความตระหนกและอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่เคยใช้กับใคร พะแพงค่อยๆ เงยหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและรอยแดงจากการถูกตบขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ความเข้มแข็งที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็พังทลายลงสิ้นเชิง
“พี่... พี่ภาคิน...” เธอกระซิบเรียกเขาก่อนจะฟุบลงกับอกแกร่งของเขาอย่างลืมตัว
ภาคินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหวานและความเปียกชื้นที่เสื้อผ้าของเธอ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขามากกว่าคือรอยนิ้วมือบนแก้มและแผลที่เข่าของเธอ ใคร... ใครกล้าทำร้ายเธอขนาดนี้?
เขารวบตัวร่างเล็กเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา มือหนาลูบหัวเธอเบาๆ คล้ายกับจะบอกว่าปลอดภัยแล้ว
“ใครทำ?” ภาคินถามเสียงต่ำพร่า ความเย็นชาที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจนเตโชและหมอกที่วิ่งตามมาถึงต้องชะงักฝีเท้า
“พี่ภาคิน... พะแพงเจ็บ... พะแพงอยากกลับบ้าน...” พะแพงไม่ได้ตอบคำถาม เธอเอาแต่ร้องไห้จนตัวโยนในอ้อมกอดที่กว้างและอบอุ่นที่สุดเท่าที่เธอเคยสัมผัสมา
ภาคินไม่ได้คาดคั้นต่อ เขาช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดายราวกับเธอไร้น้ำหนัก ดวงตาของเขาสบเข้ากับเพื่อนสนิททั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ไอ้เต... ไปเอารถกูมา หมอก... มึงไปสืบมาว่าวันนี้ที่คณะนิเทศมีใครอยู่บ้าง แล้วมีใครมายุ่งกับพะแพงตอนเย็น” สั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดปานคำสั่งประหารชีวิต
“เออๆ กูจัดการให้ มึงใจเย็นๆ นะไอ้คิน” หมอกตอบรับอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน
ภาคินเดินนำร่างที่สั่นเทาของพะแพงไปที่รถยนต์คันหรูของเขา เขาค่อยๆ วางเธอลงบนเบาะหนังอย่างนุ่มนวลที่สุด พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีชุบน้ำสะอาดคอยซับคราบน้ำตาและรอยเปื้อนบนใบหน้าให้เธออย่างใจเย็น
ในรถที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของงน้ำหอมรถกลิ่นใหม่ที่เขาพึ่งซื้อมา ภาคินมองดูเด็กสาวที่หลับตาพริ้มด้วยความเพลียจากการร้องไห้ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับเอาไว้ตลอดหลายวันมานี้กลับระเบิดออกมา
เขาไม่สนว่านี่จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือแผนการของใคร เขาไม่สนว่าเธอจะเป็นใครมาจากไหน แต่ความจริงที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ... เขาไม่อาจทนเห็นน้ำตาของเธอได้แม้แต่หยดเดียว
“ไม่ต้องกลัว...” ภาคินพึมพำพลางเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าเธอออก รอยยิ้มที่เคยเย็นชาของเขามลายหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
ความสะใจที่ได้เห็นกุหลาบงามอย่างพะแพงแปดเปื้อนกองโคลนยังคงค้างอยู่ในมโนภาพของมินตราตลอดทางกลับบ้าน เธอฮัมเพลงอย่างรื่นเริงใจพลางนึกถึงใบหน้าสะบักสะบอมและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตของนังเด็กแพศยานั่น มันเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับการที่เธอต้องยอมลดตัวลงไปอยู่ในสถานที่อับชื้นเช่นนั้น แต่ความสุขสำราญของเธอกลับพังทลายลงทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูเพี๊ยะ!แรงตบมหาศาลจากฝ่ามือหนาปะทะเข้าที่แก้มซ้ายของมินตราจนใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรง ร่างบอบบางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นพรมหรู มินตราเบิกตากว้างด้วยความช็อก มือเรียวสั่นเทาลูบคลำแก้มที่เริ่มบวมช้ำ เธอเงยหน้ามองพ่อของตัวเองที่ไม่เคยแม้แต่จะดุด่าเธอแรงๆมาก่อน แต่วันนี้เขากลับยืนตัวสั่นด้วยความโกรธจัด“คุณพ่อ... ตบมินทำไมคะ?” เธอถามเสียงสั่นเครือ“ทำไมน่ะเหรอ! แกไปสร้างเรื่องอะไรมา!” พ่อของเธอชี้หน้าตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เมื่อกี้นี้ พ่อของภาคิน โทรมาหาฉันด้วยตัวเอง! เขาบอกว่าธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรทุกตัวของบริษัทเราถูกสั่งระงับการตรวจสอบและระงับการต่อสัญญาซื้อขายทั้งหมด! แกเข้าใจไหมว่าธุรกิจเราจะพังพินาศเพราะความเอาแต่ใจของ
ยามเย็นที่หลังตึกคณะนิเทศศาสตร์กลายเป็นพื้นที่รกร้าง พะแพงเพียงแค่ต้องการกลับมาเอาสมุดโน้ตที่ลืมไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์การแสดง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในมุมอับสายตาหลังอาคาร เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นปูนอย่างเป็นจังหวะจากหลายทิศทางก็ทำให้เธอรู้ตัวว่าหนีไม่พ้นมินตรายืนเด่นอยู่ตรงกลางกลุ่มเพื่อนสาวนับห้าคน ใบหน้าที่เคยพยายามปั้นให้ดูนุ่มนวลบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด ในมือของมินตราถือโทรศัพท์ที่เปิดรูปถ่ายของภาคินเอาไว้ แววตาของเธอดูโกรธเกรี้ยวจนพะแพงต้องถอยหนี“ไง... ยัยนางเอกจอมปลอม” มินตราแค่นหัวเราะเสียงแหลม“วันนี้ไม่มีพี่ภาคินคอยกางปีกปกป้องแล้วนี่นา รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่ต้องกลับมาอยู่ในรูเน่าๆ ที่แกคู่ควร?”“มินตรา... ฉันถอยออกมาตามที่เธอต้องการแล้ว ฉันไม่ได้ยุ่งกับพี่ภาคินแล้ว” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นพยายามจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เพื่อนของมินตรากลับก้าวเข้ามาผลักไหล่เธออย่างแรงจนพะแพงเสียหลักล้มกระแทกพื้นปูนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและน้ำขัง“ถอยออกมาแต่ยังทิ้งเสนียดไว้ให้พี่ภาคินเขาเพ้อถึงแกอยู่ได้ยังไง!” มินตราหวีดเสียงขึ้นพลางก้าวเข้ามา
วันหยุดสุดสัปดาห์สำหรับใครหลายคนอาจหมายถึงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่สำหรับ พะแพงมันคือช่วงเวลาแห่งการกอบโกยรายได้เพื่อต่อลมหายใจให้ครอบครัว เธอสวมชุดพนักงานคาเฟ่สีครีมสะอาดตา สวมผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้ม คอยรับออเดอร์และเก็บโต๊ะด้วยความแคล่วคล่องท่ามกลางกลิ่นคั่วเมล็ดกาแฟที่อบอวลไปทั่วร้าน แม้ร่างกายจะอ
ความสว่างจากโซนเกมเริ่มเลือนหายไปเบื้องหลัง เมื่อกลุ่มหนุ่มวิศวะร่างสูงใหญ่ที่ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า เดินตามร่างเล็กของเด็กสาวออกมาสู่ลานจอดรถ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนอย่างภาคินที่ปกติมักจะใช้ชีวิตอยู่ในตารางเวลาที่แม่นยำและตึงเครียด“เล่นจนหมดแรงเลยนะมึง
ยามเย็นที่คณะนิเทศศาสตร์วันนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะมีดาราดังมาเยือน แต่เป็นเพราะรถสีดำขลับคันเดิมมาจอดนิ่งสนิทรออยู่ที่หน้าตึก แต่ว่าสิ่งที่แปลกตาไปกว่าทุกวันคือข้างรถคันหรูนั้นไม่ได้มีเพียงภาคินที่ยืนกอดอกพิงรถ แต่กลับมีเตโชที่กำลังยืนเต้นตามจังหวะเพลงในหูฟัง และหมอกที่ยืนอ่านบทความวิชาก
ความเงียบสงัดของยามรุ่งสางยังคงปกคลุมซอยแคบหน้าหอพักไม้กึ่งปูน แสงไฟจากเสาไฟฟ้ากะพริบถี่เป็นจังหวะสุดท้ายก่อนจะดับลงเมื่อแสงอาทิตย์สีอ่อนเริ่มแตะขอบฟ้าในบรรยากาศที่แสนธรรมดาของย่านหอพักราคาถูก รถคันหรูสีดำขลับที่จอดนิ่งสนิทอยู่ริมทางเดินกลับดูแปลกแยกและทรงพลังราวกับประติมากรรมที่หลุดมาจากโลกอีกใบ







