Masukเสียงอึกทึกของโรงอาหารกลางในช่วงพักเที่ยงเป็นสิ่งที่ภาคินพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิตนักศึกษา
กลิ่นอาหารปนเปกันในอากาศ ไอร้อนจากหม้อแกง และเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ที่ดังสะท้อนเพดานสูง
ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของความวุ่นวายที่เขามักจะตัดขาดด้วยการสั่งอาหารขึ้นไปกินบนห้องสโมสรนิสิต หรือไม่ก็ร้านอาหารติดแอร์ที่เงียบสงบกว่านี้
แต่ในวันนี้... กฎเหล็กของเขากลับถูกพังทลายลงด้วยความตั้งใจบางอย่างที่เจ้าตัวยังไม่ยอมรับปาก
“ไอ้คิน... มึงแน่ใจนะว่ามึงไม่ได้โดนของ?”
เตโชเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ขณะเดินตามหลังเพื่อนรักที่ก้าวฉับๆ มุ่งหน้าไปยังโรงอาหารฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิเทศศาสตร์
“มึงเดินผ่านโรงอาหารคณะตัวเองที่แอร์เย็นฉ่ำ เพื่อมาเบียดเสียดกับคนนับร้อยที่นี่เนี่ยนะ? ด้วยเหตุผลที่ว่า... ร้านข้าวมันไก่แถวนี้อร่อย?”
“เออ กูจำได้ว่ามึงเคยบอกว่าข้าวมันไก่มันเลี่ยนจะตายห่า มึงชอบกินสลัดไม่ก็อาหารคลีนไม่ใช่เหรอวะ?”
หมอกเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงกังขา สายตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างของเพื่อนที่วันนี้ดูจะมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนเป็นพิเศษ
“ร้านนี้เขาว่าสืบทอดสูตรมาสามรุ่น”
ภาคินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยของการโกหก ทว่าดวงตาคมกริบกลับกวาดมองไปรอบโรงอาหารอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังสแกนหาเป้าหมายท่ามกลางนักศึกษาคณะนิเทศ
และเขาก็พบเธอ...
ที่โต๊ะไม้ตัวยาวริมสุดของโรงอาหาร ซึ่งค่อนข้างอับลมและร้อนกว่าจุดอื่น พะแพงนั่งอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางกลุ่มนักศึกษาที่นั่งล้อมวงกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่บนโต๊ะของเธอกลับว่างเปล่า มีเพียงขวดน้ำพลาสติกใบเก่าที่มีน้ำเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งขวดวางเด่นอยู่เพียงสิ่งเดียว
พะแพงรู้สึกถึงความแสบร้อนที่กระเพาะอาหารจนต้องยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ ความหิวโหยเริ่มประท้วงหลังจากที่เธอไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อเย็นวาน เพราะเงินที่เหลือติดตัวต้องเก็บไว้เป็นค่ารถและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจริงๆ
เธอหยิบขวดน้ำขึ้นมา พยายามกระดกน้ำที่เหลือเพียงก้นขวดลงคอเพื่อประทังความหิว รสชาติของน้ำเปล่าที่เริ่มอุ่นตามอุณหภูมิห้องดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมความว่างเปล่าในร่างกายได้ในตอนนี้
‘ทนหน่อยนะพะแพง... เย็นนี้ค่อยกลับไปต้มมาม่าที่หอ’
เธอกระซิบปลอบใจตัวเองในใจ ดวงตาคู่สวยมองเหม่อไปยังจานข้าวขาหมูของโต๊ะข้างๆก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีด้วยความละอาย
ในวินาทีที่เธอกำลังจะลุกขึ้นเพื่อหนีจากกลิ่นอาหารที่เย้ายวนใจ เงามืดร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงบนโต๊ะของเธอ
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่แฝงไปด้วยความสดชื่นและสุขุม กลิ่นที่เธอจำได้แม่นยำจากเหตุการณ์เมื่อเช้าลอยมาแตะจมูก
“ที่ตรงนี้มีคนนั่งไหม?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิทเรียกให้พะแพงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอพบกับภาคินที่ยืนถือถาดอาหารใบโต
ในนั้นมีชามข้าวมันไก่สองชามใหญ่ที่พูนไปด้วยเนื้อไก่เน้นๆ และน้ำซุปถ้วยโตอีกสองถ้วย ข้างๆเขาคือเตโชและหมอกที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ทางด้านหลัง
“พะ...พี่ภาคิน?” พะแพงเบิกตากว้าง
“เอ่อ... ไม่มีคนนั่งค่ะ แต่มันร้อนนะคะ พี่ไปนั่งโต๊ะฝั่งนู้นที่มีพัดลมไม่ดีกว่าเหรอคะ?”
“โต๊ะอื่นเต็มหมดแล้ว”
ภาคินตอบหน้าตาย ทั้งที่เตโชกำลังจะอ้าปากบอกว่าเมื่อกี้เดินผ่านโต๊ะว่างตั้งสามสี่ตัว แต่ก็ถูกสายตาเย็นชาของเพื่อนสนิทเชือดจนต้องกลืนคำพูดลงคอไป
ภาคินหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับพะแพงทันที โดยมีเตโชและหมอกขยับไปนั่งหัวโต๊ะด้วยท่าทางงงๆ
เขามองขวดน้ำที่เกือบว่างเปล่าของเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะเลื่อนถาดอาหารมาวางไว้ตรงกลาง
“ข้าวมันไก่พิเศษสองชาม...” เตโชพึมพำ
“ไอ้คิน มึงกินหมดเหรอวะ? ปกติมึงกินเท่าแมวดม”
ภาคินไม่ตอบเพื่อน แต่เขากลับเลื่อนชามข้าวมันไก่ชามหนึ่งที่มีเนื้อน่องไก่ฉ่ำๆ และตับไก่ที่เขาเดาเอาเองว่าเธอน่าจะชอบ ไปวางไว้ตรงหน้าพะแพง
“กินซะ”
พะแพงชะงัก มือที่ลูบท้องอยู่ค้างเติ่ง
“คะ? ให้พะแพงเหรอคะ? แต่พะแพงไม่ได้สั่ง...”
“ตอนแรกฉันกะจะกินสองชามเพราะหิวมาก” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่มือก็เริ่มแกะตะเกียบของตัวเอง
"แต่ป้าคนขายเขาคงเห็นว่าฉันตัวใหญ่ เลยตักมาให้เยอะเกินไป ปกติฉันสั่งพิเศษแต่นี่มันเหมือนพิเศษของพิเศษ กินยังไงก็ไม่หมด ถ้าจะทิ้งก็น่าเสียดาย... เธอช่วยจัดการให้ที”
คำโกหกคำโตถูกร่ายออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่สุดในชีวิตการเป็นนักศึกษาของภาคิน
เตโชถึงกับสำลักน้ำขวดที่เพิ่งเปิดดื่ม
'พิเศษของพิเศษบ้านมึงสิ! มึงยืนย้ำกับป้าคนขายตั้งสามรอบว่าเอาไก่เยอะๆ เอาข้าวเยอะๆ แล้วจ่ายตังค์เพิ่มให้เขาเองกับมือ!'
แต่เตโชก็ได้แค่คิดในใจ เพราะรังสีอำมหิตจากภาคินกำลังสั่งให้เขาหุบปาก
พะแพงมองชามข้าวตรงหน้า กลิ่นหอมของข้าวมันที่หุงด้วยน้ำซุปไก่และกระเทียมเจียวลอยเข้าปะทะจมูกจนน้ำลายสอ เธอพยายามข่มใจ กลัวว่านี่จะเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน หรือกลัวว่าเขาจะจับสังเกตได้ว่าเธอกำลัฃทำอะไรอยู่
“แต่มัน... เกรงใจน่ะค่ะ พี่ภาคินซื้อมาแพงแน่ๆเลย”
“ถ้าเกรงใจก็กินให้หมด อย่าให้เสียของ” ภาคินขมวดคิ้วเล็กน้อยคล้ายรำคาญ
“หรือว่าเธอรังเกียจข้าวมันไก่ร้านนี้?”
“เปล่าค่ะ! ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ” พะแพงรีบส่ายหัวจนผมมัดแกะแกว่งไกว
“งั้น... พะแพงทานนะคะ ขอบคุณพี่มากจริงๆค่ะ”
พะแพงหยิบช้อนขึ้นมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ เธอตักข้าวเข้าปากคำแรก รสชาติความอร่อยและความอบอุ่นของอาหารมื้อแรกในรอบหลายสิบชั่วโมงทำให้เธอน้ำตาแทบไหล
เธอรีบก้มหน้าลงกินเพื่อซ่อนแววตาที่สั่นเครือ โดยมีภาคินคอยสังเกตอยู่เงียบๆ
เขานั่งกินข้าวในชามของตัวเองอย่างช้าๆ ทว่าสายตาที่เคยมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า บัดนี้กลับคอยชำเลืองมองเด็กสาวฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ
เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มจิบน้ำที่หมดขวด เขาก็หยิบขวดน้ำแร่ขวดใหม่ของตัวเองที่ยังไม่ได้เปิด เลื่อนไปวางให้เธอโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เตโชและหมอกนั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังรักเกรดเอ ที่มีพระเอกเป็นหุ่นยนต์น้ำแข็งพยายามจะทำตัวเป็นไมโครเวฟ
“มึง... ไอ้หมอก กูว่าโลกกำลังจะแตก” เตโชกระซิบกระซาบ
“เงียบเถอะน่า กินข้าวมึงไป” หมอกตอบกลับอย่างปลงตก แต่ในใจเขากลับเริ่มประเมินสถานการณ์ใหม่ ผู้หญิงคนนี้... มีอิทธิพลต่อภาคินมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
ภายในความเย็นชาที่ภาคินแสดงออก มีกระแสของความอ่อนโยนที่ไหลบ่าออกมาอย่างรุนแรง
เขาสังเกตเห็นแม้กระทั่งตอนที่พะแพงลูบท้องตัวเอง สังเกตเห็นแม้กระทั่งขวดน้ำที่ว่างเปล่า และเขายอมมานั่งในที่ร้อนๆเพื่อเพียงแค่ได้ยื่นชามข้าวให้เธอ
พะแพงกินข้าวเกลี้ยงชามอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกอิ่มหนำและมีความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน ความกังวลเรื่องหนี้สินดูเหมือนจะจางหายไปชั่วขณะเพียงเพราะข้าวมันไก่ชามเดียวจากผู้ชายคนนี้
“อิ่มไหม?” ภาคินถามเมื่อเห็นเธอวางช้อน
“อิ่มมากค่ะ! อร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะพี่ภาคิน”
เธอยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่มาจากความอิ่มเอมใจจริงๆ แต่ในส่วนลึกของดวงตากลับพาดผ่านไปด้วยความรู้สึกผิดที่รุนแรงกว่าเดิม
‘เขาดีกับเราขนาดนี้... แต่เรากลับมองเขาเป็นแค่เหยื่อล้างหนี้’
“ดีแล้ว... คราวหลังถ้าหิวก็มากิน อย่ามัวแต่นั่งลูบท้อง”
คำพูดนั้นทำให้พะแพงชะงัก เขารู้? เขาเห็นเหรอ? ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ภาคินไม่ได้รอให้เธอถามอะไรต่อ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อช็อปให้เข้าที่ด้วยท่าทางนิ่งสงบเหมือนเดิม
“ไปเถอะไอ้เต ไอ้หมอก มีเรียนต่อ”
เขาเดินนำออกไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้พะแพงนั่งอยู่กับขวดน้ำแร่ขวดใหม่และความสับสนที่พุ่งพล่านในอก เธอทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวแต่มั่นคงนั้นไป พร้อมกับคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว...
โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ที่มุมหนึ่งของโรงอาหารมินตรายืนกำหมัดแน่น ดวงตาจ้องมองภาพความสนิทสนมนั้นด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด
“เริ่มจะเข้าหาเขาได้ดีเกินไปแล้วนะพะแพง... อย่าลืมสิว่าแกแค่กำลังเล่นละครตามที่ฉันสัั่ง”
มินตราหันหลังเดินจากไปพร้อมแผนการใหม่ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเงามืด
แผนการที่จะทำให้ความลับของพะแพงถูกเปิดโปงในวันที่ภาคินรักเธอจนหมดหัวใจ...
เพราะนั่นคือความเจ็บปวดที่เยือกเย็นที่สุดที่มินตราต้องการมอบให้กับชายหนุ่มที่ไม่เคยชายตาแลเธอเลยแม้แต่น้อย
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
ความสะใจที่ได้เห็นกุหลาบงามอย่างพะแพงแปดเปื้อนกองโคลนยังคงค้างอยู่ในมโนภาพของมินตราตลอดทางกลับบ้าน เธอฮัมเพลงอย่างรื่นเริงใจพลางนึกถึงใบหน้าสะบักสะบอมและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตของนังเด็กแพศยานั่น มันเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับการที่เธอต้องยอมลดตัวลงไปอยู่ในสถานที่อับชื้นเช่นนั้น แต่ความสุขสำราญของเธอกลับพังทลายลงทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูเพี๊ยะ!แรงตบมหาศาลจากฝ่ามือหนาปะทะเข้าที่แก้มซ้ายของมินตราจนใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรง ร่างบอบบางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นพรมหรู มินตราเบิกตากว้างด้วยความช็อก มือเรียวสั่นเทาลูบคลำแก้มที่เริ่มบวมช้ำ เธอเงยหน้ามองพ่อของตัวเองที่ไม่เคยแม้แต่จะดุด่าเธอแรงๆมาก่อน แต่วันนี้เขากลับยืนตัวสั่นด้วยความโกรธจัด“คุณพ่อ... ตบมินทำไมคะ?” เธอถามเสียงสั่นเครือ“ทำไมน่ะเหรอ! แกไปสร้างเรื่องอะไรมา!” พ่อของเธอชี้หน้าตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เมื่อกี้นี้ พ่อของภาคิน โทรมาหาฉันด้วยตัวเอง! เขาบอกว่าธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรทุกตัวของบริษัทเราถูกสั่งระงับการตรวจสอบและระงับการต่อสัญญาซื้อขายทั้งหมด! แกเข้าใจไหมว่าธุรกิจเราจะพังพินาศเพราะความเอาแต่ใจของ
ยามเย็นที่หลังตึกคณะนิเทศศาสตร์กลายเป็นพื้นที่รกร้าง พะแพงเพียงแค่ต้องการกลับมาเอาสมุดโน้ตที่ลืมไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์การแสดง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในมุมอับสายตาหลังอาคาร เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นปูนอย่างเป็นจังหวะจากหลายทิศทางก็ทำให้เธอรู้ตัวว่าหนีไม่พ้นมินตรายืนเด่นอยู่ตรงกลางกลุ่มเพื่อนสาวนับห้าคน ใบหน้าที่เคยพยายามปั้นให้ดูนุ่มนวลบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด ในมือของมินตราถือโทรศัพท์ที่เปิดรูปถ่ายของภาคินเอาไว้ แววตาของเธอดูโกรธเกรี้ยวจนพะแพงต้องถอยหนี“ไง... ยัยนางเอกจอมปลอม” มินตราแค่นหัวเราะเสียงแหลม“วันนี้ไม่มีพี่ภาคินคอยกางปีกปกป้องแล้วนี่นา รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่ต้องกลับมาอยู่ในรูเน่าๆ ที่แกคู่ควร?”“มินตรา... ฉันถอยออกมาตามที่เธอต้องการแล้ว ฉันไม่ได้ยุ่งกับพี่ภาคินแล้ว” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นพยายามจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เพื่อนของมินตรากลับก้าวเข้ามาผลักไหล่เธออย่างแรงจนพะแพงเสียหลักล้มกระแทกพื้นปูนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและน้ำขัง“ถอยออกมาแต่ยังทิ้งเสนียดไว้ให้พี่ภาคินเขาเพ้อถึงแกอยู่ได้ยังไง!” มินตราหวีดเสียงขึ้นพลางก้าวเข้ามา
กลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงการทำงานที่สม่ำเสมอของเครื่องปรับอากาศภายในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ดูจะเน้นย้ำความเงียบงันให้ยิ่งบาดลึกแสงไฟสีนวลตาที่หรี่ลงจนเหลือเพียงความสลัวฉาบไล้ลงบนร่างบางของพะแพงที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนไข้สีขาวสะอาด ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มซื่อๆ บัดน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศรอบรั้วมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิเทศศาสตร์ดูจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ข่าวลือของภาคินที่ไปเฝ้าพะแพงและลากตัวเอออกไปในวันลับน้องถูกพูดต่อไปจนทั่วภาพของรถคันหรูที่มาจอดรอหน้าตึกนิเทศทุกเที่ยงวัน เพื่อรับเด็กสาวท่าทางซื่อๆ ไปรับประทานอา
หลังจากรสชาติของเนื้อวากิวเกรดพรีเมียมค่อยๆ เลือนหายไปจากปลายลิ้น ความเย็นฉ่ำของแอร์ในโรงอาหารวิศวะก็ถูกแทนที่ด้วยลมร้อนของยามบ่ายภาคินเดินมาส่งพะแพงที่หน้าทางเชื่อมตึกนิเทศศาสตร์ เขาหยุดก้าวแล้วหันมามองคนตัวเล็กที่ดูจะประหม่าทุกครั้งที่สายตาเขาเลื่อนไปสบ“ตอนบ่าย... มีเรียนต่อใช่ไหม?” ภาคินถามเสี
ยามเที่ยงที่โรงอาหารคณะนิเทศศาสตร์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากวงสันทนาการย่อยๆ ดังแทรกมา แต่ว่าท่ามกลางความสดใสนั้น กลับมีแรงกดดันประหลาดที่ทำให้วงสนทนาใกล้ๆ ถึงกับต้องเบาเสียงลงพะแพงนั่งตัวเกร็ง มือเรียวที่ถือช้อนพลาสติกสั่นน้อยๆ ขณะที่เธอกำลังเลิ่กลั่กตักข้าวราดแกงราคาประหยัดเข้าปาก ด







