เข้าสู่ระบบแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางกะพริบผ่านหน้าต่างรถยุหรูที่เคลื่อนตัวไปบนท้องถนนยามค่ำคืนอย่างเงียบสนิท
สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ถูกปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยมทำให้การขับเคลื่อนนั้นนุ่มนวลราวกับลอยลูบไปบนอากาศ
พะแพงนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังแท้สีครีมที่นุ่มนวลจนเธอไม่กล้าทิ้งน้ำหนักตัวลงไปเต็มแรง
มือเล็กๆทั้งสองข้างกุมกันแน่นอยู่บนตัก นิ้วมือเรียวถูไถกันไปมาด้วยความประหม่า
ดวงตาคู่สวยที่ยังบวมช้ำจากการร้องไห้แอบชำเลืองมองสำรวจความหรูหราภายในรถที่เธอเคยเห็นเพียงในนิตยสารรถยนต์ระดับโลก
คอนโซลหน้าลายไม้แท้สลับกับอลูมิเนียมขัดเงา หน้าจอดิจิทัลขนาดใหญ่ที่แสดงสถานะทุกอย่างของรถ และกลิ่นอายเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าของ...
ทั้งหมดนี้ย้ำเตือนพะแพงว่า ภาคินอยู่ห่างไกลจากโลกของเธอเพียงใด เขาไม่ใช่แค่รุ่นพี่วิศวะที่เย็นชา แต่เขาคือทายาทอาณาจักรอะไหล่รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง
เธอนิ่งเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปพิงพนักเบาะ เพราะกลัวว่าคราบน้ำหวานที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิดบนเสื้อนิสิตจะไปทำให้รถราคาหลายสิบล้านของเขาแปดเปื้อน
แต่ความเงียบสงัดนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยแรงขับเคลื่อนจากเบาะหลัง
“น้องพะแพงครับ... น้องพะแพงได้ยินพี่ไหมเอ่ย?”
เสียงของเตโชดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าทะเล้นที่โผล่แทรกระหว่างเบาะหน้าเข้ามาจนเกือบจะถึงไหล่ของพะแพง
ตามมาด้วยหมอกที่ชะโงกหน้าตามมาติดๆ แม้จะดูสำรวมกว่าแต่ดวงตาก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คะ...คะพี่เตโช?” พะแพงสะดุ้งน้อยๆ หันไปมองรุ่นพี่ทั้งสองที่พยายามจะก่อกวนบรรยากาศ
“โถ่... อย่าทำหน้าตื่นแบบนั้นสิครับคนสวย เห็นใกล้ๆแบบนี้แล้วน้องพะแพงน่ารักกว่าที่ไอ้คินมันบอก... เอ้ย! กว่าที่เห็นตอนกลางวันอีกนะเนี่ย ขนาดหน้าเปื้อนคราบน้ำตายังดูเหมือนนางเอกเอ็มวีเลย เชื่อพี่เถอะ” เตโชฉีกยิ้มกว้างพลางขยิบตาให้
“ไอ้คินมันขับรถนิ่งเป็นหุ่นยนต์แบบนี้ น้องพะแพงอึดอัดแย่เลยใช่ไหมล่ะ? คุยกับพวกพี่ดีกว่า สนุกกว่าเยอะ”
“เอ่อ... ไม่ค่อยอึดอัดค่ะ พะแพงแค่เกรงใจพี่ๆที่ต้องมาส่งดึกขนาดนี้” พะแพงตอบเสียงเบา พยายามฝืนยิ้มให้
“เกรงจงเกรงใจอะไรกันครับ คนกันเองทั้งนั้น” หมอกเสริมขึ้นบ้างพลางขยับแว่น
“จริงๆแล้วพวกพี่อยากรู้จักน้องพะแพงมานานแล้วนะ ว่าแต่น้องพะแพงเล่นไอจีไหมครับ? พี่ขอเอาไว้ติดตามผลหน่อยได้ไหม เผื่อวันหนึ่งน้องมีงานแสดงพี่จะได้ไปเป็นเอฟซีเบอร์หนึ่ง”
“ใช่ๆ ขอไอจีหน่อยสิครับ เดี๋ยวพี่แท็กรูปหล่อๆของไอ้คินไปให้ดูแก้เบื่อด้วยนะ” เตโชรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจดทันที
พะแพงอึกอัก เธอรู้สึกถึงสายตาคมกริบของคนที่นั่งข้างๆ ฃที่มองตรงไปข้างหน้าแต่แผ่รังสีบางอย่างออกมา
“คือ... พะแพงไม่ค่อยได้เล่น...”
“ไม่ต้องให้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่นิ่งสนิทและทรงพลังของภาคินดังขึ้นขัดจังหวะทันที มือหนาที่จับพวงมาลัยกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือชัดเจน
“โหย ไอ้คิน! มึงจะหวงก้างไปถึงไหนวะ น้องเขายังไม่ว่าอะไรเลย” เตโชบ่นอุบอิบ
“น้องพะแพงครับ อย่าไปฟังมันนะ ไอ้คินมันก็แค่คนขวางโลก พี่น่ะนิสัยดีกว่ามันเยอะ...”
“พวกมึงสองคน... ถ้ายังไม่หุบปาก กูจะจอดให้ลงตรงแยกหน้า”
ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด ดวงตาคมปลาบที่มองผ่านกระจกหลังสบเข้ากับเพื่อนสนิททั้งสองจนทั้งคู่สะดุ้ง
“เออๆ หุบปากก็ได้วะ หวงชะมัดเลยนะมึง” เตโชบ่นพึมพำก่อนจะทิ้งตัวกลับไปพิงเบาะหลังตามเดิม
“น้องพะแพงจำไว้นะครับ ถ้าไอ้คินมันรังแกอะไร รีบฟ้องพี่เลยนะ พี่พร้อมจะเป็นพยานทุกเมื่อ”
เมื่อเบาะหลังสงบลง ความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มันกลับไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนช่วงแรก
พะแพงรู้สึกถึงกำแพงที่ภาคินสร้างขึ้นเพื่อกันเพื่อนๆของเขาไม่ให้มาวอแวกับเธอ มันเป็นความรู้สึกปกป้องที่แปลกใหม่สำหรับคนที่ต้องสู้ชีวิตลำพังมาตลอดอย่างเธอ
ภาคินขับรถเข้าสู่ถนนเส้นที่มุ่งหน้าไปยังย่านหอพักราคาถูกแถวหลังมหาวิทยาลัย สภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงหรูหราเป็นตึกแถวเก่าๆ และซอยแคบๆ ภาคินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเส้นทางที่พะแพงบอก
“ซอยนี้เหรอ?” เขาถามโดยไม่หันมามอง
“ค่ะ... พี่ภาคินจอดส่งพะแพงแค่หน้าปากซอยก็ได้นะคะ ทางข้างหน้ามันแคบ รถพี่จะเข้าลำบาก”
พะแพงรีบบอกด้วยความเกรงใจ เพราะรถของเขาคันใหญ่เกินกว่าซอยที่เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์จอดระเกะระกะ
ภาคินไม่ตอบ เขาไม่ได้จอดหน้าปากซอยอย่างที่เธอบอก แต่กลับหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบๆนั้นอย่างเชี่ยวชาญ
ระบบเซนเซอร์ของรถส่งเสียงเตือนเป็นระยะเมื่อเข้าใกล้สิ่งกีดขวาง แต่ชายหนุ่มกลับนิ่งสนิท เขาขับไปจนถึงหน้าหอพักไม้กึ่งปูนที่ดูเก่าทรุดโทรมที่สุดในละแวกนั้น
เมื่อรถหยุดสนิท พะแพงรีบหันไปไหว้ขอบคุณทุกคนในรถ
“ขอบคุณพี่ภาคิน พี่เตโช พี่หมอกมากๆเลยนะคะที่มาส่ง พะแพงขอโทษจริงๆที่ทำให้ลำบากกันหมดเลย”
“ไม่ลำบากหรอกครับ ได้เห็นหอะีดสาวนิเทศ พี่ก็ดีใจแล้ว” เตโชส่งเสียงมาจากข้างหลัง
พะแพงกำลังจะเปิดประตูรถออกไป แต่เสียงล็อกอัตโนมัติกลับทำงานขึ้นเสียก่อน เธอหันไปมองภาคินด้วยความสงสัย เห็นเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบถุงยากับน้ำเปล่าจากช่องเก็บของด้านหลังที่หมอกส่งให้มาวางบนตักของเธอ
“ทายาซะ แผลที่เข่าอย่าให้โดนน้ำ” ภาคินพูดเสียงเรียบ สายตามองตรงไปยังหอพักที่ดูไม่ปลอดภัยนักในสายตาเขา
"พรุ่งนี้เช้า... ฉันจะมารับ”
พะแพงเบิกตากว้าง
“มะ...ไม่ต้องค่ะพี่ภาคิน! พะแพงไปเองได้จริงๆค่ะ พี่ไม่ต้องลำบากมารับพะแพงหรอกนะคะ”
ภาคินหันมาสบตาเธอเป็นครั้งแรกของค่ำคืนนี้ ดวงตาที่เคยเย็นชาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก บัดนี้กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้พะแพงพูดไม่ออก มันไม่ใช่คำขอร้อง แต่มันคือคำสั่งที่ปนไปด้วยความห่วงใยที่รุนแรงจนเธอสัมผัสได้
“แปดโมงเช้า... ฉันจะมารอที่นี่ ถ้าเธอไม่ลงมา ฉันจะขึ้นไปตามที่ห้อง”
“แต่พี่ภาคิน...”
“ลงไปได้แล้ว ดึกมากแล้ว”
ภาคินตัดบทพลางกดปลดล็อกประตู พะแพงได้แต่เดินลงจากรถไปด้วยความรู้สึกมึนงงและหัวใจที่เต้นรัว
เธอยืนส่งรถหรูที่ค่อยๆถอยหลังออกจากซอยแคบๆไป จนกระทั่งแสงไฟท้ายหายลับไปที่ปากซอย
ภายในรถที่กำลังเคลื่อนตัวกลับสู่คอนโดหรูย่านใจกลางเมือง ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงชั่วครู่ก่อนที่เตโชจะโพล่งขึ้นมา
“ไอ้คิน... กูถามจริง มึงเอาจริงเหรอวะ? น้องเขาดูไม่เหมือนผู้หญิงพวกนั้นที่มึงเคยเจอเลยนะเว้ย ดูเปราะบางชิบหาย ถ้ามึงจะแค่เล่นๆกูว่ามึงปล่อยน้องเขาไปเถอะ”
ภาคินที่กำลังมองถนนตรงหน้า นิ่งเงียบไปนานจนหมอกนึกว่าเขาจะไม่ตอบ
“กูไม่ได้เล่น”
คำตอบสั้นๆแต่หนักแน่นของภาคินทำให้เพื่อนทั้งสองคนถึงกับนิ่งอึ้ง
ภาคินจับพวงมาลัยแน่นขึ้น ภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของพะแพงและความหวาดกลัวในดวงตาของเธอเมื่อตอนที่เขารับตัวเธอไว้ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
เขารู้ดีว่าชีวิตของเขาและเธอมันต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่ความรู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล และอยากเป็นคนเดียวที่ได้รับรอยยิ้มจากเธอมันกลับมีอำนาจเหนือเหตุผลทุกอย่าง
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
ความสะใจที่ได้เห็นกุหลาบงามอย่างพะแพงแปดเปื้อนกองโคลนยังคงค้างอยู่ในมโนภาพของมินตราตลอดทางกลับบ้าน เธอฮัมเพลงอย่างรื่นเริงใจพลางนึกถึงใบหน้าสะบักสะบอมและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตของนังเด็กแพศยานั่น มันเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับการที่เธอต้องยอมลดตัวลงไปอยู่ในสถานที่อับชื้นเช่นนั้น แต่ความสุขสำราญของเธอกลับพังทลายลงทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูเพี๊ยะ!แรงตบมหาศาลจากฝ่ามือหนาปะทะเข้าที่แก้มซ้ายของมินตราจนใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรง ร่างบอบบางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นพรมหรู มินตราเบิกตากว้างด้วยความช็อก มือเรียวสั่นเทาลูบคลำแก้มที่เริ่มบวมช้ำ เธอเงยหน้ามองพ่อของตัวเองที่ไม่เคยแม้แต่จะดุด่าเธอแรงๆมาก่อน แต่วันนี้เขากลับยืนตัวสั่นด้วยความโกรธจัด“คุณพ่อ... ตบมินทำไมคะ?” เธอถามเสียงสั่นเครือ“ทำไมน่ะเหรอ! แกไปสร้างเรื่องอะไรมา!” พ่อของเธอชี้หน้าตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เมื่อกี้นี้ พ่อของภาคิน โทรมาหาฉันด้วยตัวเอง! เขาบอกว่าธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรทุกตัวของบริษัทเราถูกสั่งระงับการตรวจสอบและระงับการต่อสัญญาซื้อขายทั้งหมด! แกเข้าใจไหมว่าธุรกิจเราจะพังพินาศเพราะความเอาแต่ใจของ
ยามเย็นที่หลังตึกคณะนิเทศศาสตร์กลายเป็นพื้นที่รกร้าง พะแพงเพียงแค่ต้องการกลับมาเอาสมุดโน้ตที่ลืมไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์การแสดง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในมุมอับสายตาหลังอาคาร เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นปูนอย่างเป็นจังหวะจากหลายทิศทางก็ทำให้เธอรู้ตัวว่าหนีไม่พ้นมินตรายืนเด่นอยู่ตรงกลางกลุ่มเพื่อนสาวนับห้าคน ใบหน้าที่เคยพยายามปั้นให้ดูนุ่มนวลบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด ในมือของมินตราถือโทรศัพท์ที่เปิดรูปถ่ายของภาคินเอาไว้ แววตาของเธอดูโกรธเกรี้ยวจนพะแพงต้องถอยหนี“ไง... ยัยนางเอกจอมปลอม” มินตราแค่นหัวเราะเสียงแหลม“วันนี้ไม่มีพี่ภาคินคอยกางปีกปกป้องแล้วนี่นา รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่ต้องกลับมาอยู่ในรูเน่าๆ ที่แกคู่ควร?”“มินตรา... ฉันถอยออกมาตามที่เธอต้องการแล้ว ฉันไม่ได้ยุ่งกับพี่ภาคินแล้ว” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นพยายามจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เพื่อนของมินตรากลับก้าวเข้ามาผลักไหล่เธออย่างแรงจนพะแพงเสียหลักล้มกระแทกพื้นปูนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและน้ำขัง“ถอยออกมาแต่ยังทิ้งเสนียดไว้ให้พี่ภาคินเขาเพ้อถึงแกอยู่ได้ยังไง!” มินตราหวีดเสียงขึ้นพลางก้าวเข้ามา
กลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงการทำงานที่สม่ำเสมอของเครื่องปรับอากาศภายในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ดูจะเน้นย้ำความเงียบงันให้ยิ่งบาดลึกแสงไฟสีนวลตาที่หรี่ลงจนเหลือเพียงความสลัวฉาบไล้ลงบนร่างบางของพะแพงที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนไข้สีขาวสะอาด ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มซื่อๆ บัดน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศรอบรั้วมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิเทศศาสตร์ดูจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ข่าวลือของภาคินที่ไปเฝ้าพะแพงและลากตัวเอออกไปในวันลับน้องถูกพูดต่อไปจนทั่วภาพของรถคันหรูที่มาจอดรอหน้าตึกนิเทศทุกเที่ยงวัน เพื่อรับเด็กสาวท่าทางซื่อๆ ไปรับประทานอา
หลังจากรสชาติของเนื้อวากิวเกรดพรีเมียมค่อยๆ เลือนหายไปจากปลายลิ้น ความเย็นฉ่ำของแอร์ในโรงอาหารวิศวะก็ถูกแทนที่ด้วยลมร้อนของยามบ่ายภาคินเดินมาส่งพะแพงที่หน้าทางเชื่อมตึกนิเทศศาสตร์ เขาหยุดก้าวแล้วหันมามองคนตัวเล็กที่ดูจะประหม่าทุกครั้งที่สายตาเขาเลื่อนไปสบ“ตอนบ่าย... มีเรียนต่อใช่ไหม?” ภาคินถามเสี
ยามเที่ยงที่โรงอาหารคณะนิเทศศาสตร์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากวงสันทนาการย่อยๆ ดังแทรกมา แต่ว่าท่ามกลางความสดใสนั้น กลับมีแรงกดดันประหลาดที่ทำให้วงสนทนาใกล้ๆ ถึงกับต้องเบาเสียงลงพะแพงนั่งตัวเกร็ง มือเรียวที่ถือช้อนพลาสติกสั่นน้อยๆ ขณะที่เธอกำลังเลิ่กลั่กตักข้าวราดแกงราคาประหยัดเข้าปาก ด







