Masuk“ข้อมูลที่มึงอยากได้... กูหามาให้แล้วนะคิน” หมอกเอ่ยเสียงต่ำพลางเลื่อนหน้าจอไอแพดที่มีรูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดมุมไกลและคำบอกเล่าจากนิสิตที่ยังค้างอยู่ในตึกเมื่อคืนไปทางภาคิน ภาคินไม่ตอบ เขาเพียงแค่ปรายสายตามองรูปเหล่านั้นเพียงแวบเดียว รูปของกลุ่มผู้หญิงสามคนที่เดินออกจากตึกคณะนิเทศศาสตร์ด้วยท่าทางร่าเริงผิดกับสภาพของพะแพงที่เขามารับตัวไว้ “เป็นมินตราจริงๆด้วย... พร้อมกับลูกสมุนสองคนนั้น” หมอกสรุปเสียงเครียด “คนแถวนั้นบอกว่าเห็นพะแพงโดนพวกมินตราเรียกไปใช้งานที่ใต้ตึกบ่อยๆ และดูเหมือนว่าเมื่อคืนจะมีปากเสียงกันนิดหน่อย ก่อนที่มินตราจะเอาน้ำราดหัวน้องเขา... แต่กูยังหาเหตุผลจริงๆไม่ได้ว่ะคิน ว่าทำไมมินตราต้องเจาะจงเล่นงานพะแพงขนาดนั้น ทั้งที่พะแพงก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับใคร” “ไม่ใช่แค่เมื่อคืนหรอกมั้ง” เตโชที่นั่งเคี้ยวปาท่องโก๋อยู่ข้างๆ เสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "กูไปสืบจากพวกเด็กนิเทศฯ มา เขาบอกว่าพะแพงโดนแกล้งเป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งโดนโยนงานให้ทำคนเดียว โดนจิกหัวใช้ หรือบางทีก็โดนขังไว้ในห้องเก็บของ... น้องเขาตัวคนเดียว ไม่มีกลุ่ม ไม่มีเส้นสาย เลยกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของพวกคุณหนูเอาแต่ใจพวกนั้น” คำพูดของเตโชเปรียบเสมือนสิ่งที่ตอกย้ำลงในใจของภาคิน ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะหินอ่อนอีกครั้ง แต่ว่าความเงียบครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยมวลความร้อนระอุที่พร้อมจะปะทุ ภาคินนึกถึงร่างเล็กที่สั่นเทาในอ้อมกอดเขาเมื่อคืน นึกถึงรอยนิ้วมือบนแก้มใส และความรู้สึกหิวโหยที่เธอซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มซื่อๆ ความสงสารที่เขามีต่อเธอ บัดนี้มันเริ่มถักทอเข้ากับความโกรธแค้นที่ใครบางคนกล้าทำลายความสดใสเพียงหนึ่งเดียวที่เขาสนใจ ในมือหนาของภาคินมีแซนวิชแฮมชีสพรีเมียมในห่อใส เขามองมันพลางพลิกไปมาอย่างช้าๆราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ใกล้ๆกันนั้นมีกล่องนมรสสตอเบอรี่สีชมพูหวานวางคู่กันอยู่ เตโชที่สังเกตเห็นมาพักใหญ่ถึงกับขมวดคิ้ว มือที่กำลังจะหยิบปาท่องโก๋ชิ้นสุดท้ายชะงักค้าง เขาเอนตัวมองแซนวิชและกล่องนมนั้นสลับกับใบหน้าเย็นชาของเพื่อนสนิท “เดี๋ยวนะไอ้คิน... แซนวิชนั่นกับนมสตอเบอรี่นั่น... ของมึงเหรอ?” เตโชถามด้วยน้ำเสียงกังขา ภาคินไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ปรายตามามองเพื่อนเล็กน้อย “ร้อยวันพันปี กูเห็นมึงกินแต่กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลตอนเช้า ไม่ก็โปรตีนเชคที่ขมอย่างกับยาหม้อ” เตโชวิจารณ์ต่อ “แต่นี่อะไร? นมสตอเบอรี่? แซนวิชรสหวาน? มึงเปลี่ยนรสนิยมไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ หรือว่ามึงโดนวางยาจนสมองกลับไปเป็นเด็กเจ็ดขวบ?” “มันกินง่ายดี” ภาคินตอบสั้นๆ ทว่านิ้วมือของเขากลับลูบไปที่ขอบกล่องนมอย่างเบามือ สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นร่างเล็กที่คุ้นตาเพิ่งก้าวลงจากรถแท็กซี่ที่หน้าประตูมหาลัย พะแพงเดินมาทางนี้... เธอพยายามรวบผมมัดแกะให้ดูเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่ดวงตาที่ยังบวมช้ำเล้กน้อยและกิริยาที่ดูหวาดระแวงรอบข้างทำให้เธอดูเปราะบางยิ่งกว่าวันไหนๆ ภาคินไม่ได้รอให้เพื่อนทั้งสองพูดจบ เขาหยิบแซนวิชและกล่องนมขึ้นมาแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที “เห้ย! จะไปไหนวะคิน? มึงยังไม่ได้กินปลาท่องโก๋เลยนะเว้ย!” เตโชตะโกนท้วง ทว่าภาคินไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขาเดินตรงไปทางพะแพงด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย พะแพงเดินก้มหน้าก้มตา มือเล็กกระชับสายกระเป๋าผ้าแน่น เธอรู้สึกเหมือนสายตาทุกคู่ที่มองมาคือกำแพงที่คอยบีบคั้น ความเจ็บแสบที่เข่าจากเมื่อคืนยังคงรบกวนทุกย่างก้าว และรอยช้ำบนแก้มที่เธอพยายามใช้คอนซีลเลอร์ราคาถูกปกปิดไว้อย่างสุดความสามารถก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจ และในขณะที่เธอกำลังจะก้าวข้ามผ่านช่วงลานเกียร์ เงาร่างสูงใหญ่ที่แสนคุ้นเคยก็ก้าวเข้ามาบังแสงแดดเบื้องหน้าเอาไว้ พะแพงหยุดกะทันหันจนเกือบจะชนเข้ากับอกเขาอีกครั้ง “พี่... พี่ภาคิน” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นน้อยๆ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นดวงตาคมคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอ มันไม่ใช่สายตาคาดคั้น แต่มันคือสายตาที่สำรวจความเรียบร้อยของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “เมื่อเช้ากินอะไรมาหรือยัง?” ภาคินถามโดยไม่เกริ่นนำ “ยังค่ะ... พะแพงรีบมาส่งงานที่ค้างไว้เมื่อคืนน่ะค่ะ” เธอตอบความจริงกึ่งหนึ่ง โดยที่ไม่ได้บอกว่าเธอไม่มีอารมณ์จะกินอะไรเลยมากกว่า ภาคินไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่ยื่นแซนวิชแฮมชีสและกล่องนมรสสตอเบอรี่ไปให้ตรงหน้าพะแพง “กินซะ” พะแพงชะงักมองสิ่งของในมือเขาด้วยความมึนงง "คะ? คือ... นี่ของพี่ไม่ใช่เหรอคะ?” “ฉันซื้อมาเกิน” เขาโกหกด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิทที่สุดในโลก “และฉันไม่ชอบรสสตอเบอรี่ มันหวานเกินไป ถ้าเธอไม่กิน ฉันก็คงต้องทิ้ง” พะแพงมองกล่องนมสีชมพูและแซนวิชพรีเมียมนั้นสลับกับใบหน้าของคนให้ เธอรู้ดีว่าคนระดับภาคินไม่มีทางซื้อเกินหรือซื้อของที่ตัวเองไม่ชอบมาถือเล่นแน่นอน ความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงห้วนๆ นั้นทำให้ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง “ขอบคุณค่ะพี่ภาคิน... พี่ดีกับพะแพงจังเลย” เธอยื่นมือสั่นๆไปรับของเหล่านั้นมาถือไว้ ความอุ่นจางๆจากฝ่ามือของเขาที่ยังติดอยู่ที่ห่อแซนวิชซึมซาบเข้าสู่มือของเธอ “วันนี้ไม่ต้องเข้าแล็บคณะนิเทศ ถ้ามินตราเรียกไปใช้งานอีก ให้โทรบอกฉัน” ภาคินสั่งเสียงเรียบ แต่มันกลับทรงพลังจนพะแพงรู้สึกถึงความปลอดภัยที่เธอไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน “พี่ภาคินรู้เรื่องเมื่อคืนแล้วเหรอคะ?” เธอถามเสียงแผ่ว พลางก้มหน้าเพื่อซ่อนรอยแดงที่แก้ม ภาคินไม่ได้ตอบคำถามนั้นโดยตรง เขาเพียงแค่โน้มตัวลงมาหาเธอเล็กน้อย จนพะแพงสัมผัสได้ถึงลมหายใจและกลิ่นกายสะอาดๆของเขา “รอยที่แก้ม... ทายาหรือยัง?” พะแพงสะดุ้งเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าเขาจะสังเกตเห็นใต้คอนซีลเลอร์หนาๆ นั้น “ทา... ทาแล้วค่ะ” “ดี” ภาคินยืนตัวตรงเหมือนเดิม “กินให้หมดห้ามเหลือ ถ้าฉันเห็นว่าเธอยังลูบท้องเพราะหิวอยู่อีก ฉันจะลากเธอไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะวิศวะทุกมื้อ” พะแพงเผลอยิ้มออกมาจางๆ มันเป็นยิ้มแรกของวันที่ไม่ได้มาจากการแสดง แต่มันคือรอยยิ้มที่เกิดจากความรู้สึกตื้นตันใจจริงๆ “ค่ะ... พะแพงจะกินให้หมดเลยค่ะ” ภาคินมองรอยยิ้มนั้นอยู่ชั่วครู่ แววตาของเขาดูอ่อนแสงลงอย่างที่เตโชและหมอกซึ่งแอบมองอยู่ไกลๆ ถึงกับต้องขยี้ตาซ้ำ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแค่พยักหน้าให้เธอหนึ่งครั้งแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะเพื่อน ทิ้งให้พะแพงยืนกอดกล่องนมสตอเบอรี่ไว้แนบอกด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เธอมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ดูแข็งแกร่งและเย็นชา แต่กลับมีความลับที่แสนอ่อนโยนซ่อนอยู่ พะแพงก้มมองแซนวิชในมือพลางนึกถึงคำพูดของมินตรา... ‘เขาคือเหยื่อ’ แต่ในตอนนี้ จิตใต้สำนึกของเธอกลับตะโกนก้องว่า... ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่เหยื่อที่เธอควรจะล่า แต่เขาคือที่พักพิงเดียวที่เธอโหยหามาตลอดทั้งชีวิต และความจริงข้อนี้เอง... ที่กำลังจะทำให้แผนการของเธอกลายเป็นดาบสองคมที่พร้อมจะย้อนกลับมาทิ่มแทงเธอเองในวันที่ความจริงถูกเปิดเผย นมสตอเบอรี่อาจจะหวาน แต่ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่หลังใบหน้าเรียบเฉยนั้น... กลับละมุนยิ่งกว่ารสชาติใดที่พะแพงเคยลิ้มลอง
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
ความสะใจที่ได้เห็นกุหลาบงามอย่างพะแพงแปดเปื้อนกองโคลนยังคงค้างอยู่ในมโนภาพของมินตราตลอดทางกลับบ้าน เธอฮัมเพลงอย่างรื่นเริงใจพลางนึกถึงใบหน้าสะบักสะบอมและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตของนังเด็กแพศยานั่น มันเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับการที่เธอต้องยอมลดตัวลงไปอยู่ในสถานที่อับชื้นเช่นนั้น แต่ความสุขสำราญของเธอกลับพังทลายลงทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูเพี๊ยะ!แรงตบมหาศาลจากฝ่ามือหนาปะทะเข้าที่แก้มซ้ายของมินตราจนใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรง ร่างบอบบางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นพรมหรู มินตราเบิกตากว้างด้วยความช็อก มือเรียวสั่นเทาลูบคลำแก้มที่เริ่มบวมช้ำ เธอเงยหน้ามองพ่อของตัวเองที่ไม่เคยแม้แต่จะดุด่าเธอแรงๆมาก่อน แต่วันนี้เขากลับยืนตัวสั่นด้วยความโกรธจัด“คุณพ่อ... ตบมินทำไมคะ?” เธอถามเสียงสั่นเครือ“ทำไมน่ะเหรอ! แกไปสร้างเรื่องอะไรมา!” พ่อของเธอชี้หน้าตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เมื่อกี้นี้ พ่อของภาคิน โทรมาหาฉันด้วยตัวเอง! เขาบอกว่าธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรทุกตัวของบริษัทเราถูกสั่งระงับการตรวจสอบและระงับการต่อสัญญาซื้อขายทั้งหมด! แกเข้าใจไหมว่าธุรกิจเราจะพังพินาศเพราะความเอาแต่ใจของ
ยามเย็นที่หลังตึกคณะนิเทศศาสตร์กลายเป็นพื้นที่รกร้าง พะแพงเพียงแค่ต้องการกลับมาเอาสมุดโน้ตที่ลืมไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์การแสดง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในมุมอับสายตาหลังอาคาร เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นปูนอย่างเป็นจังหวะจากหลายทิศทางก็ทำให้เธอรู้ตัวว่าหนีไม่พ้นมินตรายืนเด่นอยู่ตรงกลางกลุ่มเพื่อนสาวนับห้าคน ใบหน้าที่เคยพยายามปั้นให้ดูนุ่มนวลบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด ในมือของมินตราถือโทรศัพท์ที่เปิดรูปถ่ายของภาคินเอาไว้ แววตาของเธอดูโกรธเกรี้ยวจนพะแพงต้องถอยหนี“ไง... ยัยนางเอกจอมปลอม” มินตราแค่นหัวเราะเสียงแหลม“วันนี้ไม่มีพี่ภาคินคอยกางปีกปกป้องแล้วนี่นา รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่ต้องกลับมาอยู่ในรูเน่าๆ ที่แกคู่ควร?”“มินตรา... ฉันถอยออกมาตามที่เธอต้องการแล้ว ฉันไม่ได้ยุ่งกับพี่ภาคินแล้ว” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นพยายามจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เพื่อนของมินตรากลับก้าวเข้ามาผลักไหล่เธออย่างแรงจนพะแพงเสียหลักล้มกระแทกพื้นปูนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและน้ำขัง“ถอยออกมาแต่ยังทิ้งเสนียดไว้ให้พี่ภาคินเขาเพ้อถึงแกอยู่ได้ยังไง!” มินตราหวีดเสียงขึ้นพลางก้าวเข้ามา
ยามเย็นที่คณะนิเทศศาสตร์วันนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะมีดาราดังมาเยือน แต่เป็นเพราะรถสีดำขลับคันเดิมมาจอดนิ่งสนิทรออยู่ที่หน้าตึก แต่ว่าสิ่งที่แปลกตาไปกว่าทุกวันคือข้างรถคันหรูนั้นไม่ได้มีเพียงภาคินที่ยืนกอดอกพิงรถ แต่กลับมีเตโชที่กำลังยืนเต้นตามจังหวะเพลงในหูฟัง และหมอกที่ยืนอ่านบทความวิชาก
ความเงียบสงัดของยามรุ่งสางยังคงปกคลุมซอยแคบหน้าหอพักไม้กึ่งปูน แสงไฟจากเสาไฟฟ้ากะพริบถี่เป็นจังหวะสุดท้ายก่อนจะดับลงเมื่อแสงอาทิตย์สีอ่อนเริ่มแตะขอบฟ้าในบรรยากาศที่แสนธรรมดาของย่านหอพักราคาถูก รถคันหรูสีดำขลับที่จอดนิ่งสนิทอยู่ริมทางเดินกลับดูแปลกแยกและทรงพลังราวกับประติมากรรมที่หลุดมาจากโลกอีกใบ
กลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงการทำงานที่สม่ำเสมอของเครื่องปรับอากาศภายในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ดูจะเน้นย้ำความเงียบงันให้ยิ่งบาดลึกแสงไฟสีนวลตาที่หรี่ลงจนเหลือเพียงความสลัวฉาบไล้ลงบนร่างบางของพะแพงที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนไข้สีขาวสะอาด ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มซื่อๆ บัดน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศรอบรั้วมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิเทศศาสตร์ดูจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ข่าวลือของภาคินที่ไปเฝ้าพะแพงและลากตัวเอออกไปในวันลับน้องถูกพูดต่อไปจนทั่วภาพของรถคันหรูที่มาจอดรอหน้าตึกนิเทศทุกเที่ยงวัน เพื่อรับเด็กสาวท่าทางซื่อๆ ไปรับประทานอา







