ログインภาคิน เป็นพวกหนุ่มเย็นชา สายตาเขาไม่ได้มีไว้มองสาวสวย ไม่ได้มีไว้มองใคร เขาจะทำเมื่อเขาต้องการ และหากเขาไม่ต้องการก็ไม่มีใครที่สามารถจะสั่งเขาได้ เขามีผู้หญิงห้อมล้อมมากมาย บางครั้งก็เล่นด้วยบ้างเพื่อระบายอารมณ์ แต่ทุกอย่างเป็นไปเมื่อเขาได้เจอ พะแพง เด็กนิเทศศาสตร์เจ้าของรอยยิ้มหวานที่แค่มองครั้งเดียวก็ทำให้เขาจดจำ ภาคินหาวิธีเข้าหาและดูเหมือนสถานการณ์ก็จะเป็นใจทุกครั้ง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าภายใต้ความบังเอิญนั้น เป็นแผนของเธอที่ทำทุกอย่างเพื่อผลักภาระหนี้ที่มีอยู่ออกไปให้ไกล
もっと見るแดดแรงที่ส่องผ่านพาดหน้าตึกคณะที่มีลานโต๊ะม้าหินอ่อนไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัว ‘คิน ภาคิน’ อบอุ่นขึ้นมาเลยสักนิด
แต่มันกลับเยือกเย็นราวกับถูกห่อหุ้มด้วยกำแพงน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ร่างสูงโปร่งในชุดนิสิตที่ปล่อยชายเสื้อออกด้านนอกให้ดูสบายๆ ทว่าดูภูมิฐานด้วยนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือที่บ่งบอกรสนิยมและฐานะอันมั่งคั่ง
เขากำลังเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาหญิงจากต่างคณะที่มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายเพียงเพื่อหวังจะได้สบตากับเจ้าชายน้ำแข็งแห่งวิศวะยานยนต์อย่างเขา
“พี่คินคะ... คือพวกเราเอาขนมมาให้ค่ะ เห็นว่าช่วงนี้พี่คินเรียนหนัก...”
หญิงสาวใจกล้าคนหนึ่งก้าวออกมาขวางหน้า มือที่ยื่นถุงขนมแบรนด์ดังสั่นเทาน้อยๆด้วยความตื่นเต้น
ภาคินหยุดก้าวเดิน สายตาเรียบนิ่งเบนมามองเพียงชั่วครู่ มันไม่ใช่สายตาที่โกรธเกรี้ยว แต่มันคือสายตาที่ว่างเปล่าเสียจนคนมองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงอากาศธาตุ
ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากท่าทางสงบนิ่งนั้น จนคำพูดที่เหลือของหญิงสาวถูกกลืนหายลงไปในลำคอ
“หลบทางด้วยครับ”
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ ทว่าราบเรียบเสียจนดูเย็นชา ภาคินไม่ได้ยื่นมือไปรับของ หรือแม้แต่จะยิ้มตอบตามมารยาท
เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวเดินผ่านไปราวกับกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นเพียงโขดหินริมทาง ทิ้งให้ความเงียบและความอับอายปกคลุมกลุ่มหญิงสาวที่ทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยความตัดพ้อ
“เย็นชาสมฉายาจริงๆเลยนะมึง ขนาดดาวคณะบัญชียังโดนเมินขนาดนั้น”
‘เตโช’ เพื่อนสนิทสายลุยเอ่ยปากทักขึ้นทันทีที่ภาคินหย่อนตัวลงนั่งบนโต๊ะหินอ่อนใต้ตึกคณะ โดยมี ‘หมอก’ เพื่อนผู้นิ่งขรึมอีกคนนั่งเช็กแปลนเครื่องยนต์อยู่ในไอแพดข้างๆ
“น่ารำคาญ” ภาคินตอบสั้นๆ พลางหยิบขวดน้ำแร่ขึ้นมาจิบ
“กูว่ามึงควรจะชินได้แล้วนะคิน พ่อมึงรวยระดับส่งออกอะไหล่รถหรูไปครึ่งโลก ตัวมึงเองก็หล่ออย่างกับหลุดมาจากนิตยสาร แถมยังเรียนเทพขนาดนี้ ใครเขาจะไม่อยากได้มึงเป็นพ่อของลูก” เตโชยังคงกระเซ้าต่อ
“แต่ก็นะ... กูก็ไม่เคยเห็นมึงมองใครเกินสามวินาทีสักที อย่าบอกนะว่ามึงตั้งใจจะแต่งงานกับลูกสูบรถยนต์แทนเมีย?”
“งานรับน้องตอนบ่ายนี้ล่ะ?” ภาคินเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว เขาไม่ชอบสนทนาเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
“เหมือนเดิมนั่นแหละ ว้ากกันหูดับตับไหม้ กิจกรรมสันทนาการที่มึงเกลียดเข้าไส้” หมอกเงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ปีสามอย่างเราต้องเข้าควบคุมน้องๆด้วย แต่มึงจะโดดก็ได้นะ รัศมีของมึงทำเด็กปีหนึ่งร้องไห้มาหลายรายแล้ว”
ภาคินถอนหายใจยาวพลางมองไปทางลานกิจกรรมที่เริ่มมีการจัดเตรียมลำโพงและสแตนด์เชียร์ เสียงลองไมโครโฟนดังแสบแก้วตาผสมกับเสียงหัวเราะที่ดังเกินความจำเป็นทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“กูขอผ่าน”
เมื่อนาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงตรง เสียงกลองสันทนาการเริ่มรัวสนั่นไปทั่วบริเวณคณะวิศวกรรมศาสตร์
ภาคินตัดสินใจปลีกตัวออกมาทันที เขาไม่ชอบฝูงชน ไม่ชอบเสียงดัง และไม่ชอบการบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไร้เหตุผล
เขาก้าวเดินไปตามทางเชื่อมระหว่างคณะ กลิ่นอายของคราบน้ำมันและเสียงเครื่องยนต์ค่อยๆจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมของดอกพิกุลและบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายกว่าเดิม
ภาคินพบว่าตัวเองเดินมาถึงเขตของคณะนิเทศศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้ามานัก เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันสุดขั้ว
ทว่าในเวลานี้คณะนิเทศกลับเงียบสงบอย่างประหลาด เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่คงไปรวมตัวกันที่หอประชุมใหญ่หรือลานกิจกรรมด้านใน
ภาคินกวาดสายตาหาที่พักสายตา จนกระทั่งพบม้านั่งไม้ตัวหนึ่งใต้ต้นจามจุรีใหญ่หน้าตึกคณะที่ดูร่มรื่นและเป็นส่วนตัว
เขากำลังจะก้าวเข้าไปนั่ง หากแต่สายตากลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
เธออยู่ในชุดนิสิตปีหนึ่งที่ดูค่อนข้างเก่าแต่สะอาดสะอ้าน ผมยาวสลวยถู กมัดแกะสองข้างดูน่ารักสมวัย
แต่สิ่งที่ขัดกับความน่ารักนั้นคือป้ายชื่อกระดาษลังขนาดใหญ่ที่เขียนคำว่า ‘พะแพง’ แขวนคออยู่ และที่สำคัญที่สุด...
บนใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นถูกเขียนด้วยปากกาเมจิกเป็นรูปหนวดแมวและจุดกระเต็มแก้มทั้งสองข้าง ดูเหมือนจะเป็นผลจากการโดนรับน้องอย่างหนักหน่วง
ภาคินหยุดยืนอยู่ใต้เงาไม้ ห่างออกมาเพียงไม่กี่เมตร เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่ท่าทางของเธอกลับดึงดูดสายตาของเขาไว้อย่างน่าประหลาด
พะแพงไม่ได้นั่งเฉยๆ เธอกำลังก้มลงคุยกับแมวสามสีตัวอ้วนที่นั่งอยู่บนม้านั่งข้างๆ
ในมือของเธอมีข้าวกล่องพลาสติกราคาถูกที่ดูเหมือนจะเหลือเพียงครึ่งเดียว
“กินเยอะๆ นะเจ้าสามสี... วันนี้แกโชคดีนะเนี่ยที่ฉันยอมแบ่งหมูกระเทียมให้ ทั้งที่จริงๆฉันก็แทบจะกินไม่อิ่มเหมือนกัน”
เสียงใสๆนั้นบ่นพึมพำกับสัตว์สี่ขา เธอใช้ช้อนพลาสติกตักชิ้นหมูส่งให้แมวอย่างทะนุถนอม
สายตาที่เธอมองแมวตัวนั้นเต็มไปด้วยความอาทรและจริงใจจนภาคินรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมา
“อิ่มไหม? ถ้าอิ่มแล้วฉันกินต่อนะ”
เธอถามแมวราวกับมันจะตอบได้ ก่อนจะตักข้าวเปล่าที่เหลือเพียงน้อยนิดเข้าปากตัวเอง พลางทำหน้าเหยเกเมื่อเคี้ยวข้าวที่น่าจะเย็นชืดไปหมดแล้ว
“เฮ้อ... หิวจังเลยแฮะ พ่อจ๋า... พะแพงอยากกินต้มเลือดหมูจัง แต่ตอนนี้เหลือตังค์ซื้อได้แค่มาม่าซองเดียวเอง”
เธอลูบท้องตัวเองเบาๆ พลางถอนหายใจทิ้ง แผ่นหลังเล็กๆที่แบกรับอะไรบางอย่างไว้ดูวูบไหวในสายตาของคนมอง
แต่ใบหน้าที่มีรอยเลอะเทอะจากปากกาเมจิกกลับคลี่รอยยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นเจ้าแมวสามสีเดินมาคลอเคลียที่มือเป็นการขอบคุณ
รอยยิ้มนั้น.. มันช่างสว่างไสวเสียจนภาคินรู้สึกเหมือนน้ำแข็งที่เกาะกุมหัวใจมานานปีเริ่มปริแตก
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เขารู้สึกขันในความซื่อของเด็กสาวคนนี้
ทั้งที่ตัวเองก็หิวแทบตายแต่กลับยอมเสียสละมื้ออาหารให้แมว แถมยังนั่งคุยกับมันเป็นเรื่องเป็นราวกับมันเป็นเพื่อนสนิท
ความเย็นชาที่เขาใช้เป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอด ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลกับภาพที่เห็นตรงหน้า
โดยที่ภาคินไม่มีวันรู้... ภายใต้ท่าทางซื่อบริสุทธิ์และทรงผมมัดแกะที่ดูไร้เดียงสานั้น
ดวงตาของพะแพงที่จดจ้องอยู่กับเจ้าแมวสามสีกลับซ่อนแววตาแห่งการคำนวณเอาไว้
มุมที่เธอเลือกนั่ง ระยะห่างที่พอเหมาะระหว่างเธอกับทางเดินที่เขาต้องผ่าน
และแม้แต่จังหวะการบ่นเรื่องความหิว... ทุกอย่างถูกจัดวางไว้ราวกับบทละครที่ผ่านการซ้อมมาอย่างดี
พะแพงเหลือบตาขึ้นเพียงเล็กน้อย เห็นเงาของชายหนุ่มร่างสูงยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล หัวใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความรัก แต่ด้วยความกลัวและความกดดันที่บีบคั้นอยู่เบื้องหลัง
‘ถ้าทำสำเร็จ หนี้ของพ่อแกจะหายไป...’ คำพูดของมินตราดังซ้ำอยู่ในหัว
เธอต้องทำให้ผู้ชายที่เย็นชาที่สุดคนนี้ตกหลุมรักเธอให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
แม้ว่ามันจะหมายถึงการก้าวเข้าไปในโลกที่หนาวเหน็บของเขาด้วยคำโกหกสีขาวที่เธอสร้างขึ้นมาเอง
ภาคินขยับตัว เขาไม่ได้เดินเข้าไปทักทายในทันที แต่เขากลับจำชื่อบนป้ายกระดาษลังนั้นได้ติดตา...
เขายืนมองเธออยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินหันหลังกลับไปทางเดิม
แต่ในใจที่เคยเงียบสงบกลับมีแรงสั่นสะเทือนบางอย่างเกิดขึ้น ความน่ารำคาญของการรับน้องหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นที่ก่อตัวขึ้นอย่างประหลาด
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
พะแพงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงใต้ฝ่าเท้า ร่างบอบบางกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามร่างสูงใหญ่ที่ก้าวฉับออกไปจากสวนหย่อมด้วยความเร็วที่ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หายใจทัน หยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มถูกลมพัดจนเย็นชืด ทว่าหัวใจกลับร้อนรุ่มราวกับถูกเผาด้วยกองเพลิง“พี่ภาคิน! พี่ภาคิน ฟังพะแพงก่อน!”เธอรวบรวมแรงเฮือก
กลิ่นอายของไอทะเลยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงแตรและมลพิษของเมืองหลวง วันหยุดยาวที่แสนสั้นจบลงไปราวกับความฝัน ตลอดหลายคืนที่ผ่านมา พะแพงรู้สึกเหมือนตนเองได้เข้าไปอยู่ในโลกคู่ขนานที่ไม่มีมินตรา ไม่มีหนี้พนัน และไม่มีความลวงเธอรู้ตัวดีว่าเธอนั้นร้ายกาจแค่ไหน ในคืน
กลิ่นอายความเค็มของไอทะเลผสมผสานกับลมพัดเอื่อยที่หอบเอาความสดชื่นมาปะทะใบหน้า ทันทีที่รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้าสู่เขตวิลล่าส่วนตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ทัศนียภาพของน้ำทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตาก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ภาคินเลือกที่พักที่เงียบสงบที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครมารบกวนช่วงเวลาของเ
ห้องนั่งเล่นที่ถูกความเงียบและไอเย็นของเครื่องปรับอากาศเข้าปกคลุม บรรยากาศนิ่งขรึมและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แววตาของภาคินยังคงเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่ยังไม่มอดดับความโกรธแค้นที่เห็นรอยนิ้วมือหยาบกระด้างพาดทับบนผิวแก้มใสของคนที่เขาเฝ้าทะนุถนอม ทำให้สัญชาตญาณดิบของพยัคฆ์ร้ายในตัวเขาตื่นตัวจนยากจะควบคุม