เข้าสู่ระบบภาคิน เป็นพวกหนุ่มเย็นชา สายตาเขาไม่ได้มีไว้มองสาวสวย ไม่ได้มีไว้มองใคร เขาจะทำเมื่อเขาต้องการ และหากเขาไม่ต้องการก็ไม่มีใครที่สามารถจะสั่งเขาได้ เขามีผู้หญิงห้อมล้อมมากมาย บางครั้งก็เล่นด้วยบ้างเพื่อระบายอารมณ์ แต่ทุกอย่างเป็นไปเมื่อเขาได้เจอ พะแพง เด็กนิเทศศาสตร์เจ้าของรอยยิ้มหวานที่แค่มองครั้งเดียวก็ทำให้เขาจดจำ ภาคินหาวิธีเข้าหาและดูเหมือนสถานการณ์ก็จะเป็นใจทุกครั้ง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าภายใต้ความบังเอิญนั้น เป็นแผนของเธอที่ทำทุกอย่างเพื่อผลักภาระหนี้ที่มีอยู่ออกไปให้ไกล
ดูเพิ่มเติมกาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
พะแพงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงใต้ฝ่าเท้า ร่างบอบบางกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามร่างสูงใหญ่ที่ก้าวฉับออกไปจากสวนหย่อมด้วยความเร็วที่ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หายใจทัน หยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มถูกลมพัดจนเย็นชืด ทว่าหัวใจกลับร้อนรุ่มราวกับถูกเผาด้วยกองเพลิง“พี่ภาคิน! พี่ภาคิน ฟังพะแพงก่อน!”เธอรวบรวมแรงเฮือก
กลิ่นอายของไอทะเลยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงแตรและมลพิษของเมืองหลวง วันหยุดยาวที่แสนสั้นจบลงไปราวกับความฝัน ตลอดหลายคืนที่ผ่านมา พะแพงรู้สึกเหมือนตนเองได้เข้าไปอยู่ในโลกคู่ขนานที่ไม่มีมินตรา ไม่มีหนี้พนัน และไม่มีความลวงเธอรู้ตัวดีว่าเธอนั้นร้ายกาจแค่ไหน ในคืน
กลิ่นอายความเค็มของไอทะเลผสมผสานกับลมพัดเอื่อยที่หอบเอาความสดชื่นมาปะทะใบหน้า ทันทีที่รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้าสู่เขตวิลล่าส่วนตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ทัศนียภาพของน้ำทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตาก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ภาคินเลือกที่พักที่เงียบสงบที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครมารบกวนช่วงเวลาของเ
ห้องนั่งเล่นที่ถูกความเงียบและไอเย็นของเครื่องปรับอากาศเข้าปกคลุม บรรยากาศนิ่งขรึมและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แววตาของภาคินยังคงเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่ยังไม่มอดดับความโกรธแค้นที่เห็นรอยนิ้วมือหยาบกระด้างพาดทับบนผิวแก้มใสของคนที่เขาเฝ้าทะนุถนอม ทำให้สัญชาตญาณดิบของพยัคฆ์ร้ายในตัวเขาตื่นตัวจนยากจะควบคุม