LOGINภาคิน เป็นพวกหนุ่มเย็นชา สายตาเขาไม่ได้มีไว้มองสาวสวย ไม่ได้มีไว้มองใคร เขาจะทำเมื่อเขาต้องการ และหากเขาไม่ต้องการก็ไม่มีใครที่สามารถจะสั่งเขาได้ เขามีผู้หญิงห้อมล้อมมากมาย บางครั้งก็เล่นด้วยบ้างเพื่อระบายอารมณ์ แต่ทุกอย่างเป็นไปเมื่อเขาได้เจอ พะแพง เด็กนิเทศศาสตร์เจ้าของรอยยิ้มหวานที่แค่มองครั้งเดียวก็ทำให้เขาจดจำ ภาคินหาวิธีเข้าหาและดูเหมือนสถานการณ์ก็จะเป็นใจทุกครั้ง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าภายใต้ความบังเอิญนั้น เป็นแผนของเธอที่ทำทุกอย่างเพื่อผลักภาระหนี้ที่มีอยู่ออกไปให้ไกล
View Moreแดดแรงที่ส่องผ่านพาดหน้าตึกคณะที่มีลานโต๊ะม้าหินอ่อนไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัว ‘คิน ภาคิน’ อบอุ่นขึ้นมาเลยสักนิด
แต่มันกลับเยือกเย็นราวกับถูกห่อหุ้มด้วยกำแพงน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ร่างสูงโปร่งในชุดนิสิตที่ปล่อยชายเสื้อออกด้านนอกให้ดูสบายๆ ทว่าดูภูมิฐานด้วยนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือที่บ่งบอกรสนิยมและฐานะอันมั่งคั่ง
เขากำลังเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาหญิงจากต่างคณะที่มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายเพียงเพื่อหวังจะได้สบตากับเจ้าชายน้ำแข็งแห่งวิศวะยานยนต์อย่างเขา
“พี่คินคะ... คือพวกเราเอาขนมมาให้ค่ะ เห็นว่าช่วงนี้พี่คินเรียนหนัก...”
หญิงสาวใจกล้าคนหนึ่งก้าวออกมาขวางหน้า มือที่ยื่นถุงขนมแบรนด์ดังสั่นเทาน้อยๆด้วยความตื่นเต้น
ภาคินหยุดก้าวเดิน สายตาเรียบนิ่งเบนมามองเพียงชั่วครู่ มันไม่ใช่สายตาที่โกรธเกรี้ยว แต่มันคือสายตาที่ว่างเปล่าเสียจนคนมองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงอากาศธาตุ
ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากท่าทางสงบนิ่งนั้น จนคำพูดที่เหลือของหญิงสาวถูกกลืนหายลงไปในลำคอ
“หลบทางด้วยครับ”
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ ทว่าราบเรียบเสียจนดูเย็นชา ภาคินไม่ได้ยื่นมือไปรับของ หรือแม้แต่จะยิ้มตอบตามมารยาท
เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวเดินผ่านไปราวกับกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นเพียงโขดหินริมทาง ทิ้งให้ความเงียบและความอับอายปกคลุมกลุ่มหญิงสาวที่ทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยความตัดพ้อ
“เย็นชาสมฉายาจริงๆเลยนะมึง ขนาดดาวคณะบัญชียังโดนเมินขนาดนั้น”
‘เตโช’ เพื่อนสนิทสายลุยเอ่ยปากทักขึ้นทันทีที่ภาคินหย่อนตัวลงนั่งบนโต๊ะหินอ่อนใต้ตึกคณะ โดยมี ‘หมอก’ เพื่อนผู้นิ่งขรึมอีกคนนั่งเช็กแปลนเครื่องยนต์อยู่ในไอแพดข้างๆ
“น่ารำคาญ” ภาคินตอบสั้นๆ พลางหยิบขวดน้ำแร่ขึ้นมาจิบ
“กูว่ามึงควรจะชินได้แล้วนะคิน พ่อมึงรวยระดับส่งออกอะไหล่รถหรูไปครึ่งโลก ตัวมึงเองก็หล่ออย่างกับหลุดมาจากนิตยสาร แถมยังเรียนเทพขนาดนี้ ใครเขาจะไม่อยากได้มึงเป็นพ่อของลูก” เตโชยังคงกระเซ้าต่อ
“แต่ก็นะ... กูก็ไม่เคยเห็นมึงมองใครเกินสามวินาทีสักที อย่าบอกนะว่ามึงตั้งใจจะแต่งงานกับลูกสูบรถยนต์แทนเมีย?”
“งานรับน้องตอนบ่ายนี้ล่ะ?” ภาคินเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว เขาไม่ชอบสนทนาเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
“เหมือนเดิมนั่นแหละ ว้ากกันหูดับตับไหม้ กิจกรรมสันทนาการที่มึงเกลียดเข้าไส้” หมอกเงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ปีสามอย่างเราต้องเข้าควบคุมน้องๆด้วย แต่มึงจะโดดก็ได้นะ รัศมีของมึงทำเด็กปีหนึ่งร้องไห้มาหลายรายแล้ว”
ภาคินถอนหายใจยาวพลางมองไปทางลานกิจกรรมที่เริ่มมีการจัดเตรียมลำโพงและสแตนด์เชียร์ เสียงลองไมโครโฟนดังแสบแก้วตาผสมกับเสียงหัวเราะที่ดังเกินความจำเป็นทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“กูขอผ่าน”
เมื่อนาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงตรง เสียงกลองสันทนาการเริ่มรัวสนั่นไปทั่วบริเวณคณะวิศวกรรมศาสตร์
ภาคินตัดสินใจปลีกตัวออกมาทันที เขาไม่ชอบฝูงชน ไม่ชอบเสียงดัง และไม่ชอบการบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไร้เหตุผล
เขาก้าวเดินไปตามทางเชื่อมระหว่างคณะ กลิ่นอายของคราบน้ำมันและเสียงเครื่องยนต์ค่อยๆจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมของดอกพิกุลและบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายกว่าเดิม
ภาคินพบว่าตัวเองเดินมาถึงเขตของคณะนิเทศศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้ามานัก เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันสุดขั้ว
ทว่าในเวลานี้คณะนิเทศกลับเงียบสงบอย่างประหลาด เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่คงไปรวมตัวกันที่หอประชุมใหญ่หรือลานกิจกรรมด้านใน
ภาคินกวาดสายตาหาที่พักสายตา จนกระทั่งพบม้านั่งไม้ตัวหนึ่งใต้ต้นจามจุรีใหญ่หน้าตึกคณะที่ดูร่มรื่นและเป็นส่วนตัว
เขากำลังจะก้าวเข้าไปนั่ง หากแต่สายตากลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
เธออยู่ในชุดนิสิตปีหนึ่งที่ดูค่อนข้างเก่าแต่สะอาดสะอ้าน ผมยาวสลวยถู กมัดแกะสองข้างดูน่ารักสมวัย
แต่สิ่งที่ขัดกับความน่ารักนั้นคือป้ายชื่อกระดาษลังขนาดใหญ่ที่เขียนคำว่า ‘พะแพง’ แขวนคออยู่ และที่สำคัญที่สุด...
บนใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นถูกเขียนด้วยปากกาเมจิกเป็นรูปหนวดแมวและจุดกระเต็มแก้มทั้งสองข้าง ดูเหมือนจะเป็นผลจากการโดนรับน้องอย่างหนักหน่วง
ภาคินหยุดยืนอยู่ใต้เงาไม้ ห่างออกมาเพียงไม่กี่เมตร เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่ท่าทางของเธอกลับดึงดูดสายตาของเขาไว้อย่างน่าประหลาด
พะแพงไม่ได้นั่งเฉยๆ เธอกำลังก้มลงคุยกับแมวสามสีตัวอ้วนที่นั่งอยู่บนม้านั่งข้างๆ
ในมือของเธอมีข้าวกล่องพลาสติกราคาถูกที่ดูเหมือนจะเหลือเพียงครึ่งเดียว
“กินเยอะๆ นะเจ้าสามสี... วันนี้แกโชคดีนะเนี่ยที่ฉันยอมแบ่งหมูกระเทียมให้ ทั้งที่จริงๆฉันก็แทบจะกินไม่อิ่มเหมือนกัน”
เสียงใสๆนั้นบ่นพึมพำกับสัตว์สี่ขา เธอใช้ช้อนพลาสติกตักชิ้นหมูส่งให้แมวอย่างทะนุถนอม
สายตาที่เธอมองแมวตัวนั้นเต็มไปด้วยความอาทรและจริงใจจนภาคินรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมา
“อิ่มไหม? ถ้าอิ่มแล้วฉันกินต่อนะ”
เธอถามแมวราวกับมันจะตอบได้ ก่อนจะตักข้าวเปล่าที่เหลือเพียงน้อยนิดเข้าปากตัวเอง พลางทำหน้าเหยเกเมื่อเคี้ยวข้าวที่น่าจะเย็นชืดไปหมดแล้ว
“เฮ้อ... หิวจังเลยแฮะ พ่อจ๋า... พะแพงอยากกินต้มเลือดหมูจัง แต่ตอนนี้เหลือตังค์ซื้อได้แค่มาม่าซองเดียวเอง”
เธอลูบท้องตัวเองเบาๆ พลางถอนหายใจทิ้ง แผ่นหลังเล็กๆที่แบกรับอะไรบางอย่างไว้ดูวูบไหวในสายตาของคนมอง
แต่ใบหน้าที่มีรอยเลอะเทอะจากปากกาเมจิกกลับคลี่รอยยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นเจ้าแมวสามสีเดินมาคลอเคลียที่มือเป็นการขอบคุณ
รอยยิ้มนั้น.. มันช่างสว่างไสวเสียจนภาคินรู้สึกเหมือนน้ำแข็งที่เกาะกุมหัวใจมานานปีเริ่มปริแตก
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เขารู้สึกขันในความซื่อของเด็กสาวคนนี้
ทั้งที่ตัวเองก็หิวแทบตายแต่กลับยอมเสียสละมื้ออาหารให้แมว แถมยังนั่งคุยกับมันเป็นเรื่องเป็นราวกับมันเป็นเพื่อนสนิท
ความเย็นชาที่เขาใช้เป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอด ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลกับภาพที่เห็นตรงหน้า
โดยที่ภาคินไม่มีวันรู้... ภายใต้ท่าทางซื่อบริสุทธิ์และทรงผมมัดแกะที่ดูไร้เดียงสานั้น
ดวงตาของพะแพงที่จดจ้องอยู่กับเจ้าแมวสามสีกลับซ่อนแววตาแห่งการคำนวณเอาไว้
มุมที่เธอเลือกนั่ง ระยะห่างที่พอเหมาะระหว่างเธอกับทางเดินที่เขาต้องผ่าน
และแม้แต่จังหวะการบ่นเรื่องความหิว... ทุกอย่างถูกจัดวางไว้ราวกับบทละครที่ผ่านการซ้อมมาอย่างดี
พะแพงเหลือบตาขึ้นเพียงเล็กน้อย เห็นเงาของชายหนุ่มร่างสูงยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล หัวใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความรัก แต่ด้วยความกลัวและความกดดันที่บีบคั้นอยู่เบื้องหลัง
‘ถ้าทำสำเร็จ หนี้ของพ่อแกจะหายไป...’ คำพูดของมินตราดังซ้ำอยู่ในหัว
เธอต้องทำให้ผู้ชายที่เย็นชาที่สุดคนนี้ตกหลุมรักเธอให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
แม้ว่ามันจะหมายถึงการก้าวเข้าไปในโลกที่หนาวเหน็บของเขาด้วยคำโกหกสีขาวที่เธอสร้างขึ้นมาเอง
ภาคินขยับตัว เขาไม่ได้เดินเข้าไปทักทายในทันที แต่เขากลับจำชื่อบนป้ายกระดาษลังนั้นได้ติดตา...
เขายืนมองเธออยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินหันหลังกลับไปทางเดิม
แต่ในใจที่เคยเงียบสงบกลับมีแรงสั่นสะเทือนบางอย่างเกิดขึ้น ความน่ารำคาญของการรับน้องหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นที่ก่อตัวขึ้นอย่างประหลาด
หลังจากรสชาติของเนื้อวากิวเกรดพรีเมียมค่อยๆ เลือนหายไปจากปลายลิ้น ความเย็นฉ่ำของแอร์ในโรงอาหารวิศวะก็ถูกแทนที่ด้วยลมร้อนของยามบ่ายภาคินเดินมาส่งพะแพงที่หน้าทางเชื่อมตึกนิเทศศาสตร์ เขาหยุดก้าวแล้วหันมามองคนตัวเล็กที่ดูจะประหม่าทุกครั้งที่สายตาเขาเลื่อนไปสบ“ตอนบ่าย... มีเรียนต่อใช่ไหม?” ภาคินถามเสียงเรียบ ท่าทางนิ่งสงบจนเดาอารมณ์ไม่ได้“ค่ะ มีเรียนวิชาการแสดงพื้นฐาน แล้วตอนเย็นก็มีกิจกรรมรับน้องรวมอีกวันค่ะ” พะแพงตอบพลางกระชับสายกระเป๋าผ้า“พี่ภาคินไปเรียนเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเข้าสายเอา พะแพงขอบคุณสำหรับมื้อเที่ยงอีกครั้งนะคะ”ภาคินเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ไม่ได้กล่าวคำลาหรือรับปากอะไร เขาเพียงแค่ยืนส่งจนร่างเล็กเดินลับหายเข้าไปในตึก ความนิ่งงันของเขาทำให้พะแพงคิดว่าเรื่องราวของการดูแลในวันนี้คงจบลงเพียงเท่านี้... แต่เธอคิดผิดไปอย่างมหันต์เสียงกลองสันทนาการรัวจังหวะสนุกสนานสลับกับเสียงบูมคณะที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เหล่านักศึกษาปีหนึ่งในชุดนิสิตที่เริ่มเปรอะเปื้อนและใบหน้าแต้มด้วยแป้งฝุ่นกำลังนั่งล้อมวงกันเป็นกลุ่มใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ควรจะมีเพียงแค่ชาวนิเทศศาสตร์ กลับเกิดความสั่นสะเทือนค
ยามเที่ยงที่โรงอาหารคณะนิเทศศาสตร์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากวงสันทนาการย่อยๆ ดังแทรกมา แต่ว่าท่ามกลางความสดใสนั้น กลับมีแรงกดดันประหลาดที่ทำให้วงสนทนาใกล้ๆ ถึงกับต้องเบาเสียงลงพะแพงนั่งตัวเกร็ง มือเรียวที่ถือช้อนพลาสติกสั่นน้อยๆ ขณะที่เธอกำลังเลิ่กลั่กตักข้าวราดแกงราคาประหยัดเข้าปาก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความงุนงงพลางชำเลืองมองร่างสูงใหญ่ที่นั่งปักหลักอยู่ตรงข้ามเธอ...เป็นครั้งที่สองในรอบสามวันที่ภาคินปรากฏตัวที่นี่ พร้อมกับพ่วงเอาเตโชและหมอกมานั่งล้อมวงจนโต๊ะม้านั่งธรรมดาๆ ดูเหมือนพื้นที่รับรองระดับวีไอพีขึ้นมาทันที“เอ่อ... พี่ภาคินคะ” พะแพงกลืนข้าวคำเล็กลงคออย่างยากลำบาก“ทำไมวันนี้... ถึงมาที่นี่อีกแล้วล่ะคะ?”ภาคินที่นั่งกอดอกนิ่ง แผ่นหลังพิงกับพนักม้านั่งอย่างสง่างามโดยไม่สนว่าไอแดดจะร้อนเพียงใด ปรายสายตามองจานข้าวของเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก“ที่คณะคนเยอะ” เขากล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนเตโชที่กำลังนั่งพัดให้ตัวเองด้วยสมุดจดถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง“คนเยอะบ้านมึงสิไอ้คิน เมื่อกี้เดินผ่านโรงอาหารวิศวะโต๊ะว่างจนเตะตะกร้อได้...” เตโชบ่นพึมพำก่อนจะเงียบกริบเมื
“ข้อมูลที่มึงอยากได้... กูหามาให้แล้วนะคิน” หมอกเอ่ยเสียงต่ำพลางเลื่อนหน้าจอไอแพดที่มีรูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดมุมไกลและคำบอกเล่าจากนิสิตที่ยังค้างอยู่ในตึกเมื่อคืนไปทางภาคินภาคินไม่ตอบ เขาเพียงแค่ปรายสายตามองรูปเหล่านั้นเพียงแวบเดียว รูปของกลุ่มผู้หญิงสามคนที่เดินออกจากตึกคณะนิเทศศาสตร์ด้วยท่าทางร่าเริงผิดกับสภาพของพะแพงที่เขามารับตัวไว้“เป็นมินตราจริงๆด้วย... พร้อมกับลูกสมุนสองคนนั้น” หมอกสรุปเสียงเครียด “คนแถวนั้นบอกว่าเห็นพะแพงโดนพวกมินตราเรียกไปใช้งานที่ใต้ตึกบ่อยๆ และดูเหมือนว่าเมื่อคืนจะมีปากเสียงกันนิดหน่อย ก่อนที่มินตราจะเอาน้ำราดหัวน้องเขา... แต่กูยังหาเหตุผลจริงๆไม่ได้ว่ะคิน ว่าทำไมมินตราต้องเจาะจงเล่นงานพะแพงขนาดนั้น ทั้งที่พะแพงก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับใคร”“ไม่ใช่แค่เมื่อคืนหรอกมั้ง” เตโชที่นั่งเคี้ยวปาท่องโก๋อยู่ข้างๆ เสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "กูไปสืบจากพวกเด็กนิเทศฯ มา เขาบอกว่าพะแพงโดนแกล้งเป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งโดนโยนงานให้ทำคนเดียว โดนจิกหัวใช้ หรือบางทีก็โดนขังไว้ในห้องเก็บของ... น้องเขาตัวคนเดียว ไม่มีกลุ่ม ไม่มีเส้นสาย เลยกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของพวกคุณหน
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางกะพริบผ่านหน้าต่างรถยุหรูที่เคลื่อนตัวไปบนท้องถนนยามค่ำคืนอย่างเงียบสนิท สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ถูกปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยมทำให้การขับเคลื่อนนั้นนุ่มนวลราวกับลอยลูบไปบนอากาศ พะแพงนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังแท้สีครีมที่นุ่มนวลจนเธอไม่กล้าทิ้งน้ำหนักตัวลงไปเต็มแรง มือเล็กๆทั้งสองข้างกุมกันแน่นอยู่บนตัก นิ้วมือเรียวถูไถกันไปมาด้วยความประหม่า ดวงตาคู่สวยที่ยังบวมช้ำจากการร้องไห้แอบชำเลืองมองสำรวจความหรูหราภายในรถที่เธอเคยเห็นเพียงในนิตยสารรถยนต์ระดับโลกคอนโซลหน้าลายไม้แท้สลับกับอลูมิเนียมขัดเงา หน้าจอดิจิทัลขนาดใหญ่ที่แสดงสถานะทุกอย่างของรถ และกลิ่นอายเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าของ... ทั้งหมดนี้ย้ำเตือนพะแพงว่า ภาคินอยู่ห่างไกลจากโลกของเธอเพียงใด เขาไม่ใช่แค่รุ่นพี่วิศวะที่เย็นชา แต่เขาคือทายาทอาณาจักรอะไหล่รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเธอนิ่งเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปพิงพนักเบาะ เพราะกลัวว่าคราบน้ำหวานที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิดบนเสื้อนิสิตจะไปทำให้รถราคาหลายสิบล้านของเขาแปดเปื้อนแต่ความเงียบสงัดนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยแรงขับเคลื่อนจากเบาะหลัง“น้





