Share

ตอนที่ 2

last update Petsa ng paglalathala: 2026-08-10 19:36:16

เฮือก!

มู่เสวี่ยลืมตาขึ้นมาฉับพลัน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกหลายครั้ง หัวใจเต้นตึกตักจนแทบหลุดออกจากอก ร่างกายที่เอนหลังกับเบาะผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรง ดวงตาคมเฉี่ยวเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก

เธอก้มลงมองตัวเอง แขนขายังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ความรู้สึกบาดเจ็บปวดปางตายเมื่อครู่ก็ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สองมือจึงคลำสะเปะสะปะไปตามร่างกายอย่างสับสน

ที่นี่ไม่มีเลือดสีแดงฉาน ไม่มีกลิ่นน้ำมันเครื่องและเสียงแตรรถ มีเพียงเบาะหนังอันอ่อนนุ่มใต้ร่างและความเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศ พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอโรม่าอันคุ้นเคย

แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกรถเข้ามาทำให้มู่เสวี่ยต้องหรี่ตาลง ในใจยังคงสับสนไม่คลาย

เมื่อเธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็ต้องชะงักงัน ที่นี่คือภายในรถยนต์ส่วนตัวของนิ่งหลง และเมื่อหันไปมองเบาะข้าง ๆ ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเห็นเขาร่ำไห้อยู่กลางสายฝนกำลังนั่งพิงเบาะอ่านเอกสารด้วยท่าทางนิ่งขรึม

เขาไม่ได้สวมชุดสูทเปียกปอน แต่กลับอยู่ในชุดนักศึกษา ใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเห็นได้ชัด

“นิ่งหลง” มู่เสวี่ยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “นี่ฉันตายแล้วใช่ไหม นายก็… ตายแล้วเหมือนกันเหรอ” ปลายเสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อย

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อละสายตาจากเอกสารบนตักทันที คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มปรายตามองเธอด้วยความฉงน

“ฝันร้ายหรือไง ตื่นมาก็เพ้อเจ้อแบบนี้” นิ่งหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบคำพูดค่อนข้างขวานผ่าซาก ไม่มีความนุ่มนวลเลยสักนิดตามนิสัย “เรากำลังจะถึงมหาวิทยาลัยกันแล้ว นั่งดี ๆ”

คำว่า ‘มหาวิทยาลัย’ ทำให้มู่เสวี่ยเบิกตากว้าง สติที่เคยมึนงงเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว เธอรีบหันมองออกไปนอกกระจกรถ ทิวทัศน์สองข้างทางคือเส้นทางมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย ชุดที่เธอสวมยังเป็นชุดราคาแพงที่พ่อซื้อไว้ให้เพื่อให้เธอสวมใส่ไปวันแรกของการเปิดภาคเรียน และเธอสวมมันแค่ครั้งเดียว

มู่เสวี่ยหันไปจ้องใบหน้าของนิ่งหลงอีกครั้งเพื่อพิจารณา ใบหน้าของเขาในวัยสิบเก้าปีมีความเด็ดขาดน้อยลงกว่าที่จำได้ อาจเพราะอีกฝ่ายยังไม่ได้รับสืบทอดกิจการครอบครัวและเพาะสร้างบารมีในส่วนนี้ขึ้นมา

เธอยังหันมองเงาสะท้อนของตนเองบนกระจก นี่คือใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และสดใสของ ‘คุณหนูใหญ่มู่เสวี่ย’ ในวัยสิบแปดปี ไม่ใช่หญิงสาววัยยี่สิบสองปีที่ใต้ตาดำคล้ำเนื่องจากต้องทนทุกข์เพราะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างอีกต่อไป

เมื่อสำรวจอีกหลายรอบจนมั่นใจ มู่เสวี่ยจึงยอมรับความจริงได้ว่าตอนนี้เธอยังไม่ตาย และได้ย้อนเวลากลับมาในอดีตเมื่อสี่ปีก่อนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวร้าย ๆ ทั้งหมดในชีวิต!

“ฮึ่ม! จ้องอะไรนักหนา” นิ่งหลงกระแอมไอเล็กน้อย เขาหันหน้าหนีและแสดงท่าทีไม่พอใจเมื่อมู่เสวี่ยจ้องหน้าเขานิ่งไม่ยอมพูดจา

เมื่อถูกดวงตาเฉี่ยวคมงดงามคู่นั้นจ้องมองตรง ๆ อย่างไม่วางตา ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มก็ซับสีเลือดจาง ๆ ที่แทบมองไม่เห็น แต่ใบหูของเขากลับกลายเป็นสีแดงเถือกให้รู้ว่าเจ้าของมีอาการเก้อเขินอย่างหนัก

มู่เสวี่ยไม่ได้สนใจคำพูดที่มักจะร้ายกาจเป็นปกติของอีกฝ่าย คุณหนูผู้มีความมั่นใจในตนเองและหยิ่งทระนงในยามปกติ ตอนนี้ดวงตาของเธอกลับเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความโหยหาและในใจเต็มไปด้วยคำขอโทษที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย

บรรยากาศภายในห้องโดยสารค่อนข้างแปลกประหลาด เลขาหนุ่มของนิ่งหลงที่กำลังขับรถอยู่แอบมองผ่านกระจกมองหลังถึงกับงุนงงกับท่าทีของคุณหนูใหญ่มู่ เธอไม่ได้เหวี่ยงวีนเหมือนปกติ อีกทั้งจู่ ๆ ก็ร้องไห้ออกมาเสียเฉย ๆ

"เป็นอะไร” นิ่งหลงก็สงสัยมากเช่นกันจึงถามด้วยความเป็นห่วง

ชายหนุ่มสบตากับหญิงสาวข้างกาย เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยถามย้ำเพื่อทำลายความเงียบอันชวนให้อึดอัดนี้ แต่จู่ ๆ มู่เสวี่ยที่นั่งนิ่งมาพักใหญ่ก็ขยับตัว และเธอทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนในชีวิต

บนเบาะหลังของรถหรูที่กำลังแล่นไปตามท้องถนนยามเช้าซึ่งการจราจรเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า มู่เสวี่ยโผเข้ากอดนิ่งหลงอย่างกะทันหัน สองแขนเรียวเกี่ยวรัดรอบลำคอของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ใบหน้าซบลงกับช่วงอกของเขาอย่างโหยหา

ความอบอุ่นจาง ๆ แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายสูงใหญ่ แนวกรามค่อนข้างกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจหนักหน่วง สิ่งเหล่านี้ทำให้มู่เสวี่ยตอกย้ำกับตัวเองได้อย่างชัดเจนว่า ชายหนุ่มตรงหน้ายังคงอยู่เคียงข้างเธอไม่ได้ทิ้งห่างกันไปไหนเหมือนในความทรงจำ เพราะเธอปฏิเสธเขาอย่างร้ายกาจ

น้ำตาของมู่เสวี่ยไหลซึมผ่านตัวเสื้อของนิ่งหลง เขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นและร่างกายอันสั่นเทาของคนในอ้อมกอดได้อย่างชัดเจน

ชายหนุ่มเกร็งไปทั้งร่าง บุคคลผู้ที่ปกติมักจะนิ่งขรึมและไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใดในโลก ตอนนี้กลับตัวแข็งทื่อเป็นหิน สองมือหนาชูค้างอยู่กลางอากาศอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาย่อมไม่รู้วิธีการปลอบโยนหญิงสาวที่กำลังร้องไห้แบบนี้

อีกทั้งมู่เสวี่ยนั้นไม่ได้ทำเพียงแค่กอดร่างสูงใหญ่แข็งแรงตรงหน้าเฉย ๆ ศีรษะกลมยังคลอเคลียหาไออุ่นอย่างออดอ้อนโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

กลิ่นหอมรวยรินของหญิงสาวต้องจมูก ลำคอของนิ่งหลงก็แห้งผากจนต้องกลืนน้ำลาย หัวใจสูบฉีดแล้วเต้นตึกตักอย่างรุนแรงจนกลัวว่าคนที่ฟุบตัวอยู่บนอกจะได้ยินเสียง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มที่ยังไม่เจริญเติบโตถึงที่สุดเริ่มปรากฏรอยริ้วสีแดงระเรื่อเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีอาการเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกอย่างปิดไม่มิด

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • กฎของการย้อนเวลา : ห้ามจ้องตาเกิน 3 วินาที   ตอนที่ 74

    *** ระหว่างที่หวังเจี้ยนกำลังตกตะลึง มู่เสวี่ยที่เดินผ่านไปก็หันมาสบตากับเขาพอดี เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนอีกฝ่ายตระกูลหวังยังไม่ล้มสินะ หญิงสาวคิดเมื่อผู้คนเริ่มละความสนใจจากเธอและคู่หมั้น เธอจึงขอตัวจากนิ่งหลงที่หน้าบึงตึงออกมาแล้วเดินไปหาที่นั่งมุมห้อง หวังเจี้ยนจึงได้โอกาสเข้าไปคุยกับเธอหลังจากที่รอจังหวะอยู่นาน แต่ความจริงที่มู่เสวี่ยออกมาที่ตรงนี้เพราะต้องการให้เขาเข้าหานั่นแหละ“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มู่เสวี่ยเอ่ยทักทายก่อน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่มีร่องรอยความอึดอัดใจที่ความลับเรื่องฐานะของตนเองถูกเปิดเผย“น้องมู่เสวี่ย…” หวังเจี้ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ถูกหญิงสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาก่อน“เรียกฉันว่าคุณหนูมู่เหมือนคนอื่นจะดีกว่านะคะ” เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกทีหวังเจี้ยนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ปกติเป็นเขาที่ต้องโอ้อวดฐานะของตนเอง พอรู้ว่าเทียบเธอไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี“ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องน้องสาวของรุ่นพี่มา ถ้าจะบอกว่ายินดีคงเป็นการเยาะเย้ยคราวเคราะห์ของเธอ แต่สมควรหรือเปล่าคะที่ใช้ชีวิต

  • กฎของการย้อนเวลา : ห้ามจ้องตาเกิน 3 วินาที   ตอนที่ 73

    สองสัปดาห์ถัดมา หวังเจี้ยนได้รับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนแห่งหนึ่งในฐานะตัวแทนบริษัทของครอบครัว แม้สถานะทางธุรกิจจะเล็กลงกว่าเดิมมากจากเหตุการณ์ของพ่อ แต่ก็ถูกสามีของหวังปิงปิงช่วยพยุงเอาไว้ ถึงอีกฝ่ายจะทำไปเพราะคิดไม่ซื่อก็ตาม เขาก็ต้องยอมรับการช่วยเหลือนี้อยู่ดี อีกทั้งยังต้องสานสัมพันกับบริษัทอื่นต่อไปจึงมาร่วมงานนี้ความจริงงานนี้จัดมาค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่เพราะยิ่งใหญ่นั่นแหละจึงมีผู้คนถูกเชิญมาด้วยเป็นจำนวนมาก ใครมีเส้นสายก็พยายามดันตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่อสร้างคอนเนคชันให้มากขึ้นหวังเจี้ยนก็เดินวนเวียนทักทายผู้คนในงาน ทุกคนก็ตอบรับอย่างดี เหล่านักธุรกิจย่อมรู้ดี ผู้ล้มในวันนี้ วันหน้าอาจกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ พวกเขาจึงไม่หักหน้ากันซึ่งหน้าหากไม่ใช้ศัตรูชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทตระกูลหวังจะตกต่ำก็ตามในขณะที่งานกำลังดำเนินไปได้สวย จู่ๆ ผู้คนทางหนึ่งก็ฮือฮาขึ้นมาและพากันเฮโลไปทางนั้น หวังเจี้ยนที่กำลังกระชับมิตรกับบริษัทคู่ค้าเดิมก็หันมองตาม“หืม ทำไมทายาทตระกูลนิ่งถึงมางานนี้ด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเบียดตัวเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเหตุการณ์แล้วถูกพลักออกม

  • กฎของการย้อนเวลา : ห้ามจ้องตาเกิน 3 วินาที   ตอนที่ 72

    ***ทางด้านมู่เสวี่ยอาจสงบสุขแล้ว แต่ทางด้านหวังเจี้ยนยังคงมีแต่คำถามในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ตำรวจเข้าจับกุมพ่อของเขาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงานจนธุรกิจของตระกูลหวังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน หวังเจี้ยนเอาแต่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาตลอดว่าทำไมพ่อผู้รอบคอบมาตลอดชีวิตของเขาถึงกระทำเช่นนั้นอย่างไม่ระวังตัวแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อผิด จะอย่างไรเขาเห็นการยัดเงินใต้โต๊ะแบบนี้มาตั้งแต่เด็กโต คล้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การที่มีคนรู้ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมาย แต่คือทำไมเรื่องอื้อฉาวนี้ถึงประเดประดังเข้ามาใช่ช่วงจังหวะที่ธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงพอดีต่างหากตอนนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลาย น้องสาวต้องจำใจแต่งงานเพื่อแลกเงินมาประคองกิจการที่เหลืออยู่ หวังเจี้ยนจึงต้องการหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางกับดักครั้งนี้กันแน่ เพราะดูอย่างไรมันก็เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะเกินไปด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงติดต่อขอพบกับผู้จัดการของเยี่ยนไท่คนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายอย่า

  • กฎของการย้อนเวลา : ห้ามจ้องตาเกิน 3 วินาที   ตอนที่ 71

    “เย็นนี้ต้องไปไหนไหม” นิ่งหลงถามขึ้นมา“ไม่นะคะ วันนี้ฉันว่างทั้งวันเลย” มู่เสวี่ยส่ายศีรษะตอนนี้คือเวลาบ่ายสามแล้ว และเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เธอมีแพลนว่าจะไปนอนพักที่บ้าน อีกทั้งย้ายมาอยู่ที่คอนโดจึงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านหนังสือ“งั้นไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน” นิ่งหลงสรุปแผนการให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ถามสักคำความเผด็จการของเขานั้น มู่เสวี่ยเคยชินจนไม่รู้จะชินอย่างไรแล้ว แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ ก็ตาม แต่เธอก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เพราะไม่ได้ไปที่นั่นมานานพอดู“เธอนั่งเล่นไปก่อน ฉันต้องเคลียร์งาน” นิ่งหลงค่อนข้างตามใจคู่หมั้นของตนเอง แต่กับงานแล้วเขาก็จริงจังเช่นกัน จึงไม่ได้นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายและปล่อยให้เธอเล่นโทรศัพท์รอมู่เสวี่ยก็ไม่ได้อยากให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน บางครั้งการได้นั่งมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็เพลินดีเหมือนกันจวบกระทั่งห้าโมงเย็น นิ่งหลงขับรถพามู่เสวี่ยไปที่บ้านด้วยตนเอง หยางเทาถูกส่งให้ไปทำงานอื่น และหากไม่จำเป็นเลขาหญิงของเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มาขับรถให้จึงไม่ได้เรียกใช้ ที่ด้านหลังจึงตามติดมาด้วยรถบอดี้การ์ดสองคันโดย

  • กฎของการย้อนเวลา : ห้ามจ้องตาเกิน 3 วินาที   ตอนที่ 70

    ***ปัญหาบางส่วนของมู่เสวี่ยได้รับการแก้ไขแล้ว ศัตรูบ้างทำลายตัวเอง บ้างยุติความแค้นลง คงเหลือเพียงน้องสาว แม่เลี้ยง และผู้บงการเบื้องหลังที่ทำให้ตระกูลมู่ล่มสลาย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาไปจัดการคนเหล่านั้น เธอต้องเรียนให้จบเสียก่อน หลังจากนั้นจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น“นิ่งหลงอยู่ไหมคะ” มู่เสวี่ยถามเลขาหน้าห้องของนิ่งหลง“สวัสดีค่ะคุณมู่ เจ้านายอยู่ข้างในกับคุณเลขาหยางค่ะ” เลขาสาวหน้าห้องลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหามู่เสวี่ย“เอ๋ มีธุระเหรอคะ เดี๋ยวฉันนั่งรอก่อนก็ได้” มู่เสวี่ยตอบกลับ เธอค่อนข้างเกรงใจที่จะเข้าไปรบกวนชายหนุ่ม“คุณมู่สามารถเข้าไปได้เลยค่ะ เจ้านายสั่งไว้ว่าถ้าคุณมา สามารถเข้าไปหาได้เลยทุกกรณี” เธอพูดพลางผายมือไปทางประตู ทำท่าจะเปิดให้เมื่อพูดมาแบบนั้นมู่เสวี่ยย่อมไม่เกรงใจแล้ว วันนี้เธอเดินทางมาด้วยตัวเองไม่ได้ให้นิ่งหลงหรือคนของเขาไปรับ อีกทั้งยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เธอแค่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำเพราะหลินซานซานขอตัวกลับบ้านไปงานแต่งญาตคนหนึ่งจึงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนในวันหยุดก๊อก ๆ“คุณมู่มาค่ะท่าน” เลขสาวเพียงแค่แจ้งเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันทีเธอคนนี้เป็นผู้ช่วยอีกหนึ่งคนข

  • กฎของการย้อนเวลา : ห้ามจ้องตาเกิน 3 วินาที   ตอนที่ 69

    วันถัดมา มู่เสวี่ยยังคงใช้ชีวิตตามปกติ เช้าไปเรียน กลางวันกินข้าวคุยเล่นกับหลินซานซาน เย็นเข้าร่วมสโมสรนักศึกษาที่ตอนนี้ถูกบรรจุเป็นคนในสโมสรจริง ๆ เรียบร้อยแล้ว และดำรงตำแหน่งแทนหมิงเจ๋อที่ถูกจับไปสิ่งที่ทำให้สโมสรมีความสำคัญจริง ๆ คือคนที่นี่จะได้รับข่าวสารของทางมหาวิทยาลัยก่อนคนอื่น วันนี้ก็เช่นกัน มีทุนส่งเสริมการศึกษาเข้ามาจากเอกชนสำหรับนักศึกษาเรียนดีที่ฐานะทางบ้านแย่มู่เสวี่ยจ้องเอกสารตรงหน้า เธอเป็นผู้จัดสรรเงินแทนมหาวิทยาลัย โดยเมื่อแบ่งตามผู้ขอทุนแล้วต้องให้ทางคณะกรรมการการศึกษาเซ็นเอกสารอีกทอดหนึ่ง และสิ่งนี้ทำให้เธอนึกถึงเพื่อนร่วมห้องคนนั้นถึงปากจะบอกว่าไม่อยากช่วยถ้าอีกฝ่ายไม่ขอก็เถอะ แต่พอกลับห้องพักก็เผลอหยิบเอกสารการสมัครขอทุนติดกระเป๋าไปด้วยอยู่ดีเมื่ออยู่ในหอพัก ซูเหมียนเงียบลงกว่าเดิมมาก เมื่อก่อนเธอจะทักทายมู่เสวี่ยอยู่บ้าง แต่ตอนนี้สงบปากสงบคำจนคนอยู่ด้วยอึดอัด แต่ถึงกระนั้นทางมู่เสวี่ยเองก็ไม่ได้สนใจมากนัก จะอย่างไรเธอกำลังคิดจะขอย้ายออกจากหอพักไปอยู่ที่คอนโดในอาทิตย์หน้าแล้ว ส่วนทางหลินซานซานเธอบอกไปแล้วว่าจะไปอยู่กับญาติด้านนอก แม้เจอกันน้อยลงแต่สัญญาว่าจะน

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status