ログインทางด้านเลขาหน้ารถที่แอบมองผ่านกระจกมองหลังก็ถึงกับตาโตและเบิ่งค้างด้วยความตกตะลึง ตลอดเวลาการทำงานกับนายน้อยตระกูลนิ่งมาสามปี เขาไม่เคยเห็นเจ้านายผู้เคร่งขรึมจริงจังเสียอาการขนาดนี้มาก่อน
นิ่งหลงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมสติ เพราะที่มากกว่าความเขินอายนั้นคือความเป็นห่วงอีกฝ่าย แต่ด้วยนิสัยปากที่ไม่ค่อยตรงกับใจเท่าไหร่นักของตัวเอง เขาจึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างที่ฟังดูชวนให้เข้าใจผิดอยู่หน่อย ๆ เช่นเคย “สมองกระทบกระเทือนหรือไงถึงได้พรวดพราดมากอดฉันแบบนี้น่ะ” ชายหนุ่มกดเสียงต่ำทั้ง ๆ ที่เนื้อเสียงสั่นเทา “หรือว่าไปทำเรื่องโง่ ๆ อะไรมาอีกถึงได้มาร้องไห้กับฉันแบบนี้ ถ้าโดนใครรังแกมาก็หัดปากไวให้ได้สักครึ่งของตอนที่ต่อล้อต่อเถียงฉันบ้างสิ” เขาบ่นตามหลัง แต่ก็แอบเสียใจที่พูดออกไปแบบนั้น น้ำเสียงจึงค่อนข้างแผ่วเบาลงในช่วงท้าย นี่เป็นครั้งแรกที่มู่เสวี่ยรู้สึกว่าคำบ่นของอีกฝ่ายช่างน่าฟัง แม้คำพูดจะดูเย็นชาและค่อนข้างหาเรื่องไปบ้าง แต่ท่อนแขนแข็งแรงของเขากลับค่อย ๆ ยกขึ้นมาประคองแผ่นหลังของเธอไว้อย่างแผ่วเบาก่อนจะลูบขึ้นลงเหมือนปลอบใจ และเป็นอีกครั้งที่เธอเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอเสมอทั้ง ๆ ที่ทำเป็นพูดจาร้ายกาจแบบนั้น เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ มู่เสวี่ยจึงค่อย ๆ ถอนอ้อมกอดถอยหลังออกมา ทั้งสองสบตากันในระยะประชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน หญิงสาวจ้องมองลึกลงเข้าไปในดวงตาคมของนิ่งหลงตรง ๆ อีกครั้งเพื่อย้ำความมั่นใจสุดท้ายว่าเขายังอยู่ตรงนี้ ดวงตาสองคู่สบมองกัน ผ่านไป 1 วินาที 2 วินาที 3 วินาที จู่ ๆ ขณะนั้นเองเหนือศีรษะของนิ่งหลงก็เกิดประกายแสงสีแดงสดสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ มันปรากฏในรูปแบบของกล่องคำพูด ด้านในมีข้อความบางอย่างระบุอยู่ [ ถึงอยากให้มองแบบนี้ตลอดไปก็เถอะ แต่ก็ทำให้เขินเหมือนกัน ] มู่เสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอพยายามกะพริบตาซ้ำ ๆ ทั้งยังขยี้ตาเบา ๆ เพราะคิดว่าตนเองอาจจะตาฝาด แต่ข้อความเหล่านั้นยังคงลอยเด่นอยู่ตรงหน้า นิ่งหลงที่ถูกจ้องเอา ๆ เริ่มรู้สึกประหม่าจึงรีบสะบัดหน้าเบือนหนีหลบสายตาไปทางอื่นแทน ในวินาทีที่การสบตาถูกตัดขาด กรอบข้อความสีแดงสดเหนือศีรษะของเขาก็เริ่มกะพริบถี่ก่อนจะอันตรธานหายวับไป มู่เสวี่ยขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจและสงสัยใคร่รู้ คุณหนูใหญ่ท่านนี้จึงเอื้อมมือทั้งสองข้างออกไปประกบเข้ากับสันกรามของชายหนุ่ม แล้วออกแรงบังคับเบา ๆ ให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นหันกลับมาสบตากับเธออีกครั้งอย่างเอาแต่ใจตามฉบับนิสัยดั้งเดิม นิ่งหลงที่วันนี้ถูกถึงเนื้อถึงตัวอย่างใกล้ชิดรอบที่สองก็ใจสั่นอีกครั้ง เขาหันหน้าตามคนที่เป็นทั้งเพื่อนสมัยเด็กและคู่หมั้นบังคับโดยไม่ขัดขืน แต่ก็ไม่วายปากเสียเหมือนเดิม “ทำอะไรของเธอฮะมู่เสวี่ย สมองกลับไปแล้วหรือไงถึงได้มาจับหน้าฉันเล่นแบบนี้ ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เขาจึงแกล้งตีหน้าขรึม แล้วเอ่ยดุเธอเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์ที่พุ่งสูง แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนกับสิ่งที่ถูกกระทำ มู่เสวี่ยย่อมเคยชินกับการพูดของเขาอยู่แล้ว เมื่อก่อนอาจจะหงุดหงิดกับน้ำเสียงและคำพูดสั่งสอนแบบผู้ใหญ่ทั้ง ๆ ที่อายุมากกว่าเธอแค่ปีเดียวแบบนี้ แต่ตอนนี้พอได้ฟังกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ถ้าจะบอกว่าเธอกลายเป็นคนโรคจิตคนหนึ่งไปแล้วที่ชอบถูกด่าเธอก็ต้องยอมรับแล้วล่ะ หญิงสาวสบตากับชายหนุ่มค้างไว้ ผ่านไป 1 วินาที 2 วินาที 3 วินาที กรอบข้อความระบบสีแดงสดก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความที่สวนทางกับวาจาอันเย็นชาเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง [ หัวใจจะระเบิดแล้ว! เสวี่ยเสวี่ยจะรู้ไหมว่าทำเอาคนอื่นเขาสติแตกเนี่ย! ] กล่องข้อความที่เด้งขึ้นมาทำเอามู่เสวี่ยตกใจจนเผลอปล่อยมือออกจากใบหน้าของเขา นิ่งหลงที่กำลังเสียอาการอย่างหนักรีบฉวยโอกาสนั้นเบือนหน้าหนี หันไปจ้องมองนอกหน้าต่างรถราวกับว่าวิวทิวทัศน์ริมทางนั้นน่าสนใจนักหนา และแน่นอน ทันทีที่เขาหลบสายตาไปพักหนึ่ง กล่องข้อความสีแดงก็เลือนหายไปอีกครั้ง คราวนี้มู่เสวี่ยคล้ายปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว เธอเริ่มจับจุดได้ว่าปรากฏการณ์ประหลาดนี้ทำงานอย่างไร เสวี่ยเสวี่ย เป็นชื่อเรียกสมัยเด็กที่ชายหนุ่มเรียกตามพ่อของเธอ เธอได้ยินครั้งสุดท้ายก็ช่วงก่อนขึ้นชั้นมัธยมต้นโน่น แต่ถ้าสุดท้ายจริง ๆ น่าจะเป็นตอนที่เธอถูกรถชนนั่นแหละ หากคิดว่าครั้งที่เธอประสบอุบัติเหตุนั่นเขาหลุดปากออกมาเพราะความตกใจ แสดงว่าเขานึกถึงเธอในชื่อนี้อยู่ตลอด พอนึกถึงกล่องข้อความที่ขึ้นชื่อเล่นของเธอแบบนั้นแล้ว จึงเป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นความคิดในหัวของเขา คุณหนูใหญ่ปรับเปลี่ยนแผนการใหม่ เธออยากจะลองอีกสักครั้งเพื่อย้ำความมั่นใจของตัวเองว่ากล่องข้อความนั้นคือความในใจตามที่คิด เธอจึงขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกนิด ช้อนสายตาขึ้นพลางใช้น้ำเสียงอ่อนหวานและออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนเอ่ยเรียกอีกฝ่าย “นิ่งหลง หันมามองหน้าฉันหน่อยสิ นะ” ชายหนุ่มผู้เย็นชากับคนทั้งโลก หากเขากลับพ่ายแพ้ต่อคู่หมั้นสาวของตนเอง ยิ่งได้ฟังน้ำเสียงแบบนั้นมีหรือจะทนทำเป็นไม่สนใจต่อไหว นิ่งหลงถอนหายใจยาวออกมาอย่างจำยอม ก่อนจะหันใบหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อนิด ๆ กลับมาสบตากับดวงตาเฉี่ยวคมคู่นั้นอีกครั้ง “ทำบ้าอะไรอีก” แต่เขาก็ยังไม่วายบ่นพึมพำ 1 วินาที 2 วินาที 3 วินาที พรึบ! ตัวอักษรสีแดงสดเด้งขึ้นมาตอกย้ำข้อสันนิษฐานของมู่เสวี่ยในทันที [ ยังไม่พออีกเหรอ ทำไมวันนี้เสวี่ยเสวี่ยถึงน่ารักแบบนี้นะ ] ข้อความเช่นนี้ทำเอาคนที่อ่านมันอมยิ้มผ่านไปเกือบสองอาทิตย์หลังจากวันไปออกงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จู่ๆวันหนึ่งนิ่งหลงก็โทรเข้ามาเพื่อชวนกลับบ้านของเขาอีกครั้ง“คุณปู่กลับจากต่างประเทศแล้ว อยากให้เธอไปเยี่ยม เย็นนี้ฉันจะไปรับ”มู่เสวี่ยยิ้มทันทีที่ได้ยิน อดคิดถึงคุณปู่ไม่ได้เหมือนกัน เธอจำได้แค่ว่าท่านเป็นคนใจดี ตั้งแต่เด็กก็เอาใจใส่เธอเสมอเมื่อเธอไปหา“ได้ค่ะ” เธอตอบรับเมื่อวางสายเธอก็หันไปเลือกเสื้อผ้าในตู้ เมื่อก่อนไม่ได้คิดมากเรื่องก่รแต่งกายนัก แต่เมื่อพร้อมตกลงปลงใจกับนิ่งหลงแล้วก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาบ้างถ้าจำไม่ผิดพ่อของเธอพาไปเที่ยวเล่นที่ตระกูลนิ่งครั้งแรกตอนอายุยังไม่ถึงสิบขวบดี แต่เหมือนทางฝั่งตระกูลนิ่งจะแวะเวียนไปมาหาสู่ตระกูลมู่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้แล้วสรุปแล้วในเย็นวัน มู่เสวี่ยเพียงแค่แต่งตัวสบาย ๆ เหมือนไปพบผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้น จะอย่างไรแบบนี้กลับเป็นกันเองมากกว่าพอรถแล่นผ่านประตูรั้วเข้าคฤหาสน์ เธอและนิ่งหลงก็ถูกพาไปที่ห้องทำงานของนายท่านใหญาตระกูลนิ่งทันทีเมื่อมู่เสวี่ยเดินเข้าไปถึง ชายชราที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบนโต๊ะก็ยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยความดีใจอย่างเห็นได้ชัด“เสวี่ย
*** ระหว่างที่หวังเจี้ยนกำลังตกตะลึง มู่เสวี่ยที่เดินผ่านไปก็หันมาสบตากับเขาพอดี เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนอีกฝ่ายตระกูลหวังยังไม่ล้มสินะ หญิงสาวคิดเมื่อผู้คนเริ่มละความสนใจจากเธอและคู่หมั้น เธอจึงขอตัวจากนิ่งหลงที่หน้าบึงตึงออกมาแล้วเดินไปหาที่นั่งมุมห้อง หวังเจี้ยนจึงได้โอกาสเข้าไปคุยกับเธอหลังจากที่รอจังหวะอยู่นาน แต่ความจริงที่มู่เสวี่ยออกมาที่ตรงนี้เพราะต้องการให้เขาเข้าหานั่นแหละ“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มู่เสวี่ยเอ่ยทักทายก่อน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่มีร่องรอยความอึดอัดใจที่ความลับเรื่องฐานะของตนเองถูกเปิดเผย“น้องมู่เสวี่ย…” หวังเจี้ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ถูกหญิงสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาก่อน“เรียกฉันว่าคุณหนูมู่เหมือนคนอื่นจะดีกว่านะคะ” เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกทีหวังเจี้ยนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ปกติเป็นเขาที่ต้องโอ้อวดฐานะของตนเอง พอรู้ว่าเทียบเธอไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี“ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องน้องสาวของรุ่นพี่มา ถ้าจะบอกว่ายินดีคงเป็นการเยาะเย้ยคราวเคราะห์ของเธอ แต่สมควรหรือเปล่าคะที่ใช้ชีวิต
สองสัปดาห์ถัดมา หวังเจี้ยนได้รับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนแห่งหนึ่งในฐานะตัวแทนบริษัทของครอบครัว แม้สถานะทางธุรกิจจะเล็กลงกว่าเดิมมากจากเหตุการณ์ของพ่อ แต่ก็ถูกสามีของหวังปิงปิงช่วยพยุงเอาไว้ ถึงอีกฝ่ายจะทำไปเพราะคิดไม่ซื่อก็ตาม เขาก็ต้องยอมรับการช่วยเหลือนี้อยู่ดี อีกทั้งยังต้องสานสัมพันกับบริษัทอื่นต่อไปจึงมาร่วมงานนี้ความจริงงานนี้จัดมาค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่เพราะยิ่งใหญ่นั่นแหละจึงมีผู้คนถูกเชิญมาด้วยเป็นจำนวนมาก ใครมีเส้นสายก็พยายามดันตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่อสร้างคอนเนคชันให้มากขึ้นหวังเจี้ยนก็เดินวนเวียนทักทายผู้คนในงาน ทุกคนก็ตอบรับอย่างดี เหล่านักธุรกิจย่อมรู้ดี ผู้ล้มในวันนี้ วันหน้าอาจกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ พวกเขาจึงไม่หักหน้ากันซึ่งหน้าหากไม่ใช้ศัตรูชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทตระกูลหวังจะตกต่ำก็ตามในขณะที่งานกำลังดำเนินไปได้สวย จู่ๆ ผู้คนทางหนึ่งก็ฮือฮาขึ้นมาและพากันเฮโลไปทางนั้น หวังเจี้ยนที่กำลังกระชับมิตรกับบริษัทคู่ค้าเดิมก็หันมองตาม“หืม ทำไมทายาทตระกูลนิ่งถึงมางานนี้ด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเบียดตัวเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเหตุการณ์แล้วถูกพลักออกม
***ทางด้านมู่เสวี่ยอาจสงบสุขแล้ว แต่ทางด้านหวังเจี้ยนยังคงมีแต่คำถามในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ตำรวจเข้าจับกุมพ่อของเขาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงานจนธุรกิจของตระกูลหวังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน หวังเจี้ยนเอาแต่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาตลอดว่าทำไมพ่อผู้รอบคอบมาตลอดชีวิตของเขาถึงกระทำเช่นนั้นอย่างไม่ระวังตัวแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อผิด จะอย่างไรเขาเห็นการยัดเงินใต้โต๊ะแบบนี้มาตั้งแต่เด็กโต คล้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การที่มีคนรู้ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมาย แต่คือทำไมเรื่องอื้อฉาวนี้ถึงประเดประดังเข้ามาใช่ช่วงจังหวะที่ธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงพอดีต่างหากตอนนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลาย น้องสาวต้องจำใจแต่งงานเพื่อแลกเงินมาประคองกิจการที่เหลืออยู่ หวังเจี้ยนจึงต้องการหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางกับดักครั้งนี้กันแน่ เพราะดูอย่างไรมันก็เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะเกินไปด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงติดต่อขอพบกับผู้จัดการของเยี่ยนไท่คนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายอย่า
“เย็นนี้ต้องไปไหนไหม” นิ่งหลงถามขึ้นมา“ไม่นะคะ วันนี้ฉันว่างทั้งวันเลย” มู่เสวี่ยส่ายศีรษะตอนนี้คือเวลาบ่ายสามแล้ว และเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เธอมีแพลนว่าจะไปนอนพักที่บ้าน อีกทั้งย้ายมาอยู่ที่คอนโดจึงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านหนังสือ“งั้นไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน” นิ่งหลงสรุปแผนการให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ถามสักคำความเผด็จการของเขานั้น มู่เสวี่ยเคยชินจนไม่รู้จะชินอย่างไรแล้ว แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ ก็ตาม แต่เธอก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เพราะไม่ได้ไปที่นั่นมานานพอดู“เธอนั่งเล่นไปก่อน ฉันต้องเคลียร์งาน” นิ่งหลงค่อนข้างตามใจคู่หมั้นของตนเอง แต่กับงานแล้วเขาก็จริงจังเช่นกัน จึงไม่ได้นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายและปล่อยให้เธอเล่นโทรศัพท์รอมู่เสวี่ยก็ไม่ได้อยากให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน บางครั้งการได้นั่งมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็เพลินดีเหมือนกันจวบกระทั่งห้าโมงเย็น นิ่งหลงขับรถพามู่เสวี่ยไปที่บ้านด้วยตนเอง หยางเทาถูกส่งให้ไปทำงานอื่น และหากไม่จำเป็นเลขาหญิงของเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มาขับรถให้จึงไม่ได้เรียกใช้ ที่ด้านหลังจึงตามติดมาด้วยรถบอดี้การ์ดสองคันโดย
***ปัญหาบางส่วนของมู่เสวี่ยได้รับการแก้ไขแล้ว ศัตรูบ้างทำลายตัวเอง บ้างยุติความแค้นลง คงเหลือเพียงน้องสาว แม่เลี้ยง และผู้บงการเบื้องหลังที่ทำให้ตระกูลมู่ล่มสลาย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาไปจัดการคนเหล่านั้น เธอต้องเรียนให้จบเสียก่อน หลังจากนั้นจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น“นิ่งหลงอยู่ไหมคะ” มู่เสวี่ยถามเลขาหน้าห้องของนิ่งหลง“สวัสดีค่ะคุณมู่ เจ้านายอยู่ข้างในกับคุณเลขาหยางค่ะ” เลขาสาวหน้าห้องลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหามู่เสวี่ย“เอ๋ มีธุระเหรอคะ เดี๋ยวฉันนั่งรอก่อนก็ได้” มู่เสวี่ยตอบกลับ เธอค่อนข้างเกรงใจที่จะเข้าไปรบกวนชายหนุ่ม“คุณมู่สามารถเข้าไปได้เลยค่ะ เจ้านายสั่งไว้ว่าถ้าคุณมา สามารถเข้าไปหาได้เลยทุกกรณี” เธอพูดพลางผายมือไปทางประตู ทำท่าจะเปิดให้เมื่อพูดมาแบบนั้นมู่เสวี่ยย่อมไม่เกรงใจแล้ว วันนี้เธอเดินทางมาด้วยตัวเองไม่ได้ให้นิ่งหลงหรือคนของเขาไปรับ อีกทั้งยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เธอแค่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำเพราะหลินซานซานขอตัวกลับบ้านไปงานแต่งญาตคนหนึ่งจึงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนในวันหยุดก๊อก ๆ“คุณมู่มาค่ะท่าน” เลขสาวเพียงแค่แจ้งเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันทีเธอคนนี้เป็นผู้ช่วยอีกหนึ่งคนข







